หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 590 องค์ชายน้อยประชวร
เล่มที่ 20 ตอนที่ 590 องค์ชายน้อยประชวร
ตู้หย่วนซิ่วอุ้มตงฟางเนี่ยนในอ้อมกอดเดินเข้ามา สีหน้าของนางซีดเซียวยิ่งกว่าก่อนหน้านี้มาก ใบหน้าที่เคยอวบอิ่มมีน้ำมีนวล ตอนนี้เจือไปด้วยความกัดกลุ้ม แก้มซูบตอบเล็กน้อย กระทั่งดวงตางดงามก็เจือไปด้วยความขุ่นมัวจางๆ แม้การประทินโฉมอันปราณีตงดงามก็ไม่อาจปกปิดท่าทีเหนื่อยล้าของนางได้
“หม่อมฉันถวายพระพรเสด็จแม่เพคะ”
“หย่วนซิ่ว ลุกขึ้นเถิด” ดวงเนตรของฮองเฮาเจือประกายรักใคร่เอ็นดู “เนี่ยนเอ๋อร์ มา ให้ย่าอุ้มหน่อย…”
ตู้หย่วนซิ่วส่งองค์ชายน้อยในอ้อมกอดไปให้อย่างระมัดระวัง ในดวงตาเจือไปด้วยความรักใคร่อันไร้ที่สิ้นสุด ราวกับมีเพียงชีวิตเล็กๆ ในอ้อมกอดนี้ที่จะช่วยค้ำยันชีวิตทุกวันที่อยู่ในพระราชวังยามนี้ได้
“เนี่ยนเอ๋อร์ เสี่ยวเนี่ยนเอ๋อร์ ลืมตามองย่าเถิด…ดูใบหน้าเล็กๆ อันแดงระเรื่อนี่สิ เหนื่อยแล้วหรือ?” สุรเสียงของฮองเฮาอ่อนโยน ตงฟางเนี่ยนในอ้อมกอดลืมตาขึ้นเล็กน้อย ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ มิอาจส่งผลกระทบต่อเขาได้
รอบด้านเงียบลง ฮองเฮาเบนดวงเนตรขึ้น เห็นท่าทีเจ็บปวดของตู้หย่วนซิ่วจึงเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน
“หย่วนซิ่ว แม่เคยบอกเจ้าแล้วว่าไม่จำเป็นต้องร้อนใจ”
คำพูดเช่นนี้ ทุกๆ วันนางล้วนกล่าวเตือนตนเองไม่หยุด เพียงแต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า? ก่อนหน้านี้รัชทายาทยังคงคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก หลายวันจะมาเยี่ยมเนี่ยนเอ๋อร์สักครั้ง เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่ปรากฏตัวต่อหน้าตนอีกเลย กระทั่งเนี่ยนเอ๋อร์ก็ยังไม่เต็มใจจะมาเยี่ยม เช่นนั้นตนจะมีความหวังอะไรอีกเล่า?
ใช้เด็กผู้นี้ไปรั้งหัวใจของบุรุษผู้หนึ่ง ตู้หย่วนซิ่วรู้สึกว่าตนเหนื่อยจริงๆ
ไม่มีเรื่องใดทรมานจิตใจผู้คนยิ่งกว่าการใช้ชีวิตอยู่ไปอย่างเปล่าประโยชน์ในพระราชวังแห่งนี้โดยไร้ซึ่งประกายแสงแห่งความหวังแล้ว ตลอดมานางคิดว่าขอเพียงตนรักษาความเงียบสงบไว้ได้ รัชทายาทจะต้องเสด็จมาเป็นแน่ จะต้องมาเยี่ยมตนแน่ จะต้องคิดถึงเนี่ยนเอ๋อร์ของพวกเขาแน่ เพียงแต่เรื่องมาถึงวันนี้แล้ว ทรงวางแผนก่อสร้างตำหนักเนี่ยนซูประดุจเพลิงโหม นั่นราวกับเป็นกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างนางกับรัชทายาท อีกทั้งรัชทายาททรงมีรับสั่งไม่ให้ผู้ใดเข้าไป ผู้ใดก็มิอาจเหยียบย่างเข้าไปที่ตำหนักแห่งนั้นได้ มิอาจเหยียบย่างเข้าไปในพระทัยของพระองค์ได้
เมื่อเห็นนางไม่กล่าวอันใด ฮองเฮาจึงขมวดขนงแน่น ในใจยิ่งรู้สึกไม่พอใจตงฟางซวี่มากขึ้น รัชทายาทถูกท่านหมอวางยาเสน่ห์อันใดกันแน่ หรือเขาไม่รู้ว่าสตรีที่รักเขาอย่างแท้จริงอยู่ที่นี่?!
จากความคิดของพระนาง ตู้หย่วนซิ่วยอดเยี่ยมยิ่งกว่าหลิ่วอวิ๋นซูนับพันนับหมื่นเท่า ใช่ นางมิได้มีวิธีการอันร้ายกาจเฉกเช่นหลิ่วอวิ๋นซู แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของสตรีก็คือการทุ่มเทแรงใจคิดเพื่อสวามีของตน!
“แม่กำลังคิดหาวิธีอยู่ หากรัชทายาทเปลี่ยนใจง่ายเช่นนั้นจริงๆ เขาคงมิได้เป็นบุรุษที่ทำให้เจ้ารักลึกล้ำเพียงนี้” ฮองเฮาเปลี่ยนวิธีการปลอบโยน ตู้หย่วนซิ่วแย้มยิ้มอย่างขมขื่น
ใช่แล้ว หากรัชทายาททรงเปลี่ยนพระทัยง่ายเพียงนั้น ตนคงไม่รักเขาลึกล้ำเพียงนี้ แต่เพราะเหตุนี้ตู้หย่วนซิ่วจึงไม่มีความหวังกับอนาคต เพราะนางเข้าใจตงฟางซวี่เป็นอย่างดี รู้ว่าบุรุษเช่นเขา หากมั่นคงในตัวคนผู้หนึ่งก็จะไม่แปรเปลี่ยนไปชั่วชีวิต
เขาไม่เหมือนกับจักรพรรดิพระองค์อื่นที่สามารถมีหญิงงามนับพันที่วังหลัง สามารถแบ่งพระทัยของพระองค์ให้แก่สนมรักหลายคนได้ เขานำความรักทั้งหมดไปมอบให้ท่านหมอแล้ว เกรงว่ามิอาจหลงเหลือตำแหน่งในพระทัยให้ผู้ใดอีกแม้เพียงน้อย
“วางใจเถิด ขอเพียงหลิ่วอวิ๋นซูไม่กลับมา รัชทายาทจะกระด้างกระเดื่องไปชั่วชีวิตเชียวหรือ?” พระสุรเสียงของฮองเฮาเจือไปด้วยความเย็นชาอยู่หลายส่วน ตู้หย่วนซิ่วเบนสายตาขึ้นอย่างฉับไว “เสด็จแม่…”
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด นางรู้สึกราวกับว่าเสด็จแม่ทรงมีอคติลึกล้ำกับท่านหมอ
“รัชทายาท…ไม่ยอมหยุดตามหาท่านหมอมาโดยตลอด ตำหนักเนี่ยนซูนั่น ก็มีไว้ให้ท่านหมอเพียงผู้เดียว”
“ฮ่ะๆ เช่นนั้นก็ต้องให้นางมีชีวิตกลับมาเสียก่อน”
ตู้หย่วนซิ่วขมวดคิ้ว นี่หมายความว่าอย่างไร? ในใจพลันเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาด ล้วนกล่าวกันว่าท่านหมอถูกลอบสังหารระหว่างทางกลับแคว้น ตอนนี้เมื่อดูท่าทีของฮองเฮาแล้ว คงมิใช่ว่า…
ในใจยิ่งรู้สึกยากจะรับไหว ตู้หย่วนซิ่วมิได้มีความเกลียดชังอันใดต่ออวิ๋นซู มีเพียงความอิจฉาและความริษยาที่ยากจะกำจัดทิ้งเท่านั้น แต่นางรู้ว่าท่านหมอเป็นสตรีที่ควรค่าให้บุรุษผู้หนึ่งทำเช่นนี้ต่อนาง แต่หากการตายของนางเป็นเพราะตน….เช่นนั้นตู้หย่วนซิ่วก็คิดว่าตนคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
“เอาล่ะ ไม่กล่าวถึงนางแล้ว ระยะนี้เหตุใดเนี่ยนเอ๋อร์จึงดูไม่มีน้ำมีนวลเลย? คงมิใช่ว่าอาหารไม่ถูกปากกระมัง?”
ฮองเฮาชั่งน้ำหนักทารกในอ้อมกอด ตู้หย่วนซิ่วทอดถอนใจ “ระยะนี้ความอยากอาหารขององค์ชายน้อยไม่ดีนัก วันนี้เสวยอะไรไม่ลงเลยเพคะ”
“อะไรนะ? เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?!” ฮองเฮายื่นพระหัตถ์ออกไปลูบแก้มของตงฟางเนี่ยนเบาๆ พลันนั้นพระนางมีสายพระเนตรเปลี่ยนไป “ตัวร้อนเพียงนี้เชียวหรือ?!”
ตัวร้อน? ในใจของตู้หย่วนซิ่วพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี พระหัตถ์ของฮองเฮาหยุดอยู่บนหน้าผากขององค์ชายน้อย จากนั้นจึงเบนดวงเนตรขึ้น ทอดพระเนตรมาที่นางอย่างยากจะเชื่อ “เนี่ยนเอ๋อร์เขา…ป่วยแล้ว?! เร็ว รีบไปตามหมอหลวงมา!”
สุรเสียงเช่นนี้ทำให้ตู้หย่วนซิ่วชะงักไปโดยสิ้นเชิง เนี่ยนเอ๋อร์ของนางป่วยหรือ? เพียงแต่ตนถึงกลับไม่สังเกตุเห็น!
เพียงไม่นานหมอหลวงหูก็พาคนกลุ่มใหญ่เดินมาอย่างกระวนกระวาย ตู้หย่วนซิ่วยืนอยู่ด้านข้างด้วยใบหน้าขาวซีด จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่อาจรับความจริงนี้ได้ นางรู้เพียงว่าวันนี้องค์ชายน้อยเสวยน้อย ในฐานะที่เป็นมารดา เหตุใดนางจึงสะเพร่าเช่นนี้?!
“ทูลฮองเฮา องค์ชายน้อยทรงมีไข้ พวกกระหม่อมจะรีบออกเทียบยาให้ แล้วให้นางข้าหลวงเช็ดพระวรกายด้วยผ้าอุ่นเสียหน่อยคงจะไม่เป็นอะไรมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี รีบไป! ต้องรีบรักษาอาการป่วยของเนี่ยนเอ๋อร์ให้เร็วเสียหน่อย!”
“พ่ะย่ะค่ะ…”
“ให้แม่นมเข้ามา!” ฮองเฮาในยามนี้เต็มไปด้วยโทสะ หากตนไม่รู้ตัว มิใช่ว่าจะปล่อยให้เนี่ยนเอ๋อร์ป่วยต่อไปหรือ
เพียงไม่นานแม่นมและนางข้าหลวงที่มีหน้าที่ปรนนิบัติหลายคนก็ถูกคุมตัวเข้ามา
“เจ้าพวกไร้ประโยชน์ พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าองค์ชายน้อยป่วย?!”
หลายคนที่อยู่บนพื้นอดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นเทา มองไปยังตู้หย่วนซิ่วที่อยู่ด้านข้างด้วยใบหน้าหวาดกลัว ฮองเฮาพลันกล่าวด้วยความโกรธ “ชายารองไม่มีประสบการณ์ พวกเจ้าเองก็ไม่มีด้วยหรือไร? เด็กๆ ลากเจ้าพวกไม่มีตาเหล่านี้ออกไปเสีย โบยให้ตาย!”
“ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตด้วย! ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
ตู้หย่วนซิ่วรีบคุกเข่าลง “เสด็จแม่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกนาง เมื่อคืนเป็นหม่อมฉันที่อุ้มองค์ชายน้อยกลับไปดูแลที่ตำหนักตนเองเป็นการส่วนตัว เป็นความสะเพร่าของหม่อมฉัน…จนกระทั่งตอนนี้พวกนางล้วนไม่ได้แตะต้ององค์ชายน้อยเลยเพคะ…” ล้วนเป็นความผิดของนาง ล้วนเป็นความผิดของนาง
ฮองเฮาทอดพระเนตรไปยังสตรีที่คุกเข่าอยู่ข้างพระบาทด้วยอาการสั่นระริก บางทีเป็นเพราะเปล่าเปลี่ยวเกินไป นางจึงคิดจะอยู่ด้วยกันกับเนี่ยนเอ๋อร์ เพื่อกำจัดความโศกเศร้าลงบ้าง
“หย่วนซิ่ว ลุกขึ้นเถิด เป็นมารดาครั้งแรกยากจะหลีกเลี่ยงช่วงเวลาผิดพลาด อย่างไรก็ตามบ่าวไพร่เหล่านี้ไม่อาจให้อภัยได้ ดูแลองค์ชายควรตั้งใจให้มาก โทษตายละเว้นได้โทษเป็นยังอยู่ พาออกไปโบยยี่สิบไม้!”
นับว่าหลายคนเก็บชีวิตกลับมาได้แล้ว รีบโขกศีรษะด้วยความสำนึกในพระคุณ “ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงไว้ชีวิต! ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงไว้ชีวิต!”
ในใจของตู้หย่วนซิ่วรู้สึกรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง ล้วนเป็นเพราะการกระทำโดยพลการของตนจึงทำให้เนี่ยนเอ๋อน์ป่วย เมื่อคืนนางอุ้มเขาอยู่ข้างหน้าต่างเนิ่นนานเพียงนั้น ลมยามค่ำคืนหนาวเน็บ เหตุใดนางจึงไม่คิดว่าองค์ชายน้อยจะรับไม่ไหว!
น้ำตาอดไม่ได้ที่จะไหลออกมา คิดไม่ถึงว่ากระทั่งมารดานางก็เป็นได้ไม่ดี
“หย่วนซิ่ว นี่มิอาจตำหนิเจ้า อา…เด็กๆ!”
ขันทีใหญ่ที่อยู่ด้านนอกรีบเดินเข้ามา “กระหม่อมอยู่”
“ไป ไปทูลรัชทายาทว่าองค์ชายน้อยทรงประชวร” พระนางไม่เชื่อ โอรสของตนประชวรแล้วเขาจะไม่มีการเคลื่อนไหวเชียวหรือ? “หย่วนซิ่ว เจ้าเองก็อยู่ก่อนเถิด รัชทายาทช่างไม่สมควรเลยจริงๆ!”
ตำหนักเนี่ยนซู
“เร็วเข้า! เคลื่อนไหวให้เร็วหน่อย! ฝ่าบาท กระหม่อมสร้างศาลากลางน้ำตามรับสั่งของพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ” นายช่างหลวงมีรอยยิ้มประจบประแจงเต็มใบหน้า ตงฟางซวี่มองไปยังศาลากลางน้ำบนทะเลสาบที่เพิ่งเผยรูปแบบเป็นครั้งแรก พยักหน้าเล็กน้อย
“ทูลฝ่าบาท พาอวี๋เหม่ยเหรินมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อวี๋เหม่ยเหรินก้มหน้า ตลอดมานางได้เพียงยืนมองอยู่นอกตำหนักไกลๆ ตอนนี้เดินเข้ามาจึงพบว่าระดับความหรูหราสง่างามของที่นี่ห่างไกลจากจินตนาการของตนยิ่งนัก นางเกือบจะคิดว่าเดินเข้าสู่พระราชวังอีกแห่งหนึ่งเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ล้วนใหม่เอี่ยม ยิ่งไปกว่านั้นส่วนที่ดีที่สุดก็คือ ตลอดเส้นทางล้วนมีเสาแกะสลักอันงดงามมีสีสัน นางเข้าใจแล้วว่าอะไรที่เรียกว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ตำหนักเนี่ยนซูเป็นตำหนักที่รัชทายาททรงสั่งให้คนทำลายตำหนักในวังหลังเพื่อให้มีพื้นที่ว่างมาสร้าง พื้นที่ใหญ่เทียบเท่าพระราชวัง เขารู้ว่าอวิ๋นซูไม่ชอบความครึกครื้น ด้วยเหตุนี้จึงเลือกสร้างในพื้นที่นี้ซึ่งล้อมรอบไปด้วยทะเลสาป ทั้งยังมีศาลากลางน้ำ นอกจากนี้ยังมีหอดูดาว หอศิลป์ หอตำรา มีกระทั่งตำหนักประทับที่สร้างไว้ให้บุตรในอนาคตของพวกเขา เขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นมาวุ่นวาย ขอเพียงเป็นสิ่งที่เขาคิดได้ ไม่มีอะไรที่สร้างไม่ได้ เมื่อเดินเข้ามาที่นี่เขาจะสัมผัสได้ถึงความสงบและความคาดหวังในใจตน ราวกับภาพที่เขาและอวิ๋นซูใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขปรากฏในสมอง
“ถวายพระพรเพคะ”
“ลุกขึ้นเถิด เจ้าเป็นสตรีคนแรกที่เข้ามาที่ตำหนักเนี่ยนซูแห่งนี้ รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
อวี๋เหม่ยเหรินย่อมไม่คิดหลงละเลิงไปกับความรู้สึกที่รัชทายาทเอ่ยถามตน “เมื่อเดินเข้ามาที่ประตูตำหนักก็ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง แม้จะยังสร้างไม่เสร็จ แต่อวี๋ซูสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่มีพลัง เชื่อว่าวันข้างหน้าเมื่อสร้างเสร็จ จะต้องได้รับคำสรรเสริญจากชาวประชาเป็นแน่เพคะ”
ตงฟางซวี่แย้มยิ้ม เขารู้ว่าอวี๋ซูไม่ใช่คนที่ชอบสรรเสริญเยินยอ เช่นนั้นนางคงกล่าวชมด้วยใจจริงแล้ว
“เจ้าคิดว่านางจะชอบหรือไม่?”
“ที่นี่อยู่ห่างจากราชสำนัก อีกทั้งยังมีพื้นที่ว่างของตัวเอง เชื่อว่าท่านหมออยู่ที่นี่คงไม่รู้สึกรำคาญใจ”
“อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” ตงฟางซวี่หันกลับไป มิได้มองนางอีก
อวี๋ซูปรายตามองสำรวจไปรอบๆ ในใจคิดว่าฮองเฮาต้องการระงับการก่อสร้างตำหนักเนี่ยนซู แต่เมื่อดูท่าทีแล้ว ตำหนักดำเนินการก่อสร้างมาถึงขั้นนี้แล้วจะหยุดได้อย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่ล้วนสูญเสียความพยายามไปมาก สิ่งที่ฮองเฮาคิดจะหยุดก็คือความคาดหวังในพระทัยของรัชทายาทกระมัง
“แต่ฝ่าบาทเพคะ อวี๋ซูคิดว่ามิแน่ว่าท่านหมอจะชอบของหรูหรา แต่จะอย่างไรที่นี่ก็ต้องพิถีพิถันจึงจะสามารถแสดงความโปรดปรานที่ฝ่าบาทมีต่อท่านหมอได้ มิสู้สร้างลานเรียบง่ายสง่างามอีกแห่งเป็นอย่างไร ให้ท่านหมอลิ้มรสความเงียบสงบได้ทุกที่”
ดวงตาของตงฟางซวี่สว่างวาบ “กล่าวได้ดี ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน” เขาล้วนใช้สิ่งที่ดีที่สุดมาสร้าง แต่กลับลืมไปว่าอวิ๋นซูไม่ใช่คนลุ่มหลงในเกียรติยศเช่นนั้น ควรสร้างลานเรือนเรียบง่ายให้นางแห่งหนึ่ง นับว่าไม่เสียหายแล้ว
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมา
“กงกง ท่านเข้าไปไม่ได้!”
“หลีกทาง! ฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้ข้ามา!”
Venus36
ชายารองเป็นคนดีอะ แต่รัชทายาทเป็นคนบ้าไปแล้ว ฮองเฮาหนอฮองเฮา คิดจะกำจัดอวิ๋นซูเหรอ หึหึ ช่างกล้า