หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 654 พิษองค์ชายกำเริบ
เล่มที่ 22 ตอนที่ 654 พิษองค์ชายกำเริบ
จับชีพจรผ่านเส้นไหม?! หมอหลวงทั้งหลายตื่นตะลึงขึ้นมาโดยพลัน “นี่…ข้าเคยเห็นเพียงในตำรา ได้ยินว่าเนิ่นนานก่อนหน้านี้ อาจารย์ของข้าเคยศึกษาตำรามากมาย ทว่ายังไม่อาจศึกษาวิชานี้จนสำเร็จ เพราะมันจำต้องใช้ความสงบเงียบเป็นอย่างมากถึงจะทำได้ คุณหนูกงซุน นี่…”
ความหมายของเขาก็คือ คุณหนูกงซุนอายุยังน้อยก็สามารถควบคุมการจับชีพจรผ่านเส้นไหมซึ่งเป็นความสามารถระดับสูงเช่นนี้ได้จริงหรือ? ไม่ว่าวิชาแพทย์ของนางจะลึกล้ำเพียงใด แต่ด้วยอายุของนาง ดูแล้วจะเป็นการกล่าวเกินจริงไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา นิ้วทั้งสามวางลงบนเส้นไหม ค่อยๆ หลับตาลง เวลาราวกับหยุดอยู่เพียงเท่านี้ สตรีงดงามเงียบสงบราวกับภาพวาดก็มิปาน ดูคล้ายกับว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่อาจสั่นครอนนางได้แม้แต่น้อย
หมอหลวงหลายท่านสบตากัน ค่อยๆ พากันเงียบลง ไม่กล้ารบกวน
ท่าทีของอวี้กุ้ยเฟยแข็งค้างอยู่หลายส่วน นางไม่เคยได้ยินการจับชีพจรผ่านเส้นไหมอันใดนี่มาก่อน สายตาหยุดอยู่บนเส้นไหมสีเงินบางเบาเส้นนั้น รู้สึกว่าการจับชีพจรระยะไกลเช่นนี้ดูเหลวไหลไปมาก จะรักษาอาการป่วยของอี้เอ๋อร์อย่างแม่นยำได้อย่างไร? คุณหนูกงซุนผู้นี้เลอะเลือนไปแล้วจริงๆ!
เวลาทุกชั่วขณะผ่านไป ไม่มีผู้ใดสังเกตเลยว่าบริเวณไม่ไกลมีเงาร่างอึมครึมปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
บริเวณประตู
“ผู้มาเยือนคือผู้ใด?!”
ทางเดินเบื้องหน้าซ่างกวนเมิ่งถูกทหารสองนายขวางเอาไว้ นางอดไม่ได้ที่จะมีท่าทีเปลี่ยนไป สายตาหยุดอยู่บนสัญลักษณ์บนชุดเกาะของอีกฝ่าย ถึงกับเป็นคนของจวนตระกูลกงซุนเชียวหรือ? “นายท่านทหารทั้งสอง เชื่อว่าคงมิใช่องครักษ์ในตำหนักของอวี้กุ้ยเฟยกระมัง? เมิ่งเอ๋อร์มาเยี่ยมองค์ชายสี่ นายท่านทหารทั้งสองโปรดหลีกทางได้หรือไม่?”
ความหมายของนางก็คือตนเป็นแขกของอวี้กุ้ยเฟย ในฐานะที่พวกเขาเป็นคนของจวนตระกูลกงซุน อาศัยอะไรมาขวางนาง?
ไหนเลยจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีอารมณ์จะถกเหตุผลกับนางแม้แต่น้อย “แม่ทัพกงซุนทำธุระอยู่ในตำหนัก คุณหนูซ่างกวนเชิญมาใหม่วันหลัง!”
อะไรนะ?! นี่หมายความว่าอย่างไร ซ่างกวนเมิ่งรู้ดีว่าวันนี้อยู่ในสถานการณ์เช่นไร ทว่าแม่ทัพกงซุนถึงกับเผด็จการเพียงนี้เชียวหรือ? “เมื่อวานเมิ่งเอ๋อร์นัดกับพระสนมไว้แล้ว มิสู้เชิญท่านทั้งสองไปแจ้งเสียหน่อยเป็นอย่างไร?” ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ต้องเข้าไป มิเช่นนั้นจะเห็นการแสดงสนุกๆ กับตาได้อย่างไรเล่า?
อย่างไรก็ตาม นายทหารทั้งสองทำเพียงยืนอยู่บริเวณนั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ทั้งยังมิให้คำตอบแก่นาง พวกเขาเป็นคนของจวนตระกูลกงซุน คุณหนูซ่างกวนอาศัยอะไรมาออกคำสั่งกัน?
ท่าทีเช่นนี้ทำให้สีหน้าของซ่างกวนเมิ่งย่ำแย่ยิ่งนัก
นางเดินไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง มองเข้าไปด้านในโดยไม่สนใจกระบี่ทั้งสองที่พาดขวางอยู่เบื้องหน้า ยามนี้เอง นางข้าหลวงผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในเบื้องสายตาของนาง ในใจซ่างกวนเมิ่งรู้สึกยิ่งดียิ่ง จากนั้นจึงมองทหารทั้งสองด้วยสายตาลำพองใจแล้วจึงถอยไปอยู่ด้านข้าง
จนกระทั่งสตรีผู้นั้นเดินจากไป ทหารทั้งสองจึงแค่นเสียงเย็นออกมาครั้งหนึ่ง
เพียงไม่นานกลับมีนางข้าหลวงเดินออกมาจากด้านใน ที่มือถืออ่างอันหนึ่ง เดินหายไปจากสายตาพวกเขา
ภายในป่าที่ไร้ซึ่งผู้คน ซ่างกวนเมิ่งมองไปยังนางข้าหลวงที่มีท่าทีเฉยเมยเบื้องหน้า “อีกสักครู่หาโอกาสนำยานี้ไปป้อนให้องค์ชายสี่เสีย รอให้เขาพิษกำเริบเสียก่อน เจ้าก็กล่าวออกมาเบื้องพระพักตร์อวี้กุ้ยเฟยว่าคุณหนูกงซุนให้เจ้าทำเช่นนี้ ได้ยินแล้วหรือไม่?”
นางข้าหลวงผู้นั้นพยักหน้าเล็กน้อย ซ่างกวนเมิ่งยังคงไม่ทราบว่าด้านในมีสถานการณ์เช่นไร “ตอนนี้คุณหนูกงซุนอยู่ข้างกายองค์ชายสี่หรือไม่?”
อีกฝ่ายทำเพียงส่ายหน้า ไม่มีคำพูดอันใด
ซ่างกวนเมิ่งสูดหายใจลึก แม้จะกลายเป็นหุ่นเชิดของตน แต่วิชาลับเช่นนี้มิได้สมบูรณ์แบบอย่างสิ้นเชิง ไม่อาจทำให้หุ่นเชิดมีความคิดเป็นของตนเองได้ ทำได้เพียงกระทำเรื่องราวตามคำสั่งของนาง คิดไม่ถึงว่าแม่ทัพกงซุนผู้นั้นจะเล่นลูกไม้นี้ ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปหรือ? คงคิดจะลดคำพูดซุบซิบอย่างเต็มที่กระมัง? ตนมิได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุทั้งยังมิอาจให้นางข้าหลวงผู้นี้หาโอกาสกระทำเรื่องราวได้
แต่อย่างไรก็ช่างเถิด ขอเพียงวางยาพิษสำเร็จ หลังจากพิษกำเริบก็จะพาลไปถึงกงซุนซู จะกล่าวอย่างไรนางย่อมมิอาจล้างน้ำโคลนนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้ตนกำหนดชีวิตของหวงฝู่อี้แล้ว! เขาต้องตาย อวี้กุ้ยเฟยย่อมมิยอมปล่อยกงซุนซูไปแน่ ตนเพียงต้องนั่งดูอยู่ภายนอก อวี้กุ้ยเฟยคงแค้นกงซุนซูเข้ากระดูกดำเพราะการสูญเสียนี้แน่ เชื่อว่าคงเป็นการแสดงที่สนุกยิ่งนัก
“จำไว้ ต้องกล่าวว่ากงซุนซูบงการให้เจ้าทำเช่นนี้ จากนั้นเจ้าก็กัดลิ้นฆ่าตัวตายไปเสีย เข้าใจหรือไม่?”
นางข้าหลวงยังคงพยักหน้าโดยไม่มีท่าทีอันใด จากนั้นจึงรับยาในมือซ่างกวนเมิ่งมา “ถอยไปเถิด”
อีกด้านหนึ่ง
เหตุใดนานเพียงนี้แล้วยังไม่มีการเคลื่อนไหวอีก?! อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกอดรนทนไม่ไหว “คุณหนูกงซุน…”
บนใบหน้าของหมอหลวงทั้งหลายเจือไปด้วยความสงสัย ยามนี้เอง ในที่สุดสตรีเยือกเย็นผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้น “พิษภายในพระวรกายขององค์ชายสี่เข้าไปถึงกระดูกแล้ว”
เอ๋? “นี่หมายความว่าอย่างไร?”
“คุณหนูกงซุน พวกข้าคิดหาทุกวิถีทางเพื่อกำจัดพิษในพระวรกายองค์ชายมาหลายวัน แม้จะไม่เห็นผลชัดเจน แต่อย่างน้อย…อาการประชวรก็ยังทรงตัว!” หมอหลวงหลายคนรู้สึกว่าอวิ๋นซูกำลังกล่าวว่าพวกเขาไร้ซึ่งผลงานจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก อย่างไรก็ตาม อาการทรงตัวจริงหรือ? หากมิใช่เพราะหวงฝู่อี้มีอาการใหม่ปรากฏขึ้น พวกเขาจะถูกเรียกเข้าวังมาได้อย่างไร อวี้กุ้ยเฟยก็คงไม่เห็นอาการประชวรจนร้อนใจ จะอย่างไรก็ต้องตามอวิ๋นซูมารักษาเขาให้ได้
อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง อาศัยเพียงการจับชีพจรผ่านเส้นไหมอะไรนี่ก็กล่าวว่าโอรสของพระองค์ถูกพิษซึมลึกถึงกระดูกแล้วหรือ? นางไม่เชื่อ!
“คุณหนูกงซุน เส้นไหมเพียงเส้นเดียวก็ตรวจได้มากเพียงนี้เชียวหรือ?”
อวิ๋นซูฟังออกถึงความสงสัยในคำพูดของนาง ทว่ายังมิได้เอ่ยปาก แม่ทัพกงซุนที่อยู่ข้างกายก็แค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “ไม่เชื่อเช่นนั้นหรือ? ซูเอ๋อร์ พวกเรากลับจวน!” เขาทำท่าจะดึงอวิ๋นซูให้ลุกขึ้น อวี้กุ้ยเฟยพลันหน้าเปลี่ยนสี รีบร้อนกล่าวออกมาว่า “มิใช่ว่าเปิ่นกงไม่เชื่อ เพียงแต่การจับชีพจรผ่านเส้นไหมนี้ เปิ่นกงไม่เคยพบมาก่อน อาศัยเพียงสิ่งนี้ก็ตรวจโรคออกมาได้หรือ กล่าวออกไปคงมิมีผู้ใดเชื่อ!”
อวิ๋นซูดึงข้อมือของแม่ทัพกงซุนเบาๆ จากนั้นจึงเอ่ยปากอย่างเรียบเฉย “เชื่อว่าพระวรกายขององค์ชายสี่คงมีเนื้อเน่าหลายแห่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังตามมาด้วยอาการคร่ำครวญกรีดร้องอย่างเจ็บปวด แขนขาทั้งสี่ชักกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ สลบไสลไปหลายวัน บางครั้งก็สะดุ้งตื่นมาตะโกนร้องอย่างบ้าคลั่ง ไม่ทราบว่าหม่อมฉันกล่าวถูกหรือไม่?”
ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสี ถูก! ถูกทั้งหมด! เรื่องเหล่านี้พวกเขาไม่ได้ป่าวประกาศกับภายนอก คุณหนูกงซุนจะรู้ได้อย่างไร?
“เมื่อดูจากชีพจรขององค์ชายสี่ แม้ใต้เท้าทั้งหลายจะใช้ยาล้างพิษมาหลายวัน เพียงแต่จนใจที่นี่มิใช่อาการประชวรตามปกติ เชื่อว่าใต้เท้าทั้งหลายคงเข้าใจกระจ่าง พิษชนิดนี้ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกขององค์ชายสี่แล้ว เทียบยาที่ใต้เท้าทั้งหลายเขียน เกรงว่าคงกำจัดได้เพียงเลือดพิษ หากต้องการกำจัดอาการที่ซ่อนอยู่ในกระดูกให้สิ้นซาก ย่อมมิใช่เรื่องง่ายเพียงนั้น”
อวี้กุ้ยเฟยถูกคำพูดนี้ของอวิ๋นซูทำเอาตกใจจนเนื้อเต้น มองไปยังสีหน้าของหมอหลวงทั้งหลายอีกครั้ง หรือว่า…สิ่งที่นางกล่าวคือเรื่องจริง? อาการของอี้เอ๋อร์ย่ำแย่เพียงนี้เชียวหรือ? อย่างไรก็ตาม จากคำพูดประโยคหลังของคุณหนูกงซุน นางมีวิธีหรือ?
“ดูจากชีพจรแล้ว เชื่อว่าองค์ชายสี่คงมิได้เสวยมาหลายวันแล้วกระมัง? ยามนี้พระวรกายขององค์ชายอ่อนแอยิ่งนัก เชื่อว่าผ่านไปอีกไม่นาน ไม่ว่ายาใดล้วนมีแต่โทษไม่มีประโยชน์”
“นี่…นี่มิได้จะกล่าวว่า อี้เอ๋อร์…เขา…” หากยืดเยื้อออกไปอีกก็จะไม่มีทางช่วยแล้วหรือ? อวี้กุ้ยเฟยรีบดึงอวิ๋นซู “คุณหนูกงซุนมีวิธีช่วยโอรสของเปิ่นกงหรือไม่? จะต้องช่วยเขาให้ได้ จะต้องช่วยให้ได้!”
ยามนี้เอง ขันทีใหญ่เดินตามเข้ามาแล้ว พริบตาเดียวก็ได้ยินว่าอาการประชวรขององค์ชายสี่สาหัสเพียงนี้ ใจอดไม่ได้ที่จะเต้นระรัว จะต้อง…กราบทูลฝ่าบาทให้ทรงทราบก่อนหรือไม่?
ยามนี้เอง ภายในห้องมีเสียงกรีดร้องดังขึ้น ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสี “องค์ชาย?! องค์ชาย!”
เส้นไหมเงินเส้นนั้นถูกดึงเข้าไปด้านในอย่างรุนแรง ทุกคนรีบตามเข้าไปในห้อง พบว่าจู่ๆ บุรุษที่เดิมทียังนอนอยู่บนเตียงก็ได้สติขึ้นมา ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยเลือด ดูแล้วน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง ร่างกายอ่อนแอเช่นนั้นกำลังพลิกไปมา สุดท้ายก็กระอักฟองสีขาวออกมาจากปาก ตามมาด้วยเลือดพิษสีเขียว
“แย่แล้ว! องค์ชาย! องค์ชาย!” อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนจะเข้าไปใกล้ กลับถูกอวิ๋นซูตะโกนหยุด “อย่าเข้าไป! ยามนี้เลือดขององค์ชายมีพิษแล้ว!”
อะไรนะ? เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา หมอหลวงที่อยู่เบื้องหน้าพลันถอยหลังไปหลายก้าวดังคาด ตกใจจนหน้าถอดสี
“อี้เอ๋อร์! อี้เอ๋อร์!” อวี้กุ้ยเฟยตกใจจนน้ำตาอาบหน้า อย่างไรก็ตามนางมิได้เข้าไป ภายในห้องฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นแปลกประหลาดอันเข้มข้น
“ซูเอ๋อร์…” แม่ทัพกงซุนขมวดคิ้ว สำหรับเขา องค์ชายสี่จะเป็นหรือตายเขาย่อมมิใส่ใจ เขาเพียงไม่อยากให้อวิ๋นซูพบกับเรื่องวุ่นวายอันใดเท่านั้น ดูจากสภาพในตอนนี้ขององค์ชายสี่ เชื่อว่าคงช่วยไม่ได้แล้วกระมัง มิสู้รีบไปเสียหน่อยจะเป็นการดี
อวิ๋นซูย่อมฟังเจตนาต้องการจากไปในน้ำเสียงของแม่ทัพกงซุนออก แต่นางตรวจพบความลับของซ่างกวนเมิ่งได้จากอาการประชวรขององค์ชายสี่แล้ว แม้จะยังไม่มั่นใจเต็มสิบส่วนก็ตาม
“คุกเข่า!”
เมื่อครู่มีองครักษ์พุ่งเข้าไปคุมตัวนางข้าหลวงที่อยู่ในห้องผู้นั้นไว้ ยามนี้นางถูกกดอยู่เบื้องหน้าอวี้กุ้ยเฟยอย่างแรง “ทูลเหนียงเหนียง เมื่อครู่นางข้าหลวงผู้นี้ยืนอยู่ข้างพระวรกายองค์ชาย!”
“เจ้า…พูดมา เจ้าทำอันใดกับอี้เอ๋อร์?!” เมื่อครู่พวกเขามิได้สังเกตโดยสิ้นเชิงว่านางข้าหลวงผู้นี้เข้าไปในห้อง อวี้กุ้ยเฟยโกรธจนสั่นไปทั้งร่าง
พบว่าบนใบหน้าของนางข้าหลวงผู้นั้นไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวใดๆ ทำเพียงเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทีแข็งเกร็ง “เป็นคุณหนูกงซุนบงการให้บ่าววางยาพิษองค์ชายสี่”
อะไรนะ?!
“เจ้า เจ้ากล่าวอันใด?!” ทุกคนยากจะเชื่อหูของตน แม่ทัพกงซุนชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง?
“เป็นคุณหนูกงซุนบงการให้บ่าววางยาพิษ” นางข้าหลวงผู้นั้นกล่าวซ้ำอีกประโยค จากนั้นได้ยินเสียงตึงตัง แม่ทัพกงซุนทะยานเข้าไป “ใส่ร้ายป้ายสีหรือ นังบ่าวสารเลว กล่าววาจาเหลวไหลอันใด?!” ไม่รอให้หมัดเขาง้างขึ้น นางข้าหลวงผู้นั้นก็มีท่าทีเปลี่ยนไป เลือดสดๆ เอ่อทะลักออกมาจากปาก
“อา!”
องครักษ์รีบคลายมือออก หนึ่งในนั้นสัมผัสชีพจรบริเวณคอของนาง “เหนียงเหนียง นางตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ถึงกับกัดลิ้นฆ่าตัวตายเชียวหรือ! ทุกคนมีสีหน้าย่ำแย่ยิ่งนัก มองไปทางอวิ๋นซูที่อยู่ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดนางข้าหลวงผู้นี้จึงกล่าวว่าคุณหนูกงซุนเป็นผู้บงการ?
กระทั่งอวี้กุ้ยเฟยก็ไม่ทราบว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นไร เรื่องเกิดขึ้นเร็วเกินไป นางสูญเสียความสามารถในการใคร่ครวญไปแล้ว
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง สะท้อนอยู่ในจิตวิญญาณทุกคน หน้าอกหวงฝู่อี้กระเพื่อมอย่างรุนแรง ใบหน้าและร่างกายล้วนเต็มไปด้วยเลือดพิษที่เขากระอักออกมา
“อี้เอ๋อร์!”
nitnit
เออเนอะคนอยู่เต็มตำหนักปล่อยให้นางข้าหลวงเข้าไปในห้องได้อย่างไร
Venus36
ช่างกวนน่ารังเกียจ ใส่ร้ายไม่เลิก