หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 588 สร้างตำหนักเนี่ยนซู
เล่มที่ 20 ตอนที่ 588 สร้างตำหนักเนี่ยนซู
บนใบหน้าของจี้จิ่นประดับไปด้วยความคิดถึงและความโศกเศร้าอยู่หลายส่วน สีหน้าเช่นนี้ตกอยู่ในสายตาตงฟางซวี่ ทำให้ส่วนลึกในใจของเขาเกิดความรู้สึกไม่พอใจอันเข้มข้น
“เจ้าเองก็ยังไม่เลิกล้มความคิดที่มีต่อนางกระมัง?”
ประโยคนี้ทำให้จี้จิ่นสัมผัสได้ถึงเจตนาอันเป็นศัตรูที่รัชทายาทมีต่อเขา เงยหน้าขึ้นมองไป ในสายตาดื้อรั้นของบุรุษเจือไปด้วยความบ้าคลั่งอยู่หลายส่วน จี้จิ่นรู้สึกทอดถอนใจ เขาเข้าใจดีว่าหลังจากผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมา รัชทายาทจะเปลี่ยนไปย่อมเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เพราะเหตุใดสมองของเขากลับเปลี่ยนไปคับแคบเพียงนี้ได้?
ช่วงเวลาอันยากลำบากสามารถทำให้คนผู้หนึ่งประสบความสำเร็จ และบางครั้งก็สามารถทำลายคนผู้หนึ่งได้เช่นเดียวกัน
“ฝ่าบาท ในเมื่อไม่เคยยึดมั่นถือมั่นมาก่อน เหตุใดจึงต้องเลิกล้มด้วย? ในความคิดของกระหม่อม ขอเพียงท่านหมอเป็นผู้เลือกด้วยตนเอง ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”
ความหมายของเขาก็คือตนวุ่นวายเกินไปหรือ?! หึ กล่าวได้น่าฟังยิ่ง แต่สุดท้ายก็เป็นเพราะไม่รักมากพอ!
บางทีตนเองในสมัยก่อนอาจจะกล่าวได้ว่า ขอเพียงรักคนผู้หนึ่งก็หวังจะเห็นนางมีความสุข แต่ตงฟางซวี่ในตอนนี้สัมผัสได้ถึงความรักที่สลักลึกลงในกระดูกแล้ว คิดว่าความคิดของตนเองเมื่อก่อนเป็นสิ่งผิด การรักคนผู้หนึ่งต้องหวังอยู่ด้วยกันกับนางไปชั่วชีวิต ต้องการอยู่กับนางโดยไม่สนใจว่าจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นค่าตอบแทน
เพราะเชื่อว่าความรักที่ตนมีต่อนางลึกล้ำยิ่งกว่าผู้ใดทั้งสิ้น มีเพียงตนที่จะมอบความสุขที่แท้จริงให้นางได้! ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการคุณธรรมเคร่งครัดเหล่านั้น เขาเพียงทำตามใจตนเอง เชื่อมั่นเพียงตนเองเท่านั้น!
“อวิ๋นซูเคยฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันกับเจ้า เจ้าควรรู้ว่านางเป็นสตรีที่ควรค่ากับการเสียสละของข้า ขุนนางเหล่านั้นไม่เข้าใจก็ช่างเถิด ไม่มีผู้ใดจะคัดค้านไม่ให้ข้าสร้างตำหนักเนี่ยนซูได้ เจ้าเพียงต้องทำงานในหน้าที่ของเจ้าก็เพียงพอแล้ว ความเป็นความตายของผู้อื่นเจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ พวกเขาทำความผิดย่อมสมควรแล้ว”
ดวงตาของจี้จิ่นสว่างวาบ “เหตุใดฝ่าบาทจึงต้องการสร้างตำหนักเนี่ยนซู?”
“ข้าต้องการมอบสิ่งที่มีเพียงหนึ่งไม่มีสองให้นาง เมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้น ข้าจะสั่งลงไป ไม่ให้ผู้ใดไปรบกวนนาง ไม่ให้ผู้ใดไปวุ่นวายในตำหนักเนี่ยนซู ไม่ให้ผู้ใดเป็นอุปสรรคขัดขวางช่วงเวลาของข้ากับนาง!” ตงฟางซวี่หมุนตัวกลับไป มองไปยังภาพวาดบนกำแพง ในดวงตามีความอ่อนโยนลึกล้ำจนไม่เห็นก้น
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความรักของจักรพรรดิที่มีเพียงหนึ่งไม่มีสองเช่นนั้นหรือ? จี้จิ่นค่อยๆ หลุบตาลง ราวกับเห็นเงาร่างของจักรพรรดิองค์ก่อนแห่งแคว้นเฉินก็มิปาน จักรพรรดิที่โง่งมเพราะความรัก มีเพียงหนึ่งไม่มีสองหรือ? เหตุผลสง่างามมากมายเพียงนั้น แต่ความจริงเพียงต้องการสร้างรัศมีให้ตนเพื่อจะไม่ถูกผู้อื่นตำหนิเท่านั้น ไม่มีผู้ใดรบกวนได้ นี่มิใช่กรงขังอย่างแท้จริงหรอกหรือ?
เขาต้องการกักขังอวิ๋นซูไว้ในส่วนลึกของพระราชวังแห่งนี้ไปตลอดกาล โดยใช้ความรักมากล่าวอ้าง
จี้จิ่นรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนพูดเป็นเพียงเรื่องเปล่าประโยชน์เท่านั้น การกระทำแต่ละอย่างของรัชทายาทในช่วงนี้ตลอดจนคำพูดทุกคำในวันนี้ทำให้เขามั่นใจแล้วว่า บุรุษเบื้องหน้าไม่ใช่รัชทายาทที่มีใจเปิดกว้างเปี่ยมด้วยเหตุผลเฉกเช่นกาลก่อนอีกต่อไป
อะไรกันแน่ที่บีบบังคับเขาจนมีสภาพเช่นนี้ บางที ตนเองก็คงมีส่วนรับผิดชอบเช่นกัน
“กระหม่อมทูลลา”
“บอกคนด้านนอกพวกนั้นด้วยว่า หากมีใครกล้าคัดค้านเรื่องการสร้างตำหนักเนี่ยนซูอีก เช่นนั้นอย่าตำหนิว่าข้าไม่คิดถึงมิตรภาพในกาลก่อน” เสียงของตงฟางซวี่ดังขึ้นจากด้านหลัง ฝีเท้าของจี้จิ่นชะงักเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินหายไปที่ประตู
…
ภายในตำหนักฮองเฮา
“ทูลฮองเฮา รัชทายาทปลดใต้เท้าหลิวออกจากราชการแล้ว วันนี้ใต้เท้าหลิวถูกลากไปที่คุกหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อะไรนะ?! ฮองเฮาที่อยู่บนเตียงหยัดพระวรกายขึ้นอย่างแรง การเคลื่อนไหวนี้กระเทือนไปถึงบาดแผลบริเวณขาทั้งสอง ความเจ็บปวดที่แทงลึกไปถึงพระทัยทำให้พระนางอดไม่ได้ที่จะขมวดขนง “เจ้า เจ้ากล่าวอันใด?”
“เหนียงเหนียง โปรดระวังพระวรกาย…”
“ใต้เท้าหลิวทำผิดเรื่องใด?!”
ขันทีใหญ่มีสีหน้าลังเล “ใต้เท้าหลิวเขา…วันนี้เขากล่าวทัดทานรัชทายาท ต้องการให้เก็บรับสั่งสร้างตำหนักเนี่ยนซูกลับไปพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะเบิกดวงเนตรทั้งสองกว้าง “เพราะเรื่องนี้หรือ?!” เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร?! หลายปีมานี้ใต้เท้าหลิวกระทำเรื่องราวเพื่อพวกเขาสองแม่ลูกอย่างสุดความสามารถ ตอนนี้ถึงกับมองข้ามความยากลำบากในหลายปีมานี้ของใต้เท้าหลิวเพียงเพราะตำหนักเนี่ยนซูสมควรตายนั่นเชียวหรือ? รัชทายาทบ้าไปแล้วใช่หรือไม่!
“แล้วยังมี…ท่านอัครมหาเสนาบดีก็ถูกรัชทายาททำให้โมโหกลับไปด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
พระวรกายของฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะสั่นเทา “ปะ ประคองเปิ่นกงขึ้น!”
“เหนียงเหนียง มิได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”
“เปิ่นกงจะไปดูเสียหน่อยว่าเขาจะบ้าไปถึงขั้นใด! จะขังกระทั่งเปิ่นกงหรือไม่!”
ขันทีใหญ่รู้สึกเสียใจบ้างแล้วที่ตนนำเรื่องในวันนี้มากราบทูลฮองเฮา เพียงแต่เขาคิดว่าหากไม่มีผู้ใดหยุดยั้งฝ่าบาท เกรงว่าวันหน้าจะเกิดเรื่องราวที่ไม่อาจเรียกคืนได้
“เหนียงเหนียง มิสู้…มิสู้ให้อวี๋เหม่ยเหรินไปโน้มน้าวฝ่าบาทเป็นอย่างไร?”
“นางหรือ?” ฮองเฮายากจะสงบอารมณ์ของตน ขันทีใหญ่เข้ามาประคองพระนาง “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ระยะนี้ฝ่าบาทมักจะเสด็จไปที่ตำหนักอวี๋เหม่ยเหริน คำพูดอ่อนโยนใกล้ชิดอีกทั้งยังกล่าววาจาข้างหมอน โน้มน้าวได้ดียิ่งกว่าพวกเราเสียอีก!”
ฮองเฮาขมวดขนง จะอย่างไรในพระทัยของพระนางยังคงมีความรู้สึกไม่สงบ รัชทายาทความยึดมั่นถือมั่นกับหลิ่วอวิ๋นซูถึงขั้นนี้ พระนางทราบดีว่ารัชทายาทเห็นเหม่ยเหรินเป็นตัวแทนผู้อื่นเท่านั้น คำพูดที่ตัวแทนผู้อื่นพูดจะมีประโยชน์อันใดกันเล่า?
ขันทีเห็นฮองเฮาลังเลจึงกล่าวขึ้นว่า “เทียบกันแล้ว…หากความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกของเหนียงเหนียงและฝ่าบาทป่าถูกทำลายคงร้ายแรงกว่ากะรมัง?”
พระพักตร์ฮองเฮาปรากฏรอยสรวลขมขื่น เมื่อคิดดูให้ดี รัชทายาทไม่ได้เสด็จมาเยี่ยมพระนางที่ตำหนักนี้นานแล้ว เพียงเพราะสตรีที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานผู้หนึ่ง กระทั่งเสด็จแม่ที่เลี้ยงดูสั่งสอนเขามาหลายปีก็ยังกลายเป็นคนแปลกหน้า นี่ยังเป็นรัชทายาทของพระนางอยู่หรือไม่?
ทรุดพระวรกายลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ฮองเฮาหลับพระเนตรช้าๆ ขันทีใหญ่เห็นดังนั้นจึงถอยออกไปอย่างสงบ
…
ภายในตำหนักอวี๋เหม่ยเหริน
“เหม่ยเหรินเชิญเสวยยาเพคะ”
นางข้าหลวงผู้หนึ่งประคองยาห้ามครรภ์เข้ามาอย่างระมัดระวัง อวี๋ซูปรายตามองไป “วางลงเถิด”
“เหม่ยเหรินเพคะ ท่านหมอกำชับว่าให้รีบเสวยทันที”
หลังจากความเงียบระลอกหนึ่ง สตรีจึงยื่นมือออกไปประคองยาห้ามครรภ์รสขมขึ้นดื่มลงไปครึ่งถ้วยใหญ่ นางข้าหลวงที่อยู่ข้างกายรีบส่งผลไม้เชื่อมมาให้ แต่นางกลับยื่นมือผลักออกไป “ไม่ต้อง”
ไม่มีผู้ใดทราบว่าอวี๋ซูกำลังหัวเราะขมขื่นอยู่ในใจ ยาห้ามครรภ์หรือ? รัชทายาทไม่เคยแตะต้องนางมาก่อน ช่างน่าขันเสียจริง
ทุกคนล้วนเห็นว่ารัชทายาทเสด็จมาตำหนักนางทุกคืนจนกระทั่งกลางดึกถึงจะจากไป จะมีผู้ใดทราบบ้างว่ารัชทายาททำเพียงนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองมาที่นางเป็นบางครั้ง จากนั้นจึงก้มหน้าลง หากมิอ่านหนังสือก็เหม่อมองไปยังที่อากาศเบื้องหน้า ส่วนนางเป็นเพียงของตกแต่งชิ้นหนึ่ง ของตกแต่งที่ทำให้เขาคิดถึงเรื่องบางเรื่องคนบางคนเท่านั้น
ความลับนี้นางไม่สามารถกล่าวกับผู้ใดได้ เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนได้รับในวันนี้ล้วนอาศัยคำโกหกที่สั่งสมมาทั้งสิ้น เมื่อคำโกหกถูกเปิดเผย เช่นนั้นเกียรติยศที่มีในวันนี้คงถูกเรียกคืนไปอย่างรวดเร็ว นำไปวางลงบนศีรษะของสตรีอื่นอีกครั้ง
เดิมทีนางคิดว่าตนไม่ใส่ใจ จะอย่างไรชีวิตคนเราก็เป็นเพียงเรื่องน่าขำขันอย่างหนึ่ง เพียงแต่จากการที่ได้ใกล้ชิดกันในระยะนี้ นางพบว่ารัชทายาทไม่ได้โหดเหี้ยมไร้ใจเฉกเช่นในสายตาของผู้อื่น ใช่ เขาคือจักรพรรดิในอนาคตของแคว้นเฉิน ในราชสำนักเขาไม่อนุญาตให้ผู้ใดต่อต้าน เพียงแต่…คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างทุกคืนด้วยสายตาเจ็บปวดคือเขา ผู้ที่โดดเดี่ยวก็คือเขา ผู้ที่เมื่อคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา บนใบหน้าหล่อเหลาจะปรากฏรอยยิ้มก็คือเขา
อารมณ์ทุกอย่างของเขาล้วนมีให้คนผู้นั้น เช่นนั้นผู้อื่นจะไปตำหนิว่าเขาไร้ใจได้อย่างไร?
อวี๋ซูเคยเกลียดชังคนที่มีชื่อว่าหลิ่วอวิ๋นซูผู้นั้น เพียงแต่วันนี้ตอนนี้นางกลับรู้สึกอิจฉายิ่งนัก เป็นสตรีเช่นไรกันแน่ถึงได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทเพียงนี้ ได้รับความรักที่ทำให้ผู้คนรู้สึกห่างชั้นกันเพียงนี้
ขันทีใหญ่เดินก้าวเข้ามา มองไปยังถ้วยยาข้างอวี๋เหม่ยเหริน “นี่คือยาห้ามครรภ์หรือ?”
สตรีผู้นั้นพลันได้สติกลับมา รีบยืนขึ้นกำลังจะคารวะแต่กลับถูกขันทีใหญ่หยุดเอาไว้ “เหม่ยเหรินรีบลุกขึ้นเร็ว บ่าวรับไม่ไหวหรอก” บนใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง เพียงแต่รอยยิ้มนี้เมื่ออยู่ในสายตาของอวี๋ซูกลับดูจอมปลอมเสียจนเสียดแทงนัยน์ตาถึงเพียงนั้น
“เชื่อว่ายานี้คงขมมากกระมัง? ขอเพียงเหม่ยเหรินได้รับพระทัยของรัชทายาทอย่างสมบูรณ์ บ่าวเชื่อว่าไม่นานเหม่ยเหรินก็ไม่จำเป็นต้องเสวยยาแล้ว!”
คำพูดเช่นนี้นางได้ยินไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้ว! มีเพียงอวี๋ซูที่รู้ว่า นี่เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่มีทางเป็นไปได้
หากต้องการก้าวข้ามหมอหลวงประจำพระองค์ที่อยู่ในใจของรัชทายาทนั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน แม้บางครั้งสายตาที่ฝ่าบาทมองตนจะเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่อวี๋ซูรู้ว่าคนที่เขามองไม่ใช่ตน
นางกล่าวเตือนตนเองในใจไม่หยุดว่าอย่าได้ถูกเรื่องราวเบื้องหน้าทำให้หลงใหล เพียงแต่จะอย่างไรนางก็เป็นสตรีธรรมดาผู้หนึ่ง รัชทายาหล่อเหลาเหนือผู้อื่นเช่นนั้น ความอ่อนโยนของเขาทำให้ผู้คนยากจะถอนตัวโดยสิ้นเชิง มีกี่ค่ำคืนแล้วที่ในใจของตนหวังให้เขาอยู่ต่อ
เพียงแต่คำพูดติดอยู่ที่ปาก ไม่มีความกล้ากล่าวออกไป
หากฉีกทำลายสิ่งที่เปราะบางราวกับกระดาษชั้นหนึ่งทิ้งไป อวี๋ซูจะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างย้อนกลับไปยังที่เดิม หากฝ่าบาททรงทราบว่าตนมีความคิดอันใดต่อเขา เช่นนั้นกระทั่งโอกาสที่จะได้ยืนอยู่ข้างกายฝ่าบาทก็คงสูญเสียไปด้วย
ขันทีใหญ่ส่งสายตาครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงข้างกายถอยออกไป
“เหม่ยเหรินเคยได้ยินเรื่องที่ฝ่าบาทต้องการสร้างตำหนักเนี่ยนซูหรือไม่”
อวี๋ซูส่ายศีรษะเล็กน้อย “ได้ยินคนในตำหนักกล่าวกันบ้างเท่านั้น”
“เช่นนั้นหรือ? เรื่องเป็นเช่นนี้ ฮองเฮาไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ บางทีท่านอาจคิดหาวิธีโน้มน้าวฝ่าบาทได้ หากท่านเปลี่ยนความคิดของฝ่าบาทได้ ฮองเฮาจะต้องมีรางวัลอย่างงามเป็นแน่!”
ตวงตาของอวี๋ซูสว่างวาบ เหตุใดพวกเขาจึงคิดว่าตนจะมีความสามารถเช่นนั้นเล่า? แม้ในใจจะเข้าใจกระจ่างว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ปากกลับมิสามารถกล่าวเช่นนั้น
“อวี๋ซูจะพยายามเต็มที่”
ขันทีใหญ่หัวเราะ “ฮองเฮาทรงทราบว่าอวี๋เหม่ยเหรินรู้ความถ่อมตัว นับว่ามองคนไม่ผิดจริงๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ บ่าวขอตัวก่อน”
“กงกงเดินระวัง”
เมื่อเห็นขันทีผู้นั้นเดินจากไปด้วยความพึงพอใจ อวี๋ซูพลันสูดหายใจลึก ความจริงรัชทายาทเคยถามนางก่อนแล้วว่าหากสร้างตำหนักเนี่ยนซู นางคิดว่าท่านหมอจะดีใจหรือไม่?
ความจริงอวี๋ซูรู้ดีว่าในใจของรัชทายาทมีการตัดสินใจไปนานแล้ว ดังนั้นจึงทำได้เพียงกล่าวตามน้ำไปเท่านั้น สตรีทั่วทั้งใต้หล้าล้วนซาบซึ้งกับน้ำใจในเรื่องนี้ของรัชทายาททั้งสิ้น ตอนนี้รัชทายาทไม่สนใจเสียงคัดค้านของขุนนางในราชสำนัก ยังคงต้องการควักเงินก้อนใหญ่สร้างตำหนักเนี่ยนซู ในสถานการณ์เช่นนี้ นี่เป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดเดาของนาง
เพื่อท่านหมอ ไม่ว่าเรื่องใดรัชทายาทล้วนยอมทำทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ทางด้านฮองเฮาก็ควรไปกล่าวด้วยตัวพระองค์เองถึงจะถูก อวี๋ซูคิด จากนั้นบนใบหน้าพลันเผยรอยยิ้มจนใจออกมา ในใจมีความคิดอย่างหนึ่ง
Venus36
รัชทายาทบ้าไปแล้ววว เป็นไงล่ะฮองเฮา คิดกำจัดอวิ๋นซู แต่หากอวิ๋นซูไม่ถูกทำร้าย คงไม่ได้ไปอยู่กะเฟิ่งหลิง