หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 19 ตอนที่ 566 เรื่องดีๆ มาถึงประตู
ประโยคนี้ของฮองเฮาราวกับสายฟ้าผ่าลงมากลางใจอวี๋เฟย นางกล่าวคำใดไม่ออกแม้เพียงประโยคเดียว จ้องมองไปทางหวงฝู่เซียวด้วยอาการตกตะลึง “เซียวเอ๋อร์ ช่วย…ช่วยหมู่เฟยด้วย…”
อย่างไรก็ตาม หวงฝู่เซียวกลับรู้สึกถึงเจตนาสังหารในดวงเนตรของฮองเฮา หมู่เฟยต้องเป็นแพะรับบาปแน่แล้ว แต่ตน…ขอเพียงคำพูดประโยคเดียวของฮองเฮา ตนก็จะหลุดพ้นความผิดได้!
“หมู่เฟย หะ เหตุใดท่านจึงทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้!”
อะไรนะ…
“เซียวเอ๋อร์ เจ้ากล่าวอะไร?”
หวงฝู่เซียวไม่อาจทนมองท่าทีของอวี๋เฟยได้อีก จึงทำได้เพียงหลุบตา เบนสายตาไปทางอื่น “หมู่เฟย รุ่ยเอ๋อร์เป็นน้องชายแท้ๆ ของข้า ทั้งยังเป็นบุตรชายของท่าน เหตุใดท่านจึงทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้! ต่อให้เป็นลูก…ก็มิอาจช่วยหมู่เฟยได้แล้ว!”
“เสด็จพี่…” กระทั่งหวงฝู่รุ่ยยังคิดไม่ถึงว่าเสด็จพี่ของตนจะกล่าวคำเช่นนี้ออกมา เมื่อคิดว่าหมู่เฟยของตนอาจจะถูกลงโทษประหาร หวงฝู่รุ่ยจึงสลัดความอยุติธรรมและการถูกมองข้ามที่ได้รับในหลายปีนี้ออกไปจากสมอง “ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตด้วย! จะต้องมีความเข้าใจผิดเป็นแน่! หมู่เฟย…หมู่เฟย…ไม่ทำร้ายรุ่ยเอ๋อร์เป็นแน่…” เสียงในตอนท้ายกลับไม่มีความมั่นใจแม้แต่ครึ่งส่วน
อวี๋เฟยมองไปยังดวงหน้าเล็กๆ อันขาวซีดด้วยความตื่นตะลึง หลายปีมานี้นางถามใจตนเองแล้วพบว่าไม่มีความเมตตาต่อหวงฝู่รุ่ยแม้แต่น้อย มีเพียงการกระทำอันน่ารังเกียจเท่านั้น แต่ตอนนี้บุตรชายที่นางให้ความสำคัญกลับละทิ้งนาง ส่วนเขากลับ…อวี๋เฟยหัวเราะออกมาโดยพลัน “ฮ่าๆ สมควรแล้ว…สมควรแล้ว…”
ในใจของหวงฝู่เซียวไร้รสชาติ มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น ไม่! เขาไม่ผิด! หมู่เฟยสั่งสอนตนมาหลายปีเพียงนี้ คงไม่อยากเห็นตนพ่ายแพ้ยับเยินหรอกกระมัง?! หากตนกล่าวแทนหมู่เฟย ฮองเฮาต้องใช้โอกาสนี้กำจัดตนไปด้วยเป็นแน่! เขากับรุ่ยเอ๋อร์ไม่เหมือนกัน รุ่ยเอ๋อร์ไม่มีอนาคตอันใดให้กล่าวถึง กระทั่งชีวิตก็ถูกผู้อื่นใช้เป็นหมาก! เขาสามารถให้อภัยหมู่เฟยอย่างใจกว้างได้ แต่ตน…ตนไม่อาจมีจุดจบเหมือนเขา!
“หมู่เฟย เมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์เสด็จพ่อก็ยอมรับผิดอย่างจริงใจเถิด คิดเสียว่าทำเพื่อน้องแปด ทำเพื่อตัวท่านเอง…และทำเพื่อลูก…” ประโยคสุดท้ายทำให้อวี๋เฟยเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน ที่แท้เซียวเอ๋อร์ก็กังวลว่าตัวเขาจะถูกลากไปเกี่ยวพันด้วย
ฮ่าๆ ใช่แล้ว ครั้งนี้เกรงว่าตนยากจะหลุดพ้น แต่เซียวเอ๋อร์ไม่เหมือนกัน เขายังมีเส้นทางอนาคตที่เขาต้องก้าวเดิน
อวี๋เฟยหลับตาทั้งสอง จากนั้นจึงมองไปทางฮองเฮา ในดวงตาเจือไปด้วยความเย้ยหยันและความเด็ดเดี่ยวอยู่หลายส่วน
“ฮองเฮา เรื่องนี้หม่อมฉันกระทำเพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น แต่…หมอหลวงหลิวและหมอหลวงสวี พวกเขาช่วยก่อกรรมทำชั่ว เชื่อว่าฮองเฮาคงไม่ปล่อยพวกเขาไปกระมัง?” บ่าวสุนัขสองตัวนี่ ต่อให้ต้องตาย ตนก็จะลากพวกเขาไปด้วยกัน!
“อะไรนะ? อวี๋เฟย นี่ท่าน..” หมอหลวงทั้งสองคิดไม่ถึงว่าอวี๋เฟยจะตายก็ยังต้องการลากพวกเขาไปด้วย! “ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตด้วย! ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
ฮองเฮาทอดพระเนตรไปยังดวงตาของอวี๋เฟย นางรู้ว่าตนเป็นที่พึ่งของบ่าวสุนัขทั้งสอง เชื่อว่าเมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์องค์จักรพรรดิ อาจจะกล่าวอะไรออกมาก็เป็นได้ ช่างเถิด จะอย่างไรก็แค่บ่าวไพร่ตายไปสองคนเท่านั้น ต่อให้ตนไม่ต้องลงมือ องค์จักรพรรดิคงไม่ปล่อยพวกเขาเป็นแน่
“เรื่องนี้องค์จักรพรรดิย่อมมีพระวินิจฉัยของพระองค์ เด็กๆ พาอวี๋เฟยและหมอหลวงทั้งสองไป รอการตัดสิน!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“หมู่เฟย…หมู่เฟย…” หวงฝู่รุ่ยที่อยู่บนเตียงขยับเล็กน้อย จากนั้นจึงหอบหายใจรุนแรง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะเรียกอย่างไรอวี๋เฟยก็ไม่หันมามองแม้เพียงสายตา
อวิ๋นซูเดินก้าวเข้าไป บดบังสายตาของหวงฝู่รุ่ยเอาไว้ “ฝ่าบาท พระวรกายสำคัญกว่า”
เสียงอันอ่อนโยนทำให้หวงฝู่รุ่ยเงยหน้าขึ้น เป็นคุณหนูที่ช่วยเขาเมื่อวันนั้น ในดวงตาอันลึกล้ำแฝงไปด้วยความเมตตาและสงสาร เดิมทีคิดจะฝืนกลั้นน้ำตา แต่ในยามนี้เขากลับไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนได้อีก
เมื่อเห็นเด็กชายที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างกะทันหัน อวิ๋นซูจึงหยิบผ้าผืนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้
นางยากจะเข้าใจมารดาที่ใช้บุตรของตนเป็นหมากเหล่านั้นจริงๆ การได้เป็นมารดานับว่าเป็นความเมตตาของสวรรค์แล้ว เหตุใดจึงมีคนไม่หวงแหนเช่นนี้ด้วย? นางไม่มีความเห็นใจอวี๋เฟยแม้เพียงครึ่งส่วน ต่อให้ตาย อวิ๋นซูก็จะไม่กระพริบตาเพื่อนาง จะสงสารก็แต่เด็กผู้นี้…
“คุณหนูกงซุนทำให้เปิ่นกงต้องเปลี่ยนมุมมองจริงๆ ครั้งนี้จับผู้บงการออกมาได้ นับเป็นผลงานของคุณหนูกงซุนแล้ว” ฮองเฮาเดินเข้ามาใกล้ เฟิ่งหลิงขยับเล็กน้อย ทว่าหลานอวิ๋นรีบดึงมือเขาไว้พลางส่ายศีรษะ
ในช่วงเวลานี้ หากฝ่าบาทมีปฏิกิริยาใด จะเป็นการสร้างความยุ่งยากให้คุณหนูกงซุนมากขึ้นเท่านั้น
กระทั่งถูกผู้อื่นใส่ร้ายเขายังสงบนิ่งดั่งขุนเขา ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องของคุณหนูกงซุนเขากลับไม่อาจสงบใจได้ ผู้มีใจคิดไม่ซื่อต้องสังเกตเห็นเบาะแสนี้เป็นแน่ เมื่อถึงตอนนั้น ศัตรูของเฟิ่งหลิงจะกลายเป็นศัตรูของอวิ๋นซูโดยพลัน
“ฮองเฮาชมเกินไปแล้วเพคะ”
“องค์ชายห้า ครั้งนี้ลำบากคุณหนูกงซุนแล้วที่ทำให้องค์ชายแปดไม่ถูกทำร้ายจนตาย เจ้าต้องขอบคุณนางให้ดี” ฮองเฮาทอดพระเนตรมองไปทางหวงฝู่เซียว ราวกับต้องการกล่าวเตือนเขาว่า การที่อวี๋เฟยมีวันนี้ ต้องขอบคุณอวิ๋นซู
หวงฝู่เซียวชะงักไป จากนั้นจึงใช้สายตาลึกล้ำมองไปทางอวิ๋นซู
“ฮองเฮา ที่อวี๋เฟยมีวันนี้ล้วนเป็นการกระทำของนางเอง องค์ชายห้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ต่อให้วันนี้ตรวจหาความจริงออกมาไม่ได้ ข้าแม่ทัพย่อมไม่ปล่อยผู้บงการไปแน่!” ในยามที่แม่ทัพกงซุนกล่าวคำนี้ สายตาปลายมองไปยังพระพักตร์สูงส่งของฮองเฮาราวไม่ตั้งใจ รอยสรวลบนพระพัตร์ของอีกฝ่ายไม่แปรเปลี่ยน ทว่าในพระทัยกลับตื่นตะลึง
เกือบลืมไปแล้วว่าแม่ทัพกงซุนผู้ดื้นรั้นยังอยู่ด้วย คนผู้นี้แม้จะมุทะลุตรงไปตรงมา แต่มิได้หมายความว่าเขาเป็นคนโง่เขลา จากคำพูดเมื่อครู่นี้ของตน เชื่อว่าแม่ทัพกงซุนคงคาดเดาอะไรได้แล้ว ฮองเฮารีบยิ้มมากมารยาท “แม่ทัพกงซุนมีคุณธรรมยิ่งนัก เปิ่นกงนับถือยิ่ง! องค์ชายห้า อย่าได้มีความคับข้องใจเพราะเรื่องในวันนี้เลย นี่เป็นการกระทำที่เกิดจากตัวเอง เปิ่นกงจะกล่าวเรื่องดีๆ ให้เจ้าเบื้องพระพักตร์องค์จักรพรรดิเสียหลายประโยค ดูแลองค์ชายแปดให้ดีด้วย”
“…พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่”
“ใช่แล้ว ดูแล้วคุณหนูกงซุนคงมีการศึกษาทางด้านวิชาแพทย์มาบ้าง หากใต้เท้าทั้งคนมีความสงสัยในเรื่องอาการป่วยขององค์ชายแปด สามารถไปสอบถามคุณหนูกงซุนได้”
พวกหมอหลวงจางรีบคารวะ “กระหม่อมรับพระบัญชา”
“องค์ชายใหญ่ คราวนี้ทำให้เจ้าได้รับความอยุติธรรมแล้ว เปิ่นกงจะกราบทูลฝ่าบาทตามจริงเป็นแน่ จะไม่ปล่อยให้ผู้อื่นใส่ร้ายองค์ชายเด็ดขาด” ฮองเฮาเดินไปเบื้องหน้าเฟิ่งหลิง สุรเสียงอ่อนโยนหาใดเปรียบ บุรุษที่อยู่ในความเงียบงันมาตลอดเอ่ยปากขึ้น แต่กลับเป็นคำตอบที่เย็นชานัก “ลำบากแล้ว”
เรื่องที่องค์ชายใหญ่ไม่ลงรอยกับฮองเฮาเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดี กระทั่งอยู่ต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย เขายังไม่เรียกขานฮองเฮาว่าเสด็จแม่แม้เพียงคำเดียว
ดวงเนตรของฮองเฮามีประกายเย็นชาพาดผ่าน มีเพียงนางที่รู้ว่าในใจของตนโกรธเกรี้ยวมากเพียงใด ครั้งนี้ปล่อยให้ผู้อื่นทำลายเรื่องดีๆ ของนางอีกแล้ว คุณหนูกงซุนผู้นี้ ท่าทางต้องคิดหาวิธีทำให้นางได้เห็นดีกันโดยไม่ให้แม่ทำกงซุนเข้ามายุ่งเสียหน่อย ทำให้นางรู้ว่า มิใช่ใครก็สามารถสอดมือเข้ามายุ่งเช่นนี้ได้
“ทูลลาฮองเฮา”
“ซูเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถิด” แม่ทัพกงซุนเดินมาข้างกายอวิ๋นซู เด็กชายที่อยู่บนเตียงไอออกมาอีกครั้ง หมอหลวงทั้งหลายล้อมเข้ามา คารวะอวิ๋นซูก่อนครั้งหนึ่งแล้วจึงหันไปตรวจอาการป่วยให้หวงฝู่รุ่ยบนเตียงอย่างระมัดระวัง
หวงฝู่เซียวหลุบตาลง ไม่ทราบกำลังคิดอะไรอยู่
เบื้องหน้าปรากฏรองเท้าปักสีดำคู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าเป็นใบหน้าเคร่งขรึมของแม่ทัพกงซุน “องค์ชายห้า ขอทูลลาเพียงเท่านี้! นอกจากนั้น กระหม่อมจะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกซูเอ๋อร์ของกระหม่อมเป็นแน่”
ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยการกล่าวเตือนอย่างเข้มข้น หวงฝู่เซียวชะงักไป ฉีกยิ้มน่าเกลียดออกมาบนใบหน้า “จะ จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า…”
สมควรตาย! ตอนนี้เสด็จแม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว กระทั่งสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งตนก็ยังแตะต้องไม่ได้อีกหรือ! แต่ว่า…ความแค้นนี้ เขาไม่ยอมปล่อยไว้เช่นนี้แน่! สตรีเพียงคนเดียวคิดจะเป็นศัตรูกับเขาหรือ! ขอเพียงไม่ปล่อยให้จุดอ่อนของตนตกอยู่ในมือแม่ทัพกงซุน ตนย่อมหาโอกาสลงโทษกงซุนซูที่ไม่รู้จักดีชั่วผู้นี้ได้แน่!
เมื่อออกมาจากตำหนักหวงฝู่รุ่ย พบว่าเฟิ่งหลิงรอพวกนางอยู่ด้านนอกนานแล้ว
อวิ๋นซูหันกลับไปมอง รู้สึกไม่วางใจนัก หลานอวิ๋นเดินมาข้างกายนาง “คุณหนูกงซุน ตอนนี้ความสัมพันธ์ของคนในวังซับซ้อนยิ่งนัก องค์ชายเป็นห่วงท่าน”
อวิ๋นซูหันกลับไปมองเฟิ่งหลิงที่อยู่ห่างออกไป จากนั้นจึงแย้มยิ้มเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ บางทีเขาอาจมีวิธีรับมือ แต่ที่ข้าทำในคราวนี้ก็เพื่อองค์ชายแปด”
เพื่อองค์ชายแปดหรือ? หลานอวิ๋นไม่เข้าใจความหมายของอวิ๋นซู เขาจะเข้าใจได้อย่างไรเล่า เมื่อเห็นหวงฝู่รุ่ย อวิ๋นซูพลันคิดไปถึงบุตรที่ยังไม่ได้เกิดมาของตนในชีวิตที่แล้ว
นางเคยมีโอกาสได้เป็นมารดา ดังนั้นจึงไม่ยอมให้อภัยอวี๋เฟย
“บอกองค์ชายใหญ่ด้วยว่า ความจริง…องค์ชายแปดยังมีทางช่วย”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งเอาไว้ อวิ๋นซูก็เดินจากไปพร้อมแม่ทัพกงซุน
“องค์ชายแปดยังมีทางช่วย?” ในดวงตาของเฟิ่งหลิงเกิดความเข้าใจกระจ่าง ท่าทางซูเอ๋อร์คงรู้สึกความสงสาร หลานอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างกล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ “องค์ชาย กระหม่อมกลับคิดว่าสถานการณ์ของคุณหนูกงซุนยังไม่นับว่าอันตรายนัก จะอย่างไรก็ไม่มีใครอยากล่วงเกินแม่ทัพกงซุน”
“ไม่กลัวเรื่องแน่นอนแต่กลัวเหตุไม่คาดฝัน” เฟิ่งหลิงกำลังใคร่ครวญ ทางที่ดีอย่าให้อวิ๋นซูมาสัมผัสกับเรื่องของตนให้มากเกินไปนัก อีกไม่นานหลังจากนี้ นางจะกลายเป็นคนที่ยืนอยู่บนคลื่นลมอย่างแท้จริง
เสด็จพ่อกล่าวถึงเรื่องรับสนมของตนแล้ว หากเรื่องนี้เกิดขึ้น เขาจำเป็นต้องกล่าวถึงอวิ๋นซู เมื่อตนแสดงเจตนาออกมา เสด็จพ่อย่อมเรียกพบอวิ๋นซู ด้วยอารมณ์ของเสด็จพ่อ เฟิ่งหลิงไม่รู้ว่าองค์จักรพรรดิจะสร้างเงื่อนไขอันยากลำบากออกมาหรือไม่
ทว่าเรื่องที่เฟิ่งหลิงกังวลกลับเกิดขึ้นก่อน
วันต่อมา ภายในจวนแม่ทัพกงซุนมีแขกมามากเป็นพิเศษ แม่สื่อหลายนางแต่งกายงดงามรออยู่ในลานเรือน พ่อบ้านเพียงผู้เดียวมิอาจต้อนรับได้ครบครัน
“อา เข้าไปไม่ได้ขอรับ บอกแล้วว่าพวกท่านเข้าไปไม่ได้!” แม่สื่อเหล่านี้มีความอดทนเสียจริง ถึงกับใช้ลิ้นทองสามแฉกของพวกนางกล่าวจนองครักษ์เฝ้าประตูมึนงงและบุกเข้ามาถึงที่นี่ หากท่านแม่ทัพรู้เข้าจะเป็นเรื่องดีได้อย่างไร?
“โธ่ นี่เป็นเรื่องน่ายินดี! เรื่องน่ายินดีมาเยือนถึงประตูมีเหตุผลต้องขวางที่ไหนกัน? ท่านแม่ทัพอยู่ที่จวนหรือไม่? คุณชายของใต้เท้ากุ้ยของพวกเราเป็นบุคคลผู้มีความสามารถ ทั้งยังมีหน้าตาสง่างามยิ่งนัก!”
“คุณชายของใต้เท้าฟางของพวกเราเป็นบุรุษรูปงามหล่อเหลาทั้งยังอ่อนโยนดุจสายลม!”
เสียงเอะอะทางด้านนี้ดังไปถึงอีกด้านหนึ่ง อวิ๋นซูขมวดคิ้ววางตำราในมือลง ชุนเซียงเดินเข้ามาด้วยใบหน้าร้อนรน “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ…ด้านนอกมีแม่สื่อมาหลายคน กล่าวว่าต้องการเป็นแม่สื่อให้คุณหนูเจ้าค่ะ!”
เป็นแม่สื่อ?