หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 653 จับชีพจรด้วยเส้นไหม
เล่มที่ 22 ตอนที่ 653 จับชีพจรด้วยเส้นไหม
ฟู่หย่ามองไปยังอวิ๋นซูด้วยความกังวล พลันรู้สึกว่าตั้งแต่องค์ชายห้าหวงฝู่เซียวเกิดเรื่อง ราวกับคุณหนูกงซุนถูกม้วนตลบเข้าไปอยู่ในความวุ่นวายอันใหญ่หลวงก็มิปาน ในพระราชวังเกิดเรื่องขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุใดทุกครั้งล้วนเกี่ยวพันไปถึงนาง? นี่เป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดีเลยจริงๆ
อวิ๋นซูมีสีหน้าเคร่งขรึมลง ราวกับจมลงสู่การใคร่ครวญ
หมอหลวงฟู่ครุ่นคิดรอบด้านยิ่งนัก “คุณหนูกงซุนโปรดวางใจ อาการประชวรขององค์ชายสี่มีข้าเป็นผู้รับผิดชอบมาโดยตลอด ครั้งนี้ข้าจะกราบทูลฝ่าบาทให้กระจ่างว่าอาการประชวรขององค์ชายสี่ไม่เหมาะให้คุณหนูกงซุนรักษา”
ฟู่หย่าพลันเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินท่านพ่อกล่าวว่าอาการประชวรขององค์ชายสี่คล้ายกับอาการที่เกิดจากการมั่วโลกีย์ อาการป่วยเช่นนี้จะให้แม่นางผู้หนึ่งไปรักษาได้อย่างไร นี่จะมิเป็นการทำลายชื่อเสียงของคุณหนูกงซุนหรือ?! แต่คุณหนูฟู่ก็ทราบดีว่าอวี้กุ้ยเฟยกระทำเรื่องราวอย่างเผด็จการมาโดยตลอด จะใส่ใจมากมายเพียงนั้นได้อย่างไร? “เรื่องนี้แม่ทัพกงซุนต้องไม่รับปากแน่”
แม้จะกล่าวเช่นนี้ ทว่าอวิ๋นซูกลับมีความคิดเป็นของตนเอง “ไม่ทราบว่าหมอหลวงฟู่จะบอกกล่าวกับซูเอ๋อร์เสียหน่อยได้หรือไม่ อาการประชวรขององค์ชายสี่ในตอนนี้มีสภาพเช่นไร?”
“คุณหนูกงซุน คงมิใช่ว่าท่าน…” ฟู่หย่าอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ เข้าใจความหมายของอวิ๋นซูโดยพลัน หรือนางจะยอมรักษาองค์ชายสี่จริงๆ? “คุณหนูกงซุนต้องใคร่ครวญให้ดี หากรักษาองค์ชายสี่ย่อมเลี่ยงการสัมผัสมิได้ ไม่เหมาะสมยิ่งนัก” ยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นกามโลกจริงๆ ย่อมไม่ดีกับตัวคุณหนูกงซุนเป็นอย่างยิ่ง
“คุณหนูฟู่ไม่จำเป็นต้องกังวล ซูเอ๋อร์ย่อมมีวิธีของตัวเอง” ในเมื่อองค์ชายสี่ป่วยเพราะซ่างกวนเมิ่ง เช่นนั้นก็ต้องเข้าไปสัมผัสกับอาการป่วยขององค์ชายสี่โดยตรง หากช่วยได้ นางจะยิ่งมั่นใจว่าหลิ่วอวิ๋นฮว๋ามีสภาพเช่นนี้เพราะเหตุใดกันแน่ ในเมื่อเรื่องเกี่ยวข้องกับวิชาลับของตระกูลอู่ เช่นนั้นตนจำเป็นต้องทำให้กระจ่าง!
จะอย่างไรเมื่อตระกูลอวิ๋นเผชิญกับตระกูลอู่ย่อมมีเพียงตัวเลือกเดียว นั่นก็คือต่อสู้กันให้ถึงที่สุด ทางที่ดีก็ทำลายวิชาลับตระกูลอู่ให้หมดสิ้นไปเสีย ไม่อาจปล่อยให้พวกเขาลากคนบริสุทธิ์เข้าไปเกี่ยวพันอีก
ในจวนตระกูลกงซุน
ขันทีใหญ่ยืนอยู่ในห้องโถงด้วยใบหน้าสิ้นไร้หนทาง บรรยากาศรอบด้านเคร่งเครียดอย่างแปลกประหลาด ราวกับสงบนิ่งก่อนจะเกิดลมพายุรุนแรง
“อะไรนะ?! ถึงกับต้องการให้ซูเอ๋อร์ของข้าไปรักษาองค์ชายสี่เชียวหรือ?! มีเหตุผลเช่นนี้ที่ไหนกัน!”
ขันทีใหญ่ตื่นตระหนกยิ่งนัก “นี่…ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ…”
“ข้าจะไปถามฝ่าบาทว่าตกลงนี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?!” ทั่วทั้งร่างของแม่ทัพกงซุนอัดแน่นไปด้วยความโกรธ เขาเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับอาการป่วยอันแปลกประหลาดของหวงฝู่อี้มาบ้าง ถึงกับต้องการให้บุตรีที่บริสุทธิ์ของเขาไปแตะต้องอาการป่วยสกปรกเช่นนั้น ตนต้องไปขอคำอธิบายจากฝ่าบาทให้ดี!
“ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ วันนี้อวี้กุ้ยเฟยยืนอยู่นอกห้องทรงพระอักษรทั้งวัน ดังนั้นฝ่าบาทจึงมิอาจไม่ตอบรับ…”
“ยืนหนึ่งวันนับเป็นอะไรได้?! ต่อให้นางคุกเข่าสามวัน ข้าก็ไม่รับปากเรื่องนี้เป็นอันขาด!” แม่ทัพกงซุนไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น ความเป็นไปได้ทุกอย่างที่จะทำร้ายอวิ๋นซู เขาย่อมยุติมันกับมือ!
ขันทีใหญ่มีเหงื่อเต็มศีรษะ ในใจรู้สึกจนใจยิ่งนัก เหตุใดตนต้องมาทำเรื่องลำบากใจเช่นนี้ด้วย เพิ่งจะเอ่ยปาก แม่ทัพกงซุนก็ใช้สายตาราวคมมีดมองมา “กงกงกลับไปเถิด! จวนแม่ทัพของข้าจะปิดประตูไม่รับแขกสิบวัน กลับดีๆ ไม่ส่ง!”
นี่…ตนถูกไล่ออกไปหรือ?!
“ท่านแม่ทัพ…ท่านแม่ทัพ…”
ยามนี้เอง ด้านหลังมีเสียงเปี่ยมความสงสัยดังแว่วมา “ท่านพ่อ?”
ขันทีใหญ่มีความยินดีเต็มใบหน้า คุณหนูกงซุนกลับมาแล้วหรือ?! เขากำลังคิดจะเอ่ยปาก ทว่ากลับรู้สึกราวกับมีสายลมเย็นยะเยือกพัดมาระลอกหนึ่ง แม่ทัพกงซุนทะยานมาเบื้องหน้าอวิ๋นซู บดบังสายตาของเขาเอาไว้ “ซูเอ๋อร์ กลับเรือนไปพักผ่อนเถิด…”
“อย่าๆๆ คุณหนูกงซุน ฟังบ่าวเสียหน่อยเถิด…”
“ไม่มีอะไรให้พูดแล้ว! กงกงเชิญกลับไปได้แล้ว หากจำทางมิได้ก็ให้ทหารในจวนแม่ทัพของข้าไปส่ง!”
ในใจของขันทีใหญ่เกิดเสียงดังสนั่น แย่แล้ว แม่ทัพกงซุนคิดจะเคลื่อนพลทหารแล้วหรือ? จริงดังคาด ขันทีใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะขยับ
“ท่านพ่อ ซูเอ๋อร์ทราบถึงจุดประสงค์ที่ขันทีใหญ่มาหาในวันนี้แล้ว อาการประชวรขององค์ชายสี่ ให้ข้ารักษาเอง”
อะไรนะ?! แม่ทัพกงซุนยากจะเชื่อหูของตนยิ่งนัก “ซูเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าองค์ชายสี่เป็นคนสกปรกเพียงใด? ไม่ได้ พ่อไม่ยอมให้เจ้าไปพบเขา…”
สกปรก? ขันทีใหญ่อยากร้องไห้โดยไร้น้ำตา อย่าใช้คำพูดเสียดสีองค์ชายอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาต่อหน้าตนเช่นนี้ได้หรือไม่? เขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายปี! ทุกคนล้วนทราบดีว่าบางครั้งแม่ทัพกงซุนก็ไม่ไว้หน้าแม้แต่องค์จักรพรรดิ แล้วจะอะไรกับแค่องค์ชายต่ำต้อยเพียงพระองค์เดียวเล่า?
“โอ้ คุณหนูกงซุนเข้าใจเหตุผลดีจริงๆ มิน่าเล่าฝ่าบาทจึงตรัสคำชมเชยต่อหน้าบ่าว!” ขันทีใหญ่รีบเดินเข้ามาด้วยท่าทีประจบประแจง ทว่ากลับต้องพบกับการกรอกตาของแม่ทัพกงซุน
นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายกลัวว่าตนจะกลับคำจึงแย้มยิ้มเล็กน้อย “กงกงโปรดรอสักครู่ ซูเอ๋อร์จะไปหยิบของบางอย่างแล้วจะเข้าวังไปกับท่าน”
“ซูเอ๋อร์!” ในใจของแม่ทัพกงซุนร้อนรนยิ่งนัก ทว่าอวิ๋นซูกลับเผยรอยยิ้มบอกให้เขาวางใจ “ท่านพ่อ ลูกย่อมมีความคิดบางอย่าง” นางดึงแม่ทัพกงซุนที่อยู่ข้างกายไปด้านข้าง กระซิบข้างหูอีกฝ่ายเสียงเบา “บางทีหากลูกหาความลับของซ่างกวนเมิ่งจากพระวรกายขององค์ชายสี่ได้ ก็จะช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ได้”
ที่แท้…ที่แท้ก็เพื่อองค์ชายใหญ่! เพียงแต่ในใจของแม่ทัพกงซุนกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ในเมื่อซูเอ๋อร์กล่าวเช่นนี้ ตนก็ไม่มีเหตุผลให้หยุดยั้งนางอีก จะอย่างไรก็เพื่อองค์ชายใหญ่ ต่อให้เป็นตนก็คงยินดีทำทุกเรื่องเช่นกัน
ขันทีใหญ่ที่รออยู่ด้านข้างรู้สึกราวกับมีคมมีดจ่ออยู่ที่หลัง ไม่ต้องคิดก็ทราบว่าแม่ทัพกงซุนในยามนี้กำลังใช้สายตาราวกับจะฆ่าคนจ้องมองมาที่ตน ไม่หันไปจะดีกว่า มิเช่นนั้นเขากลัวว่าตนจะยืนหยัดต่อไปไม่ไหว ต้องขาอ่อนจนทรุดลงไปแน่!
“ปล่อยให้กงกงรอนานแล้ว”
“คุณหนูกงซุนอย่าได้เกรงใจเช่นนี้เป็นอันขาด!” ขันทีใหญ่หมุนกายไปโดยพลัน พบร่างกายกำยำของแม่ทัพกงซุนอยู่ข้างกายอวิ๋นซู รอยยิ้มบนใบหน้าดูไม่เป็นธรรมชาตินัก
อวิ๋นซูมองไปยังบุรุษข้างกายด้วยท่าทีจนใจ “ท่านพ่อโปรดวางใจ ซูเอ๋อร์ไปเพียงครู่เดียว”
“ไม่! พ่อจะไปเป็นเพื่อนเจ้า!”
เอ๋? ขันทีใหญ่อ้าปากอย่างลำบากใจ แต่กลับได้รับสายตาของแม่ทัพกงซุนกลับมาโดยพลัน
“พ่อจะคอยดูอยู่ข้างๆ ผู้ใดก็อย่าคิดจะรังแกเจ้า!”
“…” มิกล้าๆ! ผู้ใดยังกล้ารังแกคุณหนูกงซุนอีกเล่า ตั้งแต่ซ่างกวนเมิ่งถูกแม่ทัพกงซุนลงโทษไปครั้งที่แล้วก็ไม่มีผู้ใดสงสัยในความรักที่แม่ทัพกงซุนมีต่อคุณหนูกงซุนอีก!
ยามนี้อวี้กุ้ยเฟยกำลังรออยู่บริเวณห้องโถงด้วยความทรมาน
ในที่สุดนางก็ได้รับความเห็นชอบจากฝ่าบาท เพื่อจะให้โอรสของตนหายเป็นปกติ นางย่อมไม่สนใจเรื่องหน้าตาศักดิ์ศรีของตน
“เหตุใดจึงนานเพียงนี้?!”
“เหนียงเหนียงมิต้องร้อนพระทัยไป มิใช่ว่าฝ่าบาทส่งขันทีใหญ่ไปเชิญคนที่จวนแม่ทัพกงซุนแล้วหรือ? อีกไม่นานคงจะมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยข้างกายกล่าวปลอบ
“เปิ่นกงกังวลว่าแม่ทัพกงซุนจะ…” หากแม่ทัพใหญ่ผู้ดื้อรั้นท่านนั้นไม่ยอมรับปาก เรื่องนี้คงมีการเปลี่ยนแปลงทันทีแน่! นางรู้ดีว่ากระทั่งฝ่าบาทก็จนพระทัยกับเขา!
ยามนี้เอง ด้านนอกมีเสียงยินดีดังแว่วมา “มาแล้ว! มาแล้ว! คุณหนูกงซุนมาแล้ว!”
จริงหรือ?! “เร็ว รีบเชิญเข้ามา!”
อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะต่อมา สิ่งแรกที่สะท้อนสู่ม่านสายตากลับเป็นใบหน้าย่ำแย่หาใดเปรียบของแม่ทัพกงซุน รอยยิ้มบนใบหน้าอวี้กุ้ยเฟยแข็งค้าง ถึงกับลืมไปว่าตนต้องการกล่าวอะไร กลับเป็นอีกฝ่ายที่เอ่ยปากอย่างเย็นชา “เหนียงเหนียง มาโดยไม่ได้รับเชิญแล้ว!”
ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความไม่พอใจอันเข้มข้น ทำให้อวี้กุ้ยเฟยไม่มีความกล้าที่จะสบตากับเขา
“ทะ ท่านแม่ทัพมากมารยาทแล้ว…”
คุณหนูกงซุนเล่า? คงมิใช่ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอันใดขึ้นจริงๆ หรอกกระมัง?
จากนั้นสตรีสุภาพเยือกเย็นค่อยๆ ปรากฏตัวเบื้องหน้าอวี้กุ้ยเฟย “หม่อมฉันถวายพระพรอวี้กุ้ยเฟยเพคะ”
“ไม่ๆๆ คุณหนูกงซุนรีบลุกขึ้นเถิด! รีบลุกขึ้นเร็ว!”
“หึ” แม่ทัพกงซุนแค่นเสียงเย็นออกมา มือของอวี้กุ้ยเฟยที่ยื่นออกไปแล้วพลันต้องหดกลับมาอีกครั้ง นางสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่ายอย่างเข้มข้น ราวกับจะพุ่งเข้ามาโจมตีนางได้ทุกเมื่อ
อวิ๋นซูทำได้เพียงแย้มยิ้มอย่างจนใจกับการปกป้องเกินเหตุของแม่ทัพกงซุน “เรื่องราวมิอาจรั้งรอ หม่อมฉันนำกล่องยามาแล้ว ไม่ทราบว่าองค์ชายสี่ทรงประทับอยู่ที่ใด?”
“ใช่ๆๆ เรื่องราวมิอาจรั้งรอ! มิอาจรั้งรอ! คุณหนูกงซุนตามเปิ่นกงมาเถิด…”
เพียงไม่นาน เรื่องที่คุณหนูกงซุนไปทำการรักษาที่ตำหนักองค์ชายสี่ก็แพร่ออกไปทั่วทั้งพระราชวัง
บนใบหน้าของซ่างกวนเมิ่งเต็มไปด้วยความยินดี นางถึงกับเข้าวังมาเร็วเพียงนี้เชียวหรือ? เดิมทียังกังวล คิดว่าเรื่องจะมีการเปลี่ยนแปลงอันใดเสียอีก อวี้กุ้ยเฟยผู้นี้นับว่ามีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ ถึงกับกล่าวให้ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้นังแพศยานั่นเข้าวังมาได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซ่างกวนเมิ่งก็จัดการเสื้อผ้าหน้าผม “ไป ตามข้าไปดูเรื่องสนุกเสียหน่อย”
ข้างกายนางเปลี่ยนเป็นนางข้าหลวงอีกผู้หนึ่งแล้ว เพียงแต่บนใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงมีท่าทีนิ่งงันไร้อารมณ์ ราวกับไม่ว่าเรื่องใดก็มิอาจทิ้งคลื่นอารมณ์อันใดไว้บนใบหน้าของนางได้ สำหรับซ่างกวนเมิ่ง ซากศพเดินได้ตายไปผู้หนึ่งจะนับเป็นอะไรได้ เพียงแค่เปลี่ยนใหม่อีกคนก็เท่านั้น
ยามนี้อวี้กุ้ยเฟยเดินนำอวิ๋นซูไปถึงประตูห้องหวงฝู่อี้แล้ว คิดไม่ถึงว่าสตรีสุขุมเยือกเย็นเบื้องหลังกลับหยุดฝีเท้าลง
“คุณหนูกงซุน?” บนใบหน้าของอวี้กุ้ยเฟยเจือไปด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วน อวิ๋นซูเดินไปยังโต๊ะหินด้านข้าง หยิบของในล่วมยาที่ตนนำติดตัวออกมาเปิดออกทีละห่อ
“ทูลเหนียงเหนียง หม่อมฉันจะทำการรักษาอยู่ที่นี่เพคะ”
อะไรนะ?! “นี่…นี่หมายความว่าอย่างไร?” ไม่ต้องพบคนหรือ? เช่นนั้นจะรักษาอย่างไรเล่า? อวี้กุ้ยเฟยคิดว่าอวิ๋นซูคงไม่คิดจะใช้วิธีการเช่นนี้มาปฏิเสธการรักษาให้โอรสของตนหรอกกระมัง? เบื้องหน้า รับสั่งของจักรพรรดิมิอาจปฏิเสธ ดังนั้นนางจึงมา เพียงแต่การรักษาเช่นนี้แตกต่างอันใดกับไม่รักษาเล่า?
หมอหลวงในห้องถอยออกมาแล้ว แต่กลับเห็นบรรยากาศเบื้องหน้าดูไม่ถูกต้องนัก
อวิ๋นซูทำเพียงแย้มยิ้มเล็กน้อย หยิบไหมเงินเส้นหนึ่งออกมาจากห่อยา “ใต้เท้าทั้งหลาย รบกวนใช้ปลายด้านหนึ่งของไหมเส้นนี้ไปสัมผัสบนข้อมือองค์ชายสี่แทนข้าได้หรือไม่?”
ทุกคนยังมิทันเข้าใจความหมายในคำพูดของนาง แม่ทัพกงซุนก็ใช้สายตาเย็นเยียบจ้องมองพวกเขาครั้งหนึ่ง หมอหลวงทั้งหลายจึงค่อยได้สติกลับมา พลันมีคนเดินเข้าไปรับเส้นใหม่สีเงินในมือนาง จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้อง
“เหนียงเหนียงเพคะ จะอย่างไรองค์ชายสี่ก็เป็นบุรุษ มีบางเรื่องที่หม่อมฉันไม่สะดวกทำ ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีการเช่นนี้มาจับชีพจรให้องค์ชาย หวังว่าเหนียงเหนียงจะอภัย”
จากนั้นหมอหลวงผู้นั้นก็ถอยออกมา ลากไหมเงินออกมาจากในห้องแล้วจึงส่งให้อวิ๋นซู พลันนั้นมีหมอหลวงผู้หนึ่งหน้าเปลี่ยนสี “คุณหนูกงซุน หรือว่านี่จะเป็นการจับชีพจรด้วยเส้นไหมที่สูญหายไปหลายปีแล้ว?!”
nitnit
อวิ๋นซู นางเยี่ยมมาก
Venus36
อวิ๋นซุนางสุดๆๆๆๆ อะ ช่างกวนจะทำให้นางเสียชื่อเสียง 55555 อวิ๋นซุนางไม่ได้โง่นะ