หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 647 ผีสางยามค่ำคืน
เล่มที่ 22 ตอนที่ 647 ผีสางยามค่ำคืน
ใบหน้าอยู่ใกล้เพียงเอื้อม ทั้งสองเห็นเงาร่างของตัวเองในดวงตาอีกฝ่าย เกิดเสียงดังฟุ่บ หลานอวิ๋นรีบปล่อยมือตน ทั้งสองผละตัวออกจากกันเพื่อรักษาระยะห่าง รอบด้านฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศกระอักกระอ่วน
ฟู่หย่าไม่เคยสัมผัสบุรุษในระยะใกล้เพียงนี้มาก่อน ยามนี้ใบหน้าซีดขาวของนางปรากฏริ้วสีชมพู ส่วนบุรุษตรงข้ามมีท่าทีเคร่งเครียดยิ่งนัก ราวกับว่าตนทำเรื่องเสียมารยาทต่อคุณหนูฟู่ก็มิปาน
“ท่าน…”
“เจ้า…”
ทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน ฟู่หย่าแย้มยิ้มอย่างจนใจ ค่อยๆ ก้มหน้าลงราวกับมิกล้าสบตาหลานอวิ๋น “แม่ทัพหลานมาได้อย่างไรเจ้าคะ?”
น้ำเสียงของหลานอวิ๋นเจือไปด้วยความจนใจอยู่หลายส่วน “ผ่านไปหลายวันแล้ว องค์ชายใหญ่ทรงเป็นห่วงสุขภาพของคุณหนูฟู่จึงให้ข้ามาดู”
ที่แท้ก็เป็นองค์ชายใหญ่ ในใจของฟู่หย่านับว่าเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว หลานอวิ๋นสูดหายใจลึก ตนเพียงช่วยคนเท่านั้น ในฐานะที่เป็นบุรุษ หากยังกระอักกระอ่วนอยู่เช่นนี้แล้วคุณหนูฟู่จะทำเช่นไรเล่า? เมื่อคิดถึงตรงนี้ บุรุษจึงเดินไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความใส่ใจจริงใจ ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็มิปาน “คุณหนูฟู่รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วหรือไม่? เมื่อครู่…อาการกำเริบอีกแล้วหรือ?”
ฟู่หย่าพยักหน้าเล็กน้อย “บางครั้งจะลืมเรื่องราวบางอย่าง แต่ร่างกายกลับฟื้นฟูไปไม่น้อย ระยะนี้ในวัง…มีเรื่องแปลกประหลาดอันใดเกิดขึ้นหรือไม่เจ้าคะ?”
บนใบหน้าของหลานอวิ๋นเผยรอยยิ้มออกมา “เมื่อวานคุณหนูกงซุนเชิญขุนนางและคุณหนูสูงศักดิ์ไปที่จวนแม่ทัพ ซ่างกวนเมิ่งก็ถูกเชิญด้วย ทว่าจากนั้นนางกลับถูกส่งกลับไปเพียงลำพัง”
ซ่างกวนเมิ่ง?! เมื่อกล่าวถึงคนผู้นี้ ฟู่หย่าอดไม่ได้ที่จะร่างกายแข็งเกร็ง
“เหตุใดนางจึงได้…” จากนิสัยของซ่างกวนเมิ่ง ในเมื่อนางมีเจตนาเป็นศัตรูกับคุณหนูกงซุน ไม่ควรเชิญไปถึงจะถูก
“คุณหนูกงซุนไหว้วานให้ข้ามาบอกเจ้าประโยคหนึ่ง นางต้องการเวลาอีกสักหลายวัน บางทีอาจจะปรุงยาที่เหมาะสมกับคุณหนูฟู่ขึ้นมาได้ หวังว่าคุณหนูจะอดทนไปอีกระยะ อย่าได้ออกนอกจวนตามใจ”
คุณหนูกงซุนใส่ใจเรื่องของตนเพียงนี้ ในใจฟู่หย่ารู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก เพียงแต่เป็นเพราะตนสร้างความลำบากให้คุณหนูกงซุนจึงรู้สึกตำหนิตนเอง “ทำให้คุณหนูกงซุนสิ้นเปลืองความคิดแล้ว…”
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง หลานอวิ๋นจึงแย้มยิ้มเล็กน้อย “คุณหนูฟู่ไม่จำเป็นต้องโทษตนเอง ระยะนี้คุณหนูฟู่ช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ไปมากมาย ขณะนี้อยู่พักรักษาตัวในจวน มอบทุกสิ่งให้องค์ชายและคุณหนูกงซุนอย่างวางใจเถิด”
ฟู่หย่าเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ นางคิดไม่ถึงว่าบุรุษเบื้องหน้าจะมีใจละเอียดอ่อนเพียงนี้ ถึงกับสังเกตุเห็นว่าความคิดของตนเชียว เดิมทีคิดว่าแม่ทัพหลานหยิ่งยโส ทว่าตอนนี้ ในใจของฟู่หย่าเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออีกฝ่ายไปมากแล้ว
…
ยามค่ำคืน
ภายในตำหนักองค์ชายสี่หวงฝู่อี้ มีประกายเพลิงเล็กๆ ลุกโชน
บริเวณด้านล่างของหอสูง ขันทีน้อยย่อกายเผากระดาษเงินอยู่ข้างกระถางไฟ มองไปรอบด้านอย่างหวาดกลัวเป็นระยะ
สายลมอึมครึมที่บังเอิญคละเคล้าไปด้วยเสียงเคลื่อนไหวทำให้เขาตกใจจนตัวสั่น “อย่ามาหาข้า อย่ามาหาข้า! ทุกสิ่งเป็นองค์ชายสี่อยู่เบื้องหลัง อย่ามาหาข้า…ข้าเผากระดาษเงินให้พวกเจ้าแล้ว เดินทางไปยมโลกแล้วก็อย่าได้ขึ้นมาอีก…”
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าในใจของขันทีน้อยหวาดกลัวมากเพียงใด ยามค่ำคืนในหลายวันมานี้ เขามักจะฝันถึงผีสตรีที่เขาได้เห็นยามที่อยู่ใต้หอสูงเมื่อวันนั้น
ใบหน้าเละจนเห็นเลือดเนื้อเช่นนั้นกระจ่างชัดเป็นพิเศษ เขาตกใจจนสะดุ้งตื่นกลางดึกหลายครั้ง ทรมานขันทีน้อยผู้นี้จนซีดเซียวยิ่ง เขาเชื่อว่าตนต้องเจอผีเป็นแน่! หลายปีที่เข้าวังมา เขาล้วนอยู่ข้างกายองค์ชายสี่ ช่วยองค์ชายสี่ทำเรื่องชั่วช้าไปไม่น้อย เพียงแค่บ่อน้ำเก่าในลานตำหนักก็อาจพบหลายชีวิตแล้ว!
ยามนี้องค์ชายทรงประชวรเป็นโรคแปลกประหลาดเช่นนี้ ขันทีน้อยคิดว่าต้องเป็นวิญญาณอาฆาตเหล่านั้นมาแก้แค้นเป็นแน่!
“อย่ามาข้องเกี่ยวกับข้า ขอร้องพวกเจ้า ได้โปรดอย่ามาข้องเกี่ยวกับข้า ข้าทำตามคำสั่งที่ได้รับเท่านั้น…ผู้ที่อยู่ในพระราชวังไม่อาจกระทำตามใจตน พวกเจ้าก็คงเข้าใจกระมัง? พวกเจ้าอย่ามาข้องเกี่ยวกับข้าเลย…ข้าจะเผากระดาษเงินไปให้พวกเจ้าอีก…”
เสียงถ่านลั่นเปรี๊ยะๆ ลูกไฟเต้นระริก สายลมอันอึมครึมพัดเข้ามา ภายใต้แสงจันทร์ ขันทีน้อยเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลังตนอย่างชัดเจน
“อ้าก! อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา ข้าเผากระดาษเงินให้พวกเจ้าแล้ว! ปล่อยข้าไปเถิด ปล่อยข้าไปเถิด!” ขันทีน้อยผู้นั้นล้มลุกคลุกคลานอย่างบ้าคลั่ง คิดไม่ถึงว่ามือคู่หนึ่งกลับจับไหล่เขาแน่น ทำให้เขาเจ็บจนขยับไม่ได้
“ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าแล้ว! ข้าจะไม่ช่วยองค์ชายสี่ฆ่าคนแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้ว พวกเจ้าปล่อยข้าไปเถิด…ฮือๆๆ…” ขันทีน้อยตกใจจนขาอ่อน บริเวณขามีคราบน้ำไหลออกมา…
เสียงอันเย็นยะเยือกดังมาจากด้านหลัง ขันทีน้อยหันไปด้วยร่างกายสั่นเทา แต่กลับพบใบหน้าเย็นชากำลังยิ้มมองตนด้วยท่าทีเหยียดหยาม
“…อะ องค์ชายสาม…”
องค์ชายสามหวงฝู่หลินจึงค่อยคลายมือออก ขันทีน้อยคุกเข่าลงกับพื้นในพริบตา มะ ไม่ใช่ผี…ในใจพลันเกิดความรู้สึกราวกับรอดชีวิตจากภัยพิบัติก็มิปาน
หวงฝู่หลินย่อมเห็นท่าทีหวาดกลัวของขันทีน้อยเมื่อครู่นี้อยู่ในสายตา แน่นอนว่าในพระราชวังแห่งนี้จะมีคนสักกี่มากน้อยที่มือไม่เปื้อนเลือด ดวงตาเปล่งประกายหยุดลงบนกระถางไฟ “เจ้ากำลังทำอันใดที่นี่?”
“อะ องค์ชายสาม..” เสียงของขันทีน้อยยังคงสั่นอย่างไม่อาจควบคุม เขาเองก็อยากรู้เช่นกัน ดึกดื่นเพียงนี้แล้ว เหตุใดองค์ชายสามมาอยู่ที่นี่ได้ “บ่าว…คือบ่าว…มาเซ่นไหว้ขอรับ…”
“เซ่นไหว้อะไร?”
“…” ขันทีน้อยกลืนน้ำลาย “คือบ่าว…กำลังขอพรให้องค์ชายสี่! ขอให้องค์ชายสี่หายในเร็ววัน…”
“เจ้าช่างซื่อสัตย์นัก” น้ำเสียงของหวงฝู่หลินเจือไปด้วยความขบขัน ขันทีน้อยพยักหน้าอย่างกระอักกระอ่วน คิดไม่ถึงว่าเหนือศีรษะกลับมีเสียงอันเย็นยะเยือกดังแว่วมาอีกครั้ง “เจ้าคงรู้ดีว่าการเซ่นไหว้ผีสางในวังนั้นผิดกฎวังใช่หรือไม่?!”
เอ๋?! ขันทีน้อยสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบเงยหน้าขึ้น สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่ม่านสายตาคือดวงตาอันเย็นเยียบคู่นั้นของหวงฝู่หลิน
“บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตาย! บ่าวไม่…”
“ไม่? เมื่อครู่ข้าองค์ชายได้ยินแล้ว หรือเจ้าคิดจะไปอธิบายให้องค์จักรพรรดิฟัง?”
“ไม่ๆๆ…องค์ชายโปรดเมตตา องค์ชายโปรดเมตตา…” ขันทีน้อยรีบโขกศีรษะด้วยความหวาดกลัว เขาทำเรื่องเลวทรามมาไม่น้อย หากถูกตรวจพบคงมีเพียงความตายที่รออยู่! ตอนนี้องค์ชายสี่สลบไสลไม่ได้สติ หากต้องการทำให้ขันทีเล็กๆ อย่างเขาตายไป ยังง่ายยิ่งกว่าบี้มดแมลงตัวหนึ่งเสียอีก
“ต้องการให้ข้าองค์ชายมีเมตตาย่อมได้” ในคำพูดของหวงฝู่หลินเจือไปด้วยความหมายลึกล้ำ เหตุใดขันทีน้อยจะฟังไม่ออก “ไม่ทราบว่าองค์ชายสามทรงมีสิ่งใดจะรับสั่ง? ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ กระหม่อมก็ไม่เสียดาย!”
อีกฝ่ายดูเป็นบ่าวไพร่ที่จงรักภักดี หวงฝู่หลินย่อมไม่เชื่อใจมากนัก “ข้าเดินผ่านประตูตำหนัก เห็นว่ามีดวงไฟที่นี่ คิดไม่ถึงว่าเจ้าที่เป็นบ่าวไพร่จะอยู่ที่นี่ได้ ดูแล้วเจ้าคงรู้อะไรเกี่ยวกับอาการประชวรของน้องสี่ ใช่หรือไม่?”
หรือว่าองค์ชายสามมาสืบเรื่องอาการประชวรขององค์ชายสี่โดยเฉพาะ? ในดวงตาของขันทีน้อยมีความลังเลอยู่หลายส่วน
“ทำไม หรือเจ้าอยากไปเบื้องพระพักตร์องค์จักรพรรดิ…”
“ไม่ๆๆ ๆ องค์ชายโปรดไว้ชีวิตด้วย! องค์ชายโปรดไว้ชีวิตด้วย! กระหม่อม กระหม่อมไม่กล้าพูด…” อวี้กุ้ยเฟยทรงมีรับสั่งมาแล้วว่าเรื่องนี้มิอาจให้ผู้อื่นรู้ได้เป็นอันขาด
“ไม่กล้าพูด? เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง ไปกราบทูลเบื้องพระพักตร์เสด็จพ่อ…”
ขันทีน้อยโขกศีรษะอย่างสิ้นหวัง “องค์ชายสามโปรดเข้าพระทัยบ่าวด้วย บ่าว…”
ยามนี้เอง มีดเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือหวงฝู่หลิน “หากเจ้าไม่พูด ข้าจะทำให้เจ้าเลือดสาดกระเซ็นเสียตอนนี้เลย ต่อให้เจ้าคิดจะไปอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างต่อเสด็จพ่อก็ไม่มีโอกาสแล้ว”
อะไรนะ?! ขันทีน้อยในยามนี้รู้สึกเสียใจกับการกระทำอันสะเพร่าของตนยิ่งนัก หากมิใช่ว่าถูกความฝันทรมานจนใจเสียจริงๆ เขาคงไม่ปรากฎตัวออกมาในสถานที่เช่นนี้ในเวลาดึกดื่นเพียงนี้แน่ ตอนนี้ถูกองค์ชายสามจับได้คาหนังคาเขา ช่างสมควรกับความโชคร้ายของเขาแล้วจริงๆ! ขันทีน้อยกัดฟัน จะทางใดก็ล้วนเป็นความตาย ทว่าองค์ชายสามเป็นคนเก็บงำมาตลอด คงรู้จักหนักเบา ไม่พูดออกไปง่ายๆ กระมัง?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ขันทีน้อยจึงเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง “หมอหลวงกล่าวว่าองค์ชายสี่ถูกพิษ ดังนั้น…”
“เหตุใดน้องสี่จึงถูกพิษได้ วันนั้นเขาอยู่กับผู้ใด?”
เกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่ง “วันนั้นองค์ชายสี่….อยู่กับคุณหนูซ่างกวน…” ขันทีน้อยยิ่งพูดเสียงยิ่งเบา
ซ่างกวนเมิ่ง?! ในดวงตาของหวงฝู่หลินเกิดประกายแปลกประหลาด ทว่าสลายไปในพริบตา “ความหมายของเจ้าก็คือ องค์ชายสี่มีความสัมพันธ์กับซ่างกวนเมิ่งนานแล้วหรือ?”
“ระยะนี้…องค์ชายสี่มักจะเรียกคุณหนูซ่างกวนมาพบบ่อยๆ…คิดไม่ถึงว่าวันนั้น ยามบ่าวกลับไปองค์ชายจะหมดสติไปแล้ว ทว่ากลับไม่เห็นเงาร่างของคุณหนูซ่างกวน…”
หวงฝู่หลินหันหน้ามาช้าๆ แปลกยิ่งนัก ในขณะที่หวงฝู่อี้ป่วย อวี้กุ้ยเฟยกลับสงบนิ่งเพียงนี้ ทำเพียงเปลี่ยนตัวหมอหลวงไปรักษาหวงฝู่อี้เท่านั้น ต้องทราบว่าด้วยนิสัยของอวี้กุ้ยเฟย เรื่องใหญ่เพียงนี้ นางคงโวยวายจนถึงเสด็จพ่อ ขอร้องให้เสด็จพ่อทวงความยุติธรรมให้พวกนางสองแม่ลูกแล้ว! เชื่อว่าอวี้กุ้ยเฟยคงรู้ถึงการกระทำอันเหลวไหลของหวงฝู่อี้จึงไม่กล้าทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่กระมัง?
ซ่างกวนเมิ่ง? หวงฝู่อี้ผู้นี้กล้าแตะต้องกระทั่งพระชายาในอนาคตขององค์ชายใหญ่เชียวหรือ แน่นอนว่าหวงฝู่หลินอดไม่ได้ที่จะคิดให้มากขึ้นหลายส่วน ซ่างกวนเมิ่งเป็นคนของฮองเฮา นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนทราบดี ทว่าจนกระทั่งวันนี้องค์ชายใหญ่ก็ยังไม่รับตัวซ่างกวนเมิ่ง เกรงว่าคงเป็นเพราะสาเหตุนี้ ซ่างกวนเมิ่งจึงมีความโอหังยิ่งใหญ่ กระทั่งลอบไปมาหาสู่กับองค์ชายสี่กระมัง? หรือจะมีผลประโยชน์อันใดต่อฮองเฮา?
ในใจหวงฝู่หลินรู้สึกไม่สงบนัก ระยะนี้ในพระราชวังมีคลื่นใต้น้ำมากมาย เริ่มจากน้องห้า ต่อมาเป็นน้องสี่ องค์ชายสองพระองค์ปฏิเสธคำเชื้อเชิญของตนบ่อยครั้ง หวงฝู่หลินรู้สึกราวกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นก็มิปาน
“เรื่องนี้มีผู้ใดทราบบ้าง?”
“มะ มีเพียงอวี้กุ้ยเฟยที่ทราบ…ขอองค์ชายสามโปรดอย่านำเรื่องนี้ไปเผยแพร่เลยพ่ะย่ะค่ะ มิเช่นนั้น..มิเช่นนั้น…” เขาทราบดีว่าด้วยฐานะของตนที่เป็นเพียงขันทีต่ำต้อยผู้หนึ่ง จะมีคุณสมบัติอันใดไปขอร้องให้องค์ชายรักษาความลับเพื่อเขา “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณหนูซ่างกวน หากองค์ชายใหญ่ทรงทราบ เกรงว่าจะมีเรื่องวุ่นวายตามมาไม่น้อย…” ความหมายในคำพูดนี้ก็คือ หากหวงฝู่หลินแพร่เรื่องนี้ออกไป มิแน่ว่าตัวเขาเองก็คงหนีความผิดไม่พ้น
บุรุษเบื้องหน้าแย้มยิ้มเล็กน้อย “ข้าต้องให้เจ้ามาสั่งสอนหรือไร?”
“ไม่ๆๆ บ่าวมิกล้า! บ่าวมิกล้า! องค์ชายสามโปรดไว้ชีวิตด้วย องค์ชายสามโปรดไว้ชีวิตด้วย..” ขันทีน้อยโขกศีรษะไม่หยุด อย่างไรก็ตาม เนิ่นนานผ่านไป เบื้องหน้ากลับไม่มีความเคลื่อนไหวอันใด
เขาเงียบลงด้วยความสงสัย เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง ทว่าบริเวณที่หวงฝู่หลินยืนอยู่เมื่อครู่นี้กลับว่างเปล่า ไม่ทราบว่าองค์ชายสามจากไปโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงตั้งแต่ยามใด…
เขารู้สึกตกใจจนคล้ายกับวิญญาณออกจากร่าง ขันทีน้อยปิดปากตนเองพลางหอบหายใจ
องค์ชายสามที่ไม่ค่อยถามไถ่เรื่องในวัง เหตุใดจู่ๆ จึงคิดถึงองค์ชายสี่ขึ้นมาได้ ต้องทราบว่ายามปกติพวกเขาไม่ได้มีการไปมาหาสู่กัน แต่วันนี้คำพูดของหวงฝู่หลินมากกว่ายามปกติ…ระยะนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดองค์ชายแต่ละพระองค์จึงแปลกประหลาดเช่นนี้…
Venus36
อวิ๋นซูช่วยเหลือได้แน่
nitnit
ขอบคุณค่ะแอดที่รัก