หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 19 ตอนที่ 542 ศัตรูความรักปรากฏตัว
“ความหมายของคุณหนูกงซุนก็คือ ซูเฟยตายเพราะอาการแพ้หรือ? แต่ในอาหารของซูเฟยวันนี้ไม่มีส่วนผสมของป๋อเหอ!” พลันมีหมอหลวงเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“มิใช่ว่าไม่มี เพียงแต่ไม่มีคนสังเกตเห็นเจ้าค่ะ”
คำพูดของอวิ๋นซูทำให้มุมพระโอษฐ์ของฮองเฮายกเป็นรอยสรวล สตรีเยาว์วัยเบื้องหน้าละเอียดเพียงนี้เชียวหรือ?
นางหยิบเศษผ้าสีชมพูเล็กๆ ส่วนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้หมอหลวง “ใต้เท้าเชิญดมดู มีกลิ่นเช่นไร?”
บนเศษผ้าชิ้นเล็กๆ มีกลิ่นของป๋อเหออันชัดเจนแพร่ออกมา ใต้เท้าหลายคนเผยสีหน้าสงสัย ได้ยินอวิ๋นซูอธิบายอย่างเชื่องช้าว่า “เศษผ้านี้นำมาจากแขนเสื้อของอาภรณ์ร่ายรำในวันนี้ของคุณหนูซู หากว่ายามนั้นผู้ใดได้นั่งอยู่แถวหน้าจะได้กลิ่น ในยามคุณหนูซูเข้าเวที บนร่างมีกลิ่นหอมสดชื่นของป๋อเหอโชยมา”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! ยามนั้นพวกเขาทั้งหมดล้วนนั่งอยู่แถวหลัง ดังนั้นจึงไม่สังเกตถึงกลิ่นหอมนี้
“คุณหนูกงซุนละเอียดละออจริงๆ ที่แท้ซูเฟยมีอาการแพ้เช่นนี้ด้วย” ฮองเฮาจงใจเน้นคำว่าอาการแพ้ เพื่อต้องการเตือนทุกคนว่า อาการแพ้จะทำให้ซูเฟยเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ดได้เชียวหรือ?
อวิ๋นซูทอดถอนใจเบาๆ ยื่นมือออกไปเปิดผ้าบนถาดในมือของขันทีออก ด้านในมีสุราอยู่ถ้วยหนึ่ง
“นี่คือใบป๋อเหอที่หม่อมฉันให้คนเลือกมาเพคะ” นางนำใบไม้สีเขียวเล็กๆ ใส่ลงไปในสุรา จากนั้นจึงหยิบมาเบื้องหน้าหมอหลวงทั้งหลาย “โอ้! กลิ่นเข้มยิ่งนัก!”
“ใช่แล้ว! ใบป๋อเหอนี้เมื่อพบกับสุรา เหตุใดจึงส่งกลิ่นหอมเสียดจมูกเช่นนี้ออกมาได้?”
หมอหลวงพากันสบตา จากนั้นจึงมีปฏิกิริยากลับมาโดยพลัน ความหมายของคุณหนูกงซุนคง มิใช่ว่า…
เมื่อเห็นสีหน้าของพวกเขา อวิ๋นซูจึงทราบว่าหมอหลวงทั้งหลายคาดเดาความจริงของเรื่องราวได้แล้ว “เป็นเช่นที่ใต้เท้าทั้งหลายคาดคิด ซูเฟยแพ้ป๋อเหออยู่แล้ว อีกทั้งในสุราเริศรสซึ่งเป็นเครื่องดื่มวันนี้กลับทำให้อาการแพ้แสดงออกมาอย่างรุนแรงที่สุด ในยามปกติ หากสัมผัสสิ่งที่ทำจากป๋อเหอเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ซูเฟยเลือดไหลเต็มดวงตาทั้งสองแล้ว หากว่ามีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้เล่า? เหมือนกับที่ยามที่ปูผสมกับสุราจะทำให้ผู้แพ้มีอาการแพ้จนเสียชีวิตได้”
อวิ๋นซูอธิบายเช่นนี้ กล่าวได้ถูกต้องทั้งสิ้น
“อาการถูกพิษของซูเฟยนั้น ความจริงเป็นปฏิกิริยาของอาการแพ้ที่มีต่อที่ป๋อเหอซึ่งแสดงออกมาอย่างรุนแรงที่สุด ด้วยเหตุนี้เล็บของนางจึงไม่ปรากฏสีดำ ดังนั้นความจริงเหนียงเหนียงจึงเสียชีวิตเพราะอาการแพ้ ไม่เกี่ยวข้องกับคุณหนูซู”
ฮองเฮาสรวลอย่างลึกล้ำ ในดวงเนตรเต็มไปด้วยความชื่นชมอวิ๋นซูอันไร้ที่สิ้นสุด “เช่นนั้นเหตุใดคุณหนูกงซุนจึงมิกล่าวว่าซูหว่านหรงวางแผนไว้ก่อนแล้ว เพราะได้ยินเรื่องอาการแพ้ของซูเฟยจึงกระทำเช่นนี้?”
“เป็นเช่นที่ฮองเฮาทรงตรัส คนธรรมดาไม่คิดว่าอาการแพ้จะเอาชีวิตผู้คนได้ ยิ่งไปกว่านั้นสุราในวังวันนี้มีเพื่อเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพให้เหนียงเหนียง จึงเลือกออกมาจากห้องใต้ดินของวังเป็นพิเศษ คุณหนูซูจะรู้ล่วงหน้าได้เช่นไร หลังจากรู้ว่าเมื่ออาการแพ้นี้ผสมกับสุราจะมีผลรุนแรงยิ่งขึ้น จึงไปหยิบมาเพื่อเอาชีวิตซูเฟยหรือ? นี่จะเสี่ยงอันตรายเกินไปหรือไม่เพคะ?”
เป็นเด็กสาวที่มีไหวพริบยิ่งนัก! ในดวงเนตรของฮองเฮามีประกายอันตรายวาบผ่านไปชั่วพริบตา นางเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทจริงๆ หรือ ถูกครอบครัวชาวนาเลี้ยงมาจริงหรือ? เหตุใดจึงได้เข้าใจผลของยาเช่นนี้?
“เอาล่ะ เจิ้นก็คิดว่าซูหว่านหรงไร้ความผิด”
ในที่สุดบุรุษหลังม่านมุกก็ให้คำตอบที่น่าพึงพอใจออกมา ฮองเฮายังคิดจะกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่าแม่ทัพกงซุนกลับทนไม่ไหว “มิใช่ว่าเมื่อครู่เหนียงเหนียงทรงตรัสแล้วว่า ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่าซูเฟยไม่ได้ถูกพิษ คุณหนูซูก็จะไร้ความผิดหรอกหรือ? คำพูดของเหนียงเหนียงดุจทองพันชั่ง ต้องการกลับคำหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“…” คำพูดของแม่ทัพกงซุนไม่ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ฮองเฮาพลันเผยรอยสรวลอันอ่อนโยนออกมา “คุณหนูกงซุนเก่งกาจเหนือผู้คนจริงๆ เอาล่ะ สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงเรื่องเข้าใจผิดได้”
อวิ๋นซูเห็นฮองเฮาอดกลั้นความโกรธอยู่ในพระทัยเช่นนี้พลันเข้าใจกระจ่าง เมื่อผ่านวันนี้ไป นับว่าตนล่วงเกินนางอย่างสิ้นเชิงแล้ว
“เรื่องนี้นับว่าสิ้นสุดแล้ว เจิ้นล้าแล้ว พวกเจ้าถอยไปเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
…
ภายในห้องอันเงียบสงบ
หมอหลวงหลายคนผลัดเปลี่ยนกันมาตรวจอาการบาดเจ็บของซูหว่านหรง สตรีผู้มีใบหน้าซีดขาวราวกระดาษถูกแย่งชิงชีวิตไปแล้วครึ่งหนึ่ง กระทั่งเรี่ยวแรงจะลืมตาก็ยังไม่มี เพียงแต่นางกลับได้ยินทุกเสียงรอบด้านอย่างชัดเจน
“เฮ้อ อาการบาดเจ็บนี้สาหัสเกินไป เกรงว่าวันหน้าคุณหนูซู…”
น้ำตาสายหนึ่งไหลออกมาจากหางตา ร่างกายซูหว่านหรงสั่นอย่างรุนแรง ความหมายของหมอหลวงก็คือ ต่อไปนี้ตนจะบรรเลงฉินไม่ได้แล้วหรือ?
ในใจเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง หมอหลวงทั้งหลายถอยออกไปอย่างสงบ ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด เสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้นเบาๆ
“องค์ชาย…”
หลานอวิ๋นเดินตามหลังเฟิ่งหลิงมา ทั้งสองเดินมาเบื้องหน้าซูหว่านหรง เมื่อเห็นสตรีบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ในใจพลันเกิดความรู้สึกกดดันจนกล่าวคำใดไม่ออก
ใต้เท้าซูตายไปเช่นนี้ คุณหนูซูก็มีสภาพเฉกเช่นนี้ด้วย
“มือของนาง ข้าจะต้องรักษาให้หาย”
“แต่มิใช่หมอหลวงกล่าวว่า…”
หลานอวิ๋นมองสีหน้าของเฟิ่งหลิงแล้วไม่กล่าวอะไรอีก ตอนนี้เอง สตรีบนเตียงพลันลืมตาทั้งสองขึ้น สายตาโศกเศร้าและสิ้นหวังตกอยู่ในสายตาของเฟิ่งหลิง ทำให้เขารู้สึกจิตใจสั่นไหว ความรู้สึกผิดในใจเอ่อล้นออกมา เขาเดินเข้าไปช้าๆ “คุณหนูซูรู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่?”
“ฝะ ฝ่าบาท…ท่านพ่อของข้า…”
เฟิ่งหลิงสูดหายใจลึก เนิ่นนานผ่านไปจึงเอ่ยปากด้วยความตำหนิตนเอง “ใต้เท้าซูเขา…”
“ชะ เช่นนั้นข้าควรทำเช่นไร? ฮองเฮา ฮองเฮาไม่ปล่อยข้าไปแน่…”
“คุณหนูซูโปรดวางใจ ข้าองค์ชายจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้แล้ว จะต้องให้คนตระกูลซูออกไปจากเมืองหลวงอย่างสงบปลอดภัยแน่นอน”
น้ำตาของซูหว่านหรงไหลออกมาอย่างระงับไม่อยู่ นางค่อยๆ ยกมือขึ้น ความเจ็บปวดเสียดแทงกระดูกทำให้เสียงของนางแหบแห้งหาใดเปรียบ แต่ยังคงจับแขนเสื้อของเฟิ่งหลิง “ฝ่าบาท…ข้า ข้าอยากพบท่านพ่อ…”
บุรุษทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย สภาพของใต้เท้าซูเกรงว่าจะไม่เหมาะให้คุณหนูซูเห็น
“คุณหนูซูพักผ่อนให้ดีเถิด ส่วนใต้เท้าซู…พวกเราจะจัดงานศพให้เขาอย่างดี”
“ฝ่าบาท…ไม่ ไม่…” สตรีผู้โศกเศร้าและสิ้นหวังซบศีรษะเข้ามาที่มือของเฟิ่งหลิงเบาๆ ราวกับว่ามีเพียงการทำเช่นนี้ถึงจะทำให้ใจที่แหลกสลายของนางสงบได้ หลานอวิ๋นรู้สึกลมหายใจจุกอยู่ในอก ไม่อยากเห็นสภาพเช่นนี้ของคุณหนูซูเลยจริงๆ
เงาร่างเรียบเฉยยืนอยู่บริเวณประตู ภาพนี้ตกอยู่ในดวงตาของอวิ๋นซู นางขมวดคิ้วเบาๆ
“ฝ่าบาท…หว่านหรงควรจะทำอย่างไร? ฝ่าบาท…จะดูแลหว่านหรงหรือไม่เพคะ?” สตรีบนเตียงน่าสงสารยิ่งนัก ยามนี้กำลังซบอยู่ข้างกายเฟิ่งหลิง ไม่ว่าบุรุษใดได้เห็นล้วนอดรนทนไม่ไหว
“…อืม วางใจเถิด”
หลานอวิ๋นหันตัวมา เห็นเงาร่างนั้นเลือนหายไปช้าๆ แล้วจึงมองไปยังซูหว่านหรงที่อยู่ข้างกายอีกครั้ง ในใจลอบรู้สึกไม่ดี
“คุณหนูกงซุน!”
บุรุษผู้ร้อนใจไล่ตามมา ขวางอยู่เบื้องหน้าอวิ๋นซู “คุณหนูกงซุน ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด ฝ่าบาท…”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นด้วยความสงสัย หลานอวิ๋นชะงักไป ก้มหน้าลงมองของในมือนาง “นี่คือ…”
“นี่คือยาที่เตรียมให้คุณหนูซู มือของคุณหนูซู ไม่แน่ว่าจะไม่หาย”
“จริงหรือ?!” หลานอวิ๋นมีความยินดีเต็มหน้า พลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “คุณหนูกงซุนอย่าได้เข้าใจผิด คราวนี้ใต้เท้าซูตายเพราะฝ่าบาท ฝ่าบาทรู้สึกผิดในใจ จึงปฏิบัติต่อคุณหนูซู…”
“ข้าเข้าใจ”
อวิ๋นซูไม่ได้รู้สึกไม่เป็นสุขเนื่องจากภาพเมื่อครู่นี้ นางกลับรู้สึกผิดอยู่บ้าง ซูหว่านหรงสูญเสียบิดาเพราะเฟิ่งหลิง ไม่ว่าจะอย่างไรควรปฏิบัติต่อเธอให้ดี
หลานอวิ๋นสังเกตท่าทางของอวิ๋นซู เนิ่นนานผ่านไปจึงทอดถอนใจ ใช่แล้ว หากคุณหนูกงซุนเป็นคนใจแคบ ฝ่าบาทจะทุ่มเทความรักให้เช่นนี้ได้อย่างไร “คุณหนูกงซุนโปรดวางใจ ฝ่าบาทจะต้องปกป้องท่านให้ดีเป็นแน่!”
ในคำพูดของเขาเจือไปด้วยความหมายลึกล้ำ เหตุใดอวิ๋นซูจะไม่เข้าใจ เรื่องเช่นวันนี้ เกรงว่าภายหลังยังจะเกิดขึ้นอีก เพียงแต่คนที่ถูกเพ่งเล็งจะเปลี่ยนเป็นตน
…
สตรีบนเตียงจมลงสู่การหลับไหลไปตั้งแต่ยามใดก็ไม่อาจทราบ เฟิ่งหลิงห่มผ้าห่มให้ซูหว่านหรงอย่างระมัดระวัง ทอดถอนใจเบาๆ แล้วจึงถอยออกไป
ในดวงตาของบุรุษรูปงามหล่อเหลามีความกังวลพาดผ่าน “ฝ่าบาท พระองค์คิดจะจัดการคุณหนูซูอย่างไร?”
“รอให้บาดแผลหายดีเสียก่อน ค่อยพาทุกคนในตระกูลซูออกจากเมืองหลวง”
หลานอวิ๋นขมวดคิ้ว มองท่าทีของเฟิ่งหลิงอย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาท…คำพูดของซูหว่านหรงเมื่อครู่นี้ มิใช่ว่าท่านฟังไม่ออกกระมัง” นางคิดจะพึ่งพาอยู่ข้างกายฝ่าบาทอย่างชัดเจน หลานอวิ๋นรู้มาตลอดว่าซูหว่านหรงมีใจรักใคร่ฝ่าบาท แต่ความกังวลของเขาในยามนี้ก็คือ ฝ่าบาทจะให้ซูหว่านหรงอยู่ข้างกายเพราะความรู้สึกผิด
“ซูเอ๋อร์เล่า?”
หลานอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย “เมื่อเห็นภาพเมื่อครู่นี้ก็โกรธจนสะบัดแขนเสื้อไปแล้ว”
“…” เฟิ่งหลิงชะงักไปเล็กน้อย เพียงไม่นานก็ยิ้มออกมาจางๆ “ซูเอ๋อร์เป็นคนตื้นเขินเช่นนี้ที่ไหนกัน?”
“พระองค์เข้าใจคุณหนูกงซุนดียิ่งนัก หากมิใช่ว่ากระหม่อมรีบตามไปอธิบาย ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น!”
“ไม่กระมัง ข้าเข้าใจนางยิ่งกว่าเจ้า” ในคำพูดของเฟิ่งหลิงเต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาค่อยๆ มองไปในห้อง “รอให้บาดแผลของนางหายดีเสียก่อน ข้าจะจัดการทุกอย่างให้นางอย่างดี”
หลานอวิ๋นแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ “มีคำพูดประโยคนี้ของฝ่าบาท กระหม่อมก็วางใจแล้ว!”
บุรุษทั้งสองเดินจากไป ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สังเกตเห็นว่าสตรีบนเตียงลืมตาทั้งสองขึ้นแล้ว ในดวงตามีประกายพาดผ่าน หางตามีน้ำตาเอ่อล้นออกมาโดยพลัน
ทั้งๆ ที่ฝ่าบาทรับรู้ความรู้สึกของตน ยังต้องการส่งนางไปอีกหรือ? ทั้งๆ ที่เพื่อเขาแล้ว ท่านพ่อ…
ความหมายของแม่ทัพหลานก็คือ ระหว่างคุณหนูกงซุนกับฝ่าบาท…
…
ยามเย็น รถม้าคันหนึ่งหยุดรออยู่นอกวังอย่างเงียบงัน
“พวกเรา…จะไปที่ใดหรือ?”
ซูหว่านหรงอดกลั้นความเจ็บปวดบนมือ ขันทีน้อยที่หันหลังให้นางตอบกลับ “คุณหนูซู องค์ชายไหว้วานให้แม่ทัพกงซุนพาคุณหนูไปรักษาอาการบาดเจ็บที่จวนกงซุนขอรับ”
อะไรนะ?! “ข้าไม่ไป!” นางถึงกับดิ้นอย่างรุนแรง ทำให้ขันทีตกใจจนกระวนกระวาย “คุณหนูซู นี่…”
ตอนนี้เอง เงาร่างของคนทั้งสองที่อยู่ไม่ไกลทำให้ซูหว่านหรงสงบลง
ยามอาทิตย์อัสดง บุรุษรูปงามเป็นเอกมองคนเบื้องหน้าด้วยความอ่อนโยนหาใดเปรียบ ในดวงตาของคนทั้งสองเจือไปด้วยความเข้าใจกันที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกปวดใจ มิน่าเล่า ฝ่าบาทจึงไร้ท่าทีกับความอ่อนโยนของตนมาโดยตลอด ที่แท้ในใจของเขามีผู้อื่นนานแล้ว…