หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 650 เคลื่อนไหวเงียบๆ
เล่มที่ 22 ตอนที่ 650 เคลื่อนไหวเงียบๆ
ภายในห้องทรงพระอักษร
“ทูลฝ่าบาท ฮองเฮาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนนั่งอยู่เบื้องหน้ากระดานหมากเพียงลำพัง ดวงเนตรมีประกายส่องสว่าง “ให้นางเข้ามา”
เพียงไม่นานสตรีสูงศักดิ์ก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องพระพักตร์ คารวะอย่างแช่มช้อย “หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
“ละเว้นมารยาทเถิด วันนี้ฮองเฮามามีเรื่องอันใดหรือ?”
ฮองเฮาลอบสำรวจจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนอย่างแนบเนียน ราวกับต้องการเห็นอะไรบางอย่างจากท่าทีของอีกฝ่าย
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินข่าวลือในพระราชวังมาบ้าง รู้สึกโกรธเคืองยิ่งนัก หวังว่าฝ่าบาทจะให้หม่อมฉันเป็นผู้จัดการเพคะ”
“ข่าวลืออันใดหรือ?” พระหัตถ์ของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนหยิบหมากขึ้นมา ทว่าเนิ่นนานผ่านไปยังคงมิวางลง เอ่ยถามนางประโยคหนึ่งคล้ายกับพระทัยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ในวังลือกันว่าอาการประชวรขององค์ชายสี่เกี่ยวข้องกับเมิ่งเอ๋อร์ นี่นับเป็นการทำลายชื่อเสียงของเมิ่งเอ๋อร์และองค์ชายใหญ่อย่างยิ่ง! หม่อมฉันไม่อยากให้ผู้อื่นกล่าวว่าหม่อมฉันปกป้องซ่างกวนเมิ่ง ขอฝ่าบาททรงตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด มอบความเป็นธรรมให้เมิ่งเอ๋อร์ด้วยเถิดเพคะ!” สุรเสียงของฮองเฮาเต็มไปด้วยความจริงใจ พระนางเบนดวงเนตรขึ้นอย่างระมัดระวัง พระพักตร์ของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
“ตลอดมาเรื่องในวังหลังล้วนมีเจ้าคอยจัดการ หากพบว่าผู้ใดเป็นผู้แพร่กระจายข่าวลือ ก็จับตัวมาเสีย”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนยังคงมีท่าทีเฉกเช่นกาลก่อน นี่ทำให้ในพระทัยของฮองเฮาลอบยิ้มเย็นชา ดูแล้วก่อนหน้านี้ตนคงคิดมากไป ยังคิดไปว่าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์ชายใหญ่ ฝ่าบาทจะค่อยๆ ริบอำนาจกลับไปเสียอีก ทว่าท่าทีของพระองค์ในวันนี้ ต่อให้ได้ยินเรื่องนี้ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว
บนพระพักตร์ฮองเฮาเผยรอยสรวลบางเบา “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเชื่อใจเพคะ”
“ตามสบายเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” ฮองเฮาค่อยๆ หยัดพระวรกายลุกขึ้น ทำท่าทางราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันได้ยินเรื่องบางอย่างมาด้วยเพคะ”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนมิได้ตรัสคำใด ฮองเฮาแย้มพระโอษฐ์เอ่ยต่อไป “ไม่ทราบว่าเป็นข่าวที่แพร่ออกมาจากผู้ใด กล่าวว่าคุณหนูกงซุนมิใช่บุตรตรีที่เกิดจากแม่ทัพกงซุน แต่เป็นคุณหนูผู้หนึ่งจากแคว้นเฉินมาสวมรอย แน่นอนว่าข่าวลือเช่นนี้หม่อมฉันย่อมมิอาจเชื่อ แม่ทัพกงซุนคงไม่จำบุตรีของตนผิดเป็นแน่…”
“อืม คำพูดนี้ของฮองเฮาถูกต้องยิ่งนัก”
ในที่สุดจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนก็ขยับ วางหมากสีขาวลงเบาๆ
ดวงเนตรของฮองเฮาหยุดอยู่บนกระดานหมาก จากนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ “หม่อมฉันมิได้ประชันหมากกับฝ่าบาทนานแล้ว มิสู้…” นางยื่นมือออกไปกำลังจะแตะหมากสีดำ คิดไม่ถึงว่ามือคู่หนึ่งกลับจับข้อมือนางแน่น เรี่ยวแรงเช่นนี้ทำให้ฮองเฮาตกพระทัยยิ่ง
บุรุษสูงศักดิ์เบนพระพักตร์ขึ้นช้าๆ พระเนตรไม่มีความอ่อนโยนมากนัก “ฮองเฮาจัดการเรื่องวังหลังทั้งวัน เชื่อว่าคงล้าแล้วกระมัง?”
“…” พระวรกายของเขาอัดแน่นไปด้วยเจตนาปฏิเสธอันเข้มข้น ท่าทีของฮองเฮากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง จนกระทั่งจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนค่อยๆ คลายพระหัตถ์ พระนางจึงคารวะอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงใส่พระทัย หม่อมฉันทูลลาเพคะ…”
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นเดินจากไป ในดวงเนตรของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนพลันปรากฏความรังเกียจที่ไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย นางเพียงมาลองเชิงท่าทีของตนเท่านั้น คิดไม่ถึงว่านางจะตรวจสอบเรื่องของกงซุนซูได้เร็วเพียงนี้ คราวนี้หลิงเอ๋อร์จะทำเช่นไรเล่า? ยามนี้ฮองเฮายังไม่มีความสามารถมากพอที่จะแตะต้องแม่ทัพกงซุน แต่นางจะไม่ยืนมองเฉยๆ เป็นแน่
เสียงแกรกดังขึ้น จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนหยิบหมากสีดำขึ้นมาเม็ดหนึ่งแล้ววางลงไปอย่างรุนแรง
นอกห้องทรงพระอักษร ฮองเฮาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจนร้อนที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนข้อมือของตน เลิกแขนเสื้อขึ้นมอง ด้านบนมีรอยสีแดงปรากฏชัด
ในสมองไม่อาจสลัดภาพสายตาอันเย็นยะเยือกของบุรุษผู้นั้นออกไปได้ ในพระทัยของฮองเฮาเกิดความรู้สึกเจ็บปวด อดไม่ได้ที่จะย้อนคิดไปถึงยามกลางวันในวันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ บริเวณริมทะเลสาบ บุรุษรูปงามสง่ายืนอยู่ท่ามกลางสายลมหมดฤดูใบไม้ผลิ สายตาทอดมองไปไกล และเป็นเพราะสายตาเช่นนั้นทำให้ชีวิตของตนเปลี่ยนแปลงพลิกผันไปโดยสิ้นเชิง
ต่อให้เขาเกลียดนาง ต่อให้เขาใช้ท่าทีเช่นนั้นมาปฏิบัติกับนางไปตลอดกาล นางก็คิดจะทำให้ตนอยู่ในชีวิตของเขาโดยไม่เสียใจ ไม่ว่าจะต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใดก็ตาม ต่อให้…มิอาจยืนเคียงข้างเขาได้ตลอดกาลก็ตาม
ตนไม่มีความสุข ทว่าอย่างน้อย นางก็ไม่อยากเห็นเขามีความสุข
ความสุขของเขา ต้องมีตนเป็นผู้มอบให้เท่านั้น!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ พระพักตร์ของฮองเฮากลับคืนสู่รอยยิ้มอบอุ่นหาใดเปรียบอีกครั้ง เดินหายไปท่ามกลางระเบียงทางเดินอันยาวเหยียด
“เหนียงเหนียงเพคะ ในเมื่อฝ่าบาททรงให้เหนียงเหนียงจัดการเรื่องนี้ เหตุใดพวกเรามิถือโอกาสนี้กำจัดอวี้กุ้ยเฟยไปด้วยกันเลยเล่าเพคะ?” แม่นมที่อยู่ข้างกายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น
“ฝ่าบาททรงตรัสเพียงว่า ให้เปิ่นกงจับตัวผู้เผยแพร่ข่าวลือมาเท่านั้น มิได้ให้เปิ่นกงจัดการอวี้กุ้ยเฟย” ฮองเฮาย่อมเข้าใจความหมายของฝ่าบาท อีกอย่าง ฝ่ายของอวี้กุ้ยเฟยนั้น พระนางไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา แม้จะรู้สึกขัดพระเนตรที่เห็นนังแพศยาเดินไปเดินมาอยู่ในวังหลังทั้งวัน แต่ฮองเฮาเข้าใจกระจ่างเป็นอย่างยิ่ง หากไม่มีอวี้กุ้ยเฟย ก็จะมีคนใหม่เข้ามาแทน ฝ่าบาทในยามนี้ย่อมไม่ปฏิเสธผู้มาใหม่ เทียบกันแล้ว หากตนต้องทนเห็นใบหน้างดงามแปลกใหม่เหล่านั้น มิสู้ปล่อยให้สตรีที่เริ่มแก่ชราเหล่านี้อยู่ต่อไปเสียงยังจะดีกว่า จะได้ไม่ทำให้ฝ่าบาทหลงใหล
เรื่องสำคัญที่สุดยังคงเป็นการหาเบาะแสของฮองเฮาองค์ก่อน มิเช่นนั้นตำแหน่งฮองเฮาของตนก็มิอาจมั่นคง นางอยากจะเห็นเสียจริง อีกฝ่ายจะรักษาความลับได้จนถึงยามใด
อีกด้านหนึ่งภายในตำหนักขององค์ชายรอง
“อะไรนะ?! ยังไม่มีข่าวจากคนทั้งสองฝ่ายอีกหรือ?” องค์ชายรองหวงฝู่อวี้มองไปยังบุรุษเบื้องหน้าด้วยท่าทีไม่พอใจ “เจ้ากล่าวว่าขอเพียงปล่อยข่าวนี้ออกไปจะต้องเห็นพวกเขากัดกันดุจสุนัขเป็นแน่มิใช่หรือ?!”
“องค์ชายโปรดระงับโทสะ ความคิดของฮองเฮาพิถีพิถันนัก ต่อให้มีการเคลื่อนไหวก็ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง” หวงฝู่หลินก้มหน้าอย่างถ่อมตัว ในสายตาคนนอก เขาคือองค์ชายสาม แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหวงฝู่อวี้ เขาเป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งที่เรียกให้มาก็ต้องมาบอกให้ไปก็ต้องไป
“หึ! ยังคิดว่าเจ้าได้ข่าวยิ่งใหญ่คับฟ้าอันใดมาเสียอีก ผลกลับกลายเป็นว่า คนทั่วทั้งพระราชวังล้วนรู้กันจนสิ้น ทว่าพวกเขากลับไม่มีการเคลื่อนไหวอันใด!” หวงฝู่อวี้รู้สึกว่าความคาดหวังที่อัดแน่นเต็มอกของตนพลันว่างเปล่า เดิมทีคิดจะนั่งดูเรื่องสนุกอยู่ภายนอก คิดไม่ถึงว่าจะทำให้เขาผิดหวังเพียงนี้!
“ข้าเพียงคิดไม่ถึงว่าองค์ชายใหญ่จะถึงกับมีอารมณ์ลึกล้ำหนักแน่นเพียงนี้” แม้พวกเขาจะดูออกว่าองค์ชายใหญ่มิได้มีความสนใจอันใดต่อซ่างกวนเมิ่ง แต่คนทั่วทั้งพระราชวังต่างรู้กันเงียบๆ ว่าซ่างกวนเมิ่งคือพระชายาองค์ชายใหญ่ในอนาคต ตอนนี้พระชายาองค์ชายใหญ่ไปคลุกคลีกับองค์ชายสี่ สำหรับองค์ชายใหญ่แล้วนับเป็นเรื่องอัปยศคับฟ้า เขาไม่ควรนิ่งเงียบเช่นนี้ถึงจะถูก!
ยิ่งไปกว่านั้น หากอวี้กุ้ยเฟยรู้เรื่องนี้จะต้องคิดว่าซ่างกวนเมิ่งได้รับการบงการจากผู้อื่น ไม่ว่านางจะสงสัยองค์ชายใหญ่หรือฮองเฮา ล้วนเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขา
ทั่วทั้งวังหลังไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่องฮองเฮาหรือ? ไม่ เพียงแต่ฮองเฮามิได้แตะต้องขีดจำกัดของพวกเขาเท่านั้น เบื้องล่างฮองเฮาไม่มีโอรส ไม่ว่าผู้ใดได้เป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนในอนาคต ย่อมไม่มีผลประโยชน์ใดกับพระนางแม้แต่น้อย อีกทั้งจนกระทั่งตอนนี้ ท่าทีของพระนางยังคงไม่แน่ชัด แม้อำนาจเบื้องหลังขององค์ชายทุกพระองค์จะเคลื่อนไหวอย่างลับๆ แต่ยังมิได้จุดชนวนกันซึ่งหน้า
แม้หวงฝู่หลินจะมีฐานะเป็นองค์ชายสาม แต่อำนาจของเขาอ่อนแอที่สุด หลานกุ้ยเฟยผู้เป็นหมู่เฟยของเขาเสียชีวิตตอนคลอด ตระกูลที่อยู่เบื้องหลังหลานกุ้ยเฟยก็ตกต่ำลงเพราะเหตุนี้ ดังนั้นเพื่อที่จะยืดลมหายใจของตนให้อยู่ในพระราชวังแห่งนี้ต่อไปได้จึงจำเป็นต้องเลือกข้าง หลังจากสังเกตมานาน สุดท้ายเขาก็เลือกองค์ชายรอง
ยามนี้องค์ชายห้าและองค์ชายแปดไม่มีที่พึ่งพิง หวงฝู่หลินย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา ส่วนหวงฝู่อี้มีอวี้กุ้ยเฟยเป็นที่พึ่งยังนับว่าเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้
เดิมทีองค์ชายรองหวงฝู่อวี้เป็นตัวเลือกรัชทายาท แม้หมู่เฟยของเขาจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่หมู่เฟยของเขาเคยมีผลงานช่วยชีวิตองค์จักรพรรดิ ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลทางฝั่งมารดายังเป็นเสนาบดีแห่งแคว้นเหลียนอีกด้วย กุมอำนาจอยู่ในมือมากมาย ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีฐานะเป็นบุคคลที่มีความสามารถที่จะได้นั่งตำแหน่งจักรพรรดิมากที่สุด
ความจริงในใจขององค์ชายทุกพระองค์ล้วนมีความรู้สึกเป็นศัตรูกัน ส่วนองค์ชายใหญ่หวงฝู่หลิง แม้ไม่มีผู้ใดนับถือ แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องเขาจริงๆ
เบื้องหลังหวงฝู่หลิงคือตระกูลท่านมหาราชครูที่เก็บตัวมานาน เพราะเรื่องของฮองเฮาพระองค์ก่อน ตระกูลมหาราชครูจึงไม่มาสนใจเรื่องของราชสำนักหลายปี หากจะกล่าวว่าไม่มาถามไถ่ มิสู้กล่าวว่าแตกหักกับราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนโดยสิ้นเชิงเสียยังจะดีกว่า นี่ทำให้คนในราชสำนักไม่น้อยคิดว่าการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของหวงฝู่หลิงจะต้องมีสิ่งใดแอบซ่อนอยู่เป็นแน่
เพียงแต่เขามีฐานะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์ ความจริงนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ทุกคนต่างหวังจะกำจัดเขาโดยการลอบสังหารหรือทำให้เขากระทำความผิดอันยิ่งใหญ่จนต้องโทษประหาร ทำให้จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนละทิ้งเขาโดยสิ้นเชิง
“บางทีพวกเราอาจไม่เข้าใจองค์ชายใหญ่มากพอ” ดวงตาของหวงฝู่หลินมืดครึ้มลง คิดไม่ถึงว่าเรื่องที่เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีของบุรุษเช่นนี้ องค์ชายใหญ่จะยังไม่เคลื่อนไหว แต่อย่างน้อยอวี้กุ้ยเฟยควรมีความเคลื่อนไหวถึงจะถูก
โอรสของตนต้องกลายเป็นเช่นนี้เพราะซ่างกวนเมิ่ง เขาไม่เชื่อเด็ดขาด ต่อให้ในใจจะหวาดกลัวเพียงใด อวี้กุ้ยเฟยย่อมมิอาจเก็บกลืนความโกรธแค้นนี้ลงไปได้
ตอนนี้เอง สายตาหนึ่งทำให้หวงฝู่หลินต้องเบนสายตาขึ้นมอง พบว่าหวงฝู่อวี้กำลังมองเขาอย่างลึกล้ำ
“พี่รอง?”
“ในเมื่อพวกเขาไม่เคลื่อนไหว เช่นนั้นพวกเราก็ต้องบีบบังคับพวกเขาแล้ว! มิใช่ว่าซ่างกวนเมิ่งมักจะมาที่วังบ่อยๆ หรือ? วันนี้เจ้าก็ไปพบนางเสียหน่อยเถิด”
ดวงตาของหวงฝู่หลินเปล่งประกาย อีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “ทำไม ไม่เต็มใจหรือ?! จะอย่างไรซ่างกวนเมิ่งก็เป็นหญิงงามผู้หนึ่ง เจ้าคงมิกลัวนางใช่หรือไม่?” ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยเจตนาเหยียดหยามอันเข้มข้น
“…” มือที่อยู่ในแขนเสื้อของหวงฝู่หลินกำแน่น จากนั้นจึงก้มหน้าลงช้าๆ “ข้าเข้าใจแล้ว”
“จำไว้ หากนางเต็มใจให้พวกเราใช้ประโยชน์ย่อมดีกว่า หากไม่เต็มใจ มิว่าจะใช้วิธีการอันใด เจ้าก็ต้องกระตุ้นให้นางกลายเป็นสุนัขจนตรอกให้ได้!”
…
นอกตำหนักอันเย็นยะเยือก บุรุษรูปงามสง่ายืนอยู่บริเวณนั้น
หวงฝู่หลินเงยหน้าขึ้นมองป้ายตำหนักที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ไม่กล่าวไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ได้เห็นซ่างกวนเมิ่ง ในใจเขามักจะเกิดความรู้สึกปฏิเสธอย่างลางเลือน รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรบางอย่างที่สกปรกยิ่ง ตอนนี้หวงฝู่อี้ติดโรคจนป่วยหนัก นี่นับเป็นการพิสูจน์ความคิดในใจของเขาได้อย่างเป็นอย่างดี
องค์ชายรองต้องการให้เขาคิดหาวิธีกระตุ้นให้ซ่างกวนเมิ่งโกรธหรือ? แม้จะกล่าวง่าย แต่สตรีผู้นี้ไม่เห็นเหล่าองค์ชายอยู่ในสายตาโดยสิ้นเชิง ถึงกับกระทำเช่นนั้นกับหวงฝู่อี้ การที่ตนมาหาเช่นนี้ มิใช่เป็นการตกอยู่ในอันตรายหรือไร
หวงฝู่หลินมองไปยังหลังคาตำหนักสีเทาหม่น จากนั้นในดวงตาจึงมีประกายบางอย่างไหลผ่าน
…
เงาร่างสีดำร่างหนึ่งทะยานตัวไปบนหลังคาตำหนักอย่างรวดเร็ว เสียงดังแผ่วๆ ดึงดูดความสนใจของเขา หวงฝู่หลินดวงตาเปล่งประกาย รีบทะยานตัวขึ้นไปบนหลังคาโดยพลัน
nitnit
ขอบคุณค่ะที่อัพเดตต่อเนื่อง
Venus36
องค์จักรพรรดิ ช่วยลูกชายบางเถอะ เมียก็ไม่ช่วยไม่ได้ เป็นพ่อไม่ได้เรื่อง