พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 84
อี๋หนิงไม่รู้ว่าท่านพ่อได้ไปช่วยพูดแทนนางแล้ว
นางกำลังคัดอักษรอยู่ พอได้ยินเสียงความ
เคลื่อนไหวก็หันหน้าไปมองจากนั้นก็พบว่าเว่ย
หลิงยืนอยู่เบื้องหลังนางนิ่ง ๆ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
อี๋หนิงลุกขึ้นพูดกับเขา “เหตุใดวันนี้ท่านจึง
กลับมาแต่เช้า…”
พูดยังไม่ทันจบ เว่ยหลิงก็พลันเอื้อมมือออกไปดึง
บุตรสาวเข้ามากอด
อี๋หนิงถูกเขากอดโดยไม่ทันตั้งตัว นางได้กลิ่นต้น
สนบนร่างกายเขาอันที่จริงก็น่าดมนัก นางนึกได้
ว่าเจินจูจะต้องไปพูดอะไรให้เว่ยหลิงฟังจึงเอ่ยว่า
“ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นไรจริง ๆ เจ้าค่ะ”
เว่ยหลิงชะงัก นํ้าเสียงตํ่าลงมาก “พ่อรู้” คราแรก
เขากลัวว่าจะทำให้นางตกใจ จึงไม่กล้ากอดนาง
มาโดยตลอด ทว่าวันนี้หัวใจของเขารู้สึกเวทนา
สงสารนางยิ่งนัก กระทั่งรู้สึกเวทนายิ่งกว่าตอน
นางอยู่ในตระกูลหลัวเสียอีกอาจเป็นเพราะเรื่องนี้
มีสาเหตุมาจากเขา เป็นเขาที่ไม่ได้ปกปั้องนางให้
ดี
เขาไม่พูดอะไรอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายจึงกล่าวขึ้นว่า
“ยามที่พ่อพาเจ้ากลับมาได้บอกเจ้าว่าจะไม่ยอม
ให้ผู้ใดมารังแกเจ้าอีก…”
“ทุกสรรพสิ่งไม่มีอะไรแน่นอน” อี๋หนิงเพียงเอ่ย
เสียงเบา นางไม่เคยคาดหวังว่าเมื่อถึงจวนอิงกั๋ว
กงแล้วทุกสิ่งจะราบรื่นจริง ๆ จะให้ทุกคนชื่น
ชอบนางคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เว่ยหลิงลูบศีรษะของนาง ไม่ได้กล่าวคำมั่นสัญญา
อะไรอีก เพราะถึงพูดไปก็ไร้ประโยชน์ เขานั่งลง
“หมิงจูเป็นคนที่ท่านย่าของเจ้าเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
ดังนั้นท่านย่าจึงเอ็นดูหมิงจูมากหน่อย ก่อนที่เจ้า
จะมา นางสามารถวางท่าโอหังได้” เขากล่าวต่อ
“ต่อไปหากนางทำอะไรไม่ดีต่อเจ้า เจ้าก็มาบอก
พ่อตามตรงได้ทันที”
ถึงเวลานั้นเขาจะไม่มีวันยั้งมือหรือใจอ่อนอีกแล้ว
ที่เรือนจิ้งอัน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี
นางต้องไปพบอี๋หนิงสักครั้ง ซ่งมามาเกลี้ยกล่อม
นางว่าหิมะตกทางเดินลื่น ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ไม่
ฟังซ่งมามาจึงทำได้เพียงสั่งให้บ่าวรับใช้แบกเกี้ยว
นุ่มเข้ามาเพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยนั่งไปหาอี๋หนิง
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยลงจากเกี้ยวก็ตรงไปยังห้อง
ด้านข้างฝังบูรพา สาวใช้จะเข้าไปรายงาน ซ่งมา
มาก็ยื่นมือไปรั้งไว้ ส่งสัญญาณบอกว่าไม่ต้องพูด
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมองตามแสงเทียน ตรงหน้าประตู
ห้องด้านข้างฝังบูรพา อี๋หนิงกำลังพูดคุยกับเว่ย
หลิง ไม่รู้กำลังคุยเรื่องขบขันอะไรกัน ทั้งสองถึง
ได้หัวเราะขึ้นมา ใบหน้าทั้งสองหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก
เมื่อยิ้มขึ้นมาก็ละม้ายคล้ายคลึงกันเป็นพิเศษ ไฝ
ตรงปลายหางคิ้วยังเหมือนกันทุกประการ
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นภาพนี้ ในใจก็บังเกิด
ความรู้สึกผูกพัน นี่คือความผูกพันทางสายเลือด
โดยแท้จริง
ครั้นอี๋หนิงเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยืนอยู่ตรงทางเข้า
รอยยิ้มบนใบหน้าก็คลายลงทันใด ไม่ได้ดูผ่อน
คลายเหมือนยามอยู่กับเว่ยหลิงที่ปราศจาก
ปราการปั้องกันใด ๆ นางขานเรียกอย่างสำรวม
“ท่านย่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นดังนั้น หัวใจก็กระตุกอย่าง
แรง อี๋หนิงเติบโตเป็นหญิงสาวเกือบครึ่งตัวแล้ว!
เมื่อถูกคนทำร้ายย่อมสร้างเกราะปั้องกัน นางไม่มี
ทางมีท่าทีสนิทสนมกับตนเช่นแต่ก่อนแล้ว ทั้งที่
ตอนที่อี๋หนิงเพิ่งกลับมานางยังปฏิบัติต่อตนอย่าง
ใกล้ชิดถึงเพียงนั้น…
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฝืนยิ้ม “ย่าแค่มาดู…ไม่มีอะไร
พวกเจ้าสองพ่อลูกพูดคุยกันต่อไปเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นเว่ยหลิงไม่แม้กระทั่งจะ
ชายตาแลตนก็หมุนตัวจากไป รอจนขึ้นเกี้ยวแล้ว
นางก็พลันไอออกมาหลายครั้ง ซ่งมามาเอ่ยถาม
อย่างร้อนรน “ฮูหยินผู้เฒ่า เป็นอะไรร้ายแรง
หรือไม่เจ้าคะ”
“คงจะปั่วยเพราะไอเย็น ไม่เป็นอะไรมาก” ฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยหลับตาลงความเร็วของเกี้ยวนุ่มเร็ว
ขึ้นหลายส่วน
ในเรือนจิ้งอัน จ้าวหมิงจูรอนางอยู่ เมื่อเห็นฮูหยิน
ผู้เฒ่าเว่ยเข้ามาจ้าวหมิงจูก็ปรี่เข้าไปจับมือนาง
เอาไว้พลางเอ่ยถาม “ท่านยาย วันนี้ท่านได้พบ
ท่านลุงหรือไม่ เขา…เขามีเจตนาอย่างไรเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไอแรง ๆ สองสามครั้ง นางมอง
จ้าวหมิงจูที่มีสีหน้าร้อนรน ท่าทางอยากฟัง
คำตอบจากนางโดยเร็ว ทันใดนั้นก็พลันบังเกิด
ความรู้สึกผิดหวัง
ทั้งที่นางกำลังปั่วย แต่จ้าวหมิงจูกลับไม่
สังเกตเห็นเลยสักนิด เอาแต่สนใจแต่เรื่องของ
ตนเอง
“ไม่มีอะไร” ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยังคงหักห้ามใจ
ไม่ได้ กล่าวเสียงราบเรียบ “ท่านลุงของเจ้าไม่ได้
มีเจตนาเช่นนั้น”
ซ่งมามาประคองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเข้าไปยังห้อง
ด้านใน จ้าวหมิงจูตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะติดตาม
ไป
เพราะเรื่องนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงค้นของดีมากมาย
ในคลังสมบัติของตนส่งไปให้อี๋หนิง ทุก ๆ วันยัง
สั่งให้คนส่งขนมของว่างนานาชนิดไปยังเรือนของ
อี๋หนิง แน่นอนว่าอี๋หนิงไม่อาจผูกความแค้นกับ
คนชรา เมื่อผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป เพียงแต่นาง
ไม่ได้แสดงท่าทีใกล้ชิดเช่นแต่ก่อนแล้ว
ทว่าเว่ยหลิงไม่อาจปล่อยจ้าวหมิงจูไปง่าย ๆ เขา
พูดกับคนในห้องสะสางงานว่า “หมิงจูมีสาวใช้
เยอะเกินไปแล้ว ปกติแล้วเจ้าของเรือนยังไม่มี
ขบวนเอิกเกริกเช่นนางเลย” เขาให้ตัดสาวใช้ของ
เรือนจ้าวหมิงจูออกครึ่งหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในยาม
ปกติก็ลดทอนลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน แต่เรือนของอี๋ห
นิง หากต้องการใช้จ่ายเท่าใดก็เท่านั้น จะ
มากกว่าที่กำหนดไว้ ท่านอิงกั๋วกงก็ไม่เคยกล่าว
อะไร เขากระทั่งเลือกสาวใช้ส่งไปที่เรือนของอี๋ห
นิงเพื่อช่วยนางดูแลเรือนด้วยตนเอง หากอี๋หนิง
ต้องการสิ่งใด คำสั่งของท่านอิงกั๋วกงคือสิ่งนั้น
จะต้องถูกส่งต่อโดยเร็วที่สุด
หากเป็นในอดีต ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยย่อมไม่มีทางเห็น
ด้วย ทว่าครั้งนี้กลับไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ปล่อยให้
เว่ยหลิงทำตามอำเภอใจ
จ้าวหมิงจูอยู่ในห้อง โมโหจนพูดไม่ออก นางโตถึง
เพียงนี้แล้ว ยังไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มา
ก่อน! นางวิ่งไปครํ่าครวญกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยหญิง
ชรากลับปิดปากสนิท เพียงลูบศีรษะปลอบ
ประโลมนางสองสามครั้งนี่คือเจตนาของเว่ยหลิง
ตนไม่อาจก้าวก่าย ที่สำคัญคือการที่จ้าวหมิงจูมี
สาวใช้มากมายถึงเพียงนั้น…เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
จริง ๆ
จ้าวหมิงจูรู้สึกว่าท่าทีที่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมีต่อตนใน
ระยะนี้เย็นชาขึ้นเล็กน้อย ในใจรู้สึกเสียใจ นาง
มองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเป็นคนในครอบครัว นางต้อง
พยายามออดอ้อนเอาใจอยู่นานกว่าฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยจะค่อย ๆ ดีต่อนางขึ้นมา ดูเหมือนว่ายามนี้
จะไม่ต่างจากแต่ก่อนแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ผู้ดูแลในจวนและเหล่าบ่าวไพร่จึง
ตระหนักว่า คุณหนูที่ถูกอุ้มกลับมาเลี้ยงกับ
คุณหนูที่แท้จริงไม่อาจเทียบกันได้ ท่านอิงกั๋วกง
ไม่มีทางรักเอ็นดูคุณหนูตัวปลอมที่ปราศจาก
ความสัมพันธ์ทางสายเลือด
ส่วนถิงเกอร์ที่วันนั้นลังเลคิดไม่ตกก็ไม่ได้บอก
กล่าวบิดา เฉิงหลางไม่ได้มาติดต่อกันหลายวัน
แล้ว เขาจึงสุขสบายไม่น้อย ไม่ต้องฝึกคัดอักษร
ทั้งวันเอาแต่ไปเล่นกับจ้าวหมิงจู
อี๋หนิงเองก็รู้สึกว่าบรรดาผู้ดูแลเรือนมีท่าทีต่อนาง
เปลี่ยนไป
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
แล้ว ครั้งนี้เป็นเจิ่งโซ่ว[1]ต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่
อี๋หนิงเตรียมปักฉากกั้นอันหนึ่ง แม้จะไม่ลํ้าค่า
แต่ก็เป็นความตั้งใจของนาง นางเรียกผู้ดูแลของ
ห้องสะสางงานเข้ามา กล่าวว่าอยากเตรียม
ของขวัญวันเกิดให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ให้พวกเขา
เตรียมฉากกั้นให้นางอันหนึ่งคาดไม่ถึงว่าวันรุ่งขึ้น
ผู้ดูแลก็ส่งฉากกั้นมาถึงสี่ห้าอัน ให้นางเลือกอันที่
ดีที่สุดมาใช้ ท่าทางนอบน้อมพินอบพิเทาไม่กล้า
ล่าช้าแม้เพียงชั่วครู่ ทั้งยังกล่าวว่า“…คุณหนู
ต้องการสิ่งใดก็เชิญบอกผู้น้อยได้เลยขอรับ ท่าน
อิงกั๋วกงสั่งไว้ว่าสิ่งอื่นสามารถน้อยได้ แต่สิ่งของ
ของคุณหนูจะขาดไม่ได้ขอรับ!”
อี๋หนิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่บอกให้
เขาถอยออกไป นางอยากได้ฉากกั้นลมเพียงอัน
เดียวเท่านั้น
เมื่อถึงวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่า ในจวนก็ครึกครื้น
ตั้งแต่เช้าตรู่ อี๋หนิงไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ตั้งแต่เช้า ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยังคงทำผมอยู่จ้าวหมิง
จูแต่งกายเรียบร้อย นั่งอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยแล้ว นางสวมเสื้อกันหนาวสีแดงอ่อนแขนเสื้อ
ปักทอง เกล้าผมมวย ปักปินทองลายหงส์ประดับ
มุก หูสวมต่างหูทองคำบริสุทธิ์ ขับให้ผิวของนางดู
เปล่งปลั่ง เดิมจ้าวหมิงจูก็มีรูปโฉมงดงาม เมื่อ
แต่งกายเช่นนี้ก็ยิ่งดูเจิดจรัสเปล่งประกายงดงาม
เพริศพริ้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดึงอี๋หนิงเข้าไปพินิจดู แต่ไหนแต่
ไรมาการแต่งกายของอี๋หนิงก็ค่อนข้างเรียบง่าย
วันนี้นางสวมเพียงเสื้อกันหนาวผ้าไหมหังโจวสี
ชมพูอ่อน ปลายแขนเสื้อปักเย็บเป็นลายร้อย
มงคลงดงาม กระโปรงสีฟั้าเข้ม ศีรษะปักปินทอง
สลักฝังหยก เครื่องหน้าทั้งห้าของนางเริ่มกระจ่าง
ชัดแล้ว ดวงตารูปเมล็ดซิ่งแวววาวกระจ่างใสดุจ
แสงวสันต์สะท้อนผืนธาราผิวขาวนุ่มชมพูดุจหิมะ
ดูแล้วให้ความรู้สึกเฉลียวฉลาดสยบผู้คน
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยลอบตกตะลึง หากเด็กคนนี้ตั้งใจ
แต่งกายขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร
ยังไม่ต้องกล่าวถึงฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย บางครั้งอี๋หนิง
ส่องคันฉ่องก็ยังรู้สึกว่าใบหน้านี้งามสะคราญยิ่ง
นัก จนทำให้อี๋หนิงอดคิดถึงมารดาบังเกิดเกล้า
ของเสี่ยวอี๋หนิงไม่ได้ ว่าจะเป็นสาวงามเพียงใด
ที่สำคัญ เมื่อเติบโตขึ้นตามอายุ นางก็ยิ่งต้องตก
ตะลึง เกรงว่าความงามนี้จะนำพามาซึ่งหายนะ
แต่ไหนแต่ไรมานางจึงไม่เคยแต่งกายให้โดดเด่น
จะมีผู้ใดบ้างเล่าที่ชอบมองผู้ที่แต่งกายเรียบง่าย
ตลอดเวลา
นางอวยพรให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมีโชคลาภวาสนาดั่ง
มหาสมุทร อายุมั่นขวัญยืนดุจผืนนภา ฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยหัวเราะพอใจพลางหยิบซองแดงให้นาง
หนึ่งซอง “อีกประเดี๋ยวย่าจะพาเจ้าไปพบแขก
เจ้าอย่าได้ตื่นเต้นไป”
อี๋หนิงหลุบตาลง นางย่อมไม่มีทางตื่นเต้น
“น้องสาวอี๋หนิงควรจะแต่งกายให้เฉิดฉายสัก
หน่อย” จ้าวหมิงจูเอ่ยขึ้นจากด้านข้าง บัดนี้นาง
ถือว่าสนิทสนมกับอี๋หนิงขึ้นมาเล็กน้อย ต่อให้จะ
ไม่ชอบอี๋หนิง แต่ก็สามารถพูดคุยด้วยได้สองสาม
ประโยคแล้ว “มิเช่นนั้นหากผู้อื่นเห็นเข้าจะเข้าใจ
ว่าพวกเราปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดี”
“พี่หมิงจูแต่งกายงดงามก็พอแล้ว” อี๋หนิงกล่าว
ด้วยรอยยิ้ม “ข้าอายุยังน้อย ไม่จำเป็นหรอกเจ้า
ค่ะ”
มิใช่ว่าจ้าวหมิงจูแต่งกายได้เฉิดฉายแล้วหรือ
สายตาในการชื่นชมความงามของนางน่าจะมี
ระดับใกล้เคียงกับแม่เลี้ยงหลินไห่หรู
เมื่อถึงเวลา อี๋หนิงก็ประคองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยออก
ไป พิธีการจัดขึ้นที่ห้องโถงกลาง มีคนจำนวนมาก
รออยู่แล้ว อี๋หนิงประคองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยนั่งลง
ก่อนจะเดินไปเบื้องหน้า ยอบตัวลงเล็กน้อย
กล่าวปนรอยยิ้ม “เพื่อฉลองวันเกิดให้ท่านย่า ข้า
ต้องขอทำเรื่องชวนขบขันสักครั้งแล้ว”
นางให้คนเอาพู่กันขนเพียงพอนเข้ามา เอนตัว
ออกแรงจรดปลายพู่กันเล็กน้อย ตัวอักษรจ้วนซู
คำว่า ‘อายุยืน’ ปรากฏพลิ้วไหวอยู่บนกระดาษ
เมื่อตวัดปลายพู่กันสุดท้าย นิ้วมือก็กุมประสาน
เข้าเล็กน้อย ทำการคารวะอีกครั้ง นางถอยหลัง
ไปก้าวเล็ก ๆ ก้าวหนึ่ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบาง
เบา
มีแขกในงานบางคนที่เพิ่งได้พบนางครั้งแรก ในใจ
บังเกิดความสงสัยมิใช่ว่าคุณหนูท่านนี้เพิ่งจะถูก
ตามตัวกลับมา ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูในจวนอิงกั๋วกงจน
เติบใหญ่หรอกหรือ เหตุใดจึงดูมีบารมียิ่งกว่าคน
ที่ถูกเลี้ยงดูในจวนอิงกั๋วกงมาตั้งแต่เล็กอีกเล่า
ลายมือนั้นก็งดงามอย่างยิ่งยวด มองปราดเดียวก็
รู้ว่าต้องได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ที่มีชื่อเสียง
เมื่อหันไปมองจ้าวหมิงจู แม้จะสวมอาภรณ์เลิศ
หรู แต่ก็ปราศจากซึ่งความผ่อนคลายอันเป็น
ธรรมชาตินี้
เชื้อสายเป็นสิ่งสำคัญไม่มีผิด หากมิใช่องค์รัช
ทายาท ต่อให้สวมชุดมังกร อย่างไรก็ไม่มีทาง
เหมือนองค์จักรพรรดิ
เว่ยหลิงอยากให้นางเปิดตัว อี๋หนิงรู้สึกว่าเท่านี้
น่าจะเพียงพอแล้วจึงถอยไปด้านข้าง ถึงเวลาที่ฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยต้องปราศรัยแล้ว
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกล่าวกับบรรดาแขกผู้สูงศักดิ์
จบก็ถึงเวลางานเลี้ยงพอดี
งานเลี้ยงจัดขึ้นในห้องภูผาที่อยู่ด้านข้าง และดอก
เหมยก็กำลังผลิบาน
หลายวันมานี้ อี๋หนิงสนิทสนมกับคุณหนูทั้งสอง
ของตระกูลเฮ่อขึ้นมาเล็กน้อยจึงสนทนากับพวก
นางสองสามประโยค จ้าวหมิงจูกำลังกระซิบ
กระซาบกับเสิ่นเจียโหรว ทันใดนั้นนางก็มอง
ออกไปด้านนอกราวกับเห็นบางสิ่ง นางลุกขึ้น
แล้วกล่าวว่า “พวกเจ้ากินกันไปก่อน ข้ามีธุระ
เกรงว่าต้องขอตัวสักครู่”
นางเพิ่งจะก้าวเท้าก็ได้ยินเสียงคนกระซิบเย้ย
หยันจากด้านหลัง “คงคิดว่าตนเองเป็นคุณหนูที่
แท้จริงกระมัง…ก็แค่ถูกอุ้มกลับมาเลี้ยงมิใช่หรือ
อะไรก็ไม่ใช่สักอย่าง คุณหนูที่แท้จริงแห่งจวน
อิงกั๋วกงยังไม่วางตนสูงส่งเช่นนางเลย”
ทันทีที่จ้าวหมิงจูได้ยิน ใบหน้าก็ร้อนผ่าว นางกัด
ริมฝีปาก หันหน้ากลับไปกวาดตามองคราหนึ่ง
บรรดาสตรีเต็มห้อง ไม่รู้ว่าเสียงนี้ดังมาจากที่ใด
แต่ไหนแต่ไรมานางก็ห่วงภาพลักษณ์มากที่สุด
ตระหนักเสมอว่าฐานะของตนสูงศักดิ์ แล้วนางจะ
ทนให้ผู้อื่นกล่าวถ้อยคำเช่นนี้กับนางได้อย่างไร!
ในอดีตหากผู้ใดกล้าพูดว่านางถูกอุ้มกลับมาคง
ต้องมีการปะทะจนกว่าจะมีคนตายไปข้างหนึ่ง
แต่บัดนี้หากนางหันกลับไปถามว่าผู้ใดเป็นคนพูด
ก็มีแต่จะทำให้เป็นที่ขบขันเท่านั้น
จ้าวหมิงจูอดกลั้น เดินออกจากโถงบุปผาด้วยสี
หน้าเย็นเยียบดุจนํ้าแข็ง
อี๋หนิงเห็นนางออกไป ในใจก็บังเกิดความสงสัย
นางดื่มเหล้าบ๊วยไปสองจอกจึงรู้สึกมึนศีรษะ
เล็กน้อย ประจวบเหมาะกับอยากออกไปตากลม
พอดี
หลังหิมะตก ด้านนอกท้องฟั้าปลอดโปร่งแจ่มใส
วิสัยทัศน์ในห้องภูผาเปิดโล่งกว้างขวาง สามารถ
มองเห็นสวนต้นเหมยแดงบานสะพรั่ง อี๋หนิงไม่
เห็นร่างของจ้าวหมิงจูแล้ว นางนั่งลงริมระเบียง
ลมพัดโชยช่วยขจัดฤทธิ์ของสุราไปเล็กน้อย นาง
มองผืนปั่าดอกเหมย รอคอยให้สร่างเมาเงียบ ๆ
ลอบคิดในใจว่าอยู่ตากลมอีกสักพักค่อยเข้าไป
ลมนี้ช่างหนาวสะท้านนัก
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง “เหตุใด
น้องสาวอี๋หนิงจึงมานั่งอยู่ตรงนี้เล่า”
อี๋หนิงหันหน้าไปก็พบชายหนุ่มรูปงามสง่าผ่าเผย
เขาสวมชุดแขนเสื้อสีเข้ม กำลังยิ้มให้นางพร้อม
เดินตรงมา “พวกน้องสาวของข้ายังอยู่ด้านใน”
นางจำได้ว่าเขาคือเสิ่นอวี้ที่พบกันครั้งที่แล้ว
คุณชายแห่งตระกูลจงฉินปั๋อ
อี๋หนิงลุกขึ้น ผงกศีรษะให้พลางกล่าวทักทาย “พี่
เสิ่นอวี้” นางไม่สนิทชิดเชื้อกับคนผู้นี้ จึงไม่อยาก
สนทนาให้มาก
ทว่าเสิ่นอวี้กลับจับจ้องใบหน้านางไม่วางตา
ลำคอขาวเนียนดุจหิมะเผยออกมาจากปกเสื้อ
อาจเป็นเพราะนางดื่มสุราไปเล็กน้อย แก้มจึงแดง
ระเรื่อ
หลังจากพบกันคราก่อน เสิ่นอวี้ก็รู้สึกราวกับถูก
แมวข่วน มักคิดถึงเสียงของนางอยู่เสมอ ยิ่งนาน
วันใจของเขาก็ยิ่งรู้สึกคันยุบยิบชาวาบ แต่เมื่อ
ติดตามน้องสาวมาอีกสองครั้งก็ไม่ได้พบนางอีก
เมื่อครู่เขาสังเกตเห็นว่าอี๋หนิงออกมาจึงตาม
ออกมา อยากจะพูดคุยกับนางสักสองสาม
ประโยค
ผู้ใดจะรู้ว่าอี๋หนิงจะหลีกเลี่ยงเขา คิดจะกลับไป
แล้ว ด้วยอารามรีบร้อนเสิ่นอวี้จึงขวางหน้านางไว้
กล่าวเสียงตํ่า “น้องสาวอี๋หนิง เจ้า…เจ้าดื่มสุรา
มาหรือ ใบหน้าของเจ้าดูแดงเล็กน้อย”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินประโยคนี้ก็ปรายตามองเขาปราด
หนึ่ง ก้าวถอยหลังก้าวหนึ่งอย่างระมัดระวัง
คำพูดนี้ดูเหมือนจะเกินเลยไปเล็กน้อย
——————–
[1] เจิ่งโซ่วเป็นการฉลองที่อายุครบทุก ๆ สิบปี
นับตั้งแต่อายุห้าสิบขึ้นไป