หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 630 ส่งหว่านหรงจากไป
เล่มที่ 21 ตอนที่ 630 ส่งหว่านหรงจากไป
“คุณหนูขอรับ คุณชายกู้เดินไปเดินมานอกเรือนคุณหนูซูอยู่นาน ตอนนี้…” เมื่อคิดถึงการกระทำของกู้สวิ๋นฟาง ข้ารับใช้ไม่รู้ว่าควรจะบรรยายอารมณ์ของตนเช่นไร “คุณหนูซูกำลังโวยวายอยู่ในลานเรือนขอรับ”
ข้ารับใช้กลับมารายงานโดยเฉพาะ ต้องการมั่นใจว่าคุณหนูของตนไม่สนใจจริงหรือ?
“ปล่อยเขาไปเถิด ส่งคนไปอารักขานอกเรือนด้วย”
“ขอรับ คุณหนู”
“ใครก็ได้! มีใครอยู่หรือไม่?” ม่านราตรีแผ่ขยาย ซูหว่านหรงรู้สึกรอบด้านเย็นยะเยือกหาใดเปรียบ ในลานเรือนไม่มีโคมไฟ มีเพียงแสงสีเงินของดวงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนร่างของนางอย่างลางเลือน
สายลมเบาๆ พัดมา เงาต้นไม้ขมุกขมัว ตามมาด้วยเสียงซู่ๆๆ ดังขึ้นเบาๆ ทั้งยังมีเสียงลมหวีดหวิวที่ทำให้ผู้คนขนลุกดังมาอีกระลอกหนึ่ง
ซูหว่านหรงจับมือทั้งสองของตน นั่งพิงซุ้มประตูโค้งด้วยความหวาดกลัว พยายามขดตัวลง มองไปยังต้นหญ้าต้นไม้รอบๆ ด้วยความระแวง รู้สึกราวกับว่าขอเพียงตนเผลอก็จะมีของสกปรกอันใดกระโจนขึ้นมาก็มิปาน
ด้านหลังลานเรือนแห่งนี้คล้ายกับหลังภูเขายิ่งนัก หากไม่มีคนช่วยนางออกไป กลางดึกคงไม่มีสัตว์ป่าออกมาใช่หรือไม่?
เมี้ยว!
“ผู้ใด?! ผู้ใดอยู่ที่นั่น!” ซูหว่านหรงหันไปมองด้วยความตกใจ พบว่าภายใต้แสงจันทร์ มีแมวดำตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นริมทะเลสาบ ดวงตาสีเขียวมรกตกำลังจับจ้องมาที่ตน ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
แมวดำ?! ล้วนกล่าวกันว่าสถานที่อัปมงคลเท่านั้นถึงจะมีแมวดำอยู่!
ซูหว่านหรงรู้สึกหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ชะงักค้างไม่กล้าเคลื่อนไหว
แมวดำตัวนั้นขยับเล็กน้อย สตรีข้างประตูทนไม่ไหวอีกต่อไป กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง “อย่าเข้ามา! อย่าเข้ามา! ช่วยด้วย! ใครก็ได้! ช่วยด้วย!”
ซูหว่านหรงเคาะประตูโค้งที่ปิดสนิทอย่างรุนแรงโดยไม่สนใจว่ามือทั้งสองของตนยังไม่หายดี “ใครก็ได้ ปล่อยข้าออกไป อย่าทิ้งข้าไว้ที่นี่คนเดียว!” เพียงแต่สิ่งที่ตอบนางมีเพียงเสียงหวีดหวิวอันแปลกประหลาดที่ดังแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศไม่หยุดหย่อน
กลางคืนอันเงียบสงบ ดวงจันทร์อันงดงาม ทว่ายามนี้ภายในลานเรือนอันกว้างใหญ่กลับมีสตรีนั่งขดตัวอยู่ข้างประตูเพียงลำพัง
ผิวทะเลสาบกระเพื่อมเล็กน้อยเจือไปด้วยกลิ่นของความชื้น เงาต้นไม้ส่องกระทบลงบนผิวทะเลสาบ ทว่าในสายตาของซูหว่านหรงกลับเห็นเป็นผีร้ายแปลกประหลาดต่างๆ นานา น่าหวาดกลัวยิ่งนัก
จ๋อม
คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างร่วงลงไปในทะเลสาบ ซูหว่านหรงเบิกตาทั้งสองจนกว้างแล้วมองไป อะ อะไร?
นางอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงดรุณีน้อยที่พบวันนี้ คงมิใช่ว่า…จะมาเอาชีวิตตนหรอกกระมัง?
ไม่ เป็นไปไม่ได้ คนเหล่านั้นหานางในทะเลสาบแล้วทว่าไม่พบ ดรุณีน้อยผู้นั้นต้องไม่เป็นไรแน่! เพียงแต่…ไม่ว่าซูหว่านหรงจะทำเช่นไรก็มิอาจโน้มน้าวตนเองได้ ค่ำคืนอันมืดมิดราวกับตาข่ายไร้รูปลักษณ์กักขังนางจนแทบจะหายใจไม่ออก
“ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย…องค์ชายใหญ่…รีบมาช่วยหว่านหรงเถิด…”
น้ำตาทำให้ใบหน้าของนางพร่าเลือน เมื่อมีการเคลื่อนไหวอันใดนางจะตกใจจนสะบัดหน้าหนี ไม่กล้ามองไปอีก เพียงแต่แม้จะกลัวว่าจะมีของน่ากลัวอันใดโผล่หรือไม่ นางยังอดไม่ได้ที่จะมองไปเป็นบางครั้ง ซูหว่านหรงรู้สึกว่าเส้นประสาทของตนถูกทรมานจนยุ่งเหยิง ไม่ได้ นางไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อไป ต้องมีทางอื่นไปจากที่นี่ได้แน่…
ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยอาการสั่นระริก ขาทั้งสองพลันมีความเจ็บปวดแพร่ออกมาระลอกหนึ่ง ไม่ทราบว่าเป็นเพราะจิตใจหรือไม่ นางรู้สึกว่าอาการบาดเจ็บบนร่างของตนรุนแรงยิ่งขึ้น กัดริมฝีปากแน่น ความรับผิดชอบทุกอย่างนี้ถูกโยนไปบนร่างของอวิ๋นซูโดยพลัน! เรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับคุณหนูกงซุนเป็นแน่ หากมีคนคิดจะทรมานตน นอกจากอวิ๋นซู ซูหว่านหรงก็คิดถึงผู้อื่นไม่ออก!
ไม่! นางไม่กลัว! คิดจะใช้วิธีการเช่นนี้บีบบังคับให้ตนยอมแพ้เรื่ององค์ชายใหญ่หรือ? ซูหว่านหรงสูดหายใจลึก ค่อยๆ เดินไปยังริมทะเลสาบ รอให้นางออกไปได้เสียก่อน จะต้องรายงานความผิดของคุณหนูกงซุนให้องค์ชายใหญ่ทราบ เผยใบหน้าที่แท้จริงของนางต่อหน้าทุกคน!
ตอนนี้เอง ราวกับเท้าของสตรีเหยียบอะไรบางอย่าง นางก้มหน้าลงมอง เงาร่างสีดำร่างหนึ่งเปล่งประกายเย็นยะเยือกภายใต้แสงจันทร์ ซูหว่านหรงกรีดร้อง ตาทั้งสองเลือกกลับสลบไสลไปโดยพลัน
อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงหินที่มีรูปร่างแปลกประหลาดบริเวณริมทะเลสาบเท่านั้น
วันต่อมา
บ่าวไพร่ที่มาทำความสะอาดเปิดซุ้มประตูโค้งออก เพียงไม่นานด้านในก็มีเสียงอุทานดังขึ้น
“แย่แล้ว! คุณหนู คุณหนูซูสลบอยู่ริมทะเลสาบ!”
ยามนี้ริมทะเลสาบมีบ่าวไพร่หลายคนห้อมล้อม ซูหว่านหรงที่อยู่บนพื้นมีสภาพย่ำแย่ยิ่งนัก อาภรณ์บนร่างยุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบสกปรก มือทั้งสองที่ผ้าพันแผลหลุดไปแล้วปรากฏรอยแดงจางๆ
“คุณหนู…” เงาร่างสุขุมเยือกเย็นปรากฏเบื้องหน้าทุกคน พวกเขารีบหลีกทางให้ สายตาของอวิ๋นซูหยุดอยู่บนคิ้วที่คิ้วขมวดแน่นของซูหว่านหรง รู้ว่าเมื่อคืนนางคงถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย
ความจริงอวิ๋นซูสั่งให้คนปิดประตูที่เชื่อมไปยังภูเขาด้านหลังแล้ว ที่นี่เป็นเพียงลานเรือนธรรมดาเท่านั้น ซูหว่านหรงหวาดกลัวเพียงนี้ เชื่อว่าคงเป็นเพราะภาพหลอนในใจ
นางคงสัมผัสถึงความหวาดกลัวของหลิงเอ๋อร์ในยามนั้นได้อย่างลึกซึ้งแล้วกระมัง? หลิงเอ๋อร์ยังเด็กนาง แต่นางเป็นสตรีที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ย่อตัวลงตรวจบาดแผลของซูหว่านหรง รอยแผลที่เดิมทีผสานกันดีแล้วฉีกขาดจนน่าหวาดกลัว เชื่อว่านางต้องเคาะประตูอยู่นานจนทำให้มีสภาพเช่นนี้ โชคดีที่กระดูกของนางไม่เป็นไร เพียงแต่ตอนนี้มีแผลใหม่เพิ่มขึ้นมา เวลาที่จะฟื้นตัวคงนานยิ่งขึ้น
“แบกคุณหนูซูเข้าไปในห้อง”
“ขอรับ”
ไม่ทราบว่าตั้งแต่ยามใด บริเวณประตูมีเงาร่างในอาภรณ์สีเขียวยืนอยู่ สายตาของกู้สวิ๋นฟางหยุดอยู่บนใบหน้าของสตรีที่ยังสลบไสลไม่ได้สติ ทำเพียงแค่นเสียงเบาๆ ครั้งหนึ่ง จนกระทั่งอวิ๋นซูเดินมาถึงข้างกายจึงค่อยเอ่ยปาก “นางตายแล้วหรือไม่?”
อวิ๋นซูมองไปยังบุรุษที่มีท่าทีโกรธเกรี้ยว ทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา
“ไม่อนุญาตให้เจ้าช่วยรักษาแผลให้นางแล้ว เข้าใจหรือไม่?! มิเช่นนั้นข้ากู้สวิ๋นฟางจะไม่เป็นสหายของเจ้าอีก!” เขาไม่หวังให้อวิ๋นซูทำตัวเป็นคนดีอันใด สตรีไร้คุณธรรมเช่นนี้ ต่อให้ตายก็นับว่าเขาช่วยจัดการแทนสวรรค์แล้ว!
“ต่อให้ข้าคิดจะช่วยนางก็ไม่มีโอกาสแล้ว”
“ทำไม ตายแล้วจริงๆ หรือ?”
อวิ๋นซูปรายตามองไปเล็กน้อย “ตระกูลซูส่งคนมาแล้ว เจ้ากลั่นแกล้งได้ทันเวลาพอดี” รถม้าของตระกูลซูรออยู่ด้านนอกนานแล้ว หากกู้สวิ๋นฟางพลาดไปหนึ่งวัน เกรงว่าคงต้องกล้ำกลืนความโกรธเกรี้ยวลงไปเปล่าๆ
ยามนี้ฮูหยินซูกำลังอยู่ในห้องโถงใหญ่ นางแต่งกายด้วยอาภรณ์สีอ่อนใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้การแต่งแต้ม รออยู่ในจวนแม่ทัพอันกว้างใหญ่ด้วยความระมัดระวังยิ่ง
“ฮูหยิน เชิญดื่มชาขอรับ”
“ไม่ ไม่ต้อง ขอบคุณมาก แม่ทัพกงซุนไม่อยู่จวนหรือ?”
พ่อบ้านชราแย้มยิ้ม “ท่านแม่ทัพออกไปข้างนอก คุณหนูของเราดูแลคุณหนูซูมาตลอดขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เมื่อได้ยินว่าแม่ทัพกงซุนไม่อยู่จวน ฮูหยินซูจึงผ่อนคลายขึ้นมาก ต้องทราบว่าในฐานะที่เป็นสตรี เพียงแค่เห็นใบหน้าเคร่งขรึมดุดันของแม่ทัพกงซุนก็อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวแล้ว
ข้ารับใช้ผู้หนึ่งเดินมากระซิบข้างหูพ่อบ้านชราด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ฮูหยินซูได้ยินคำว่าคุณหนูซูอย่างลางเลือน จึงเอ่ยปากด้วยความสงสัย “หรือว่า…หว่านหรงของพวกเราจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
สายตาของพ่อบ้านชรามีความผิดปกติพาดผ่าน จากนั้นจึงแย้มยิ้มกระอักกระอ่วน “เมื่อคืนคุณไม่ทราบว่าคุณหนูซูเป็นอะไร หกล้มแล้วขอรับ”
“…”
ฮูหยินซูถูกพ่อบ้านชรานำทางมายังห้องของซูหว่านหรง พบว่ามีสตรีสุขุมเยือกเย็นผู้หนึ่งยืนเฝ้าอยู่ด้านข้าง กำลังพันแผลที่มือทั้งสองให้นางอย่างละเอียดใส่ใจ
“คุณหนู ท่านนี้คือฮูหยินซูขอรับ”
อวิ๋นซูยืดตัวขึ้น พยักหน้าให้ฮูหยินซูอย่างมีมารยาท สตรีผู้นั้นย่อตัวลงด้วยความระมัดระวัง “ขอบคุณคุณหนูกงซุนที่ใส่ใจ หว่านหรงคงสร้างความลำบากให้จวนท่านไม่น้อย”
นางไม่ได้ถามเรื่องที่ว่าซูหว่านหรงล้มได้อย่างไร ในใจของฮูหยินซูกระจ่างแจ้งยิ่งนัก ด้วยฐานะและตำแหน่งของพวกนางในยามนี้ จวนแม่ทัพยอมรับซูหว่านหรงมาดูแลนับเป็นบุญคุณยิ่งแล้ว
“ฮูหยินซูเกรงใจเกินไปแล้ว เดิมทีอาการบาดเจ็บของคุณหนูว่านหายดีแล้ว เพียงแต่วันนี้มีแผลใหม่เพิ่มขึ้นมา เวลาที่จะฟื้นตัวจึงช้าอยู่บ้าง”
ฮูหยินซูพลันเผยท่าทีซาบซึ้งใจ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่ามือทั้งสองของซูหว่านหรงใช้การไม่ได้แล้วจึงร้องไห้จนแทบขาดใจ คิดไม่ถึงว่าคุณหนูกงซุนจะรักษาอาการบาดเจ็บของนางให้หายดีได้! ใช้เวลาฟื้นตัวช้าอยู่บ้างแล้วอย่างไรเล่า? ฮูหยินซูทำท่าจะเข้ามาคุกเข่าให้อวิ๋นซูทว่ากลับถูกหยุดเอาไว้ “ฮูหยินอย่าได้ทำเช่นนั้นเป็นอันขาด!”
“คุณหนูกงซุนมีบุญคุณใหญ่หลวง ข้าขอขอบคุณท่านแทนหว่านหรง!”
ยามนี้เอง ราวกับว่าสตรีบนเตียงได้ยินเสียงมารดาของตนจึงค่อยๆ ได้สติขึ้นมา เพียงมองนางก็เห็นฮูหยินซูทำท่าจะคุกเข่าให้อวิ๋นซู ทำให้นางตกใจจนเอ่ยเสียงเย็น “ท่านแม่! นี่ท่าน…” นางมองไปทางอวิ๋นซูอย่างยากจะเชื่อ “คุณหนูกงซุน มารดาของข้าทำผิดอันใด เหตุใดท่านจึง…”
นางเข้าใจผิด คิดว่าอวิ๋นซูบีบบังคับให้ฮูหยินซูคุกเข่า
“หว่านหรง นี่เจ้าเป็นอะไรไป แม่เพียงต้องการขอบคุณคุณหนูกงซุนที่ช่วยชีวิตเจ้าเท่านั้น!” ฮูหยินซูเดินเข้ามาด้วยความเคร่งเครียด เกรงว่าบุตรีของตนจะกล่าวคำพูดเสียมารยาทอันใดออกไป
ช่วยชีวิต?! “ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรือว่าระยะนี้หว่านหรงต้องพบกับความอยุติธรรมมากมายเพียงใด! เมื่อคืนเกือบไปเยือนน้ำพุเหลืองแล้ว…” สตรีบนเตียงจับมือนางแน่น น้ำตาไหลลงมาด้วยความปวดใจ
ฮูหยินซูพลันหน้าเปลี่ยนสี แม้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่นางคิดว่าท่าทีของคุณหนูกงซุนไม่เหมือนผู้ที่จะกลั่นแกล้งบุตรีของตน มิเช่นนั้นคงไม่สิ้นเปลืองความคิดช่วยเหลือนาง!
“หว่านหรง ห้ามเสียมารยาท!”
“ท่านแม่?” ซูหว่านหรงยากจะเชื่อว่ามารดาของตนจะถึงกับไม่เชื่อคำพูดของตน “เป็นเรื่องจริงนะเจ้าค่ะ เมื่อคืนมีคนพาหว่านหรงไปที่…”
ไม่รอให้นางกล่าวจบ ฮูหยินซูก็หมุนตัวไปยิ้มให้อวิ๋นซูด้วยท่าทีกระวนกระวาย “คุณหนูกงซุน รบกวนท่านมานานเพียงนี้ พวกเราควรไปได้แล้ว ข้าขอขอบคุณแทนหว่านหรงที่คุณหนูกงซุนช่วยดูแลนาง บุตรีของข้าไม่รู้ความ ขอคุณหนูกงซุนอย่าได้ใส่ใจ…”
“ท่านแม่! ท่าน ท่าน…” ทั้งๆ ที่ตนถูกผู้อื่นรังแก เหตุใดท่านแม่จึงกล่าววาจานอบน้อมเพียงนี้ เพราะอีกฝ่ายคือจวนแม่ทัพหรือ?!
หากท่านพ่อมิตายเพราะองค์ชายใหญ่ พวกนางคงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
“เร็ว รีบประคองคุณหนูไปที่รถม้า” ฮูหยินซูไม่ให้โอกาสซูหว่านหรงปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ข้ารับใช้ตระกูลซูที่เฝ้าอยู่ด้านนอกมาโดยตลอดเดินเข้ามาโดยพลัน พาสตรีที่มีความน้อยเนื้อต่ำใจอัดแน่นออกไป ก่อนจะจากไป ฮูหยินซูยังคารวะอวิ๋นซูครั้งหนึ่ง “บุตรีไม่รู้ความ หวังว่าคุณหนูกงซุนจะไม่ตำหนิ”
“ฮูหยินซูเกรงใจไปแล้ว เด็กๆ ส่งฮูหยินซูด้วย”
“ไม่ๆๆ ไม่จำเป็นต้องลำบาก! ขอบคุณคุณหนูกงซุนมาก! ขอบคุณคุณหนูกงซุนมาก!” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีเคารพนอบน้อมเพียงนี้ อวิ๋นซูจึงส่งสายตาครั้งหนึ่ง ชุนเซียงที่อยู่ด้านข้างหยิบยาขวดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “ฮูหยินซู นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยของคุณหนูของบ่าว ยานี้ช่วยฟื้นฟูผิวให้คุณหนูซูได้ หากยืนหยัดทาต่อไปจะทำให้รอยแผลเป็นจางลงเจ้าค่ะ”
ฮูหยินซูมีความยินดีเต็มใบหน้า ต้องทราบว่าสำหรับสตรีแล้ว หากมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดอันใดหลงเหลืออยู่ ย่อมเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนยากจะรับไหว นางรับมาด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณคุณหนูกงซุนมาก…”
จนกระทั่งสตรีผู้นี้จากไป ชุนเซียงจึงทอดถอนใจเบาๆ “คุณหนู ฮูหยินซูท่านนี้เข้าใจเหตุผลยิ่งนัก” ไม่รู้จริงๆ ว่าสั่งสอนเช่นไรจึงมีบุตรีเช่นซูหว่านหรงออกมาได้
“ผ่านเรื่องราวมามากมายเพียงนั้น หากไม่เข้าใจเหตุผลจะปกป้องตนเองได้อย่างไร?” คำพูดของอวิ๋นซูเจือไปด้วยความหมายลึกล้ำ แต่ละคนมีโชคชะตาของตน สิ่งที่นางทำได้มีเพียงเท่านี้แล้ว
Venus36
ตัวน่ารำคาญออกจากจวนได้สักที