หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 643 ความจริงเริ่มปรากฏ
เล่มที่ 22 ตอนที่ 643 ความจริงเริ่มปรากฏ
รอบด้านมีสายตาแปลกๆ มองมาเป็นครั้งคราว คุณหนูทั้งสองนั่งตัวแข็งไปทั้งร่าง ข้างกายพวกนางยังมีที่ว่างอยู่สองตำแหน่ง ในขณะที่กำลังใคร่ครวญว่าจะย้ายไปดีหรือไม่ สายตาคมกริบของซ่างกวนเมิ่งก็ทิ่มแทงมา ทำให้ทั้งสองตื่นตกใจโดยพลัน ไม่กล้าคิดสิ่งอื่นใดอีก
วันนี้คุณหนูเมิ่งเป็นอะไร ใยอารมณ์รุนแรงเพียงนี้?
คุณหนูทุกท่านหยิบถุงหอมบนร่างของตนขึ้นมาดมเป็นครั้งคราว บนใบหน้าเผยรอยยิ้มชื่นชอบออกมา “คุณหนูกงซุนมีฝีมือปราณีตล้ำเลิศยิ่งนัก กลิ่นของถุงหอมนี้ทำให้รู้สึกสบายจริงๆ”
บนใบหน้าของอวิ๋นซูเผยรอยยิ้มบางเบา สายตาปรายมองไปยังซ่างกวนเมิ่งที่มีสีหน้าไม่พอใจ “คุณหนูทั้งหลายชอบก็ดีแล้ว”
“อาหารเหล่านี้ก็พิเศษยิ่งนัก เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้เห็น รากบัวนี้นำไปต้มกับกลีบบัวได้อย่างไร? สีขาวสว่างสง่างาม ทั้งยังมีความสดและชุ่มชื่น ดูแล้วเหมือนเป็นขนมหวาน ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“นี่คืออาหารที่พ่อครัวใหญ่ในจวนแม่ทัพสรรค์สร้างขึ้นมาเอง รสชาติแปลกใหม่ หากคุณหนูทั้งหลายไม่รังเกียจลองชิมดูเสียหน่อยเถิด” อวิ๋นซูเอ่ยปากอย่างเรียบเฉยยิ่งนัก ซ่างกวนเมิ่งพลันแค่นเสียงเย็นออกมาครั้งหนึ่ง “สรรค์สร้างขึ้นเอง? คุณหนูคงอยากอวดอ้างว่าพ่อครัวใหญ่ในจวนร้ายกาจเพียงใดกระมัง ทว่านี่เป็นอาหารถิ่นของแคว้นเฉินแท้ๆ คิดจะหลอกพวกที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอกหรือไร?”
คำพูดนี้ของซ่างกวนเมิ่งดูคล้ายจะเสียดสีทุกคน ทางหนึ่งถากถางคำพูดโกหกของอวิ๋นซู ทางหนึ่งลอบด่าคุณหนูทุกคนว่าไม่เคยเห็นโลกภายนอก นอกจากนี้ยังยกยอตนเองว่ามีความรู้กว้างขวางเพียงใดอีกด้วย
จริงดังคาด สีหน้าของคุณหนูหลายท่านไม่น่ามองนัก พากันมองไปทางอวิ๋นซูอย่างกระอักกระอ่วน คิดไม่ถึงว่าสตรีอ่อนโยนสง่างามจะทำเพียงยิ้มอย่างลึกล้ำ “แคว้นเฉิน? คุณหนูซ่างกวนเคยไปแคว้นเฉินหรือ มิเช่นนั้นเหตุใดจึงรู้จักอาหารท้องถิ่นเช่นนี้ได้?”
“ข้า…” ซ่างกวนเมิ่งกำลังจะเอ่ยปาก ทว่ากลับรับรู้อะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบเก็บท่าทีของตนลง สายตาเจือไปด้วยประกายลุกโชน “…ก่อนหน้านี้หลายปีข้าเคยไปท่องเที่ยวแคว้นเฉิน เคยลิ้มลองอาหารจานนี้มาบ้าง…เมื่อมองอีกครั้ง อาหารทั้งหมดบนโต๊ะล้วนเป็นอาหารท้องถิ่นของแคว้นเฉิน หรือว่า…พ่อครัวในจวนแม่ทัพจะมาจากแคว้นเฉิน?”
“มิใช่ มิใช่” ยามนี้เอง คุณหนูท่านหนึ่งเอ่ยปากขึ้น “คุณหนูซ่างกวนกล่าวว่านี่คืออาหารท้องถิ่นของแคว้นเฉินหรือเจ้าคะ? ชิงเหลียนกลับคิดว่ามิใช่เช่นนี้”
ซ่างกวนเมิ่งจ้องมองด้วยท่าทีเย็นชา นางนับเป็นอะไรได้ ถึงกับกล้ากล่าวว่ามิใช่เช่นนี้เชียว?
“ชิงเหลียนเองก็เคยไปแคว้นเฉินมาหลายวัน เคยกินอาหารพื้นเมืองของที่นั่นมาบ้าง แม้ดูผิวเผินคล้ายคลึง ทว่ายังคงมีส่วนที่แตกต่างกัน จะเรียกว่าเป็นอาหารพื้นเมืองได้อย่างไร?”
อาหารเหล่านี้พ่อครัวใหญ่ของจวนทำออกมาตามคำสั่งของอวิ๋นซู แม้เป็นอาหารแคว้นเฉิน แต่จะอย่างไรก็ออกมาจากมือของคนแคว้นเหลียน จะมากจะน้อยล้วนเจือไปด้วยรสชาติของแคว้นเหลียน ย่อมมิอาจทำรสชาติท้องถิ่นออกมาได้สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม เดิมทีจุดประสงค์ของอวิ๋นซูก็มิได้ต้องการใช้อาหารท้องถิ่นแคว้นเฉินทั้งโต๊ะมาอวดอ้างอันใด ชั่วขณะนั้นนางทำเพียงมองไปยังคนทั้งสองเบื้องหน้าที่กำลังถกกันด้วยรอยยิ้มบางเบา
“คิดไม่ถึงว่าคุณหนูชิงเหลียนจะมีความรู้กว้างขวางเพียงนี้ เมิ่งเอ๋อร์นับถือยิ่งนัก!” ยามที่ซ่างกวนเมิ่งกล่าวประโยคนี้มิอาจปกปิดน้ำเสียงดุดันอันแปลกประหลาดเช่นนั้นได้แม้แต่น้อย ท่าทีเช่นนี้ทำให้คุณหนูหลายท่านรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาโดยพลัน
“หากคุณหนูซ่างกวนมิชอบ เชิญดื่มชาระงับอารมณ์เถิด วันนี้คุณหนูกงซุนมีน้ำใจเชิญพวกเรามาคุยเล่นในจวน เหตุใดต้องจ้องจับผิดอาหารรสเยี่ยมเบื้องหน้าเหล่านี้ด้วยเล่า?”
“ข้าชิมดูแล้วอาหารจากรากบัวจานนี้มิเลวเลย ช่วยระบายความร้อนทั้งยังบำรุงความงาม คุณหนูกงซุนเจ้าคะ พวกเราเริ่มทานกันได้แล้วหรือไม่?”
ทุกคนพากันพูดคล้อยตาม ถึงกับมีท่าทีกันซ่างกวนเมิ่งออกจากบทสนทนา ซ่างกวนเมิ่งลอบก่นด่าพวกสารเลวที่คิดจะประจบประแจงผู้มีอำนาจเหล่านี้ โกรธจนมิยอมขยับ
ยามนี้เอง อวิ๋นซูจึงค่อยเอ่ยปากขึ้น “ในเมื่อคุณหนูซ่างกวนมิชอบอาหารจากรากบัว เช่นนั้นเด็กๆ เปลี่ยนอาหารให้คุณหนูเสีย”
ทุกคนเห็นว่าอวิ๋นซูไม่เพียงไม่โกรธ กลับรับรองซ่างกวนเมิ่งอย่างครบครันครบถ้วน ในใจยิ่งเกลียดชังนิสัยหยิ่งยโสของคุณหนูเมิ่งเป็นเท่าทวี ไม่นานก็มีสาวใช้หลายคนเดินเข้ามาสับเปลี่ยนอาหารบนโต๊ะ ซ่างกวนเมิ่งมองอาหารเบื้องหน้าที่มีกลิ่นเผ็ดร้อนโชยเข้าจมูก อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
คุณหนูกงซุนช่างมีคุณธรรมลึกล้ำเสียจริง ทั้งๆ ที่คุณหนูเมิ่งไร้เหตุผล นางกลับยังรับรองอย่างมีมารยาท ทุกคนรู้สึกดีกับอวิ๋นซูมากขึ้นหลายส่วน บรรยากาศบนโต๊ะดีขึ้นเรื่อยๆ
อวิ๋นซูรับรองคุณหนูทุกท่านไปพลาง สังเกตซ่างกวนเมิ่งที่อยู่ตรงข้ามไปพลาง
ทุกคนพากันขยับตะเกียบแล้ว นางจึงหยิบตะเกียบเบื้องหน้าขึ้นอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ยื่นมือเลยอาหารที่มีกลิ่นเผ็ดร้อนโชยเข้าจมูกเหล่าตรงไปคีบอาหารรสอ่อนจำนวนหนึ่งใส่ถ้วยตน เฉกเช่นที่อวิ๋นซูคาดเดา นางมิแตะต้องอาหารเผ็ดร้อนแม้แต่น้อย
คุณหนูทั้งสองที่อยู่ข้างกายซ่างกวนเมิ่งย่อมสังเกตุเห็นความผิดปกติของนาง คุณหนูผู้หนึ่งลังเลชั่วครู่ จากนั้นจึงคีบปลาผัดพริกชิ้นหนึ่งวางในถ้วยนาง คิดไม่ถึงว่าซ่างกวนเมิ่งกลับกล่าวเสียงแหลมขึ้นมา “เจ้าทำอันใดของเจ้า?!”
“…” เสียงนี้ทำให้คุณหนูผู้นั้นตกใจ “ขะ ขะ ข้าคิดว่าปลานี้อร่อยยิ่ง…”
“เช่นนั้นเจ้าก็กินเอง! มิรู้หรือว่าข้ากินเผ็ดไม่ได้?”
เมื่อเห็นท่าทีกล่าวโทษของอีกฝ่าย คุณหนูท่านนั้นพลันรู้สึกอยุติธรรมจนดวงตาแดงก่ำ ก่อให้เกิดเสียงซุบซิบของทุกคน ในใจทุกคนล้วนมีความคิดเช่นเดียวกัน หากวันนี้คุณหนูซ่างกวนมิได้มา เช่นนั้นจะสมบูรณ์แบบเป็นที่สุด
“ที่แท้คุณหนูซ่างกวนก็ทานเผ็ดไม่ได้ ซูเอ๋อร์สะเพร่าไปแล้ว เด็กๆ เปลี่ยนอาหาร” อวิ๋นซูเอ่ยปากโดยพลัน ไม่นาน อาหารเบื้องหน้าซ่างกวนเมิ่งก็ถูกเปลี่ยนอีกรอบ
ในใจของคนไม่น้อยรู้สึกรังเกียจยิ่ง คนมากมายเพียงนั้น ทว่าคุณหนูซ่างกวนผู้นี้กลับมากเรื่องที่สุด! ดีที่คุณหนูกงซุนมีความอดทน มิเช่นนั้นหากเป็นพวกนางคงไม่สนใจนางแล้ว!
“วันนี้อาภรณ์ของคุณหนูกงซุนงดงามยิ่งนัก ขับเน้นสีผิวของคุณหนูให้โดดเด่น ก่อนหน้านี้ยามได้พบคุณหนูกงซุนมักมีลักษณะเรียบง่ายสุขุม วันนี้เมื่อได้เห็น รู้สึกว่าคุณหนูกงซุนสง่างามมากขึ้น เปลี่ยนแปลงไปมากทว่ากลับหนีไม่พ้นคำว่างดงาม ทำให้ผู้อื่นอิจฉาเสียจริง”
“ใช่แล้ว วันหน้าหากผู้ใดได้แต่งกับคุณหนูกงซุน คงนับเป็นบุญวาสนาที่สั่งสมมาจากชาติที่แล้ว!”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำชมเชยของทุกคน อวิ๋นซูทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา “ความจริงซูเอ๋อร์ชอบสวมใส่อาภรณ์เรียบง่าย เพียงแต่วันนี้เป็นวันดี ทำให้ซูเอ๋อร์อดไม่ได้ คิดอยากเปลี่ยนแปลงการแต่งกายเสียหน่อย”
“อ้อ? วันดีอันใดหรือ?” ทุกคนเกิดความสนใจขึ้นมาโดยพลัน
พบว่าใบหน้างดงามประดับไปด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ สายตาปรายมองไปยังซ่างกวนเมิ่งที่มีสีหน้าย่ำแย่ “วันนี้เป็นวันตายของสหายเก่าของซูเอ๋อร์”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าทุกคนพลันเปลี่ยนไป ซ่างกวนเมิ่งหยุดการเคลื่อนไหวในมือ ใช้สายตาสั่นสะท้านมองไปทางอวิ๋นซูโดยไม่รู้ตัว
วันตาย?! วันดีหรือ? นี่…นี่หมายความว่าอย่างไร…
“คุณหนูทุกท่านคงทราบ เมื่อก่อนซูเอ๋อร์ถูกชาวนาคู่หนึ่งรับเลี้ยงจนเติบใหญ่อยู่ที่ชนบท ระหว่างนั้นพวกเราได้ย้ายไปหลายหมู่บ้าน เพียงแต่มีคนผู้หนึ่ง ซูเอ๋อร์จดจำได้มิเคยลืม นางวางแผนโหดเหี้ยมมากมายหลายครั้ง ต้องการทำร้ายซูเอ๋อร์ ทั้งยังทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปไม่น้อย เพียงแต่ภายหลังดูเหมือนสวรรค์ต้องการลงทัณฑ์จึงทำให้นางป่วยหนัก” อวิ๋นซูกล่าวเรื่องในอดีตออกมาด้วยท่าทีเรียบเฉย ทุกคนพลันเบิกตากว้าง ถึงกับ…มีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ ที่แท้วันดีๆ ที่คุณหนูกงซุนเอ่ยก็มีความหมายเช่นนี้!
“นี่เรียกว่ากรรมตามสนอง ความดีความชั่วย่อมได้รับการตอบแทน กรรมย่อมสนองเป็นแน่ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา ถึงกับคิดทำร้ายคุณหนูกงซุน นับว่าสวรรค์มีตาจริงๆ !”
“ใช่แล้ว คนเช่นนี้แม้ตายก็มิเสียดาย สวรรค์ต้องจัดการนางแน่ ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องให้นางไปทรมาณที่นรกขุมที่สิบแปดด้วย!”
ทุกคนมีท่าทีเคียดแค้นต่อความไม่เป็นธรรมแทนอวิ๋นซู มีเพียงผู้เดียวที่สีหน้าขาวซีดหาใดเปรียบ
“คุณหนูซ่างกวน รู้สึกไม่สบายหรือ?” สายตาของอวิ๋นซูหยุดอยู่บนท่าทีแข็งค้างของซ่างกวนเมิ่ง พิจารณาอาภรณ์เรียบง่ายที่นางสวมใส่ในวันนี้อีกครั้ง ที่แท้นางก็ยังมิลืมเช่นกัน
เพียงแต่ผู้อื่นไม่ทราบ คิดว่าซ่างกวนเมิ่งเพียงตกใจเท่านั้น ใช่แล้ว ด้วยนิสัยและอารมณ์ของนาง มิแน่ว่าตายไปอาจตกนรกก็เป็นได้? กล่าวออกไปทำให้นางตกใจเสียบ้างก็ดี วันหน้านางจะได้เรียนรู้เสียหน่อยว่าการเป็นมนุษย์ควรทำเช่นไร
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้จุดประทัดฉลองเสียหน่อยเป็นอย่างไร? ฉลองที่สวรรค์จัดการคนน่ารังเกียจไปอีกผู้หนึ่งแล้ว?”
“คิกๆๆ มีเหตุผล สมควรฉลองเสียหน่อยจริงๆ”
ซ่างกวนเมิ่งพลันเงยหน้าขึ้น มองไปยังคุณหนูที่กล่าวประโยคนี้ ท่าทีคละเคล้าไปด้วยความน่าหวาดกลัวและความผิดปกติที่บรรยายไม่ถูก บนร่างของนางแผ่กลิ่นอายมืดครึ้มอันรุนแรงออกมา พริบตานั้นทำให้หลายคนเงียบลง เบนสายตาออกไปโดยไม่รู้ตัว ทำไม พวกนางมิได้กล่าวอันใดผิดไปกระมัง? คุณหนูซ่างกวนผู้นี้เกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีก
ยามนี้เอง แม่ทัพกงซุนพาขุนนางหลายท่านเดินมาทางพวกนาง
“ซูเอ๋อร์ นี่คือใต้เท้าหลี่ ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร เขาก็อยากคารวะเจ้าหนึ่งจอก!” บนใบหน้าของแม่ทัพกงซุนเจือไปด้วยรอยยิ้มไม่น้อย บนร่างมีกลิ่นเหล้าจางๆ เพียงมองก็ทราบว่าเขากินดื่มกับใต้เท้าทั้งหลายอยู่ที่โถงด้านหน้าอย่างมีความสุขเพียงใด
อวิ๋นซูรีบลุกขึ้นยืน คารวะใต้เท้าหลี่ท่านนั้นครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายรีบยื่นมือมาหยุดไว้ “มิกล้า มิกล้า! ยามนี้คุณหนูกงซุนเป็นผู้มีชื่อเสียงแห่งแคว้นเหลียนของพวกเรา ได้กลับมารวมตัวเป็นครอบครัวกับแม่ทัพกงซุนอีกครั้ง นับเป็นเรื่องน่ายินดี น่ายินดี!” ใต้เท้าหลี่กล่าวพลางถือจอกสุราขึ้นมา อวิ๋นซูแย้มยิ้มขออภัยกลับไป “ซูเอ๋อร์ขอใช้น้ำชาแทนสุรา คารวะใต้เท้าหลี่หนึ่งจอกเจ้าค่ะ”
“ขอดื่มคารวะก่อนเถิด!”
เพียงพริบตา อวิ๋นซูก็ถูกผู้คนห้อมล้อม ส่วนคุณหนูทุกท่านพูดคุยแลกเปลี่ยนหัวข้อที่ตนสนใจอยู่ด้านข้าง ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อครู่มิได้เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง แต่สำหรับซ่างกวนเมิ่งแล้ว เรื่องเมื่อครู่นับเป็นความอัปยศอันลึกล้ำของนาง! มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น นางอยากวางยาพิษคนเหล่านี้ให้ตายไปเสียจริงๆ ประเดี๋ยวก่อน?! วางยาพิษให้ตาย…
ดวงตาของซ่างกวนเมิ่งเปล่งประกายอำมหิต รอยยิ้มเบิกบานของแต่ละคนสะท้อนอยู่ในสมองนางอย่างลึกล้ำ ยิ้มไปเถิด ยิ้มเสียให้พอ อีกไม่นานจะส่งพวกเจ้าไปลงนรกด้วยกัน! เมื่อถึงตอนนั้น จวนแม่ทัพกงซุนจะต้องแบกรับชีวิตเหล่านี้ มิอาจปัดความรับผิดชอบไปได้!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เล็บของซ่างกวนเมิ่งพลันจิกลงไปที่ปลายนิ้วของตนจนลึก สายตาของนางหยุดอยู่บนอาหารบนโต๊ะ ราวกับไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็นสีหน้าของนางในยามนี้ ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานเปี่ยมความสุข นางค่อยๆ ยื่นมือออกไป…
nitnit
เดาว่า๙่างกวนเมิ่งก็คือหลิ่วอวิ๋น
อว๋าที่คิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว มารอลุ้นกันต่อไปว่าอวิ๋นซูจะแก้เกมอย่างไร รอลุ้นกันต่อไปขอบคุณแอดมากที่ลงอย่าต่อเนื่อง
Venus36
นางเอกคงจับได้แล้ววว แต่ช่างกวนเมิ่งคือสารเลวมาก