สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 16 เหวินเหรินเย่
็บทที่ 16 เหวินเหรินเย่
เมิ่งหนานซวี่ไม่คาดคิดเลยว่า แค่การเซ็นสัญญาฉบับเดียวจะถึงกับทำให้ เหวินเหรินเย่ บิ๊กบอสแห่งอาร์ทิมิสต้องยอมปรากฏตัวด้วยตัวเอง
“คริสเชื่อมั่นในตัวคุณมาก เขาจงใจส่งข้อมูลของคุณมาให้ฉันด้วยตัวเองเลยค่ะ”
หญิงสาวตรงหน้ามีสง่าราศีที่น่าเกรงขาม แม้จะแต่งกายในสไตล์เรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจกลบใบหน้าที่งดงามจัดจ้านของเธอได้เลย เมิ่งหนานซวี่เหลือบมองคริสที่กำลังพยายามตีสนิทกับเจ้าก้อนแป้งอยู่ข้างๆ แล้วพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ
“ดูเหมือนคุณเองก็เชื่อมั่นในตัวฉันเหมือนกันนะคะ ถือเป็นเกียรติของฉันมากค่ะ”
เหวินเหรินเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา
“ฉันชอบนิสัยคุณจัง!”
เมิ่งหนานซวี่เองก็รู้สึกว่าคุณหนูใหญ่คนนี้ถูกชะตาเธอไม่น้อย แม้จะเป็นการพบกันครั้งแรก แต่กลับมีความรู้สึกเหมือน ‘เจอเพื่อนเก่าในต่างแดน’ ในตัวของ เหวินเหรินเย่ เมิ่งหนานซวี่แอบเห็นเงาร่างของเหล่าสหายร่วมรบของเธอซ้อนทับอยู่ลาง ๆ
ด้วยความรู้สึกดี ๆ ที่อธิบายไม่ได้นี้ ทำให้การเจรจาสัญญาเป็นไปอย่างราบรื่นเกินคาด
จากนั้นทั้งสองคนก็คุยกันสัพเพเหระอย่างออกรส จนคริสที่อยู่ข้าง ๆ แทบจะแทรกบทสนทนาไม่ได้เลยสักคำ
คุณหนูใหญ่กลายเป็นคนคุยเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?
พอรู้ว่าเมิ่งหนานซวี่เป็นพรานระดับสูง เหวินเหรินเย่ก็ตื่นเต้นเกินคาด
“ในบรรดาพรานระดับสูงมีผู้หญิงน้อยมาก คุณเก่งจริง ๆ ค่ะ!”
ตอนนี้เหวินเหรินเย่มองเมิ่งหนานซวี่เป็นไอดอลไปเสียแล้ว เพราะเธอเองก็เคยเข้ารับการทดสอบพรานดาราจักรมาก่อน จึงรู้ดีว่ามันยากลำบากและหินขนาดไหน
“ทำธุรกิจให้ใหญ่โตได้ขนาดนี้ คุณต่างหากที่เก่งจริง ๆ ค่ะ!”
เมิ่งหนานซวี่ที่ยึดถือคติ ‘พลังสยบทุกสิ่ง’ มาตลอด ก็ชื่นชมเหวินเหรินเย่ที่สามารถโลดแล่นในสมรภูมิธุรกิจได้เช่นกัน
สนามการค้าที่เต็มไปด้วยการหักหลังชิงดีชิงเด่นแบบนั้น ให้เธอไปสิบคนก็คงต้านไม่ไหว
ยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอ เมิ่งหนานซวี่จึงรั้งให้พวกเขาอยู่ทานมื้อค่ำด้วยกัน
ในการต้อนรับเพื่อนฝูง เมิ่งหนานซวี่ไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียว ไก่ผัดจานใหญ่, ปลาเผาหม่าล่า, ซุปซี่โครงหมูรากบัว… และยังมี ชาผลไม้ เย็นฉ่ำชื่นใจ จนสุดท้ายนอกจากตัวเธอเองแล้ว อีกสามคนที่เหลือต่างก็อิ่มจนพุงกาง
เหวินเหรินเย่เอนกายลงบนโซฟาพลางลูบท้อง
“คริส นายพูดถูก นี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของนายจริง ๆ ”
คริสเห็นด้วยอย่างยิ่ง แค่อาหารมื้อนี้มื้อเดียว ค่าตัวพรีเซนเตอร์ 5 ล้านนั่นก็ถือว่าไม่เสียเปล่าเลยสักนิด!
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดเลยว่าอาหารวัฒนธรรมโบราณจะเป็นสิ่งที่วิเศษขนาดนี้ ขนาดคนขี้งกอย่างเขายังเต็มใจจะทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อมัน
“ฉันไม่อยากกลับแล้วแฮะ” เหวินเหรินเย่พึมพำ
“หรือฉันจะย้ายฐานทัพมาที่ดาวดอแรนดีนะ?”
คริสได้ยินดังนั้น ถึงกับนั่งคิดพิจารณาความเป็นไปได้จริง ๆ เสียอย่างนั้น เมิ่งหนานซวี่ที่เดินออกมาจากครัวเห็นท่าไม่ดีก็ถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“อย่าเชียวนะคะ อีกไม่นานฉันก็จะไปดาวเมืองหลวงแล้วล่ะค่ะ”
แม่สาวงามมาดนิ่งเด้งตัวลุกขึ้นทันที
“จริงเหรอ? คุณห้ามหลอกฉันนะ!”
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้ายืนยัน
คราวนี้แม้แต่คริสก็พลอยดีใจไปด้วย ถ้าเลือกได้ ใครจะอยากกินสารอาหารที่เย็นชืดพวกนั้นกันล่ะ?
เขาต้องรีบตีสนิทกับคุณเมิ่งไว้ให้มั่น ถึงตอนนั้น… หึหึหึ เขาจะได้ไปฝากท้อง (เนียนกินฟรี) ได้อย่างสง่าผ่าเผย!
เหวินเหรินเย่ก็แอบวางแผนในใจอย่างมีความสุข รอให้อาซวี่ไปถึงดาวเมืองหลวงก่อนเถอะ
เธอจะมอบบ้านให้เป็นของขวัญรางวัลสักหลัง เอาที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านเธอเลยนะ จะได้เดินไปหาได้ทุกวัน แถมได้กินของอร่อย ๆ ด้วย!
เหวินเหรินเย่และคริสที่จมอยู่ในจินตนาการอันแสนหวาน ต่างโอบกอดของขวัญชิ้นเล็ก ๆ จากเมิ่งหนานซวี่แล้วจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เจ้าก้อนแป้งมองตามแผ่นหลังของพวกเขาด้วยความกังวลทำไมมีแต่คนมาจ้องจะแย่งคุณอาของเขาไปเยอะแยะขนาดนี้นะ?
น่ารำคาญจริง ๆ !
“เร็วเข้า! ตามไป! มันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก!”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ชายหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและหยัดกายลุกขึ้นอย่างโอนเอนมือขวาของเขากุมหน้าท้องไว้ เลือดไหลซึมออกมาตามง่ามนิ้วไม่หยุดจนย้อมถุงมือและเสื้อผ้าเป็นสีแดงฉาน
“มันอยู่นี่!”
ไม่นานนัก ตรอกแคบ ๆ ก็ถูกปิดล้อม นายทหารในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินค่อย ๆ เดินเข้ามาข้างหน้า เขามองดูชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งนัก
ชายคนนี้นี่แหละ ที่แม้จะอยู่ในภาวะคลั่งทางจิต แต่ก็ยังจัดการทีมระดับหัวกะทิของเขาได้ทั้งทีม จะว่ายังไงดีล่ะ สมกับที่เป็นอาวุธสังหารอันดับหนึ่งของสหพันธ์จริง ๆ
“ท่านนายพล เวยเชิง” เขาเอ่ย
“ทำไมท่านถึงได้มีความอยากรู้อยากเห็นมากขนาดนี้กันนะครับ?”
ชายหนุ่มทำเป็นไม่ได้ยินดวงตาสีน้ำเงินเข้มลึกดั่งมหาสมุทรดูอ้างว้างจนไม่อาจสะท้อนภาพใด ๆ ออกมาได้นายทหารคนนั้นถอนหายใจ
“วางใจเถอะครับ ผมจะช่วยเก็บศพให้ท่านเอง”
พูดจบ เขาก็โบกมือส่งสัญญาณ
ปัง!
เสียงยิงปืนอนุภาคดังขึ้น
นายทหารมองดูสิ่งที่เกิดขึ้น จากความเวทนาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความไม่อยากเชื่อ เขาเบิกตากว้างด้วยความสั่นเทา
แสงสีน้ำเงินพลันระเบิดออกมาจากร่างของชายหนุ่ม ไอเย็นเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ หลุมดำลึกลับปรากฏขึ้นลาง ๆ เหมือนดาวหางที่ลากหางยาวเหยียด กลืนกินกระสุนอนุภาคที่ยิงออกมาจนสิ้น!
นี่มันพลังอะไรกัน?
เขายังไม่ทันคิดหาคำตอบ ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็พุ่งพล่านไปทั่วร่าง
นายทหารร้องโหยหวน
เขาก้มลงมองพบว่าหลุมดำนั้นได้ปรากฏขึ้นใต้เท้าของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ขอบใจในความหวังดี… แต่ฉันคงไม่เก็บศพให้แกหรอกนะ”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ
หลุมดำกลืนกินนายทหารคนนั้นเข้าไปในพริบตาพื้นที่แห่งนั้นกลับคืนสู่ความเงียบงัน ชายหนุ่มกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งพลางยิ้มเยาะตัวเอง
“ยิ่งอยู่ ยิ่งถอยหลังลงคลองจริง ๆ ”
แสงจันทร์สาดส่องลงบนตรอกที่ว่างเปล่า ราวกับว่าไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นที่นี่เลย มีเพียง แมวสีขาวตัวน้อย ตัวหนึ่งที่หายวับไปในแสงจันทร์อันเย็นเยียบ เมิ่งหนานซวี่พาเจ้าก้อนแป้งกลับบ้าน
เพราะคลิปวิดีโอของเธอ ช่วงนี้อาร์ทิมิสจึงคึกคักเป็นพิเศษเมิ่งหนานซวี่ที่มักจะถูกคนจำหน้าได้เริ่มตระหนักแล้วว่าเธอ ‘ดัง’ จริง ๆ เข้าเสียแล้ว!
เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย เธอจึงรีบพาหลานชายและหิ้ววัตถุดิบที่แพ็คไว้อย่างดีกลับไปยังวิลล่าในเขตเหนือทันทีทันทีที่ก้าวเข้าประตู เมิ่งหนานซวี่ก็พบความผิดปกติ
“มีอะไรเหรอครับคุณอา?” เจ้าก้อนแป้งถามด้วยความสงสัย
เมิ่งหนานซวี่มองดูรอยเลือดจาง ๆ บนพื้น พลางตบไหล่หลานชายเบา ๆ
“ไม่มีอะไรจ้ะ หนูเข้าไปก่อนเถอะ ให้มอสช่วยอุ่นข้าวให้ทานนะ”
เจ้าก้อนแป้งพยักหน้า เดินตามหุ่นยนต์พ่อบ้านเข้าไปอย่างว่าง่าย
เมิ่งหนานซวี่เดินตามรอยเลือดที่ขาดช่วงนั้นไปจนถึงสวนหลังบ้าน
สวนที่ไม่ได้ดูแลมาครึ่งเดือนทำให้ต้นไม้ใบหญ้าโตขึ้นมาโข ใบไม้ที่ซ้อนทับกันทำให้ทัศนียภาพดูเลือนรางเมิ่งหนานซวี่สูญเสียทิศทางไปชั่วขณะ
เธอพยายามรวบรวมสมาธิ สัมผัสถึงทุกสิ่งที่อยู่รอบกายอย่างละเอียดทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบา
เมิ่งหนานซวี่ค่อย ๆ ผ่อนฝีเท้า เดินไปยังพุ่มดอกไฮเดรนเยียสีน้ำเงิน เธอย่อตัวลง แหวกพุ่มดอกไม้ที่หนักอึ้งออก และได้พบกับ ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ ที่เธอกำลังตามหา
มันคือ แมวสีขาวตัวน้อย ที่ได้รับบาดเจ็บ
เมิ่งหนานซวี่ชะงักไป
เจ้าแมวน้อยมีดวงตาสีน้ำเงินใสกระจ่างมันมองดูเมิ่งหนานซวี่และดูเหมือนจะชะงักไปเช่นกัน ก่อนจะส่งเสียงร้องแผ่วเบาออกมา
“เมี๊ยวววว”
เมิ่งหนานซวี่: !!!
หัวใจของเมิ่งหนานซวี่ถูกเจ้าแมวน้อยตกเข้าอย่างจังในพริบตา!
นี่มันแมวในฝันของเธอชัด ๆ !
เธอตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ยื่นมือไปอุ้มมันขึ้นมา เจ้าแมวน้อยไม่ได้ขัดขืน เพียงแค่ใช้ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นจ้องมองเธอ
เมิ่งหนานซวี่ที่โดนความสวยระดับล่มเมืองของแมวสะกดจนหน้ามืดตามัว เพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามันบาดเจ็บ!
เมื่อแหวกขนบริเวณหน้าท้องที่เปื้อนดินออก เธอเห็นแผลฉกรรจ์พาดผ่านหน้าท้อง เลือดที่ยังไหลซึมออกมาเริ่มย้อมเสื้อผ้าของเมิ่งหนานซวี่เป็นสีแดง
“เมี๊ยว”
เจ้าแมวน้อยร้องออกมาอีกครั้ง เหมือนกำลังจะบอกให้เธอระวังเสื้อผ้าจะเปื้อน
เมิ่งหนานซวี่รู้สึกว่าหัวใจเธอจะละลายเสียให้ได้ เธออุ้มมันกลับเข้าไปในวิลล่าอย่างระมัดระวังที่สุด
“คุณอาครับ นี่คือ… แมวเหรอ?”
เจ้าก้อนแป้งเบิกตากว้าง จ้องมองสิ่งมีชีวิตนุ่มนิ่มในอ้อมแขนของคุณอา
“น้องเจ็บหนักน่ะลูก เราต้องรีบรักษา”
เมิ่งหนานซวี่วางเจ้าแมวน้อยลงบนพนักพิงโซฟาที่นุ่มสบาย
“มอส ไปเอาเครื่องรักษามาที”
ตอนที่เตรียมตัวดูแลเจ้าก้อนแป้ง เธอซื้ออุปกรณ์รักษาตุนไว้เยอะมาก ตอนนี้ได้ใช้งานจริงเสียที
มอสรีบนำเครื่องรักษามาทันที แสงสีน้ำเงินเข้าปกคลุมร่างแมวขาวตัวน้อย ภายใต้แสงที่แสนสบาย มันทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนเผลอหลับไป เมื่อเวลาผ่านไป แผลที่หน้าท้องก็เริ่มหยุดเลือด แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะสมานตัวได้ดีกว่านั้น
“521 นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เมิ่งหนานซวี่ถามระบบในใจ
521 ที่เฝ้าดูโฮสต์อยู่ตลอดเวลารีบตอบทันที
[โฮสต์ครับ แผลนี้เครื่องรักษาทั่วไปเอาไม่อยู่ครับ ต้องใช้ ‘น้ำยาซ่อมแซม’ เท่านั้นครับ]
เครื่องรักษาเป็นสิ่งที่แพร่หลายที่สุดในยุคดาราจักร ยิ่งระดับสูงยิ่งเห็นผลดี เครื่องที่พวกเขามีอยู่คือรุ่นที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้ ซึ่งสามารถรักษาแผลได้เกือบ 90% ส่วนแผลที่รักษาไม่ได้นั้น โดยพื้นฐานแล้วคือแผลที่โดนทำลายลึกถึงระดับเซลล์หรือกระดูก!
เมิ่งหนานซวี่มองเจ้าแมวน้อยด้วยความปวดใจ
น้ำยาซ่อมแซมก็คือน้ำยาซ่อมแซมสิ เธอใช่ว่าจะไม่มีปัญญาจ่ายเสียเมื่อไหร่!
เมิ่งหนานซวี่ไม่ลังเลเลยที่จะหยิบน้ำยาซ่อมแซมออกมาหนึ่งหลอด แล้วค่อยๆ ป้อนให้เจ้าแมวน้อย
ต้องใช้ถึง 3 หลอดต่อเนื่องกัน แผลที่หน้าท้องถึงค่อย ๆ สมานตัวจนหายดี
ถ้ามีใครมาเห็นตอนนี้ คงต้องตะโกนด่าเมิ่งหนานซวี่ว่าล้างผลาญแน่นอน เพราะน้ำยาซ่อมแซมหนึ่งหลอด อย่างถูกที่สุดก็ราคาหลักแสนเหรียญดาว! ใช้เงินสามแสนเหรียญเพื่อช่วยแมวตัวเดียว ถ้าไม่บ้าก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว
แต่เมิ่งหนานซวี่กลับไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลย เธอค่อย ๆ ลูบขนที่นุ่มนิ่มของเจ้าแมวน้อย ในใจเต็มไปด้วยความสงบ
เธอนึกถึง ‘แมวผู้มีพระคุณ’ ที่เคยช่วยชีวิตเธอไว้ขึ้นมาทันที…