Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 87

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 87
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

แต่ไหนแต่ไรมา จ้าวหมิงจูก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

โอบอุ้มฟูมฟักอยู่ในมือมาโดยตลอด ไม่เคยได้ยิน

ถ้อยคำรุนแรงจากฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมาก่อน

เมื่อนางได้ยินก็เม้มริมฝีปากแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่ง

ใดสักคำ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยให้นางมานั่งข้างตน

ทอดถอนใจพลางกล่าว “มิใช่ว่ายายจะตำหนิเจ้า

แต่เจ้าดื้อดึงเกินไป อี๋หนิงมาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว

เจ้าเคยเข้าไปใกล้ชิดสนิทสนมกับนางหรือไม่ ทั้ง

ที่เจ้าเองก็รู้ดีว่าท่านลุงของเจ้าให้ความสำคัญกับ

นางนักเหตุใดจึงไม่ปฏิบัติกับนางให้ดีกว่านี้หน่อย

เล่า”

กระบอกตาของจ้าวหมิงจูร้อนผ่าว “ข้า…ข้าก็เป็น

เช่นนี้ เสแสร้งปันท่าไม่เป็น จะให้ชอบผู้ใดไม่ชอบ

ผู้ใด ข้าไม่สามารถควบคุมได้ ข้าชอบท่านก็คิด

เพียงอยากใกล้ชิดกับท่าน ผู้อื่นข้าไม่คิดจะสนใจ”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจับมือนางไว้ แววตาจริงจัง

เล็กน้อย “อี๋หนิงอยู่ด้านนอกมีชีวิตยากลำบาก

ไม่ง่ายเลยกว่านางจะได้กลับมา ท่านลุงของเจ้า

ย่อมรักเอ็นดูนาง” เมื่อเห็นจ้าวหมิงจูร้องไห้ครํ่า

ครวญอย่างหนักถึงคิดได้ว่านี่เป็นเด็กที่นางโอบ

อุ้มทะนุถนอมไว้ในมือ ยามปวดศีรษะปั่วยไข้แต่

ละครั้งนางก็ร้อนรนยิ่งกว่าสิ่งใด อุปนิสัยโอหัง

หยิ่งทะนงในวันนี้กว่าครึ่งก็มาจากการปรนเปรอ

ตามใจของนาง ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดึงอีกฝั่ายเข้าสู่

อ้อมกอด“เด็กโง่ เจ้าต้องคิดให้กระจ่าง ยายเหลือ

เวลาอีกไม่กี่ปีเท่านั้น หากยายจากไปแล้วผู้ใดจะ

คอยปกปั้องเจ้า”

จ้าวหมิงจูเงยหน้ามองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย กล่าวถาม

เสียงสั่นเครือ “ท่านไม่ชอบข้าแล้วหรือ…”

ทันใดนั้นนางก็ตระหนักได้ว่านางไม่อาจเป็นเช่น

แต่ก่อนแล้ว อย่างน้อยต่อให้นางจะไม่ชอบหลัว

อี๋หนิงอย่างไรก็ไม่ควรแสดงเด่นชัดให้เป็นที่นินทา

ของผู้อื่น

“ยายจะไม่ชอบเจ้าได้อย่างไร” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยม

องดวงหน้าเล็กที่อาบไปด้วยนํ้าตา หัวใจบีบรัด

แน่น นึกถึงหลายปีนั้นที่เว่ยหลิงอยู่ด้านนอกก็

ล้วนเป็นจ้าวหมิงจูที่อยู่ข้างกายนาง คอยคลาย

ความเบื่อหน่ายให้นาง อาจเป็นเพราะตอนจ้าวห

มิงจูยังเล็กก็รู้สึกพึ่งพิงตนจึงไม่ยอมย้ายออกไปอยู่

เพียงลำพังต่อให้ย้ายออกไปแล้ว ทุกวันคนที่มา

ที่นี่เป็นคนแรกก็คืออีกฝั่าย เมื่อคิดถึงว่าจ้าวหมิง

จูจำต้องห่างไกลจากบิดามารดา นอกจากสนิท

สนมใกล้ชิดกับนางแล้ว กับบิดามารดาก็ล้วนไม่

ใกล้ชิด…

ที่นางกล่าวถ้อยคำเหล่านี้เพราะเกรงว่าจ้าวหมิงจู

จะไม่ตระหนักถึงสถานะที่แท้จริงของตน นาง

ย่อมรักเอ็นดูหมิงจูและไม่มีทางยอมให้ผู้ใดมา

รังแก ทว่าสำหรับเว่ยหลิง ตำแหน่งคุณหนูแห่ง

จวนอิงกั๋วกงมีเพียงอี๋หนิงเท่านั้น เรื่องนี้แม้แต่

นางก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้ในใจนาง

ตำแหน่งของเด็กทั้งสองจะทัดเทียมกัน หรือ

กระทั่งรักเอ็นดูหมิงจูมากกว่าเล็กน้อยก็ตาม

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกล่าวเนิบช้า “เจ้าอย่าได้ร้องไห้

อีกเลย พรุ่งนี้ญาติผู้พี่เฉิงหลางของเจ้าจะมาสอน

หนังสือถิงเกอร์ เมื่อถึงเวลานั้นยายจะให้เขาเข้า

มาคารวะยายแล้วเกริ่นเรื่องหมั้นหมายระหว่าง

เจ้ากับเขา” เป็นการดีที่จะกำหนดเรื่องหมั้น

หมายของหมิงจูให้ชัดเจนเสียแต่เนิ่น ๆ หลีกเลี่ยง

ไม่ให้จิตใจของนางไม่สงบสุขจนกลายเป็นการก่อ

ความไม่ชอบใจให้ผู้อื่น

จ้าวหมิงจูได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกล่าวเช่นนี้ก็ตก

ตะลึงอยู่บ้าง นางไม่รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจะลงมือ

รวดเร็วเพียงนี้

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพูดต่อ “เฉิงหลางกับเจ้าเติบโตมา

ด้วยกันตั้งแต่เด็กเขาน่าจะมีความผูกพันลึกซึ้งกับ

เจ้าหลายส่วน หากเขาตกลงก็กำหนดตามนี้”

เมื่อคิดถึงว่ามีคนหมายมั่นอยากแต่งงานกับเขา

ต่อแถวยาวตั้งแต่กำแพงเมืองฝังประจิมไปจนถึง

ฝังบูรพา หากไม่ใช่เพราะนางถูกเลี้ยงไว้ข้างกายฮู

หยินผู้เฒ่าเว่ยตั้งแต่เล็ก นางคงไร้กระทั่ง

คุณสมบัติที่จะหารือเรื่องการหมั้นหมายกับเฉิง

หลาง

เมื่อจ้าวหมิงจูกลับไปที่ห้องของตน สาวใช้ใหญ่

ข้างกายซูสี่ก็ยกนํ้าแกงเข้ามา ครั้นเห็นนางฟุบลง

กับโต๊ะไม่เอ่ยวาจาก็กล่าวว่า “คุณหนูของบ่าว

ท่านอย่าได้เสียใจไปเลยเจ้าค่ะ คำของฮูหยินผู้

เฒ่ามีเหตุผล นางตรึกตรองเพื่อท่าน…”

“จะไม่ให้ข้าเสียใจได้อย่างไร” นิ้วเรียวยาวของ

จ้าวหมิงจูขยุ้มปลอกหมอนที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหม

นางขุ่นเคืองยิ่งนัก “ข้าต่างหากที่เป็นคนที่นาง

เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เป็นข้าที่เติบโตขึ้นมาในจวน

แห่งนี้! ต่อให้นางเป็นบุตรสาวโดยสายเลือดแล้ว

จะอย่างไร มิใช่ว่าถูกทิ้งไว้ด้านนอก ได้รับการ

เพาะบ่มจากตระกูลเล็ก ๆ หรอกหรือ ยามนี้เมื่อ

บินขึ้นมาเกาะบนกิ่งไม้ แปลงร่างเป็นหงส์ก็ทำตัว

โอหังได้แล้วรึ! ภูมิหลังนั่นก็ต้อยตํ่าเช่นเดียวกัน”

เมื่อซูสี่ได้ยินก็รู้สึกแน่นในอก คุณหนูหมิงจูช่าง

เลอะเลือนเหลือเกินถ้อยคำพรรค์นี้ก็ยังกล่าว

ออกมาได้ อี๋หนิงต่างหากที่เป็นคุณหนูที่แท้จริงนี่

เป็นสิ่งที่นางไม่อาจหาญเทียบ ที่น่าเวทนาคือสาว

ใช้เช่นพวกนาง หนึ่งร่วงทุกคนล่ม หนึ่งรุ่งทุกคน

โรจน์ มิเพียงไม่อาจพูดตรงเกินไปจนเป็นการ

ล่วงเกินนาง ทั้งยังต้องช่วยนางวางแผนการอีก

ด้วย

“ตามความเห็นของบ่าว มิสู้ท่านดีกับคุณหนูอี๋ห

นิงสักหน่อย หากทุกคนเห็นแล้วก็จะพากัน

สรรเสริญว่าท่านรู้ความ” ซูสี่เกลี้ยกล่อม “ขอ

เพียงฮูหยินผู้เฒ่าสามารถช่วยให้ท่านได้แต่งงาน

กับใต้เท้าเฉิง เมื่อท่านไปยังจวนของใต้เท้าเฉิงก็

จะขึ้นเป็นฮูหยินโดยแท้จริง จะใช่หรือไม่ใช่

คุณหนูที่แท้จริงก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้ว ท่าน

ต้องการเพียงความโปรดปรานจากใต้เท้าเฉิง

เท่านั้น”

จ้าวหมิงจูสูดลมหายใจเข้าลึก “ต่อไปจวนอิงกั๋ว

กงก็จะถือเป็นดินแดนของนาง หากข้าอยาก

กลับมาเยี่ยมท่านยายก็เกรงว่ายังต้องดูสีหน้านาง

…นอกจากนี้ กับเฉิงหลาง ข้าก็ไม่มีความมั่นใจสัก

เท่าใด”

“นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเจ้าคะ” ซูสี่ฟังถึงตรงนี้ก็

เข้าใจถึงความหมายของจ้าวหมิงจูแล้ว นางคลี่ยิ้ม

ออกมา กล่าวอย่างสบายใจ “เพียงการหมั้น

หมายของคุณหนูอี๋หนิงถูกกำหนดขึ้น เมื่อนาง

แต่งออกไปแล้ว ท่านก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้

อีก กาลข้างหน้าพวกท่านก็เหมือนนํ้าบ่อไม่ยุ่ง

กับนํ้าคลองแล้ว”

จ้าวหมิงจูได้ยินก็ยืดตัวตรงมองซูสี่

นางรู้สึกว่าซูสี่พูดได้มีเหตุผล หากอี๋หนิงถูกหมั้น

หมาย นางก็ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเฉิงหลางแล้ว เพียง

แต่…นางอยากแต่งงานกับเฉิงหลางจริงหรือ…

จ้าวหมิงจูมองครอบไฟที่อยู่บนโต๊ะ นึกถึงยามที่

นางยังเด็ก ภาพเหตุการณ์ที่ได้พบคนผู้นั้นครั้ง

แรก

นางคำนับเขาเป็นบิดาบุญธรรม ยกนํ้าชาให้เขา

หลังเขารับไปก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงมอบกำไลให้

นางวงหนึ่ง

กำไลวงนั้นไม่ได้งดงามตราตรึง ทว่าต่อมาจ้าวห

มิงจูถึงเพิ่งรู้ว่าแท้จริงกำไลวงนี้มีมูลค่าเหลือคณา

เป็นหยกที่หาได้ยากยิ่ง เพียงนางสวมกำไลหยก

วงนี้ เมื่อนางเดินออกไปด้านนอกก็ไม่มีผู้ใดกล้า

แตะต้องนาง

ทุกครั้งที่นางจงใจออดอ้อนเขา เขาก็เพียงยิ้ม

ตอบอย่างขอไปที เมื่อนางเติบโตขึ้น เขาก็ยัง

ปฏิบัติต่อนางราวกับเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น

ตั้งแต่เล็กนางก็แหงนหน้ามองประกายเรืองโรจน์

ของลู่เจียเสวียทุกคราที่ได้พบเขา หัวใจก็เต็มตื้น

ไปด้วยความคาดหวัง แต่นางไม่กล้าบอกกล่าวกับ

ผู้ใด

เมื่อจ้าวหมิงจูคิดถึงเขา หัวใจก็พลันสงบลง

เล็กน้อย อย่างน้อยนางก็ยังมีผู้บัญชาการลู่ผู้มี

อำนาจคับฟั้าเป็นบิดาบุญธรรม แต่หลัวอี๋หนิงไม่

มีต่อให้มีวันหนึ่งที่นางเกิดเรื่องบาดหมางกับหลัว

อี๋หนิง ด้วยคำนึงถึงความผูกพันในอดีต เขาย่อม

เข้าข้างนาง

จ้าวหมิงจูพลันบังเกิดอารมณ์เข้มข้น อยากจะพบ

ลู่เจียเสวียในบัดดลนานแล้วที่นางไม่ได้พบเขา

หอจุ้ยเซียนทางฝังประจิมของเมืองหลวงเป็น

สถานที่ที่ขุนนางชนชั้นสูงมักแวะเวียนมาเป็นนิจ

ของว่างของที่นี่รังสรรค์ได้เยี่ยมยอดเป็นพิเศษ

ทว่าเมื่อถึงช่วงปลายปีคนกลับเบาบางลงเล็กน้อย

หอชั้นล่างมีแขกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

บานหน้าต่างบนชั้นสองของหอจุ้ยเซียนเปิดออก

ด้านนอกมีหิมะโปรยปรายเล็กน้อย พื้นถนนเปียก

แฉะ เฉิงหลางพิงตัวกับหน้าต่าง มองถนน

ด้านล่าง คนหาบเร่กับผู้คนที่เดินสัญจรไปมาอยู่

บนถนนต่างสวมเสื้อคลุมปิดบังศีรษะ เขายกจอก

สุราขึ้นด้วยมือข้างเดียว ใบหน้าด้านข้างหล่อ

เหลาประดุจหยกสะท้อนแสงในวันที่ผืนฟั้าสีเทา

ปกคลุมด้วยหิมะ ทำให้ใบหน้าเขาประหนึ่งมีแสง

อ่อน ๆ ทอประกาย เขานั่งอยู่เช่นนั้นมาครึ่งชั่ว

ยามโดยไม่เอื้อนเอ่ยแม้สักคำ

ในที่สุดเสียงบรรเลงผีผาก็หยุดลง หญิงสาวผู้ดีดผี

ผาทอดถอนใจ“คุณชาย หากท่านรู้สึกว่าการ

บรรเลงของข้าน้อยน่าเบื่อ เหตุใดจึงต้องยืนกราน

ให้ข้าน้อยมาด้วยเล่า”

เฉิงหลางเป็นชายหนุ่มที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่

วัยเยาว์ สง่างามปราศจากพันธนาการผูกมัด เขา

ชอบสตรีสูงศักดิ์หยิ่งทะนง และสตรีสูงศักดิ์หยิ่ง

ทะนงเหล่านั้นก็มักจะถูกเขาสยบจนราบคาบ

ครั้นเฉิงหลางต้องตานางเหลียนฝูจึงไม่ค่อยเข้าใจ

นัก กิริยามารยาทนางอ่อนโยน ไม่นิยมช่วงชิงกับ

ผู้อื่น ยามปกติอยู่ในหอคณิกา นางก็ไม่ค่อยสะดุด

ตานัก หลายปีมานี้เฝั้ามองผู้คนข้างกายเขาที่

เปลี่ยนแปลงไปดุจสายธาราไหลริน ทว่าแต่ไหน

แต่ไรมาเฉิงหลางกลับไม่เคยแตะต้องนาง

เฉิงหลางหันกลับมา ความเย็นชาบนใบหน้าทำให้

เหลียนฝูต้องชะงักงัน

นางหมายจะกล่าวอะไรก็ได้ยินเฉิงหลางเอ่ยด้วย

นํ้าเสียงราบเรียบ“เจ้าอย่าพูดให้มากความ”

ปกติเฉิงหลางมักสนทนาด้วยง่าย อย่างน้อย

เหลียนฝูก็ไม่เคยล่วงเกินเขา ไม่เคยรู้เลยว่าเขาจะ

เย็นชาได้ถึงเพียงนี้

เฉิงหลางมองใบหน้าของนาง เหลียนฝูมีใบหน้า

กระจ่างนวลละมุนมีเสน่ห์และจริตบางส่วน

คล้ายคลึงกับนาง…เขาหลับตาลง หลายปีมานี้เขา

สู้อดกลั้นเพาะบ่มอุปนิสัย แต่เพราะเหตุใดเขาถึง

ยังตํ่าช้าเยี่ยงนี้

มีบางครั้งที่เขาเฝั้าตรึกตรอง อาจเป็นความโชคดี

ของนางที่จากไปแล้วหากนางยังมีชีวิตอยู่และ

ล่วงรู้ถึงความคิดนี้…ความไร้ยางอายพรรค์นี้ นาง

คงแทบทนไม่ไหว อยากให้ที่ผ่านมาไม่เคยอบรม

สั่งสอนเขา

นิ้วมือของเฉิงหลางผ่อนคลายเล็กน้อย หันหน้า

กลับไปมองนอกหน้าต่าง

เหลียนฝูไม่กล้าพูดสิ่งใดแล้ว ก้มหน้าบรรเลงผีผา

ต่อโดยเปลี่ยนเป็นเพลง เจาจวินสู่นอกด่าน

ยามนี้ด้านนอกประตูมีองครักษ์เข้ามารายงาน

“…ใต้เท้าเฉิง ด้านนอกเพิ่งมีคนของท่านผู้

บัญชาการมา กล่าวว่ามีจดหมายลับมอบให้ท่าน”

เฉิงหลางโบกมือให้พวกเหลียนฝูถอยออกไป

จดหมายถูกส่งมายังมือของเขา บนจดหมายมี

ขี้ผึ้งปิดประทับ เฉิงหลางแกะขี้ผึ้ง ก่อนจะดึง

จดหมายด้านในออกมา

เนื้อหาของจดหมายค่อนข้างสั้นกระชับ เรื่องนี้ถูก

วางแผนไว้นานแล้วลู่เจียเสวียวางแผนจะกำจัด

องค์ชายใหญ่ในวันพรุ่งนี้ พื้นที่ล่าสัตว์ถูก

ตระเตรียมไว้พร้อมแล้ว กลัวก็แค่จะมีคนอาศัย

โอกาสนี้สร้างสถานการณ์วุ่นวายในเมืองหลวง จึง

อยากจะให้เขาใส่ใจเป็นพิเศษ

หลังจากเฉิงหลางอ่านจดหมายลับจบ มุมปากก็

ค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น

เขาเรียกคนเข้ามา ให้ส่งข้อความไปที่จวนอิงกั๋ว

กง กล่าวว่าพรุ่งนี้เขาไปสอนหนังสือให้ถิงเกอร์

ไม่ได้แล้ว

วันรุ่งขึ้นอี๋หนิงพาถิงเกอร์ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า

เว่ยตั้งแต่เช้าตรู่

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโอบกอดหลานชายด้วยความรัก

เอ็นดู หยิบนํ้าตาลซงจือ[1] ที่เก็บอยู่ในกล่อง

ออกมา นางมองใบหน้าขาวอิ่มเอิบของเด็กน้อยก็

รู้ว่าอี๋หนิงเลี้ยงดูเขาอย่างดี นางบีบแก้มเขาพลาง

เอ่ยถาม “เจ้าชอบให้พี่อี๋หนิงดูแลเจ้าหรือไม่”

ถิงเกอร์นึกถึงยามที่อี๋หนิงใช้ไม้บรรทัดตีเขาก็ทำ

หน้าบึ้งตึงไม่เอ่ยวาจาแต่เมื่อนึกถึงภาพที่นาง

กล่อมเขานอนทุกคืน มือนางจับเขาไว้ไม่ยอม

คลายครั้นตื่นขึ้นมาก็ยังพบนางนอนอยู่ข้างกาย

ตน ตัวเขาเองยังใช้แขนของนางต่างหมอน…จึง

เอ่ยอย่างจำทน “ก็ดีขอรับ”

จากนั้นเขาก็แบ่งนํ้าตาลซงจือในมือให้อี๋หนิง

ท่าทางประดุจท่านอ๋องเกเรตัวน้อย “ให้ท่านกิน”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรักเอ็นดูหลานชายเพียงหนึ่งเดียว

คนนี้ที่สุด เนื่องจากท้ายที่สุดเขาจะเป็นผู้สืบทอด

บรรดาศักดิ์ที่แท้จริง หากไม่ใช่เพราะเกรงว่านาง

จะดูแลไม่ไหว จะอย่างไรก็ต้องเอาตัวถิงเกอร์มา

เลี้ยงดูที่เรือนของนาง

เขาซุกซนเล็กน้อยก็เป็นเพราะยังมีจิตใจของเด็ก

น้อยที่รักความสนุกนางจึงโอนอ่อนตามใจเขาอยู่

เป็นนิจ

อี๋หนิงหยิบนํ้าตาลซงจือมาสองสามก้อน แม้จะไม่

อยากกิน แต่ก็หยิบก้อนหนึ่งใส่ปาก

ในเวลานี้เองก็มีสาวใช้เข้ามารายงานว่าจ้าวหมิงจู

มาถึงแล้ว ขณะที่จ้าวหมิงจูเดินเข้ามา สาวใช้ที่

ติดตามมาก็มีจำนวนน้อยลงไปเล็กน้อย ทว่ายังคง

รายล้อมตัวนางประหนึ่งดาวล้อมเดือน สาวใช้ใน

ห้องของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรีบช่วยนางปลดเสื้อคลุม

กันลมออก ทั้งยังส่งเตาอุ่นมือให้ วันนี้จ้าวหมิงจู

ตั้งใจแต่งกายเป็นพิเศษ ดูเพริศพริ้งมีชีวิตชีวา

ต่างหูระย้าทองคำบริสุทธิ์แกว่งไกวเย้ายวน ขับให้

แก้มของนางขาวดุจหิมะ

เดิมจ้าวหมิงจูคิดว่าเฉิงหลางจะมาจึงตั้งใจแต่ง

กายเป็นพิเศษ แต่เมื่อทราบว่าเขาติดภารกิจ ไม่

สามารถมาสอนได้ นางก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรเพียง

คลี่ยิ้มพลางนั่งลงข้างกายอี๋หนิง ก่อนจะสั่งให้สาว

ใช้หยิบกล่องสองกล่องเข้ามา “…นี่เป็นขนม

หนวดมังกรที่ญาติผู้พี่เฉิงหลางนำกลับมาจากซื่อ

ชวน[2]คราก่อน ข้าเก็บไว้ไม่เคยนำออกมากิน

วันนี้ตั้งใจนำออกมาเพื่อลิ้มรสกับน้องสาว”

อี๋หนิงปรายตามองจ้าวหมิงจูคราหนึ่งก็พบว่าอีก

ฝั่ายกำลังส่งยิ้มให้นาง

หรือความยากลำบากจะทำให้มนุษย์เติบโต

นางยื่นมือออกไปรับขนมหนวดมังกรที่จ้าวหมิงจู

ส่งมา จ้าวหมิงจูยังส่งก้อนหนึ่งให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเด็กคนนี้…

ตอนเพิ่งได้รับ ย่าให้นางเอาออกมากิน นางก็ไม่

ยินยอม วันนี้ด้วยโชคของเจ้าย่าถึงได้กินขนมของ

นาง”

จ้าวหมิงจูกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอย่างสนิทสนม

“คำพูดนี้ของท่านหมายความว่าอย่างไรกัน

อย่างไรข้าก็ต้องเกรงใจน้องสาวอยู่บ้าง! ทว่ากับ

ท่านข้ายังสามารถตระหนี่ด้วยได้”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรับผ้าเช็ดหน้ามาจากจ้าวหมิงจู

พลางลูบหลังอีกฝั่ายก่อนจะหยิบกล่องหนึ่งส่งให้

อี๋หนิง เอ่ยอย่างอ่อนโยน “กล่องนี้เจ้าเอากลับไป

ละเลียดกินเถิด”

อี๋หนิงก้มศีรษะลิ้มรสขนมหนวดมังกร นางรู้สึกว่า

หวานไปนิด อันที่จริงเว่ยหลิงส่งขนมอร่อย ๆ มา

ให้นางมากมาย ที่เรือนของนางไม่มีสิ่งใดขาด

เพียงแต่นางไม่อาจปฏิเสธนํ้าใจของฮูหยินผู้เฒ่า

เว่ย เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าถิงเกอร์กำลังมองนาง

อยู่ ก่อนที่จะหันหน้ากลับไป

จ้าวหมิงจูเล่าเรื่องสนุกให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฟัง “…

เสิ่นเจียโหรวกล่าวกับข้าว่า มารดาของนางกำลัง

หาคู่ครองให้พี่ชายของนาง บอกว่าเป็นคุณหนู

ของขุนนางผู้พิพากษา แต่พี่ชายของนางไม่ตกลง

พูดว่าจะหาคนที่ตนชื่นชอบยามนี้กำลังโต้เถียง

กับฮูหยินจงฉินปั๋ออยู่! ฮูหยินจงฉินปั๋อเดือดดาล

จนแทบลงมือตีเขา เสิ่นเจียโหรวรำคาญ

เหลือทน”

อี๋หนิงกัดขนมหนวดมังกรอีกคำหนึ่ง คิดถึงหนุ่ม

น้อยในอาภรณ์สีฟั้าที่จะมอบถุงหอมให้นาง

“คราก่อนน้องสาวอี๋หนิงก็เคยพบเสิ่นอวี้ พวกเจ้า

ยังสนทนากันหลายประโยค” จ้าวหมิงจูพลันเอ่ย

กับนาง “น้องสาวอี๋หนิงเห็นว่าเสิ่นอวี้ผู้นี้เป็น

อย่างไร”

อี๋หนิงกำลังก้มหน้าก้มตากินขนม เมื่อถูกเรียกชื่อ

กะทันหันก็เงยหน้าขึ้นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นว่าที่ริม

ฝีปากของนางยังมีเศษขนมหนวดมังกรก็รู้สึกขัน

เมื่อครู่เจ้าเด็กคนนี้ต้องไม่ได้ตั้งใจฟังคำของจ้าวห

มิงจูอยู่เป็นแน่…

อี๋หนิงวางขนมหนวดมังกรลง “อืม…ไม่เลว

กระมัง” จะให้นางรู้สึกอย่างไรเล่า นางไม่ค่อย

เข้าใจเสิ่นอวี้ผู้นี้สักเท่าใด

จ้าวหมิงจูยิ้ม “เสิ่นอวี้รูปงามหล่อเหลา ข้าเห็นว่า

น้องสาวอี๋หนิงก็ดูปฏิบัติต่อเขาอย่างมีมารยาทไม่

น้อย”

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยินคำของจ้าวหมิงจูก็สนใจ

เล็กน้อย อี๋หนิงเองก็ถึงวัยที่ควรหารือเรื่องหมั้น

หมายแล้ว สามารถเริ่มค้นหาคู่ครองได้แล้ว

เสิ่นอวี้…เขาก็ถึงวัยเหมาะสมที่จะแต่งงานเช่นกัน

ชายหนุ่มรูปงาม เรือนร่างสะอาดสะอ้าน สถานะ

เมื่อเปรียบกับอี๋หนิงอาจจะดูอาจเอื้อมไปสักนิด

ความรู้ความสามารถด้อยกว่าเฉิงหลางเล็กน้อย

แต่ดีที่ต่อไปเขาจะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์จงฉิน

ปั๋อ นี่เป็นสิ่งที่เฉิงหลางไม่อาจเทียบ ต่อให้เฉิง

หลางจะขึ้นเป็นขุนนางยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่มี

โอกาสได้รับการอวยยศถาบรรดาศักดิ์ด้วยข้อนี้

จะยกให้คุณสมบัติของเขาเยี่ยมยอดขึ้นอีกนิดก็ใช่

ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยบังเกิดความคิดเล็ก ๆ นี้ในใจ

ลอบพินิจพิเคราะห์เงียบ ๆ

เมื่ออี๋หนิงเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยคล้ายเกิดความคิด

บางอย่างก็ขมวดคิ้วมุ่น คงมิใช่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟัง

คำของจ้าวหมิงจูแล้วจะเกิดความคิดอยากจับคู่

นางกับเสิ่นอวี้กระมัง

นางจึงเอ่ยปากขึ้น “ข้าเห็นว่าพี่เสิ่นอวี้ดูไม่เลว

เหมาะสมกับคุณหนูของท่านขุนนางผู้พิพากษา”

นางต้องการกำจัดความคิดนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

ให้สิ้นซาก เสิ่นอวี้ยังเป็นเพียงเด็กน้อยด้อย

ประสบการณ์ นางไม่มีความรู้สึกใดต่อเขา

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยินก็หัวเราะ มองออกว่า

อี๋หนิงไร้ซึ่งความคิดนี้เช่นนั้นก็อย่าได้ฝืนบังคับ

นางจะดีกว่า

อี๋หนิงรู้สึกว่าจ้าวหมิงจูพลันฉลาดขึ้นมาไม่น้อย

เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องนี้จะเป็นความคิดของนางเพียง

คนเดียว…อี๋หนิงปรายตามองสาวใช้บ่าวหญิงชรา

ที่อยู่ข้างกายจ้าวหมิงจู เป็นผู้ใดกันที่คอยช่วยนาง

เสนอความคิดเห็น ผู้ที่สามารถไต่เต้าเป็นถึงสาว

ใช้ใหญ่ในจวนอิงกั๋วกงได้ย่อมไม่ธรรมดา

จนถึงยามพลบคํ่า นางถึงได้พาถิงเกอร์กลับจาก

เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ถิงเกอร์เห็นนางนิ่ง

เงียบไม่เอื้อนเอ่ยวาจาก็ถาม “ท่านไม่มีความสุข

หรือ”

อี๋หนิงมองเขาที่ยังอ่อนเยาว์ เพิ่งสูงเพียงเอวของ

นางเท่านั้น ทว่ากลับปันท่าทำประหนึ่งคนเล็ก

วิญญาณใหญ่[3] นางพูดพลางยิ้ม “เจ้ารู้ได้

อย่างไรว่าข้าไม่มีความสุข”

“เป็นเพราะพี่หมิงจูได้รับความรักเอ็นดูจากท่าน

ย่า” ถิงเกอร์กล่าว“ท่านอย่าได้กังวลไป ต่อไป

เมื่อโตขึ้นข้าจะปกปั้องท่านเอง” ท่าทางเขาไม่

ยี่หระ“อย่างไรข้าก็มีท่านเป็นพี่สาวแท้ ๆ เพียง

คนเดียวไม่มีคนที่สอง ท่านอย่าได้ใส่ใจท่านย่า”

อี๋หนิงประหลาดใจเล็กน้อย นางไม่รู้เลยว่าเจ้าผี

น้อยนี่จะมีความคิดเช่นนี้

เจ้าผีน้อยยังคงกล่าวต่อไป “แต่ท่านอย่าได้ตีมือ

ข้าอีกได้หรือไม่ ข้าเป็นถึงซื่อจื่อเชียวนะ”

เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็หัวเราะอย่างเบิกบาน บิดใบหู

ของเขาพลางเอ่ย“เช่นนั้นหากข้าตีมือของเจ้า

ต่อไปเจ้าก็จะไม่ดูแลข้าแล้วหรือ”

ถิงเกอร์รู้สึกว่านางหัวเราะได้น่ามองเหลือเกิน

น้อยครั้งที่จะเห็นนางหัวเราะเช่นนี้ ทว่าไม่นานใบ

หูที่ถูกนางบิดก็รู้สึกเจ็บ เขาร้องโหวกเหวกเสียง

ดังให้นางปล่อย

สองพี่น้องกลับมาถึงเรือนของอี๋หนิง ถิงเกอร์วิ่ง

ปุเลง ๆ กลับไปยังห้องของตน เขาถือตะกร้าใบ

เล็กใบหนึ่งออกมา หยิบของเล่นหลายชิ้นจาก

ด้านใน“พวกนี้แบ่งให้ท่านเล่น”

อี๋หนิงชะงักงันเล็กน้อย สิ่งที่เขาแบ่งให้มีกลเก้า

ห่วง ไม้ประดิษฐ์เจ็ดชิ้นหรือแม้แต่ลูกเต๋าหลายลูก

ล้วนเป็นของเล่นของเด็กชายทั้งสิ้น

ถิงเกอร์รู้สึกว่าตนกำลังแสดงความจริงใจที่จะเข้า

ร่วมเป็นพรรคพวกเดียวกันกับนางอย่างเป็น

ทางการ เขาปีนขึ้นไปบนตั่งไม้ นั่งตรงหน้านาง

แล้วกล่าว “ต่อแต่นี้ไป ข้าจะเรียกท่านว่าพี่สาว

ท่านชอบที่จะมีน้องชายหรือไม่”

อี๋หนิงมองการแสดงออกอันแสนบริสุทธิ์ของเขา

ยิ้มพลางผงกศีรษะถิงเกอร์ตอบรับเสียงหนึ่งอย่าง

พึงพอใจ ก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง “ท่านมีข้าเป็น

น้องชายเพียงคนเดียวหรือไม่”

อี๋หนิงตอบ “เดิมข้ายังมีน้องชายอีกคน…”

ถิงเกอร์ขมวดคิ้วมุ่น “นี่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ข้า

มีท่านเป็นพี่สาวเพียงคนเดียว ข้าไม่อนุญาตให้

ท่านมีน้องชายอีก”

“พี่หมิงจูไม่ใช่พี่สาวของเจ้าหรือไร”

ถิงเกอร์กะพริบตาปริบ ๆ “นางไม่ใช่ นางเป็น

ญาติผู้พี่ ที่สำคัญข้าเองก็ไม่ได้ชอบนางสักเท่าใด”

อี๋หนิงขบขันกับคำพูดแบบเด็ก ๆ ของเขา สาวใช้

บ่าวหญิงชราภายในห้องต่างพากันหัวเราะขึ้นมา

ถิงเกอร์ประหลาดใจอย่างยิ่ง นี่มีอะไรน่าขันกัน…

อี๋หนิงมองสีฟั้าด้านนอกที่มืดลงแล้วก็เรียกสาวใช้

ให้ยกนํ้าร้อนเข้ามาล้างเท้าให้ถิงเกอร์

ถิงเกอร์ถูกนางจับเช็ดหน้าก็หลบหนีอย่างเก้อเขิน

ทว่าสุดท้ายก็ถูกนางจับเช็ดจนสะอาดสะอ้าน อี๋ห

นิงก้มมองบ่าวหญิงชราที่กำลังล้างเท้าเขา ก่อน

เงยหน้าถามเจินจู “เหตุใดวันนี้ด้านนอกจึงเงียบ

สงบนัก ท่านพ่อกลับมาหรือยัง”

เจินจูยิ้มเอ่ย “นายท่านกั๋วกงยังไม่กลับมาเจ้าค่ะ

น่าจะยังอยู่ในกองทัพ”

หากเว่ยหลิงไม่เข้าร่วมราชสำนักก็จะอยู่ที่จวน

หรือในกองทัพ ทว่าตั้งแต่อี๋หนิงกลับมา เขามัก

กลับถึงจวนตั้งแต่หัวคํ่า น้อยครั้งที่มืดคํ่าเช่นนี้จะ

ยังไม่กลับมา

“รอยแตกบนเท้าของถิงเกอร์ยังไม่หายดีเลยเจ้า

ค่ะ” ถงมามากำลังล้างเท้าให้ถิงเกอร์ “ยาขี้ผึ้งที่

นายท่านกั๋วกงให้มาคราก่อน เกรงว่าคงไม่

พอแล้ว”

เมื่อถึงช่วงเหมันต์ เท้าของถิงเกอร์ก็มักจะแตก

มืดคํ่าถึงเพียงนี้แล้ว อี๋หนิงกำลังอยากไปดูว่าเหตุ

ใดเว่ยหลิงจึงยังไม่กลับมา ประจวบเหมาะจะได้

ไปขอยาขี้ผึ้งกลับมาด้วย นางกำชับถงมามา“…

เจ้าไปปรนนิบัติถิงเกอร์เข้านอนก่อน ข้าจะไปหา

ท่านพ่อที่เรือน”

อี๋หนิงให้เจินจูประคองนางไปยังเรือนของเว่ยหลิง

ทว่าบรรยากาศในจวนแปลกพิกลนัก ปกติที่เรือน

ของท่านพ่อล้วนเต็มไปด้วยองครักษ์ ทว่าวันนี้

กลับไม่มีสักคน ยากนักกว่าหิมะที่ตกโปรยปราย

ติดต่อกันยาวนานหลายวันจะหยุดลง แสงจันทร์

กระจ่างใสสาดส่องผืนหิมะ สะท้อนแสงรำไร รอบ

ทิศเงียบสงบไร้สรรพเสียงอื่นใด

อี๋หนิงเพิ่งจะเดินถึงหน้าเรือนเว่ยหลิงก็เห็นแสง

เทียนสว่างไสวอยู่ภายในห้อง แต่กลับไม่มีคนอยู่

ขณะกำลังสงสัยก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้า ระหว่าง

การย่างก้าวยังมีเสียงกระแทกเสียดสีของวัตถุ

โลหะ นางรู้สึกว่าไม่ถูกต้องจึงรีบดึงเจินจูเข้าไปใน

ห้องหนังสือของเว่ยหลิง เจินจูไม่เข้าใจว่าเกิด

อะไรขึ้นมองอี๋หนิงอย่างตื่นตระหนก อี๋หนิงแสดง

สัญญาณมือให้เงียบเสียง

ในจวนอิงกั๋วกงไม่น่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นได้ ที่นี่มัก

มีองครักษ์คอยรักษาการณ์ แต่นางกลับรู้สึกว่ามี

บางสิ่งไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางเคย

ผ่านประสบการณ์การปฏิวัตินองเลือดในตระกูลลู่

มาก่อน นางจึงฉับไวต่อความเคลื่อนไหวเช่นนี้

เป็นพิเศษ

อี๋หนิงตั้งสติให้มั่น จากนั้นก็ได้ยินเสียงทุ้มตํ่าของ

บุรุษคนหนึ่ง “เรื่องการสิ้นพระชนม์ขององค์ชาย

ใหญ่น่าจะส่งไปถึงเมืองหลวงแล้ว จวนโหวถูกปิด

ล้อมไว้แล้วหรือไม่”

มีคนผู้หนึ่งตอบเขา “การคาดการณ์ของท่านผู้

บัญชาการไม่ผิด จวนโหวถูกปิดล้อมไว้แล้วขอรับ

…”

บุรุษผู้นั้นเอ่ยด้วยนํ้าเสียงกลั้วหัวเราะอันเย็น

เยียบ “เฉิงหลางมีแผนการมากมายนัก จะไม่

ปั้องกันไม่ได้”

ทั้งร่างของอี๋หนิงพลันแข็งค้าง เหตุใดจึงเป็นลู่เจีย

เสวีย! อี๋หนิงคุ้นเคยกับเสียงของเขาอย่างยิ่งยวด

ไม่มีทางฟังผิด เหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวในจวน

อิงกั๋วกง

ที่สำคัญ เนื้อหาในบทสนทนาของเขา…เรื่องการ

สิ้นพระชนม์ขององค์ชายใหญ่!

อี๋หนิงหวนระลึกขึ้นได้ รัชศกเฉิงผิงปีที่สิบสาม

ช่วงเหมันต์ ลู่เจียเสวียลอบปลงพระชนม์องค์ชาย

ใหญ่ในสนามล่าสัตว์ ส่วนฮ่องเต้ที่อยู่ในวังหลวงก็

สิ้นพระชนม์อย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ หลังจาก

องค์ชายใหญ่ถูกลอบปลงพระชนม์ได้ไม่นาน

ลู่เจียเสวียก็สนับสนุนองค์รัชทายาทขึ้นครอง

บัลลังก์หลังจากฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นสถาปนาก็

แต่งตั้งลู่เจียเสวียเป็นท่านแม่ทัพเซวียนเวย ขุน

นางขั้นหนึ่ง

ลู่เจียเสวียน่าจะเพิ่งกลับมาจากสนามล่าสัตว์

นางต้องเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญนี้พอดิบพอดี!

แม้เจินจูจะพบเห็นสิ่งต่าง ๆ มามากมาย แต่ก็

เป็นเพียงสาวใช้ในเรือนในเท่านั้น เมื่อได้ยิน

เนื้อหาของบทสนทนา ทั้งร่างก็พลันสั่นสะท้าน

เหงื่อผุดท่วมกาย เจินจูมองอี๋หนิงด้วยความตื่น

ตระหนกไม่กล้าปริปาก ทว่าอี๋หนิงกลับสงบนิ่ง

กว่าที่จินตนาการไว้ นางส่ายศีรษะให้เจินจูอย่าได้

กังวล นางเป็นบุตรสาวของเว่ยหลิง ความสัมพันธ์

ของลู่เจียเสวียกับเว่ยหลิงสนิทสนมแน่นแฟั้น เขา

ไม่มีทางลงมือกับบุตรสาวคนเดียวของเว่ยหลิง

แม้จะสรุปได้เช่นนี้ แต่เมื่อนึกถึงยามที่ลู่เจียเสวีย

โหดเหี้ยมอำมหิตกระทั่งนางก็สามารถสังหารได้

อี๋หนิงก็รู้สึกเย็นเยียบที่ฝั่ามือ

นางได้ยินเสียงนั้นใกล้เข้ามา เป็นผู้ติดตามคนนั้น

“ท่านผู้บัญชาการท่านได้รับบาดเจ็บ จะพันแผล

หรือไม่ขอรับ…”

“ไม่จำเป็น” ลู่เจียเสวียกล่าวเสียงทุ้มตํ่า “เจ้า

ตามข้าไปยังห้องอุ่น”

ห้องอุ่นอยู่คนละฝังกับห้องหนังสือ ห้องหนึ่งอยู่

ฝังทักษิณ อีกห้องอยู่ฝังอุดร พวกเขาน่าจะเดินไป

ไกลแล้ว เมื่อเจินจูได้ยินก็พรูลมหายใจวางมือลง

แต่กลับปัดถูกที่วางพู่กันบนโต๊ะยาว ทำให้ที่วาง

พู่กันล้มควํ่าบังเกิดเสียงดังสนั่น

หัวใจอี๋หนิงกระตุก เจินจูรู้ว่าตนก่อเรื่องใหญ่แล้ว

ก็ตัวแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร! คล้ายว่า

ลู่เจียเสวียจะได้ยิน อี๋หนิงถึงได้ยินเสียงฝีเท้าของ

เขาชะงัก ก่อนจะมุ่งกลับมาทางนี้ บางทีอาจเป็น

เพราะความรู้สึกผิดแผกไป นางจึงได้ยินกระทั่ง

เสียงลมหายใจของเขา จากนั้นเสียงม่านในห้อง

หนังสือก็ถูกแหวกออกดังสวบ เมื่ออี๋หนิงเงยหน้า

ขึ้นก็พบลู่เจียเสวีย เขาสวมชุดแขนเสื้อกว้างปัก

ลายกิเลนสีดำ ในมือถือกระบี่เล่มหนึ่ง ร่างสูง

ตระหง่านแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบไร้ความปรานี

ภาพเหตุการณ์นี้ช่างคุ้นตาเหลือเกิน

ยามนั้นเขาก็เดินเข้าไปในตระกูลลู่ด้วยกระบี่

เปือนโลหิต และสังหารลู่เจียหรันไปเช่นนี้

ลู่เจียเสวียเห็นอี๋หนิงในทันที สาวน้อยผู้นี้กำลังพิง

ตัวกับโต๊ะยาว นางสูงเพียงบ่าของเขา เสื้อกัน

หนาวสีฟั้าขับให้นางยิ่งดูเพรียวระหงบอบบาง

อี๋หนิงยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใดก็ถูกเขาคว้าตัวไว้ ครานี้

เขาบีบคอนางอย่างไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ เอ่ย

ถามเสียงตํ่า “เจ้าได้ยินอะไรบ้าง”

อี๋หนิงถูกเขาจับไว้แน่นหนา กระทั่งสัมผัสได้ถึง

อุณหภูมิร้อนผ่าวบนแผ่นอกเขา

นางจับแขนเสื้อเขา พยายามดึงเขาออกไปพลาง

จ้องอย่างเดือดดาลพอคิดถึงเรื่องเหล่านั้นในชาติ

ภพก่อน ทั้งความรักและความแค้น เขาปฏิบัติกับ

นางอย่างทะนุถนอมเอาใจอย่างไร สังหารนาง

อย่างไร ภาพดังกล่าวทาบซ้อนกับฉากตรงหน้า

นางเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “ท่านจะทำอะไร ข้าเป็น

คุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกง…หากท่านกล้าทำอะไร

เกรงว่าเรื่องในวันนี้คงไม่อาจปิดบังได้!”

“คราแล้วคราเล่า ล้วนเป็นเจ้า…” ลู่เจียเสวียมอง

นาง เอ่ยกลั้วหัวเราะ“หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าเจ้า

เป็นบุตรสาวของเว่ยหลิง ข้าคงสังหารเจ้าไป

แล้ว”

นางอาจยังไม่ฉลาดพอ หากเขาต้องการสังหาร

นางจริง ๆ ย่อมไม่มีทางกล่าวสิ่งใดกับนาง

“เห็นทีครานี้เจ้าคงได้ยินหมดแล้ว” ลู่เจียเสวีย

ขยับเข้าประชิดนํ้าเสียงเย็นยะเยือก “เจ้าคงไม่ได้

มีความแค้นกับข้าใช่หรือไม่ เหตุใดข้าถึงถูกเจ้าได้

ยินทุกครั้งไป”

อี๋หนิงเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็อยากจะหลุดปากเรียก

ลู่เจียเสวียออกมา!อยากรู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยา

ตอบสนองอย่างไร

เขามองแววตาดื้อรั้นของอี๋หนิง หัวเราะเย็นเสียง

หนึ่ง มือกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยหมายข่มขู่นาง

ทว่าเขากลับเห็นอี๋หนิงขมวดคิ้วมุ่น นิ้วมือดึงแขน

เสื้อเขาไว้ ท่าทางเปราะบางยิ่งนัก เพราะหายใจ

ไม่สะดวก สติปัญญานางจึงไม่ค่อยแจ่มชัด อี๋หนิง

เอ่ยติด ๆ ขัด ๆ “ลู่เจียเสวีย…ข้าเจ็บ…”

เมื่อลู่เจียเสวียได้ยินก็ชะงักนิ่ง มือคลายออก

เล็กน้อย ก่อนได้ยินเสียงร้อนรนของเว่ยหลิงดัง

ขึ้นจากด้านหลัง “ลู่เจียเสวีย เจ้ากำลังทำอะไร!”

——————–

[1] ซงจือคือถั่วไพน์

[2] ซื่อชวนคือมณฑลเสฉวน

[3] คนเล็กวิญญาณใหญ่ หมายถึง วางท่าแก่

แดด

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 87"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdfv3Br1q
ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
08/02/2026
hImag
ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ
20/06/2026
61dbab1aVw5UqpWl
เหนียงจื่อของคุณชายขี้โรค
14/09/2024
book_detail_large
ยอดหญิงแห่งหมู่บ้านถงซาน
23/04/2023

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.