หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 587 จักรพรรดิและขุนนางมีใจออกห่าง
เล่มที่ 20 ตอนที่ 587 จักรพรรดิและขุนนางมีใจออกห่าง
ภายในพระราชวังแห่งแคว้นเฉิน
ขุนนางหลายคนรวมตัวกัน ต่างรออยู่นอกห้องทรงพระอักษรด้วยสีหน้าเป็นกังวล
เพียงไม่นานด้านในก็มีเสียงอันเย็นชาดังแว่วมา
“เด็กๆ ถอดหมวกขุนนางใต้เท้าหลิวแล้วคุมตัวออกไป!”
เสียงที่ดังอย่างลางเลือนนี้ทำให้ใต้เท้าหลายท่านพลันหน้าเปลี่ยนสี มีองครักษ์เดินเข้าไป คุมตัวใต้เท้าหลิวที่มีสีหน้าดำคล้ำราวกับดินออกมา
“อา! ทำไม ทำไมเป็นเช่นนี้ได้?!”
“เหตุใดรัชทายาทจึงได้…ใต้เท้าหลิวทำเพื่อแคว้นเฉินของพวกเรามากมายเพียงนั้น แม้ไม่มีผลงานก็มีความลำบาก!”
อย่างไรก็ตามพวกเขากล้าคัดค้านเสียงเบาเท่านั้น แต่กลับไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่กล้าเดินเข้าไปในห้องทรงพระอักษร
“ดูสิว่ายังมีผู้ใดกล้าคัดค้านคำสั่งของรัชทายาทเช่นข้าอยู่อีก!” ตงฟางซวี่เขวี้ยงฎีกาในมือลงพื้นอย่างแรง ใบหน้าหล่อเหลาเจือไปด้วยความโกรธที่ไม่ปกปิดแม้แต่น้อย “ด้านนอกยังมีผู้ใดอยากเข้ามาอีกหรือไม่? ข้าจะได้ลากไปตัดหัวพร้อมกัน!”
เสียงตะโกนอันโกรธเกรี้ยวนี้ทำให้ใต้เท้าหลายท่านพากันกลั้นหายใจอย่างหวาดกลัว เดินถอยไปหลายก้าว
รถม้าคันหนึ่งแล่นเข้าสู่พระราชวังอย่าเงียบงัน บุรุษรูปงามเย็นชาที่อยู่ด้านในเลิกผ้าม่านมองไปยังตำหนักที่มีบรรยากาศกดดันแผ่ออกมา ในใจมีความรู้สึกบางอย่างที่กล่าวไม่ถูก
“ไป! รีบไป!”
จี้จิ่นเพิ่งจะลงจากรถก็เห็นใต้เท้าหลิวกำลังถูกองครักษ์คุมตัวอยู่ไม่ไกล
“ไม่! ต้องยับยั้งรัชทายาท ต้องยับยั้งรัชทายาท!” เสียงนี้ดังก้องอยู่ในอากาศของพระราชวังอยู่เนิ่นนาน
“อา! ท่านอัครมหาเสนาบดี! ท่านอัครมหาเสนาบดี ต้องยับยั้งรัชทายาท อย่าให้พระองค์สร้างหอเนี่ยซู อย่า!”
เสียงนี้ค่อยๆ ห่างไปไกล ดวงตาของจี้จิ่นไม่มีคลื่นอารมณ์อันใดแม้เพียงครึ่งส่วน มีเพียงดวงตามืดครึ้มที่ไม่มีผู้ใดมองออก
ใต้เท้าหลายท่านเดินออกมาจากตำหนักเจินหลงด้วยสีหน้ากระวนกระวาย เพียงครู่เดียวก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา พวกเขาพลันมีความยินดีเต็มหน้า “ท่านอัครมหาเสนาบดี!” บางทีเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว คงมีเพียงท่านอัครมหาเสนาบดีจึงจะโน้มน้าวรัชทายาทได้!
จี้จิ่นค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง ในเวลาเพียงพริบตาเดียวใต้เท้าทั้งหลายก็พากันห้อมล้อมเขาเอาไว้
“ท่านอัครมหาเสนาบดีต้องการไปโน้มน้าวรัชทายาทใช่หรือไม่? เมื่อครู่ใต้เท้าหลิวถูกถอดออกจากราชการแล้ว พวกเรา พวกเราไม่ทราบว่าควรจะกล่าวเช่นไรดีจริงๆ !”
“เหตุใดใต้เท้าต้องคิดเล็กคิดน้อยด้วยเล่า? ตอนนี้ฝ่าบาทยังมีโทสะ มิสู้พวกเราคิดหารือถึงแผนรับมือกันเสียหน่อยค่อยคิดทำกันอีกครั้ง เป็นอย่างไร?”
ทุกคนผลัดกันพูดคนละคำ ทว่าจี้จิ่นกลับมิเอ่ยปากแม้เพียงประโยคเดียว
“การกระทำของฝ่าบาทในระยะนี้ผิดปกติไปมากจริงๆ เหตุใดจู่ๆ จึงได้ตัดสินใจพักรบกับแคว้นอี้เล่า? มิใช่ว่าจะเป็นการเสียผลประโยชน์ที่พวกเราควรได้รับไปเปล่าๆ หรือ?”
“ใช่แล้ว สู้รบก็สู้กันแล้ว เงินก็จ่ายออกไปแล้ว จู่ๆ ฝ่าบาททรงตรัสว่าต้องการสร้างหอเนี่ยนซู [1] อะไรนั่น เห็นได้ชัดว่ายังไม่ลืมท่านหมอ…”
พลันนั้นมีคนรีบหยุดใต้เท้าผู้นั้นเอาไว้ ต้องทราบว่าตอนนี้ท่านหมอกลายเป็นเรื่องต้องห้ามของพระราชวังแห่งแคว้นเฉินไปแล้ว ไม่มีผู้ใดเต็มใจกล่าวออกมา
“ท่านอัครมหาเสนาบดีอย่าลืมกล่าวเตือนสักประโยค แคว้นมิอาจขาดจักรพรรดิได้แม้เพียงวันเดียว ขอให้รัชทายาททำพิธีราชาภิเษกให้เร็วเสียหน่อย และรีบแต่งตั้งชายารองเป็นฮองเฮาเสีย!”
“ใต้เท้า? ใต้เท้า?”
จี้จิ่นมองขุนนางที่กำลังกระวนกระวายเหล่านี้ จากนั้นจึงกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉยประโยคหนึ่ง “ข้าจะเข้าวังเพียงเพื่อรายงานข้อมูลลับทางการทหารเท่านั้น”
อะไรนะ?
ทุกคนยังไม่มีปฏิกิริยากลับมากจี้จิ่นก็ยกชายอาภรณ์เดินไปยังทิศทางของห้องทรงพระอักษรแล้ว
ไม่ทราบว่าราชสำนักแห่งแคว้นเฉินเปลี่ยนไปมีสภาพกดดันหาใดเปรียบตั้งแต่ยามใด กระทั่งพระราชวังที่ส่องประกายอร่ามก็ยังมีบรรยากาศเคร่งเครียด บางทีเพียงเห็นคิ้วที่ขมวดแน่นทั้งวันของรัชทายาทตงฟางซวี่ ทุกคนก็ไม่มีอารมณ์ยิ้มแย้มแล้วกระมัง
“ทูลฝ่าบาทท่านอัครมหาเสนาบดีขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ตงฟางซวี่สูดหายใจลึก “ให้เขาเข้ามา”
ขันทีใหญ่ถอยออกไปอย่างหวาดกลัว เดินมาเบื้องหน้าจี้จิ่นอย่างระมัดระวัง “ใต้เท้า ฝ่าบาทมีรับสั่งเชิญท่านเข้าไปขอรับ”
“อืม”
“ประเดี๋ยวขอรับใต้เท้า วันนี้ฝ่าบาทอารมณ์ไม่ค่อยดี ท่าน…อย่าได้กล่าวเรื่องตำหนักเนี่ยนซูเชียว”
จี้จิ่นมองเขาอย่างเรียบเฉย ยกชายอาภรณ์เดินเข้าไปโดยไม่พูดอะไร
ภายในห้องทรงพระอักษมีสภาพพระเกะระกะ ตงฟางซวี่หันหลังให้เขา กำลังมองไปยังถาพวาดสตรีบนกำแพงอย่างเงียบงัน สายตาของจี้จิ่นหยุดอยู่บนภาพวาดที่ดูเหมือนจริงภาพนั้นเนิ่นนาน สตรีสุขุมเยือกเย็นแย้มยิ้มเล็กน้อย ราวกับเพิ่งจะยืนอยู่เบื้องหน้าตนเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้
“ฝ่าบาท”
“พูด” คำพูดง่ายๆ เพียงคำเดียวทว่ากลับเจือไปด้วยความเหนื่อยล้าอันเข้มข้น
“กองทัพชาฮาลอบโจมตีเมืองเหลียนยามค่ำคืน แม่ทัพเมืองเหลียนขอกำลังเสริม ไม่ทราบว่าฝ่าบาทคิดเห็นเช่นไร?”
ตงฟางซวี่ขมวดคิ้ว ค่อยๆ หันมา “ลอบโจมตีเมืองเหลียนยามค่ำคืนหรือ?”
จี้จิ่นเงยหน้าขึ้น มองไปยังสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ “ฝ่าบาท มิใช่ว่ากระหม่อมสั่งให้คนนำจดหมายมาส่งในวังแล้วหรือ ฝ่าบาทได้ทอดพระเนตรหรือไม่?” ตอนนี้ข้อมูลลับทางการทหารสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เขาถึงกับไม่ดูเชียวหรือ?
“จดหมายอันใด? ท่านอัครมหาเสนาบดีจำผิดแล้วกระมัง” เขาล้วนอยู่ในห้องทรงพระอักษรตลอด ได้อ่านจดหมายอะไรนั่นเมื่อใดกัน
จี้จิ่นมีสีหน้าเคร่งขรึมลง “ฝ่าบาท เมื่อคืนตอนเย็นกระหม่อมสั่งให้คนนำจดหมายเร่งด่วนทางการทหารมาส่ง ส่งถึงโต๊ะทรงอักษรของฝ่าบาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
หลังจากความเงียบผ่านไป ตงฟางซวี่กลับมองสีหน้าของจี้จิ่นอย่างเรียบเฉย “ข้ากล่าวว่าไม่ได้รับ ใต้เท้าจี้ไม่ได้ยินหรือ หรือจะสงสัยข้า?”
ดวงตาของจี้จิ่นสว่างวาบ สายตาตกอยู่บนโต๊ะทรงอักษรอันระเกะระกะ ฎีกาที่ขอให้ระงับคำสั่งสร้างตำหนักเนี่ยนซูแต่ละฉบับวางอยู่ด้านบนจนดูยุ่งเหยิง บนพื้นยังมีกระดาษที่ถูกฉีกขาดหล่นอยู่ด้วย
“เจ้ามองอะไร?”
ตงฟางซวี่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา จี้จิ่นสูดหายใจลึก
“เมื่อครู่กระหม่อมเห็นใต้เท้าหลิวแล้ว”
“ไม่มีใต้เท้าหลิวอันใดแล้ว!” ตงฟางซวี่สะบัดชายแขนเสื้อ หันกลับหันอย่างขุ่นเคือง
เมื่อเห็นแผ่นหลังที่ดูคุ้นเคยทว่าแปลกตานั้น จี้จิ่นรู้สึกยากจะบรรยายความผิดหวังที่มีอยู่ในใจของตนยิ่งนัก เขาเคยคิดว่าวันข้างหน้ารัชทายาทต้องกลายเป็นจักรพรรดิที่ยอดเยี่ยมพระองค์หนึ่งเป็นแน่ ทว่าเริ่มตั้งแต่ยามใดกันแน่ที่รัชทายาทกลายเป็นคนดื้อรั้นทั้งยังโหดเหี้ยมเย็นชาเช่นนี้?
ยิ่งไปกว่านั้น…เห็นได้ชัดว่าเขามีใจออกห่างตนแล้ว
“ฝ่าบาททรงลืมความพยายามทั้งหมดของใต้เท้าหลิวในยามที่ฝ่าบาทและองค์ชายรองแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิกันแล้วหรือ?”
“เจ้ากำลังตำหนิข้าหรือ?! จี้จิ่น อย่าได้ลืมฐานะของเจ้า!” ตงฟางซวี่หันกลับมาด้วยท่าทีดุดัน มองไปยังบุรุษโดดเด่นเหนือผู้คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตน ผู้คนใต้หล้าล้วนกล่าวกันว่าเขาคือคนที่ฉลาดเฉลียวที่สุดในแคว้นเฉิน ได้เป็นอัครมหาเสนาบดีตั้งแต่อายุยังน้อย แต่หากมิใช่เพราะพระราชวงศ์แห่งแคว้นเฉินอย่างพวกเขาให้ความสำคัญ อีกฝ่ายจะมีเกียรติเฉกเช่นวันนี้ได้อย่างไร?
ในเมื่อมีฐานะเป็นขุนนางก็ต้องทำตัวเป็นขุนนางให้ดี!
“กระหม่อมไม่เคยลืมฐานะของตน”
“เช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นเรื่องที่ข้าสั่งให้เจ้าไปทำ เหตุใดจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าว? หรือจะกล่าวว่าเจ้าปิดบังอันใดกับข้า?” ในดวงตาของตงฟางซวี่มีความอันตรายไหลผ่าน เขาในตอนนี้เห็นผู้ใดล้วนไม่อาจเชื่อถือ
ในใจของจี้จิ่นรู้สึกผิดหวังจนกล่าวอันใดไม่ออก “ฝ่าบาท ท่านหมอถูกลอบสังหารจนตายระหว่างทางกลับแคว้นไปแล้ว!”
“เหลวไหล! เจ้ารู้ว่านางยังไม่ตายแท้ๆ เจ้าก็ต้องการหลอกข้าเหมือนกับคนเหล่านั้น!”
“เช่นนั้นพระองค์มีหลักฐานอันใดมาพิสูจน์ว่าท่านหมอยังมีชีวิตอยู่เล่า? มิใช่ว่าฝ่าบาททรงคาดเดาได้แล้วหรือ! และเป็นเพราะการคาดเดาของพระองค์ จึงยอมทิ้งผลประโยชน์ของสงครามที่พวกเราควรจะได้รับในระยะนี้ เชื่อฟังคำโป้ปดของจักรพรรดิเซียว ฝ่าบาททรงลืมจิตใจอันทะเยอทะยานและนิสัยชอบบีบบังคับผู้คนของของจักรพรรดิเซียวไปแล้วหรือ?”
“เจ้า…เจ้าถึงกับกล้าใช้คำเช่นนี้มากล่าวกับข้าเชียวหรือ เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าแตะเจ้าจริงๆ หรือไร!” ในดวงตาของตงฟางซวี่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง คนเหล่านี้ล้วนคิดให้ตนละทิ้งอวิ๋นซู เหตุใดไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สนับสนุนเขา?!
“ฝ่าบาทไม่มีสิ่งใดที่ไม่กล้ากระทำ ฝ่าบาทคือจักรพรรดิในอนาคตของแคว้นเฉิน ฝ่าบาทต้องการทำสิ่งใดย่อมได้ทั้งสิ้น” จี้จิ่นเงยหน้าขึ้น ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความยั่วยุ
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยใส่ใจตำแหน่งขุนนางนี้อยู่แล้ว ทั้งหมดเป็นเพียงความชอบของตนเท่านั้น เขาคิดว่าเรื่องที่ตนกระทำเพื่อแคว้นเฉินในหลายปีมานี้ ล้วนไม่มีเรื่องใดน่าละอาย! เพียงแต่ไม่ทราบว่าตั้งแต่ยามใดที่ตนสูญสิ้นความหวังที่มีต่อราชสำนักแห่งนี้ไปจนสิ้น
ตั้งแต่นางเดินทางไปแคว้นอี้หรือ? หรือตั้งแต่นางถูกผู้อื่นลอบสังหารในระหว่างทางกลับแคว้น?
ผู้ใดกล่าวว่าเขาไม่ใส่ใจความเป็นความตายของอวิ๋นซูเล่า! เขาใช้พลังอำนาจทั้งหมดที่มีเพื่อตามหานางแล้ว แต่ราวกับว่านางตายไปแล้วจริงๆ ไม่มีข่าวอันใดแม้แต่น้อย! ทุกค่ำคืนเขามักจะใคร่ครวญทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งภายหลังเขาจึงพบว่าคนที่ต้องการชีวิตของอวิ๋นซูอาจจะอยู่ในพระราชวังแห่งนี้
นางกระทำเพื่อแคว้นเฉิน เท่านี้ยังไม่พอแลกชีวิตนางอีกหรือ?!
ในใจของจี้จิ่นรู้สึกกล่าวโทษ เพียงแต่เขาจะพูดอะไรได้ บางทีสำหรับราชวงศ์แล้ว ทุกคนคงเป็นเพียงหมากที่พวกเขาใช้ทำให้แผ่นดินแข็งแกร่งเท่านั้น รวมไปถึงตนและนางด้วย
“ต้องการทำอะไรย่อมได้ทั้งสิ้นหรือ?!” ตอนนี้ตงฟางซวี่ถึงกับหัวเราะออกมา เดินถอยหลังไปหลายก้าว “เช่นนั้นเจ้าว่าข้าควรจะสร้างหอเนี่ยนซูหรือไม่?”
“ใต้เท้าหลายท่านต่างกังวลกับสถานการณ์ปัจจุบัน หากพระองค์ต้องการใช้เงินพระคลัง จะทำให้เงินบำรุงกองทัพมิพอ มิได้มีความหมายอื่นใด”
“เช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นข้าคิดจะแต่งตั้งอวิ๋นซูเป็นฮองเฮา เหตุใดจึงมีแต่เสียงคัดค้านทั่วทั้งราชสำนักเล่า?! เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าข้าคือจักรพรรดิในอนาคตของแคว้นเฉินแห่งนี้!” สิ่งที่ทำให้ตงฟางซวี่เจ็บปวดก็คือ ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิแต่กลับมีเรื่องที่มากมายที่ไม่อาจทำได้! หากเป็นเช่นนี้ เหตุใดเขาต้องเดินมาถึงทุกวันนี้ด้วย? แต่หากให้เขาโยนทุกสิ่งทุกอย่างทิ้ง เขาก็ยังไม่ยินยอม!
เขาต้องการทำให้ทุกคนรู้ว่า เรื่องที่เขาต้องการทำ ไม่ว่าผู้ใดจะคัดค้าน เขาก็จะทำให้ได้! เขาอยากกลายเป็นจักรพรรดิที่แท้จริง! เป็นจักรพรรดิที่ไม่มีผู้ใดต่อต้านได้!
จักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้แล้วอย่างไรเล่า! การพักรบนั้นมิใช่เพราะหวาดกลัวเขา แต่ตงฟางซวี่มีความมั่นใจว่าจะอย่างไรก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่ตนจะทำให้เขาพ่ายแพ้กับมือ! เพียงแต่ตอนนี้ยังต้องยืมพลังของอีกฝ่ายเท่านั้น
เขาเชื่อว่าอวิ๋นซูยังอยู่บนโลกแห่งนี้ เขาเองก็เป็นเช่นเดียวกันกับตน ไม่ยอมแพ้ในการตามหานาง!
เพียงแค่จุดนี้ ตงฟางซวี่ก็คิดว่าการยอมละทิ้งผลลัพธ์ของสงครามที่สู้มาจนถึงทุกวันนี้ไม่มีอะไรต้องใส่ใจแล้ว
ใครกล่าวว่าสิ่งที่ตนละทิ้งไปตอนนี้ จะแย่งคืนมาในภายภาคหน้าไม่ได้เล่า? ตงฟางซวี่เข้าใจชัดเจนที่สุดว่า ในตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือสิ่งใด!
นั่นก็คืออวิ๋นซู!
“เจ้าเองก็เคยคิดจะให้อวิ๋นซูเป็นฮูหยินอัครมหาเสนาบดีของเจ้าเช่นกัน ดังนั้นเจ้าคงเข้าใจความรู้สึกข้ากระมัง?” คำพูดของตงฟางซวี่ค่อยๆ สงบลง สายตาคมกริบมองไปทางจี้จิ่น ราวกับต้องการดึงความคิดที่แท้จริงในใจของอีกฝ่ายออกมา
เพียงแต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความอันตราย
“เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” เหตุใดจะไม่เข้าใจ แต่จี้จิ่นรู้ดีว่า สิ่งใดที่เป็นของเขา แม้จะหนีก็หนีไม่พ้น สิ่งใดที่ไม่ใช่ของเขา แม้ไล่ตามก็ตามไม่ได้
————-
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] เนี่ยนซู หมายถึง คิดถึงซู