หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 594 ไร้ใจถึงขั้นนี้
เล่มที่ 20 ตอนที่ 594 ไร้ใจถึงขั้นนี้
ตู้หย่วนซิ่วคิดถึงการแท้งของตู้หย่วนฟางก่อนหน้านี้ขึ้นมาโดยพลัน ล้วนเป็นเพราะตน…บนใบหน้าของนางเจือไปด้วยความผิดปกติ ตู้หย่วนฟางเพียงมองก็รู้ว่าท่านพี่ของตนกำลังคิดอะไรอยู่ จึงรีบยื่นมือออกไปดึงแขนของนาง “ท่านพี่ ข้ากลัวว่าท่านจะกังวลจึงไม่กล้าบอก ยิ่งไปกว่านั้นเพิ่งจะตั้งครรภ์สามเดือน สามีของข้าไม่อยากให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไป”
เมื่อคิดถึงการปกป้องอย่างระมัดระวังที่เฟิ่งอวี่มีต่อตน ตู้หย่วนฟางยิ่งรู้สึกว่าตนมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าตู้หย่วนซิ่ว นางกลับไม่กล้าเผยความสุขของตนมากเกินไปนัก ทำเช่นนั้นราวกับเป็นการสาดน้ำเกลือลงบนแผของท่านพี่
“ข้าเข้าใจ เจ้าต้องระมัดระวังให้มาก พูดคุยกับข้านานเพียงนี้ เจ้าคงเหนื่อยแล้วกระมัง รีบกลับไปพักผ่อนเถิด” เป็นเพราะความดีของหย่วนฟาง สวรรค์จึงคอยดูแลนางอยู่เบื้องหลัง ตู้หย่วนซิ่วรู้สึกยินดีแทนนาง เพียงแต่ในใจอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล ก่อนหน้านี้ตนลากนางมาเกี่ยวพันด้วยครั้งหนึ่งแล้ว คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะนำเรื่องของรัชทายาทมาทำให้นางกลัดกลุ้มอีก
ตู้หย่วนซิ่วรู้สึกว่าตนไม่เหมาะที่จะถูกเรียกว่าท่านพี่เลยจริงๆ ตอนนี้ตู้หย่วนฟางตั้งครรภ์ นางลำบากเพียงนั้น เหตุใดตนต้องมารบกวนให้นางกลัดกลุ้มใจด้วย
“เจ้าต้องพักผ่อนให้ดี อีกหลายวันข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่”
ตู้หย่วนฟางแย้มยิ้มเล็กน้อย กุมหลังมือของอีกฝ่ายเบาๆ ราวกับต้องการบอกนางว่าไม่ต้องกังวล ทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านไป “น้องสี่ รบกวนเจ้าไปส่งชายารองนอกจวนที”
เฟิ่งฉีพยักหน้า “เหนียงเหนียง เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”
บริเวณระเบียงทางเดิน สตรีผู้นั้นเดินนำอยู่เบื้องหน้าอย่างเงียบงัน สายลมพัดพากลิ่นหอมจางๆ บนร่างของนาง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เฟิ่งฉีจึงรู้สึกว่ากลิ่นหอมนี้เจือไปด้วยเมฆหมอกขุ่นมัวที่ไม่อาจสลายไป สายตาหยุดอยู่บนลำคอของอีกฝ่ายที่บางจนราวกับว่าหากมีลมพัดมาจะหักไปได้อย่างไรอย่างนั้น อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ชีวิตของชายารองรัชทายาทไม่ง่ายเลยจริงๆ หากท่านหมอรู้ว่าตอนนี้รัชทายาทเปลี่ยนไปมีสภาพเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร “คุณชายสี่”
สตรีเบื้องหน้าเอ่ยปากขึ้นกะทันหัน เรียกให้เฟิ่งฉีกลับมาจากการใคร่ครวญ
“เหนียงเหนียง ทรงมีสิ่งใดจะรับสั่งหรือ?”
ตู้หย่วนซิ่วหยุดฝีเท้าลง หันหน้ามาเล็กน้อย สายตาของนางปิดซ่อนไม่ชัดเจน “ตอนแรกคุณชายสี่กลับแคว้นมาด้วยกันกับท่านหมอ…”
สายตาของเฟิ่งฉีเปล่งประกาย รีบเงียบลงโดยพลัน
“คุณชายสี่เห็น…เห็นท่านหมอได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” ในใจของนางเกิดความรู้สึกผิด มักจะคิดว่าเรื่องของอวิ๋นซูเกี่ยวข้องกับนาง เดิมทีคนที่รัชทายาทต้องใจก็คือท่านหมอ เพียงแต่ตนกลับเข้ามาแทรก ตำแหน่งชายารองรัชทายาทเดิมทีก็ควรเป็นของท่านหมอ แต่เกรงว่าเสด็จแม่คิดทำเช่นนี้เพราะต้องการกำจัดอุปสรรคในอนาคตหลังจากที่ตนได้ขึ้นเป็นฮองเฮาแล้วกระมัง?
ตู้หย่วนซิ่วไม่ใช่คนโง่ คำพูดเหล่านั้นของฮองเฮาเป็นการบอกใบ้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ตอนนี้ท่านหมอเป็นตายยังไม่แน่ชัด ส่วนตนกลับอยู่ในพระราชวังอย่างสงบไร้เรื่องราว บางทีทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบในยามนี้อาจเป็นการลงโทษที่สวรรค์ประทานให้ นางเพียงต้องการหาคำปลอบใจเท่านั้น บางทีท่านหมออาจไม่เป็นอะไร เพียงแต่กำลังหลบซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ไม่ยอมกลับมาเท่านั้น
เฟิ่งฉีสูดหายใจลึก นางกำลังกังวลว่าท่านหมอจะกลับมาชิงตำแหน่งฮองเฮากับนางเช่นนั้นหรือ? เดิมทีเขายังมีความรู้สึกเห็นใจตู้หย่วนซิ่วอยู่บ้าง เพียงแต่เฟิ่งฉีเข้าใจความหมายของนางผิดไป ตอนนี้จึงเกิดความรู้สึกรังเกียจเอ่อล้นออกมา
เขารู้นานแล้วว่าราชวงศ์ล้วนไร้ใจ โดยเฉพาะคนที่อยู่กับรัชทายาทมานาน คนดีล้วนเปลี่ยนไปเป็นคนชั่วหมดแล้วกระมัง?
“ยามที่ผู้น้อยแซ่เฟิ่งกลับมา บนพื้นมีรอยเลือดอยู่กองหนึ่ง สถานการณ์ของท่านหมอมิแน่ชัด แต่ตอนนี้ดูแล้วคงร้ายมากกว่าดีจริงๆ” น้ำเสียงของเฟิ่งฉีเจือไปด้วยความเย็นชาอยู่หลายส่วน ในใจของตู้หย่วนซิ่วเกิดการสั่นไหว มือที่อยู่ในแขนเสื้อกระตุก ก้มศีรษะต่ำยิ่งขึ้น
ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้เฟิ่งฉีมีท่าทีอ่อนลง คนในราชวงศ์รู้จักเสียใจด้วยหรือ? หรือว่า….ยังมีคนใส่ใจความเป็นความตายของท่านหมออยู่อีก?
“หาก…หากท่านหมอกลับมาได้ก็คงดี” ไม่ทราบว่าตู้หย่วนซิ่วกล่าวเช่นนี้ให้เฟิ่งฉีฟังหรือกล่าวให้ตนเองฟัง
“เหนียงเหนียงไม่กังวลหรือว่า หากท่านหมอกลับมา…พระทัยของรัชทายาทจะไม่อาจแบ่งปันให้ผู้อื่นได้อีก?” เมื่อกล่าวเช่นนี้ออกมา เฟิ่งฉีพลันรู้สึกว่าตนเสียมารยาทยิ่ง เพียงแต่ตู้หย่วนซิ่วกลับทำเพียงหัวเราะขมขื่น เกรงว่าใต้หล้านี้คงไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าคนในใจของรัชทายาทคือท่านหมอกระมัง? คนที่หน้าด้านอยู่ในพระราชวังก็คือตน จะไปตำหนิความเสียมารยาทของเฟิ่งฉีในยามนี้ได้อย่างไร?
“หากท่านหมอกลับมา รัชทายาทต้อง…ดียิ่งขึ้นแน่นอน”
สตรีกล่าวประโยคอันเศร้าสลดเช่นนี้ทิ้งไว้ จากนั้นจึงเดินไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า
ที่แท้ตนเข้าใจนางผิดไป เฟิ่งฉีทอดถอนใจเบาๆ ในความคิดของเขา สถานการณ์เช่นนี้ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากท่านหมอกลับมา เกรงว่าผู้ที่เบิกบานใจจะมีรัชทายาทเพียงผู้เดียว เช่นนั้นจะนับเป็นความสุขสมบูรณ์ได้อย่างไร? เขาหวังให้ตู้หย่วนซิ่วมีความแน่วแน่ต่อไป บางทีอาจมีสักวันหนึ่งที่รัชทายาทจะพบว่ามีสตรีผู้หนึ่งอยู่ข้างกายเงียบๆ มาโดยตลอด
ในมุมมืด สายตาคู่หนึ่งจับจ้องคนทั้งสองที่กำลังจากไป ท่าทีกล้ำกลืนอย่างหาใดเปรียบของชายารองรัชทายาทตกอยู่ในสายตาของเฟิ่งจัว ในใจพลันเกิดจินตนาการมากมาย ท่าทางคืนนี้ตนคงมีผลงานให้รัชทายาทแล้ว!
…
“ทูลฝ่าบาท คุณชายตระกูลเฟิ่งขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ภายในห้องทรงพระอักษร ตงฟางซวี่เบนสายตาขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือว่า…ทางจวนชางติ้วโหวจะมีข่าวแล้ว?!
เฟิ่งจัวถูกพามายังลานเรือนแห่งหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้คน ยืนรอการมาถึงของบุรุษสูงศักดิ์ด้วยใจอันตื่นเต้น เสียงฝีเท้าระลอกหนึ่งดังมา เขาหันกลับไปคุกเข่าลงด้วยความยินดีเต็มหน้า “ถวายพระพรรัชทายาท!”
หลังจากความเงียบระลอกหนึ่งผ่านไป เหนือศีรษะจึงค่อยมีเสียงเย็นชาดังแว่วมา “รัชทายาทมีเรื่องต้องจัดการ เจ้ารออยู่ที่นี่ต่อไปเถิด”
อะไรนะ? เฟิ่งจัวชะงักไปเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมอง กลับพบบุรุษชุดดำผู้มีใบหน้าโหดเหี้ยมเย็นชา ที่แท้…ไม่ใช่รัชทายาท!
เขาเผยสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมาโดยพลัน สายตากวาดมองไปทางอื่นแล้วรีบยืนขึ้น ปัดฝุ่นบนอาภรณ์ของตน ตนเองเป็นคุณชายจวนชางติ้วโหวผู้สง่างาม ถึงกับคารวะเต็มพิธีการกับบ่าวไพร่ผู้หนึ่งเช่นนี้ ช่างขายหน้าจริงๆ! น่ารังเกียจรัชทายาทยังไม่มา เหตุใดเขาจึงไม่กล่าวสักคำเล่า ปล่อยให้ตนขายหน้าเช่นนี้อยู่ได้!
องครักษ์เงาไม่สนใจความคิดในใจของเฟิ่งจัว ทำเพียงยืนอยู่ด้านข้างอย่างเย็นชา ราวกับไม่มีอะไรทำให้อารมณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงไปได้แม้แต่น้อย
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด เสียงประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก เฟิ่งจัวที่นั่งหลับอยู่ด้านข้างลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น สบตาอันเย็นชาของตงฟางซวี่ สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี “กระหม่อมถวายพระพรรัชทายาท!”
“ลุกขึ้นเถิด จวนชางติ้วโหวเกิดอะไรขึ้นหรือ?” ตงฟางซวี่ไม่มีเวลามาทักทายปราศรัยกับเฟิ่งจัว สิ่งที่เขาสนใจที่สุดก็คือมีข่าวของอวิ๋นซูหรือไม่
“ฝ่าบาท วันนี้ชายารองเสด็จมาที่จวนพ่ะย่ะค่ะ!”
ตู้หย่วนซิ่ว? ตงฟางซวี่ขมวดคิ้ว นางไปทำอะไร?
เฟิ่งจัวก้าวมาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง น้ำเสียงเจือไปด้วยความลึกลับ “ชายารองมีท่าทีกล้ำกลืนขมขื่น ราวกับว่า…ไประบายความทุกข์กับพี่สะใภ้ของกระหม่อม…นอกจากนี้คล้ายกับนางกล่าวอะไรบางอย่างกับพี่สี่ ต้องเกี่ยวข้องกับรัชทายาทเป็นแน่!”
ในใจของตงฟางซวี่เกิดความรู้สึกรังเกียจ ตู้หย่วนซิ่วผู้นี้ถึงกับกล้าพูดเรื่องของตนกับผู้อื่นไปทั่วเชียวหรือ! ระบายความทุกข์? แต่ไหนแต่ไรตนไม่เคยบีบบังคับให้นางระทมทุกข์อยู่ในพระราชวัง ที่แท้ความอ่อนโยนยามปกติ ทั้งยังมีความอ่อนน้อมเปี่ยมคุณธรรมเหล่านั้นล้วนเป็นการเสแสร้งจริงๆ หรือ? สตรีใต้หล้าล้วนเป็นเช่นนี้จริงๆ! นอกจากซูเอ๋อร์ ทุกคนล้วนมีความคิดในใจและความเสแสร้งทั้งสิ้น!
ตงฟางซวี่ไม่อยากกล่าวเรื่องของคนผู้นี้อีกต่อไป มองไปยังเฟิ่งจัวอย่างอดรนทนไม่ไหว “มีอะไรอีก?”
“…คือ กระหม่อมเห็นว่าสีพระพักตร์ของชายารองดูไม่ดีนัก จึงรีบมากราบทูลฝ่าบาททันทีพ่ะย่ะค่ะ”
ในใจของตงฟางซวี่เต็มไปด้วยความผิดหวัง เพียงเพราะเรื่องนี้หรือ?! “ช่วงนี้ไม่มีผู้อื่นไปที่จวนโหวหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทางงงงวยของเฟิ่งจัว ตงฟางซวี่จึงเข้าใจว่าตนเองคาดหวังเสียเปล่าแล้ว! เขาสะบัดแขนเสื้อ บนร่างมีโทสะอันน่าหวาดกลัวแผ่ออกมาโดยพลัน เฟิ่งจัวไหนเลยจะไม่มีตาเพียงนั้น เขารับรู้ได้ถึงความไม่พอใจของรัชทายาทในตอนนี้ได้เช่นกัน
“กระหม่อมสมควรตาย! กระหม่อมสมควรตาย! กระหม่อมจะกลับไปจับตาดูเดี๋ยวนี้ รัชทายาทโปรดระงับความโกรธ!”
“หากยังนำเรื่องไร้สาระเช่นนี้มารบกวนข้าอีก ระวังจะรักษาศีรษะเจ้าไว้ไม่ได้!”
“กระหม่อมสมควรตาย! กระหม่อมสมควรตาย! กระหม่อมไม่กล้าแล้ว!” เฟิ่งจัวตกใจจนหน้าถอดสี รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะสุดชีวิต เมื่อเห็นท่าทีโง่งมเช่นนี้ของเขา สายตาของตงฟางซวี่พลันเต็มไปด้วยความไม่พอใจ สะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไปก้าวใหญ่
ภายในตำหนักของรัชทายาท
“ไปยกน้ำอุ่นมาอีก”
“เพคะ เหนียงเหนียง”
นางข้าหลวงถอยออกไปอย่างระมัดระวัง คิดไม่ถึงว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นจะพบกับบุรุษสูงศักดิ์กำลังเดินมาบริเวณไม่ไกล นางเบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ตนเห็น จนกระทั่งขันทีใหญ่ข้างกายรัชทายาทส่งสายตาดุดันให้นาง นางข้าหลวงจึงได้สติกลับมา รีบวิ่งเข้าไปในห้องอย่างกระวนกระวาย
“เหนียงเหนียง! เหนียงเหนียง รัชทายาทเสด็จมาแล้วเพคะ!”
มือของตู้หย่วนซิ่วชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงมองไปยังองค์ชายน้อยที่กำลังหลับลึกอยู่บนเตียง ตงฟางซวี่เดินก้าวเข้ามาในตอนนี้เอง
“ถวายพระพรฝ่าบาท!”
บุรุษรูปงามมีสีหน้าไร้อารมณ์ โบกมือครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงภายในตำหนักจึงรีบถอยออกไป ตู้หย่วนซิ่วสัมผัสถึงความโกรธเกรี้ยวที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาได้อย่างชัดเจน นางยืนอยู่บริเวณนั้นอย่างระมัดระวัง กำลังจะคารวะ แต่ตงฟางซวี่กลับเอ่ยปากขึ้นอย่างเย็นชา “วันนี้เจ้าไปที่ใดมา?”
ในใจของตู้หย่วนซิ่วเกิดความแปลกใจ เหตุใดฝ่าบาทจึงรู้เรื่องที่ตนออกไปจากวังได้? แต่ไหนแต่ไรเขาไม่สนใจการเคลื่อนไหวของตนมาก่อน
“หม่อมฉัน…ไปจวนชางติ้วโหวมาเพคะ”
นางถึงกับกล่าวตามจริงเชียว ตงฟางซวี่มองไปยังใบหน้าเปี่ยมกังวลนั้นอย่างลึกล้ำ “หากเจ้ามีสิ่งใดไม่พอใจข้า ขอเพียงกล่าวมาประโยคเดียว ข้าจะมีคำสั่งออกไป มอบอิสระให้เจ้า”
อะไรนะ?! ตู้หย่วนซิ่วเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง สบตาตงฟางซวี่ที่ไม่หลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย “ฝ่าบาท…”
“สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือพวกคนตีสองหน้า ต่อไปนี้หากมีอะไรไม่พอใจก็พูดกับข้าตามตรง อย่าได้ทำเรื่องไร้สาระอีก! ในวังแห่งนี้ จะขาดเจ้าหรือจะมีเจ้าอยู่ก็ไม่ต่างกัน!”
คำพูดอันโหดเหี้ยมเย็นชาปลุกตงฟางเนี่ยนที่กำลังหลับใหลให้ตื่น เด็กน้อยส่งเสียงร้องไห้ออกมาอย่างไม่พอใจ
ตู้หย่วนซิ่วยืนอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าขาวซีด ในดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความกล้ำกลืน แต่กลับฝืนไม่ยอมให้พวกมันไหลลงมา
สายตาของตงฟางซวี่มองผ่านนางไปหยุดอยู่บนทารกที่นอนอยู่บนเตียง สายตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย เจือไปด้วยความลังเลหลายส่วน จากนั้นจึงไม่มองไปที่พวกเขาอีก หมุนตัวเดินหายไปจากม่านสายตา
สายลมอันเย็นยะเยือกพัดผ่านช่องประตูที่เปิดออกเล็กน้อยเข้ามา ตู้หย่วนซิ่วรู้สึกขาทั้งสองอ่อนแรง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
มองไปยังใบหน้าแดงก่ำของตงฟางเนี่ยนที่อยู่บนเตียงอย่างเหม่อยลอย เดินเข้าไปไกลอย่างยากลำบาก “เนี่ยนเอ๋อร์…ไม่ร้อง…หมู่เฟยอยู่นี่แล้ว…หมู่เฟย…” อย่างไรก็ตามในใจของนางกลับใกล้จะแตกสลาย
นางข้าหลวงเดินเข้ามาจากด้านนอกได้เห็นจึงรีบส่งเสียงเรียก “เหนียงเหนียง! เหนียงเหนียงเป็นอะไรไปเพคะ?!”
ตู้หย่วนซิ่วส่ายหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากขาวซีดกล่าวไม่ออกแม้แต่คำเดียว ตอนนี้นางได้ลิ้มรสความไร้ใจของรัชทายาทอย่างลึกล้ำแล้ว
Venus36
สงสารชายารอง