หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 646 สืบหาความจริง
เล่มที่ 22 ตอนที่ 646 สืบหาความจริง
ขณะนั้นชุนเซียงถือกระจกทองเหลืองพกพาบานหนึ่งมาเบื้องหน้าซ่างกวนเมิ่ง ผิวที่ปรากฏในกระจกขาวกระจ่างยิ่ง หากมิใช่ว่าความเจ็บปวดอันเสียดแทงเกิดขึ้นเป็นระลอกทำให้ซ่างกวนเมิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจน นางคงคิดว่าเมื่อครู่นี้เป็นสิ่งลวงตา
ในดวงตาของคุณหนูทั้งสามเจือความเหยียดหยามที่ไม่อาจปกปิด ทำให้ซ่างกวนเมิ่งอับอายจนกลายเป็นโกรธ จ้องมองไปทางอวิ๋นซู “เจ้า…เจ้าทำอันใดกับข้า?!”
ท่าทีของอวิ๋นซูเรียบเฉยยิ่งนัก เผชิญหน้ากับการกล่าวหาของสตรีบนเตียงโดยไม่มีท่าทีขออภัยแม้แต่น้อย “ซูเอ๋อร์ไม่เข้าใจความหมายของคุณหนูซ่างกวน”
“จะต้องเป็นเจ้าแน่ มิเช่นนั้น…เหตุใด เหตุใดจู่ๆ ข้าจึงตกจากสะพานได้…”
คุณหนูผู้หนึ่งเอ่ยปากขึ้นด้วยใบหน้าสงสัย “ใช่แล้ว อยู่ดีๆ เหตุใดคุณหนูซ่างกวนจึงไปที่สะพานเล่า? หรือว่า…จะไปแอบฟังบทสนทนาระหว่างคุณหนูกงซุนกับแขกสูงศักดิ์?”
อะไรนะ? ดวงตาซ่างกวนเมิ่งสว่างวาบ คุณหนูทั้งสามสบตานางโดยไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย “คุณหนูซ่างกวนทำเช่นนี้เกรงว่าคงไม่ค่อยดีกระมัง? คุณชายหนานเป็นแขกสูงศักดิ์ของคุณหนูกงซุน ไม่ทราบว่าคุณหนูซ่างกวนมีความอยากรู้อยากเห็นเพียงใดจึงต้องแอบฟังอยู่บนสะพาน? ตนเองไม่ระวังจึงตกลงมาเอง แต่จะกลับขาวเป็นดำเสียให้ได้ หากเรื่องเเพร่ออกไป เกรงว่าฮองเฮาคงไม่พอพระทัยกระมัง?”
“ใช่ ฮองเฮาทรงเป็นผู้มีเหตุผล พวกเราสามคนเห็นชัดเจน อีกอย่าง บนร่างของคุณหนูซ่างกวนก็ไม่มีบาดแผลอันใด หากยังทำท่าทีหลอกลวงเช่นนี้อีก จะทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่าคุณหนูซ่างกวนมีความคิดไม่ซื่อแล้ว!”
“พวกเจ้า!” ซ่างกวนเมิ่งโมโหจนหยัดกายลุกขึ้น ทว่าการเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดความเจ็บปวดประดุจสายฟ้าแล่นออกมาจากเอว นางเจ็บจนมีสภาพย่ำแย่ ท่าทีเช่นนี้เมื่อตกอยู่ในสายตาผู้อื่นยิ่งทำให้เกิดเสียงหัวเราะเบาๆ ซ่างกวนเมิ่งผู้นี้ช่างมีความสามารถในการแสดงเสียจริง ถึงตอนนี้ยังแสดงท่าทีได้รับบาดเจ็บออกมาอีก
อวิ๋นซูเอ่ยปากอย่างเรียบเฉย “ในเมื่อคุณหนูซ่างกวนรู้สึกไม่สบาย เช่นนั้นซูเอ๋อร์จะสั่งให้คนส่งคุณหนูกลับจวน ทั้งยังจะกำชับให้ดูแลคุณหนูให้ดีด้วย เป็นอย่างไร?”
คุณหนูทั้งสามอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว คุณหนูกงซุนจะพูดดีเกินไปแล้ว และเพราะเป็นเช่นนี้ ซ่างกวนเมิ่งจึงได้ทำตัวระรานบีบบังคับผู้อื่น!
“ใช่แล้ว หากอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกเจ็บไปเสียหมด คุณหนูซ่างกวนก็กลับไปพักผ่อนให้ดีเถิด จะได้ไม่บาดเจ็บมั่วซั่วอีก” ในคำพูดของคุณหนูท่านนี้คละเคล้าไปด้วยเจตนาเย้ยหยันเข้มข้น ซ่างกวนเมิ่งในยามนี้เจ็บจนกล่าวคำใดไม่ออก สมควรตาย เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?! ทั้งๆ ที่ไม่มีบาดแผลแท้ๆ…
ซ่างกวนเมิ่งในยามนี้ไม่มีอารมณ์อยู่สร้างความลำบากให้อวิ๋นซูอีกต่อไป ในสมองของนางเหลือเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือต้องรีบกลับไปให้ผู้อาวุโสตรวจดูให้นางเสียหน่อย ในใจของนางเชื่อว่า อวิ๋นซูต้องลงมือทำอันใดเป็นแน่ หากตนพบเข้าจะทำให้อวิ๋นซูชดใช้ให้ได้!
จวนแม่ทัพมีคำสั่งให้คนพาตัวซ่างกวนเมิ่งกลับไปส่งในเกี้ยวโดยพลัน เมื่อเห็นคนกลุ่มนั้นค่อยๆ ห่างออกไป ใบหน้าของอวิ๋นซูพลันเผยรอยยิ้มเย็นชาขึ้นมา อาการบาดเจ็บบนร่างของซ่างกวนเมิ่งมิใช่เรื่องเท็จ ยามที่นางแอบฟังอยู่บนสะพาน ชุนเซียงได้สั่งให้คนแฝงตัวอยู่ในมุมมืด ใช้ธนูน้ำแข็งที่เตรียมไว้ดีแล้วยิงไปยังจุดชีพจรบริเวณเอวของซ่างกวนเมิ่ง ซึ่งธนูน้ำแข็งเป็นอาวุธที่กู้สวิ๋นฟางพัฒนาขึ้นมาใหม่ในช่วงนี้ เมื่อกระทบถูกผิวหนังของมนุษย์ก็จะกลายเป็นน้ำในเวลาเพียงไม่นาน อีกทั้งบาดแผลยังผสานกันในพริบตาเพราะอุณหภูมิที่ต่ำเป็นอย่างมาก เหลือไว้เพียงรอยแดงเล็กๆ ของเลือดที่แข็งตัว ซึ่งอวิ๋นซูก็ทายาเอาไว้บนธนูน้ำแข็ง ทำให้บาดแผลสมานตัวกันอย่างสมบูรณ์ กระทั่งรอยแดงก็ไม่ปรากฏ
ดังนั้นซ่างกวนเมิ่งย่อมมิอาจหาบาดแผลตลอดจนอาวุธลับอันใดพบ ธนูน้ำแข็งถูกยิงเข้าไปที่จุดชีพจรบริเวณเอวของนางแล้ว เมื่อผสานรวมเข้ากับยาที่อวิ๋นซูปรุงจึงมากเพียงพอที่จะทรมานนางไปหลายวัน นอกจากนี้ ที่เกิดเหตุยังมีคุณหนูสามท่านเป็นพยานจึงมิอาจกล่าวได้ว่าจวนแม่ทัพของพวกเขาไร้มารยาท ต่อให้คุณหนูเมิ่งไปบอกฮองเฮาแล้วจะมีประโยชน์อันใด?
“คุณหนูกงซุน…” หนานฟางเฟยเดินมาบริเวณประตูจวนแม่ทัพด้วยความกังวล เรื่องเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกว่าการกระทำของตนไม่ถูกต้อง ดูแล้วหากตนยังไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างตนกับคุณหนูกงซุน ทุกครั้งที่ปรากฏตัวเบื้องหน้าผู้คนจะต้องนำพาเสียงซุบซิบมากมายมาแก่คุณหนูกงซุนเป็นแน่ “ฟางเฟยทำให้คุณหนูลำบากแล้ว”
อวิ๋นซูรู้สึกแปลกใจ พยักหน้าเล็กน้อย “คุณชายหนานมิจำเป็นต้องใส่ใจ”
บุรุษเบื้องหน้าคล้ายกับต้องการกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่ากลับทำเพียงทอดถอนใจเบาๆ “ฟางเฟยขอตัวกลับจวนก่อน เรื่องที่กล่าวในวันนี้ ฟางเฟยจะมาหารือที่จวนอีกครั้ง”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งเอาไว้ บุรุษรพลันพยักหน้าให้อวิ๋นซูเล็กน้อย ไม่รอให้นางกล่าวคำใดก็เดินมุ่งหน้าไปทางรถม้าตระกูลหนานแล้ว
อวิ๋นซูรู้สึกว่าเรื่องการหมั้นหมายกับตระกูลหนานคงต้องให้แม่ทัพกงซุนออกหน้าขออภัยนายท่านหนานอีกครั้งถึงจะถูก มิเช่นนั้นเมื่อดูจากการที่ตระกูลหนานให้ความสำคัญกับการรักษาคำพูดเพียงนั้น หนานฟางเฟยคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เป็นแน่
ตั้งแต่ซ่างกวนเมิ่งจากไป อารมณ์ของคุณหนูทุกท่านก็ค่อยๆ เบิกบานขึ้นมา ทุกคนล้วนมีความสุขอย่างยิ่งภายใต้การรับรองอันอบอุ่นของจวนแม่ทัพกงซุน ส่วนเรื่องการกระทำน่าอับอายของซ่างกวนเมิ่งเมื่อครู่นี้ก็เริ่มแพร่ไปในหมู่คุณหนูทั้งหลายแล้ว
ภายในห้อง ชุนเซียงเดินเข้ามาจากด้านนอก สตรีสุขุมเยือกเย็นเช็ดเครื่องประทินโฉมและผลัดเผลี่ยนอาภรณ์บนร่างออกแล้ว นั่งอยู่ข้างหน้าต่างด้วยท่าทีสงบนิ่ง มองจอกชาหยกขาวที่ปนเปื้อนไปด้วยสีดำในมือ
“คุณหนูเจ้าคะ ส่งแขกทุกท่านเรียบร้อยแล้ว ส่วนท่านแม่ทัพดื่มไปมาก ยามนี้กลับห้องไปพักผ่อนแล้วเจ้าค่ะ”
อวิ๋นซูตอบรับเบาๆ จ้องมองจอกชาในมือจนนิ่งงัน
“ชุนเซียง เจ้ารู้สึกว่าซ่างกวนเมิ่งเหมือนคนผู้หนึ่งหรือไม่?”
สีหน้าของชุนเซียงพลันเปลี่ยนไป นางปิดประตูห้องโดยไม่รู้ตัว เดินมาข้างกายอวิ๋นซูอย่างระมัดระวัง “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวกล่าวเช่นนี้อาจรู้สึกเหลวไหลอยู่บ้าง เพียงแต่ท่วงท่าการกระทำ ตลอดจนลักษณะความคุ้นชินของคุณหนูซ่างกวนท่านนี้ ล้วนคล้ายกับ…คุณหนูรองยิ่งนัก”
ใช่ เหมือนหลิ่วอวิ๋นฮว๋ายิ่งนัก ชุนเซียงย้อนคิดไปถึงยามนั้นที่ซ่างกวนเมิ่งผลักถุงหอมกลิ่นฉู๋จวี๋ออก ทั้งยังไม่ชอบรสเผ็ด และมีความเข้าใจในอาหารแคว้นเฉินอย่างดีอีกด้วย ทุกสิ่งล้วนเหมือนหลิ่วอวิ๋นฮว๋าเพียงนี้ ทว่ามีจุดหนึ่งที่ทำให้ชุนเซียงใส่ใจเป็นพิเศษ วันนี้…เป็นวันตายของฮูหยินใหญ่เหลยซื่อ! ดังนั้นซ่างกวนเมิ่งจึงเปลี่ยนความงดงามหรูหราในวันวานมาแต่งกายเรียบง่าย บนโลกใบนี้จะมีเรื่องบังเอิญเพียงนี้เชียวหรือ? ในใจชุนเซียงรู้สึกเย็นยะเยือกจางๆ เพราะว่า…เนิ่นนานก่อนหน้านี้ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าถูกตนวางยาพิษตายไปในจวนชางหรงโหวแล้ว!
สายตาของอวิ๋นซูจับจ้องอยู่บนเลือดสีดำนั้นเนิ่นนาน ใคร่ครวญไปถึงช่วงเวลานั้น ซ่างกวนเมิ่งต้องการทำอะไรกันแน่ ทว่านางรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าการกระทำของซ่างกวนเมิ่งย่อมไม่ใช่เรื่องดีอันใดจึงได้ลงมือหยุดยั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่นางดื่มกับซ่างกวนเมิ่งยังสังเกตเห็นว่าปลายนิ้วของอีกฝ่ายมีรอยเลือดอยู่รอยหนึ่ง
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเลือดที่ถูกทาอยู่บนถ้วยชา เมื่อผ่านไประยะหนึ่งจะกลายเป็นสีดำ
วันนี้อวิ๋นซูจงใจสวมอาภรณ์หลากสีสัน ทั้งยังให้คนแขวนโคมมังกรสีแดงไว้ทั่วจวนแม่ทัพ นั้นก็เพื่อต้องการกระตุ้นซ่างกวนเมิ่ง นางรู้ว่าด้วยนิสัยของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจะต้องมิอาจสงบใจได้แน่ แม้วันนี้จะกลายเป็นซ่างกวนเมิ่งแล้ว แต่สัญชาตญาณของมนุษย์มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเพียงนั้น ต่อให้…นางเปลี่ยนไปเป็นผู้อื่นแล้วก็ยังคงหลงเหลือความคุ้นชินที่ติดตัวมาหลายปี ดังนั้นอวิ๋นซูจึงได้ทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า
“คุณหนูคิดว่าซ่างกวนเมิ่งเหมือนคุณหนูรองเช่นกันหรือเจ้าคะ?”
“มิใช่เหมือน แต่เป็นนาง”
อะไรนะ?! ชุนเซียงรู้สึกตื่นตะลึงยิ่ง “เป็นไปไม่ได้กระมัง…ทั้งๆ ที่คุณหนูรอง…” ยิ่งไปกว่านั้น หน้าตายังแตกต่างกันอีกด้วย
อวิ๋นซูมิได้กล่าวคำใด นางย่อมมิอาจบอกชุนเซียงเรื่องเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ฟู่หย่ากล่าวถึง ใบหน้าจะละลายได้หรือ? อวิ๋นซูจำได้ว่าในวิชาลับของตระกูลอวิ๋นมีวิชาเช่นนั้นอยู่จริงๆ สามารถเปลี่ยนกระดูกให้ผู้คนได้ ทำให้นางคาดเดาอย่างใจกล้าเพียงนี้
ยามนั้นหลิ่วอวิ๋นฮว๋าหาเรื่องใส่ตัวจนถูกพิษที่ตนเตรียมไว้ ชางหรงโหวสั่งให้คนใช้เสื่อคลุมร่างของนางแล้วนำไปโยนไว้ที่หลุมฝังศพด้านนอก แต่กลับไม่มีผู้ใดเห็นว่าสุดท้ายแล้วศพของนางเป็นอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น พิษที่หลิ่วอวิ๋นฮว๋าใช้ควบคุมหลิ่วอวิ๋นชิงในยามนั้นก็เป็นวิชาลับของตระกูลอู่ อีกทั้งฮูหยินผู้เฒ่าของจวนแม่ทัพเวยหย่วนที่มีศักดิ์เป็นยายของนางยังมีความสัมพันธ์ไม่แน่ชัดกับตระกูลอู่แห่งแคว้นเหลียนอีกด้วย เช่นนั้นหากตอนนี้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจะกลายเป็นซ่างกวนเมิ่งมาปรากฏตัวอยู่ในแคว้นเหลียนก็เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูง!
อีกอย่าง ตามที่หลานอวิ๋นกล่าว ช่วงเวลาที่ซ่างกวนเมิ่งปรากฏตัวก็สอดคล้องกับช่วงเวลาที่หลิ่วอวิ๋นฮว๋าตาย นี่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดยามที่ตนพบซ่างกวนเมิ่งครั้งแรก อีกฝ่ายจึงเผยสายตาเคียดแค้นเข้ากระดูกออกมา
เลือดบนจอกชานี้เป็นมีความลับอะไรอยู่กันแน่? ดวงตาของอวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะมืดครึ้มขึ้นหลายส่วน ตอนนี้นางรู้แล้วซ่างกวนเมิ่งผู้นี้เก็บไว้ไม่ได้ เช่นนั้นจำเป็นต้องรู้ให้แน่ชัดว่าคนรู้จักเก่าก่อนผู้นี้ของนางเป็นอะไรกันแน่
…
ภายในจวนตระกูลฟู่
ริมทะเลสาบมีเงาร่างร่างหนึ่งยืนอยู่ ฟู่หย่ามองไปยังผิวน้ำที่มีคลื่นไหวกระเพื่อมด้วยท่าทีเงียบสงบ สายลมเย็นสบายพัดปะทะใบหน้านาง
ระยะนี้นางทานยาทุกวัน ร่างกายจึงค่อยๆ ดีขึ้น เพียงแต่นางยังอดไม่ได้ที่จะเหม่อลอยเป็นบางครั้ง เหม่อลอยจนลืมไปว่าเมื่อครู่นี้ตนกำลังทำสิ่งใดอยู่ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ฟู่หย่าไม่ชอบใจนัก ราวกับร่างกายนี้จะถูกผู้อื่นแย่งชิงไปได้ทุกเมื่อ
ท่านพ่อมาจับชีพจรออกเทียบยาให้นางทุกวัน แม้อาการป่วยซับซ้อนนี้จะสามารถควบคุมไว้ได้แล้ว ทว่าใบหน้าของท่านพ่อกลับเคร่งเครียดอย่างยากบรรยาย ฟู่หย่ารู้ว่าพิษที่ตนได้รับคงไม่ง่ายเช่นนั้น
นางขยับเล็กน้อย หยกพกบริเวณเอวตกลงบนพื้นหญ้าข้างเท้า ฟู่หย่าอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดจะก้มตัวลงกลับรู้สึกร่างกายแข็งค้าง
ลมหายใจเริ่มกระชั้นถี่ ฟู่หย่าขมวดคิ้วด้วยท่าทีแข็งเกร็ง การเคลื่อนไหวเชื่องช้ายากลำบาก
พลันนั้นเบื้องหน้าดำมืดราวกับมีหลุมดำอันไร้ก้นบึ้งดูดสติรับรู้ของนางเข้าไป ความรู้สึกย่ำแย่เช่นนี้กัดกร่อนเส้นประสาทของฟู่หย่าอีกครั้ง ทำให้สตรีข้างทะเลสาบร่างกายโอนเอนจนแทบจะตกลงสู่ทะเลสาบ
“คุณหนูฟู่!” ข้างกายมีเสียงร้อนรนดังแว่วมา เพียงพริบตาเดียวร่างกายก็จมลงสู่อ้อมกอดอุ่น
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบว่าเบื้องหน้าคือใบหน้ากังวลของหลานอวิ๋น “คุณหนูฟู่ออกมาได้อย่างไร มิอยู่พักผ่อนในห้องหรือ?” เหตุการณ์เมื่อครู่อันตรายยิ่ง หากตนมาไม่ทัน เกรงว่าฟู่หย่าคงตกน้ำไปแล้ว!
“ท่านคือ…”
อะไรนะ?! “คุณหนูฟู่จำข้ามิได้หรือ?” หลานอวิ๋นกระพริบตาด้วยความประหลาดใจ ฟู่หย่าขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอย่างละเอียดครู่หนึ่งแล้วเผยรอยยิ้มขออภัยออกมา “มะ แม่ทัพหลาน…”
ระยะนี้ล้วนเป็นเช่นนี้ หากมิคงสติ จะลืมเลือนคนข้างกายโดยง่าย
หลานอวิ๋นทอดถอนใจเบาๆ ชั่วขณะนั้นท่าทีของคนทั้งสองพลันเปลี่ยนไป ตอนนี้พวกเขายังคงอยู่ในทวงท่าโอบกอดกัน
Venus36
คู่นี้คู่กันแน่ๆ สงสารแม่นางฟู่หย่า ถูกพิษเช่นนั้น สติไม่ครบ