หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 115 ยามสงบเรารบกันเอง!
บทที่ 115 ยามสงบเรารบกันเอง!
หน่วนเป่าบอกให้พี่รองดูแลพ่อแทน ส่วนนางเดินออกไปจากเขตอาคม ก่อนจะเหาะขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์
อู๋ฝูกำลังปลุกขวัญพวกพ้องอยู่ด้านนอก “คนที่อยู่ด้านในจงฟังให้ดี! รีบนำเสบียงอาหารและของใช้ออกมาเดี๋ยวนี้ แล้วครั้งนี้เราจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”
หวังโหย่วไฉซึ่งอาฆาตแค้นหมู่บ้านหลิวกังสุดแสนพรรณนา แทบทนฟังคำว่า ‘ไว้ชีวิตพวกเจ้า’ ไม่ได้
“ไว้ชีวิตพวกมันแล้วครั้งนี้จะมีโอกาสอีกหรือ ลุยเข้าไปเลย! ฆ่าพวกผู้ชาย แล้วจับตัวผู้หญิง!”
แม้หวังโหย่วไฉจะสวมหมวกปิดบังใบหน้า แต่หน่วนเป่าย่อมรู้ดีว่าเขาคือใคร
และยังพูดจาโอหังคำก็ฆ่าสองคำก็ฆ่า นั่นเป็นใครไปไม่ได้เลย
“ท่านปู่หลี่เจิ้ง หวังโหย่วไฉอยู่ข้างล่างนั่น เป็นคนนำคนมา แล้วก็เป็นเขานี่แหละที่วางยาพิษพวกเรา!” หน่วนเป่าตะโกนบอก เสียงนั้นดังก้องไปไกล ไม่เพียงแต่ชาวบ้านในหมู่บ้านหลิวกังได้ยิน แม้แต่ชาวบ้านหมู่บ้านหวังเจียเองก็ได้ยิน
หวังโหย่วไฉจำหน่วนเป่าได้ทันที “บ้าจริง! เจ้าเด็กเหลือขอ วันนี้ข้าจะฆ่านางให้ได้!”
หลี่เจิ้งเพิ่งกินยาวิเศษเข้าไป บัดนี้ปราณเซียนค่อย ๆ ออกฤทธิ์อยู่ในร่างกาย เมื่อได้ยินชื่อของหวังโหย่วไฉ ตาก็แทบลุกเป็นไฟทันที
“ไอ้สารเลวหวังโหย่วไฉ ข้าจะฆ่าแก!”
หลี่เจิ้งหยิบดาบขึ้นมาพลางเดินออกไปด้วยความฮึกเหิมราวกับชายหนุ่ม
“ท่านปู่ ข้าจะคอยระวังหลังให้เอง!” หน่วนเป่าตะโกนบอก
“ดี! คอยดูวันนี้ปู่จะจัดการมันเอง!”
ครั้งนี้หลี่เจิ้งรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก ชีวิตคนมากมาย แต่กลับคิดจะวางยาพิษได้ลงคอเชียวหรือ?
เขาเดินออกไปพร้อมกับดาบในมือ หากไม่ใช่เพราะเขาเอ่ยปากพูดขึ้นก่อน อู๋ฝูและหวังโหย่วไฉคงจำไม่ได้ว่าชายที่ดูอ่อนวัยตรงหน้าคือหลิวฝูตี้ หลี่เจิ้งแห่งหมู่บ้านหลิวกัง
“หลิวฝูตี้ ไม่แกล้งทำตัวน่าสังเวชแล้วหรือ? ข้าว่าพวกเจ้าน่ะยอมแพ้แต่โดยดีเสียดีกว่า!”
หวังโหย่วไฉมองหลิวฝูตี้ซึ่งดูอ่อนวัยด้วยสายตาอิจฉาพลางกัดฟันกรอด โกรธแค้นเสียจนอยากจะกินอีกฝ่ายเข้าไปทั้งตัว
“วันนี้จับตัวพวกมันให้ได้ แล้วหญิงในหมู่บ้านหลิวกังจะเป็นของทุกคน!”
หวังโหย่วไฉกล่าวปลุกขวัญกำลังใจลูกน้องจากหมู่บ้านฟู่อวี้ ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นที่มามุงดูเข้าใจในทันที วันนี้เป็นตาของหมู่บ้านหลิวกัง พรุ่งนี้คงเป็นตาของพวกเขาแทน
ทว่าชาวบ้านในหมู่บ้านหวังเจียกลับรู้สึกเกลียดเขามากยิ่งขึ้นไปอีก
บัดนี้หมู่บ้านหวังเจียมีคนจำนวนมากจึงไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทั้งสองจึงลงเอยด้วยการร่วมมือในครั้งนี้
อู๋ฝูมองชาวบ้านหมู่บ้านหลิวกังด้วยความเหยียดหยาม “คนเพียงเท่านี้คิดจะสู้กับพวกเราหรือ? เจ้าถูกพิษขึ้นสมองจนเสียสติไปแล้วกระมัง!”
ชาวบ้านจากหมู่บ้านฟู่อวี้ได้ยินจึงหัวเราะปรบมือด้วยความชอบใจทันที
ทว่านั่นคือความจริง หากดูจากตัวเลขแล้ว คนเพียงยี่สิบสามสิบคนจะสู้คนนับร้อยได้อย่างไร เรื่องนี้แทบไม่ต้องคิดเรื่องแพ้ชนะเลยด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่อู๋ฝูไม่รู้คือหมู่บ้านหลิวกังมีการติดต่อกับภายนอก ส่วนหน่วนเป่าในตอนนี้หยิบแส้ออกมาเตรียมเรียบร้อยแล้ว
หากมองจากระยะไกลก็จะเห็นว่าสายฟ้าได้ล้อมรอบพวกเขาเอาไว้เป็นวงกลม ด้านล่างคือคนจากหมู่บ้านฟู่อวี้ ไม่มีใครออกไปจากอาณาเขตนี้ได้
“เอ๋?” จู่ ๆ หน่วนเป่าก็มีสีหน้าประหลาดใจ
ในขณะที่เจ้าก้อนแป้งยังไม่ทันโต้ตอบ คนที่อยู่ด้านล่างก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังกึกก้อง ทั้งสองฝ่ายต่างหน้าถอดสี
หลี่เจิ้งและอู๋ฝูต่างมองกันและกันโดยไม่รู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร
ทั้งสองคิดในใจ หรือว่านั่นจะเป็นนกขมิ้นอยู่ด้านหลัง*[1]
“หลิวฝูตี้ หมู่บ้านหลิวกังของเจ้าช่างครึกครื้นดีจริง!” เสียงหัวเราะลอยมาแต่ไกล ทันใดนั้นคนนับร้อยก็เดินออกมาจากสองฝั่งของหมู่บ้านหลิวกัง
หลี่เจิ้งจำได้ทันทีว่านี่คือเสียงของซุนถง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหลี่เจิ้งของหมู่บ้านเยวี่ยนเฉียว แม้ว่ายามปกติจะดีต่อกันและมีการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ แต่ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะเป็นมิตรกันเสมอไป
หลี่เจิ้งหัวเราะร่า “ซุนถง เจ้ามาดูเรื่องสนุกหรือมาร่วมสนุกกันแน่!”
ยังไม่ทันที่ซุนถงจะได้ตอบ เสียงของอีกคนหนึ่งก็ดังขึ้นในฝูงชน “วันนี้ข้ามาร่วมสนุกน่ะสิ! ฮ่า ๆ ๆ”
คำพูดนั้นอุกอาจแต่กลับทำให้หลี่เจิ้งยิ้มออก สายตาแห่งความสงสัยเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจในทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ยินดีต้อนรับ!”
หลี่เจิ้งกล่าวพร้อมกับมองไปยังอู๋ฝูด้วยความภาคภูมิ
ดังคำกล่าวที่ว่ายามศึกร่วมรบ ยามสงบเรารบกันเอง
อู๋ฝูพูดข่มขู่ด้วยสีหน้ามืดมน “พวกเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่? ข้าขอเตือนไว้ตรงนี้ดีกว่าว่าอย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้กับหมู่บ้านตัวเอง!”
ตอนนั้นเอง ทั้งหัวหน้าหมู่บ้านเจ็ดแปดคนและบรรดาหลี่เจิ้งต่างก็เดินไปสมทบกับหลิวฝูตี้
“อู๋ฝู เจ้าเอาเวลาไปห่วงตัวเองเสียดีกว่า!” ยามปกติซุนถงจากหมู่บ้านเยวี่ยนเฉียวมักจะถูกหมู่บ้านฟู่อวี้กดอยู่ใต้อำนาจมาตลอด บัดนี้เริ่มมองเห็นหนทางอิสระของหมู่บ้านแล้ว
พ่อและแม่ของหัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่แห่งหมู่บ้านหวังเจียถูกหวังโหย่วไฉบีบจนตาย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “หวังโหย่วไฉ วันนี้แกหนีไปไหนไม่รอดแล้ว”
หากมีเพียงหนึ่งหรือสองคน หวังโหย่วไฉจะไม่กังวลเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของคนในหมู่บ้าน เขาพลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
อู๋ฝูมองดูคนที่เดินไปอยู่ฝั่งของหลิวฝูตี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความหวาดกลัว เมื่อทุกคนเริ่มเดินเข้ามาล้อมเขาเอาไว้ จึงรีบคิดหาหนทางรอดของตนเอง
“พวกเจ้าคิดว่ากำลังทำอะไรกันอยู่? หมู่บ้านหลิวกังมีเสบียงมากมาย ไม่มีใครตายในช่วงหิมะตกหนักด้วยซ้ำ แล้วหมู่บ้านของพวกเจ้าล่ะ? เขาเคยให้อะไรพวกเจ้าบ้าง?”
อู๋ฝูต้องการโน้มน้าวทุกคน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหมู่บ้านฟู่อวี้ของเขาได้แต่กดขี่ ปล้นชิง หรือแม้แต่ฆ่าปิดปากผู้คนมากมาย ไม่มีใครอยากจะยืนอยู่ข้างคนเลวเช่นนี้แน่นอน
“หมู่บ้านหลิวกังเคยให้ข้อมูล ให้ของและให้ความช่วยเหลือพวกเรา เจ้ารู้บ้างหรือไม่?”
“หลิวฝูตี้เคยส่งยาไปที่หมู่บ้านของเราด้วย”
“เขาเคยส่งเสบียงอาหารมาให้เรา!”
…
อู๋ฝูไม่คาดคิดว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะทำให้ตนเองไม่มีที่ยืนอีกต่อไป “หลิวฝูตี้ นี่เจ้า… บ้าไปแล้วหรือ?”
เขาไม่เข้าใจกับการกระทำเหล่านั้นของหลิวฝูตี้แม้แต่น้อย
หลี่เจิ้งกลับยิ้มอย่างมีเลศนัยและพูดเบา ๆ ว่า “ทำสิ่งที่ดี ไม่ถามถึงอนาคต*[2]เจ้าไม่เข้าใจหรอก!”
เมื่อเห็นจำนวนคนของทั่งสองฝ่ายแล้ว แม้แต่คนโง่เขลายังรู้ว่าไม่สามารถต่อสู้กันได้เลยด้วยซ้ำ
อู๋ฝูกัดฟันและมองดูใบหน้าของแต่ละคนภายใต้แสงไฟ ราวกับอยากจำใบหน้าเหล่านั้นไว้ในใจ
“หึ! พวกเรากลับ!” อู๋ฝูคิดจะถอยกลับ ทว่าฝูงชนที่ยืนล้อมอยู่นั้นอัดแน่นเสียจนแทบไม่มีอากาศหายใจ
พวกอันธพาลจากหมู่บ้านฟู่อวี้ที่เมื่อครู่ต่างก็หยิ่งผยอง บัดนี้พวกเขารู้สึกตื่นตระหนกจนแทบจะถือดาบต่อไปไม่ไหวแล้ว
“อู๋ฝู หมู่บ้านหวังเจียของเรามีคำขอเดียวเท่านั้น ทิ้งโหย่วไฉไว้ที่นี่!”
“ทิ้งโหย่วไฉไว้ที่นี่!”
“ทิ้งโหย่วไฉไว้ที่นี่!”
เสียงตะโกนกึกก้องทำให้หวังโหย่วไฉตื่นตระหนกและยกดาบขึ้นมาฟาดฟันทันที
ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือหน่วนเป่าและชาวบ้านหมู่บ้านหลิวกัง แต่หมู่บ้านหวังเจียที่โกรธแค้นหวังโหย่วไฉมานานจะเป็นผู้หั่นเขาเป็นชิ้น ๆ เอง
เมื่อเห็นว่าฝูงชนที่ถูกกระตุ้นด้วยเลือดเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ หน่วนเป่าจึงคิดในใจว่าจะทำเสียงฟ้าร้องให้พวกเขาตกใจดีหรือไม่
ทันใดนั้นเสียงกีบม้าก็ดังขึ้นจากระยะไกล ทำให้หน่วนเป่ารู้สึกโล่งใจทันที
เสียงชุดเกราะอันหนักแน่นและเสียงฝีเท้าที่เป็นระเบียบทำให้ความโกรธของพวกเขาจางลงไป
“ทุกท่าน กลางดึกกลางดื่นเช่นนี้ฮึกเหิมกันไม่เบาเลยนะ!” เสียงอันเย็นชาของหลีซู่ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ผู้คนนับร้อยรีบคุกเข่าลง “อย่าบอกนะว่าพวกเจ้ามาตั้งแผงขายของกันน่ะ!”
“ใต้เท้า! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเรานะขอรับ!”
“พวกเขาฆ่าหวังโหย่วไฉ!”
พวกของอู๋ฝูพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
ชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังเริ่มเหงื่อแตกพลั่ก ชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญ ใต้เท้าหลีจะไม่จับพวกเขาเข้าคุกใช่หรือไม่?
หลีซู่ไม่สนใจคนเหล่านั้น ก่อนจะมองไปยังหิมะที่เต็มไปด้วยน้ำโคลน มันมีเลือดปะปนอยู่ในนั้นจริง ๆ
หากจำไม่ผิด ลูกชายของหวังโหย่วไฉเคยทำให้หน่วนเป่าเจ็บตัว
“หวังโหย่วไฉ?” หลีซู่เหลือบมองทหารม้าเกราะดำที่อยู่ข้างหลัง ก่อนที่หัวหน้าคนหนึ่งจะเดินเข้ามารายงาน “เรียนใต้เท้า หวังโหย่วไฉหนีออกจากคุก เรากำลังตามจับกุมเขาขอรับ”
อู๋ฝูตกตะลึงเมื่อได้ยิน ตนเป็นคนไปรับเขาออกจากคุกเอง แล้วเขาจะหนีออกจากคุกได้อย่างไร?
“ใต้เท้า เข้าใจอะไรผิดหรือไม่ขอรับ ตอนนั้นข้าเป็นคนไปรับ…” อู๋ฝูพลันเหลือบไปเห็นดวงตาเย็นชาของหลีซู่ และทันใดนั้นจึงตระหนักได้ว่าเขาตกหลุมพรางเสียแล้ว
[1] นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง เปรียบเปรยว่าเป็นมือที่สามคอยตักตวงผลประโยชน์จากคนที่กำลังทะเลาะกัน
[2] ทำสิ่งที่ดี ไม่ถามถึงอนาคต หมายถึงทำสิ่งดีโดยไม่หวังผลตอบแทน