หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 591 ระบายความในใจ
เล่มที่ 20 ตอนที่ 591 ระบายความในใจ
ขันทีใหญ่ไม่สนใจการขัดขวางของข้าราชบริพาร เดินก้าวเข้าไปโดยพลัน ตงฟางซวี่มองศีรษะที่ปรากฏอยู่บริเวณทางเดิน ในดวงตาอดไม่ได้ที่จะมืดครึ้มลง
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”
“บ่าวสมควรตาย! บ่าวขัดขวางกงกงมิได้…” เหล่าข้าราชบริพารที่อยู่ข้างๆ มีความหวาดกลัวเต็มใบหน้า ตงฟางซวี่โบกมือครั้งหนึ่ง พวกเขาพลันรีบถอยออกไปด้านข้าง
ขันทีใหญ่ขมวดคิ้วแน่น เมื่อเข้ามายังตำหนักเนี่ยนซู เขาพลันต้องตกตะลึง ถึงกับมีบรรยากาศโอ่อ่าหรูหราและงดงามเพียงนี้เชียวหรือ เชื่อว่าคงสูญเสียเงินไปไม่น้อย มิน่าเล่าขุนนางทั้งหลายจึงคัดค้าน ภายใต้สถานการณ์อันเคร่งเครียดเช่นนี้ยังใช้จ่ายเงินทองพระคังไปเพียงนี้ ช่างไม่ฉลาดเลยจริงๆ!
“เจ้ามาทำไม?” คำพูดของตงฟางซวี่เจือไปด้วยความไม่พอใจอันเข้มข้น
“ฝ่าบาท แย่แล้ว! องค์ชายน้อยทรงประชวร ฮองเฮาให้พระองค์เสด็จไปทอดพระเนตรเสียหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
เนี่ยนเอ๋อร์ป่วยหรือ? ดวงตาของตงฟางซวี่เปล่งประกาย เงียบลงครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยๆ เอ่ยปาก “ข้ามิใช่หมอ ให้หมอหลวงไปดูก็ได้แล้ว”
อะไรนะ? ขันทีใหญ่คิดไม่ถึงว่ารัชทายาทจะกล่าวเช่นนี้ “ฝ่าบาท องค์ชายน้อยทรงประชวรหนักพ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษรหล่อเหลามองขันทีที่อยู่เบื้องหน้าตนอยู่เช่นนั้น ราวกับกำลังใคร่ครวญความจริงเท็จในคำพูดของเขา ความจริงไม่นานก่อนหน้านี้ฮองเฮาเคยใช้ข้ออ้างนี้เรียกให้เขาไป เพียงแต่ไม่คิดว่าเมื่อเขาไปถึงตำหนักฮองเฮา จะพบตู้หย่วนซิ่วอุ้มเนี่ยนเอ๋อร์อยู่ที่นั่นด้วยใบหน้ารู้สึกผิด
เนี่ยนเอ๋อร์ไม่ได้ป่วย เป็นเสด็จแม่ที่ใช้วิธีการเช่นนี้เรียกให้ตนไปพบตู้หย่วนซิ่ว! ดังนั้นในส่วนลึกของจิตใจ ตงฟางซวี่จึงไม่เชื่อคำพูดของขันทีใหญ่
“เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าจัดการธุระเรียบร้อยแล้วจะตามไป”
“ฝ่าบาท! เป็นเรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ วันนี้หมอหลวงหลายท่านเฝ้าอยู่ที่นั่นแล้ว ฝ่าบาทรีบไปดูเสียหน่อยเถิด องค์ชายน้อยทรงทรมานจริงๆ…”
เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย ตงฟางซวี่พลันลังเล จากนั้นถึงทอดถอนใจเบาๆหมุนตัวไปมองอวี๋ซูที่อยู่ข้างกาย “เจ้าดูอยู่ที่นี่ก่อน ข้าไปประเดี๋ยวเดียวก็กลับ”
ขันทีใหญ่มองไปยังอวี๋เหม่ยเหรินด้วยความสงสัย อีกฝ่ายหลุบตาลง หลบสายตาของเขา
ภายในตำหนักฮองเฮา บุรุษรูปงานปรากฏตัวเบื้องหน้า ตู้หย่วนซิ่วอดไม่ได้ที่จะใจเต้น นางรู้สึกตำหนิตนเองอยู่ในใจจึงไม่กล้าสบตากับตงฟางซวี่ ราวกับอาการประชวรขององค์ชายน้อยเป็นเพราะนาง
“เสด็จแม่ เนี่ยนเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อตงฟางซวี่เข้ามาก็เดินตรงไปข้างเตียง มองไปยังทารกที่อยู่ในห่อผ้า
ไม่ได้พบกันระยะหนึ่ง เด็กคนนี้โตขึ้นมากจริงๆเพียงแต่บนใบหน้าในวันนี้แดงก่ำเพราะอาการป่วย
“เจ้ายังรู้จักถามอีกหรือ! รัชทายาท เจ้ารู้สึกผิดต่อเนี่ยนเอ๋อร์ รู้สึกผิดต่อชายารองหรือไม่?!” เมื่อแย้มพระโอษฐ์ ฮองเฮาก็ตำหนิอย่างเย็นชา ตู้หย่วนซิ่วที่อยู่ด้านข้างรู้สึกตกใจ “เสด็จแม่ มะ มิใช่รัชทายาท….”
“หย่วนซิ่ว ที่องค์ชายน้อยป่วยไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้าเพียงผู้เดียว! รัชทายาทก็มีส่วนรับผิดชอบด้วย!” ฮองเฮาทอดพระเนตรมองไปยังตงฟางซวี่อย่างดุดัน “เจ้าเป็นบิดาเช่นนี้หรือ? เจ้าคิดเองเถิด นานเพียงใดแล้วที่ไม่ได้ไปเยี่ยมเนี่ยนเอ๋อร์ รู้จักแต่อยู่ที่ตำหนักเนี่ยนซู! แม่ไม่รู้จริงๆ เจ้าเป็นอะไรไปจึงทำเพื่อหลิ่วอวิ๋นซูจนกระทั่งภรรยาและบุตรชายก็ไม่ต้องการแล้ว!”
เมื่อพูดถึงอวิ๋นซู บนร่างของตงฟางซวี่พลันมีบรรยากาศอึมครึมแผ่ออกมา
ตู้หย่วนซิ่วรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาสองแม่ลูกย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆยิ่งคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนเกิดจากตน
“อุแว้…อุแว้…” เด็กตัวน้อยที่อยู่บนเตียงราวกับถูกการปะทะฝีปากอันน่าหวาดกลัวนี้ปลุกให้ตื่น ร้องไห้ออกมาอย่างทรมาน
“เนี่ยนเอ๋อร์! รัชทายาท เจ้ายังไม่เข้ามาดูอีก!”
ตงฟางซวี่มองไปยังมือเล็กๆ ที่ยื่นออกมาจากห่อผ้ากำลังกวัดแกว่งไปมากลางอากาศ ในใจอดไม่ได้ที่จะอ่อนยวบ ค่อยๆ เดินเข้าไปอุ้มตงฟางเนี่ยนขึ้นมา เพียงแต่เด็กผู้นี้กลับร้องไห้รุนแรงยิ่งขึ้น เขาตบหลังเด็กน้อยเบาๆในใจรู้สึกบรรยายไม่ถูก
“หึ ไม่ได้อุ้มเนี่ยนเอ๋อร์นานแล้วใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าวันข้างหน้าเมื่อเขาเติบโตขึ้นคงจำเจ้าไม่ได้แล้ว! หากแม่ไม่ส่งคนไปตามหาเจ้า เจ้าคงไม่คิดจะมาถามไถ่ความเป็นความตายของเนี่ยนเอ๋อร์ใช่หรือไม่?!”
ฮองเฮาหวังจะใช้เรื่องนี้เตือนสติตงฟางซวี่ ทว่าคำพูดอันบีบบังคับเช่นนี้ทำให้ตู้หย่วนซิ่วที่อยู่ด้านข้างลอบรู้สึกไม่ดี เนื่องจากนางเห็นความอดรนทนไม่ไหวในดวงตาของรัชทายาท
“เสด็จแม่…”
“เจ้าดูให้ดีเถิด ตอนนี้หย่วนซิ่วผอมจนกลายเป็นอะไรไปแล้ว เช่นนี้เจ้ายังไม่ถามไม่ไถ่อีกหรือ? รัชทายาท เจ้าทำให้แม่ผิดหวังยิ่งนัก!”
ตงฟางซวี่หลับตาลง ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้ของเฮายิ่งรู้สึกกริ้ว “รัชทายาท เจ้าได้ยินหรือไม่?!”
บุรุษชะงักเล็กน้อย จากนั้นจึงวางตงฟางเนี่ยนที่อยู่ในอ้อมกอดลงบนเตียงช้าๆ
“เนี่ยนเอ๋อร์ยังต้องการพักผ่อน ลูกไม่รบกวนแล้ว”
อะไรนะ?! ไม่รบกวนหรือ?
“รัชทายาท หยุดเดี๋ยวนี้!”
ฮองเฮาคิดไม่ถึงว่ารัชทายาทจะเลือดเย็นถึงขั้นนี้ได้ โอรสของตนป่วย เขายังจากไปราวกับไม่มีเรื่องอันใดอีกหรือ? “เจ้าหมายความว่าอย่างไร ไม่สนใจความเป็นความตายของเนี่ยนเอ๋อร์แล้วหรือ?!”
ตงฟางซวี่ไม่ปรากฏท่าทีอันใดแม้แต่น้อย ทำเพียงเบนสายตาขึ้นมองฮองเฮาที่กำลังโกรธเกรี้ยวอย่างเรียบเฉย “เมื่อครู่ลูกถามหมอหลวงหูมาแล้ว เนี่ยนเอ๋อร์อาจจะถูกลมเย็นได้ จำเป็นต้องพักผ่อน”
“พักผ่อนหรือ เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะรักษาหายหรือ? สิ่งที่เนี่ยนเอ๋อร์ต้องการที่สุดในตอนนี้คือสิ่งใด คือการให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อน!” รัชทายาทพูดอะไรออกมากันแน่ เขายังใส่ใจโอรสผู้นี้ของตนอยู่อีกหรือไม่?
“ลูกคิดว่าตอนนี้สิ่งที่เนี่ยนเอ๋อร์ต้องการที่สุดก็คือความสงบ เพียงแต่หากลูกอยู่ที่นี่ ที่นี่ก็ไม่อาจสงบได้ ดังนั้นลูกจึงคิดจะรอให้เนี่ยนเอ๋อร์ดีขึ้นก่อนแล้วค่อยมาดูเขา” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งเอาไว้ ตงฟางซวี่ก็หมุนตัวเดินหายไปจากม่านสายตาของฮองเฮาที่กำลังตกตะลึง
ขอเพียงเขาอยู่ ฮองเฮาก็จะตำหนิไม่หยุด ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็จะไป ให้พวกนางและตนอารมณ์เย็นลงเสียหน่อย
จริงดังคาด หลังจากตงฟางซวี่จากไป รอบด้านพลันเงียบลง เสียงร้องของตงฟางเนี่ยนก็ค่อยๆ หยุดลงราวกับเขาร้องไห้จนเหนื่อยล้า เข้าสู่การหลับไหลไปพร้อมกับร่างกายอุ่นร้อน
“เสด็จแม่…” ตู้หย่วนซิ่วที่อยู่ด้านข้างรู้สึกไร้เรี่ยวแรงไปทั้งร่าง นางมิอาจบรรยายอารมณ์ของตนในตอนนี้ได้ บางทีคนที่บีบบังคับรัชทายาทอาจมิใช่ฮองเฮา แต่เป็นพวกนางแม่ลูกกระมัง?
ฮองเฮาดึงดวงเนตรกลับมา ทอดมองไปยังขาทั้งสองของตน เงาหลังของตงฟางซวี่ที่จากไปโดยไม่สนใจสิ่งใดเมื่อครู่นี้ทำให้พระนางรู้สึกราวกับว่าตนทำอะไรบางอย่างผิดไป
พระนางเพียงต้องการเตือนสติเขา แต่กลับไม่เคยคิดว่าทำเช่นนี้จะเป็นเรื่องโง่เขลา
“เป็นความผิดของแม่เอง…”
“ไม่ ไม่ใช่เพคะ เป็นความผิดของหม่อมฉัน!” นางคุกเข่าลงจนเกิดเสียงดัง สายตาทอดมองไปยังตงฟางเนี่ยนที่อยู่บนเตียง ฮองเฮาทำเพียงหลุบดวงเนตรอย่างสงบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
…
ภายในตำหนักเนี่ยนซู
“ระวังหน่อย! นี่คือภาพวาดที่ฝ่าบาททรงโปรดที่สุด แขวนไว้ทางนี้! แขวนไว้ทางนี้!”
อวี๋ซูเดินอยู่ในตำหนักที่ยังสร้างไม่เสร็จแห่งนี้ ทุกครั้งที่เดินผ่านสวนแห่งหนึ่งล้วนต้องรู้สึกชื่นชมแตกต่างกันไป นี่จึงสมควรเรียกว่าวังหลังอย่างแท้จริง เกรงว่าในประวัติศาสตร์ของแคว้นเฉินคงไม่มีจักรพรรดิพระองค์ใดทำเรื่องเหล่านี้เพื่อสนมผู้หนึ่งกระมัง? ต่อให้เป็นฮองเฮาก็ไม่อาจมีได้
สายตาของนางถูกข้าราชบริพารหลายคนนั้นดึงดูดให้เดินเข้าไป ค่อยๆ ก้าวไปเบื้องหน้า “นี่คืออะไร?”
“ตอบเหม่ยเหริน นี่คือภาพวาดที่รัชทายาททรงโปรดปราน บ่าวคิดจะนำไปแขวนพ่ะย่ะค่ะ!”
เปิดกล่องไหมสีแดงนั้นออก หยิบม้วนภาพวาดด้านในมากางออกเบื้องหน้าอวี๋ซูอย่างระมัดระวัง เพียงมองก็ทำให้หัวใจอวี๋ซูต้องสั่นไหว
ภายในภาพคือคน นอกจากท่านหมอแล้วจะเป็นผู้ใดไปได้
อวี๋ซูอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงมองตนเองแล้วมองไปยังสตรีสุภาพงดงามที่อยู่ในภาพอีกครั้ง เหมือนมากจริงๆเพียงแต่…สตรีในภาพประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบาดูมีชีวิตชีวาและฉลาดหลักแหลม ท่าทีเช่นนี้แตกต่างจากท่านหมอที่อยู่ในใจของอวี๋ซู
“นี่เป็นฝีมือของอาจารย์ท่านใด?”
“ตอบเหม่ยเหริน นี่เป็นภาพที่รัชทายาททรงวาดด้วยพระองค์เอง”
รัชทายาท?! มิน่าเล่า เมื่อมองภาพนี้แล้วจึงรู้สึกราวกับคนในภาพกำลังมองตนเองอยู่ ในดวงตาแฝงไปด้วยความรักใคร่ บางทีนี่คงเป็นท่านหมอในสายตารัชทายาทกระมัง ทั้งยังเป็นความคาดหวังในใจของพระองค์อีกด้วย
เขาต้องการเห็นท่านหมอเผยท่าทีประดุจสตรีแรกแย้มเช่นนี้ต่อเขา จินตนาการว่าต้องมีสักวันหนึ่งที่เขาจะกลายเป็นคนสำคัญที่สุดในใจนาง
สิ่งที่อวี๋ซูไม่เข้าใจก็คือ น้ำใจนี้ของฝ่าบาท ท่านหมอควรจะรับรู้นานแล้วถึงจะถูก เหตุใดเนิ่นนานแล้วพวกเขายังไม่ได้อยู่ด้วยกันอีก? คนบางคน ช่างทำให้ผู้อื่นทั้งอิจฉาและริษยาจริงๆ
“แขวนให้ดี! เหม่ยเหริน พวกบ่าวทูลลา!”
เพียงไม่นานในห้องนี้ก็หลงเหลืออวี๋ซูเพียงผู้เดียว ท่าทางฝ่าบาทคิดจะใช้ที่นี่เป็นห้องหนังสือของพระองค์
สายตาของนางไม่อาจละออกจากภาพวาดนั้นได้เนิ่นนาน ยื่นมือออกไปสัมผัสเบาๆ ด้วยท่าทีเหม่อลอย บนกระดาษชั้นยอดราวกับยังคงหลงเหลือความอบอุ่นของฝ่ามือรัชทายาท มิแน่ว่ารัชทายาทอาจมาสัมผัสภาพนี้ทุกวัน มองมันด้วยความรักใคร่ทุกวัน
อวี๋ซูพลันเกิดความอิจฉาภาพวาดขึ้นมา นางหมุนตัวไปช้าๆเลียนแบบสตรีที่อยู่ในภาพ ค่อยๆ ยกมือขึ้น เผยรอยยิ้มเขินอาย จินตนาการว่าตนคือนาง นางคือตน
จมจ่ออยู่ในความฝันอันงดงามของตน พลันนั้นเอง ด้านนอกมีเสียงเย็นชาดังขึ้น “เจ้ากำลังทำอะไร?!”
อวี๋ซูตกใจ มองไปยังบุรุษที่เดินเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว หลงลืมปฏิกิริยาไปชั่วครู่
ตงฟางซวี่มองสตรีเบื้องหหน้าที่กำลังเลียนแบบภาพวาด ในใจเกิดความรู้สึกรังเกียจอันเข้มข้น ที่เขาให้อวี๋ซูอยู่ข้างกายเพราะบนร่างของนางมีเงาของอวิ๋นซูอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังไม่เหมือนสตรีอื่นที่มีความคิดจินตนาการต่อตนเอง เพียงแต่วันนี้เมื่อเห็นแล้ว นางถึงกับกล้าเลียนแบบอวิ๋นซู!
สายตาเช่นนั้นเหตุใดตนจะไม่คุ้นเคย! ที่แท้นางก็เป็นเหมือนกับสตรีอื่นที่มีความคิดในใจ เพียงแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าตนกลับเสแสร้งแกล้งทำ!
“ฝ่าบาท ฟะ ฟังหม่อมฉันอธิบาย…” อวี๋ซูถูกสายตาในยามนี้ของตงฟางซวี่ทำให้ตกใจจนสูญสิ้นความนึกคิด อีกฝ่ายสะบัดชายแขนเสื้อเดินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว “หุบปาก! อาศัยเจ้าคิดจะมาแทนซูเอ๋อร์หรือ?! น่าขัน!
น่าขัน?! อวี๋ซูอดไม่ได้ที่จะร่างกายแข็งชะงัก รัชทายาทเห็นแล้ว…นาง เหตุใดนางจะไม่รู้สึกว่าตนเองน่าขันเล่า?
“ไป ไสหัวออกไป! อย่าให้ข้าเห็นเจ้าอีก!”
อวี๋ซูเบิกตากว้างด้วยความผิดหวัง อย่างไรก็ตามนางรู้ว่าหากตนไม่ไป เช่นนั้นสิ่งที่รออยู่ก็มีเพียงความตาย หัวใจที่เดิมที่ยังคิดคาดหวังว่าฝ่าบาทจะมีความรู้สึกสงสารและรักใคร่นางอยู่บ้างหรือไม่ เพียงแต่เมื่อดูแล้ว เป็นตนที่ฝันไปเอง
เดินถอยออกไปด้วยความเลื่อนลอย สีหน้าของอวี๋ซูซีดขาวหาใดเปรียบ ได้ยินเสียงพึมพำดังแว่วมาจากด้านหลัง “ไม่มีใครแทนเจ้าได้ ไม่มีใคร…”
Venus36
โอ๊ย อยากให้เจออวิ๋นซู แล้วถูกอวิ๋นซูตอกหน้าว่ารักเฟิงหลิง