หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 657 หัตถ์เซียน
เล่มที่ 22 ตอนที่ 657 หัตถ์เซียน
จริงดังคาด เพียงไม่นานสตรีสุขุมเยือกเย็นพร้อมแม่ทัพกงซุนก็ปรากฏตัวท่ามกลางสายตาซ่างกวนเมิ่ง องครักษ์ทั้งสองบริเวณประตูรีบตามไปโดยพลัน
ซ่างกวนเมิ่งไม่กล้าเชื่อสายตาตนเองโดยสิ้นเชิง เกิดอะไรขึ้นกับอวี้กุ้ยเฟย ถึงกับปล่อยให้กงซุนซูจากไปเช่นนี้เชียวหรือ?! ไม่ นี่เป็นไปไม่ได้…หรือจะกล่าวว่าองค์ชายสี่ยังไม่ตาย?! ซ่างกวนเมิ่งมองอวิ๋นซูและแม่ทัพกงซุนเดินหายไปจากสายตา ความตึงเครียดถาโถมเข้ามา
ยามนี้เอง บริเวณประตูมีองครักษ์อีกสองคนเข้ามาผลัดเปลี่ยน
“ผู้มาเยือนคือผู้ใด?!”
ท่าทีของซ่างกวนเมิ่งผิดปกติยิ่งนัก “ไม่ทราบว่า…อวี้กุ้ยเฟยอยู่หรือไม่?”
“เหนียงเหนียงทรงมีรับสั่ง หลายวันนี้ไม่พบแขก!”
อะไรนะ? ซ่างกวนเมิ่งลอบรู้สึกไม่ดีในใจ หรือเรื่องจะไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ตนคาดเดา? นี่จะเป็นไปได้อย่างไร หากนางข้าหลวงผู้นั้นวางยาพิษล้มเหลวจะต้องกลับมารายงานตนเป็นแน่ แต่กระทั่งตอนนี้นางก็ยังไม่ออกมา…ตกลงด้านในเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
อีกด้านหนึ่ง ภายในสวนบุปผาหลวง
“ทูลฝ่าบาท อาการประชวรขององค์ชายสี่เป็นไปในทิศทางที่ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” บนใบหน้าของขันทีใหญ่เต็มไปด้วยความยินดี องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย “อ้อ?” คิดไม่ถึงว่ากงซุนซูผู้นั้นจะมีความสามารถเพียงนี้ กระทั่งปัญหาที่หมอหลวงแก้ไขไม่ได้หลายวัน นางเข้าวังมาเพียงวันเดียวก็ดึงชีวิตกลับมาได้แล้วหรือ?
“บ่าวได้ยินมาว่าคุณหนูกงซุนใช้การจับชีพจรผ่านเส้นไหมที่สาบสูญไปนาน ทั้งยังใช้วิธีนึ่งรักษา หมอหลวงหลายท่านชมมิขาดปากเลยทีเดียว!”
ขันทีใหญ่กล่าวอย่างออกรสออกชาติ ราวกับเขาอยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็มิปาน
ยามนี้เอง บริเวณไม่ไกลปรากฏร่างแม่ทัพกำยำที่มีความโกรธเกรี้ยวเต็มใบหน้า ทั้งยังมีสตรีสุขุมสงบนิ่งตามหลังมา
องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนทอดพระเนตรเพียงครู่เดียวก็พบความโกรธเกรี้ยวที่ไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อยจากบนร่างของแม่ทัพกงซุน นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ผู้ใดล่วงเกินเขาอีกเล่า? องค์จักรพรรดิกระแอมไอสองครั้ง แม่ทัพดื้อรั้นผู้นี้คงมิได้มาประณามการกระทำของพระองค์ ต้องการถามพระองค์ว่าเหตุใดจึงตอบรับอวี้กุ้ยเฟย ให้บุตรีสุดที่รักของตนเข้าวังไปรักษาอี้เอ๋อร์หรอกกระมัง?
เมื่อแม่ทัพกงซุนมาถึงเบื้องพระพักตร์องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนพลันคารวะเรียบง่ายครั้งหนึ่ง “กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท!”
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท…”
“แม่ทัพกงซุนรีบ…” ไม่รอให้จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนตรัสจบ แม่ทัพกงซุนก็แค่นเสียงเย็นออกมาเบาๆ “ขอฝ่าบาททรงมอบความยุติธรรมให้กระหม่อมด้วย!”
อะไรนะ? จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนทอดพระเนตรไปยังขันทีใหญ่ข้างพระวรกายด้วยความสงสัย อีกฝ่ายมีเหงื่อเต็มใบหน้า มิใช่ว่าคุณหนูกงซุนมีวิธีรักษาองค์ชายสี่แล้วหรือ นี่แม่ทัพกงซุนเป็นอะไรไปเล่า?
“ท่านแม่ทัพ เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
ความจริงแม่ทัพกงซุนทราบดี แม้อวี้กุ้ยเฟยผู้นั้นจะไม่กล้ากล่าวถึงเรื่องนางข้าหลวงชั่วคราว แต่รอให้หวงฝู่อี้ได้สติเสียก่อน นางต้องคิดถึงนางข้าหลวงผู้นั้นเป็นแน่ สตรีในวังหลังเหล่านี้มิอาจเชื่อถือได้เป็นที่สุด หากตนไม่ลงมือให้แข็งกร้าวเสียก่อน ถึงตอนนั้นผู้ที่จะเสียเปรียบก็คือบุตรีของตน!
“ฝ่าบาททรงตอบรับพระสนมกุ้ยเฟยให้บุตรีของกระหม่อมเข้าวังไปรักษาองค์ชายสี่ใช่หรือไม่?”
คำพูดของแม่ทัพกงซุนบีบบังคับผู้อื่นยิ่งนัก พระพักตร์ของจักรพรรดิเจือไปด้วยรอยสรวลอย่างจนพระทัย อย่างไรก็ตาม พระองค์มิได้ทรงกริ้ว พระองค์เข้าใจแม่ทัพกงซุนเป็นอย่างดี เบื้องหน้าเป็นแม่ทัพที่ไม่รู้จักเหตุผล แต่พระองค์ทราบดีว่ายามที่แม่ทัพกงซุนมีเหตุผลขึ้นมา เขาจะกล่าวตรงไปตรงมาเช่นนี้ แม้จะโกรธจนแทบระเบิด แต่ด้วยนิสัยของเขาย่อมกล่าวออกมาตามจริง
“นี่เป็นเจตนาของเจิ้นจริงๆ”
“เช่นนั้นเพราะเหตุใดบุตรีของกระหม่อมเข้าวังไปรักษาให้องค์ชายสี่ แต่กลับต้องถูกใส่ร้ายเล่า?!”
“ใส่ร้าย?” จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนขมวดขนง “คำพูดนี้ไปมาอย่างไร?”
แม่ทัพกงซุนสูดหายใจลึก “เมื่อครู่บุตรีของกระหม่อมกำลังรักษาให้องค์ชายสี่ จู่ๆ ก็มีนางข้าหลวงวางยาพิษองค์ชาย แต่กลับกล่าวว่าบุตรีของกระหม่อมเป็นผู้บงการ ทั้งยังกัดลิ้นฆ่าตัวตายต่อหน้าทุกคนจนไร้หลักฐานข้อพิสูจน์! หากเรื่องนี้แพร่ออกไป บุตรีของกระหม่อมจะทำอย่างไร?!”
“อะไรนะ ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ?” จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนรับรู้อะไรบางอย่างขึ้นมา พระองค์รู้สึกแปลกพระทัยยิ่งนัก ยามปกติอวี้กุ้ยเฟยู้นี้มิได้ไปมาหาสู่กับแม่ทัพกงซุน เหตุใดจู่ๆ จึงวิ่งมาขอร้องให้ตนออกราชโองการให้คุณหนูกงซุนเข้าวัง เรื่องนี้เกรงว่าอวี้กุ้ยเฟยคงถูกผู้อื่นควบคุมแล้ว
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนคิดขึ้นมาได้โดยพลัน คนผู้นี้จะต้องเพ่งเล็งคุณหนูกงซุนเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นยังคิดจะยืมมืออวี้กุ้ยเฟยและชีวิตโอรสของพระองค์มากำจัดนาง
วางยาพิษองค์ชาย? จุดจบเป็นเช่นไรจินตนาการได้เลย
“แม่ทัพกงซุนโปรดวางใจ เจิ้นเชื่อว่าคุณหนูกงซุนเป็นผู้บริสุทธิ์”
“หึ มีฝ่าบาทเชื่อเพียงผู้เดียวคงยากจะปิดปากผู้อื่น!”
ที่แท้แม่ทัพกงซุนคิดจะทวงหลักประกันและความสบายใจ ต้องการให้ตนออกหน้า รับประกันว่าต่อจากนี้ไปคุณหนูกงซุนจะไม่ถูกผู้อื่นประนาม จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนมองไปยังสตรีที่เงียบมาโดยตลอด “เจิ้นมีบางประโยคต้องการสนทนากับคุณหนูกงซุน ไม่ทราบว่าแม่ทัพกงซุนจะวางใจมอบบุตรีสุดที่รักให้เจิ้นหรือไม่?”
ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิ คำดำรัสกลับอ่อนโยนยิ่ง ไม่มีมาดอันใดแม้แต่น้อย แม่ทัพกงซุนมองไปยังสายตาจริงใจของอีกฝ่าย จากนั้นจึงพยักหน้าเล็กน้อย มองไปทางอวิ๋นซู “ซูเอ๋อร์ พ่อจะไปรอเจ้าด้านนอก”
อวิ๋นซูผงกหัวรับรู้ นางพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนและแม่ทัพกงซุนไม่ได้ง่ายดายเพียงแค่จักรพรรดิกับขุนนางเช่นนั้น ระหว่างพวกเขามีความเข้าใจกันที่ยากจะอธิบาย คล้ายกับเซียวอี้เชินในกาลก่อน ยามที่ยังไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์เขาได้รับการสนับสนุนจากขุนนางทุกคน ทั้งยังมีท่าทีถ่อมตัวยิ่ง แต่หากเป็นผู้ละเอียดรอบคอบจะเห็นความหยิ่งทนงในการกระทำของเขา ทว่าอวิ๋นซูกลับไม่พบความรู้สึกขัดแย้งใดๆ บนพระวรกายของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนพระองค์นี้เลย
ในสายตาของนาง จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนใช้ความจริงใจมาหล่อเลี้ยงการสนับสนุนจากแม่ทัพผู้ทรงอำนาจ ดังนั้นในฐานะที่เป็นจักรพรรดิ พระองค์จึงตรงไปตรงมาและตามใจแม่ทัพกงซุนเพียงนี้
“คุณหนูกงซุนรู้สึกอยุติธรรมหรือไม่?” พระสุรเสียงของจักรพรรดิเต็มไปด้วยรอยสรวล
อวิ๋นซูส่ายศีรษะอย่างเรียบเฉย “หม่อมฉันเชื่อว่าฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ในทุกสิ่งนี้นานแล้วเพคะ
“ฮ่ะๆๆ เจ้ารู้เช่นนั้นหรือ? เจ้าไม่คิดหรือว่าเจิ้นทำให้เจ้าลำบาก?” จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนพบว่าตนชอบสนทนากับอวิ๋นซูยิ่งนัก มักจะรู้สึกราวกับว่าสตรีผู้นี้เป็นหนอนในท้องของตนก็มิปาน มองความคิดที่แท้จริงของตนออกอย่างง่ายดาย
“หากฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะทำให้หม่อมฉันลำบาก เช่นนั้นไม่จำเป็นต้องให้ขันทีใหญ่คอยดูแลตลอดทางเช่นนี้”
ขันทีใหญ่แย้มยิ้ม แต่กลับมิได้เอ่ยคำใด
“ฮ่าๆ หากหลิงเอ๋อร์มีความคิดเช่นเจ้า เจิ้นคงไม่เหน็ดเหนื่อยเพียงนี้” เมื่อคิดถึงโอรสผู้เย็นชาของตน จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนพลันรู้สึกทอดถอนใจ เหตุใดเขากับตนจึงไม่อาจปฏิบัติต่อกันอย่างเปิดเผยจริงใจเฉกเช่นพ่อลูกที่แท้จริงเล่า? ทั้งๆ ที่ตนต้องการมอบให้เขา แต่กลับยากลำบากยิ่ง หวังเพียงเขาจะเข้าใจความลำบากของตน “ความจริงคราวนี้เจิ้นเพียงต้องการใช้เรื่องของอี้เอ๋อร์เพื่อมอบโอกาสให้เจ้าโดดเด่น”
มอบโอกาสให้โดดเด่น? อวิ๋นซูดวงตาเป็นประกาย ราวกับเข้าใจความหมายในคำพูดของอีกฝ่าย
“เจิ้นรู้ดีว่าเจ้ากับหลิงเอ๋อร์มีสัญญาชีวิตร่วมกัน การที่เขายอมพาเจ้ามาแคว้นเหลียนเป็นการอธิบายถึงการตัดสินใจของเขาแล้ว แม้ตอนนี้เจ้าจะเป็นคุณหนูแห่งตระกูลกงซุน แต่จะอย่างไรก็มีอดีตที่ผู้อื่นไม่ทราบอยู่ช่วงหนึ่ง หากต้องการให้เจ้ากลายเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ ยังจำเป็นต้องสิ้นเปลืองความคิดอยู่บ้าง โชคดีที่เจ้าเป็นสตรีมหัศจรรย์ผู้หนึ่ง เจิ้นเชื่อว่าเจ้ามีความสามารถเพียงพอที่จะยืนอยู่ข้างกายหลิงเอ๋อร์ คราวนี้รักษาอี้เอ๋อร์ได้ สำนักหมอหลวงทั้งหมดย่อมเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเจ้า ในแคว้นเหลียนของพวกเรา สำนักหมอหลวงเป็นสถานที่ที่มีอำนาจในการพูดเกลี้ยกล่อมมากที่สุด ขอเพียงหมอหลวงทุกท่านบอกว่าเจ้าดีประโยคเดียว ย่อมดีกว่าสิบประโยคของผู้อื่น”
ความยิ่งใหญ่ของแคว้นเหลียนขึ้นอยู่กับความยิ่งใหญ่ของตระกูลอู่ที่อยู่เบื้องหลัง นอกจากกำลังทหารที่ลึกล้ำมิอาจคาดเดาแล้ว ความจริงแคว้นเหลียนก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับแคว้นอี้ ล้วนมีการค้ำจุนจากวิชาแพทย์อันลึกซึ้งแฝงอยู่
“เชื่อว่าเจ้าเองก็คงเห็น แม่ทัพกงซุนย่อมไม่ปล่อยให้เจ้าได้รับความอยุติธรรมแม้แต่น้อย กลอุบายเล็กน้อยเหล่านี้มิอาจทำร้ายเจ้าได้ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจทำให้ไฟลามไปถึงตัวเอง คราวนี้หากเจ้ารักษาอี้เอ๋อร์ได้ เจิ้นจะประทานแผ่นป้ายหัตถ์เซียนให้เจ้า” ในพระหัตถ์ของจักรพรรดิปรากฏป้ายสีทองลายดอกบัวขึ้นแผ่นหนึ่ง ด้านบนสลักเอาไว้อย่างชัดเจนว่าหัตถ์เซียน “ก่อนหน้านี้ ผู้ที่เคยครอบครองป้ายนี้คือผู้อาวุโสตระกูลอู่ที่เป็นผู้ก่อตั้งสำนักหมอหลวง”
ผู้อาวุโสตระกูลอู่ที่เป็นผู้ก่อตั้งสำนักหมอหลวง? แผ่นป้ายนี้มีความหมายอย่างไร คงไม่ง่ายเพียงแค่เกียรติยศเช่นนั้นแน่
“เพียงแต่เจิ้นมีบางคำถาม หวังว่าคุณหนูกงซุนจะให้คำตอบที่แน่ชัดกับเจิ้นได้”
พลันนั้นสุรเสียงของพระองค์แปรเปลี่ยนไปจริงจังยิ่ง อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้น สบพระเนตรด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“คุณหนูกงซุน เจ้าเตรียมตัวที่จะเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ของหลิงเอ๋อร์ของข้าแล้วหรือไม่?” ในคำพูดนี้แฝงไปด้วยความหมายลึกล้ำอันไร้ขีดจำกัด ราวกับต้องการบอกอะไรบางอย่างกับอวิ๋นซูทว่ากลับมีความปรารถนาจะกล่าวแต่ยังเก็บซ่อน อวิ๋นซูทราบดีว่าคำพูดนี้แฝงไปด้วยความข่มขู่และอันตราย
อวิ๋นซูมิได้กล่าวคำใด อีกฝ่ายจึงกล่าวเสริมอีกประโยค “เจ้ายินยอมรับอันตรายที่อาจจะสูญเสียชีวิตได้ทุกเมื่อเพื่ออยู่ข้างกายหลิงเอ๋อร์หรือไม่?”
ในฐานะที่เป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ถึงกับมีอันตรายมากมายเพียงนี้เชียวหรือ? อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับคิดว่าในฐานะที่เฟิ่งหลิงเป็นองค์ชายใหญ่ก็คงอยู่ท่ามกลางอันตรายตลอดเวลาเช่นกัน เหตุใดจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนต้องกล่าวเช่นนี้ กำลังกล่าวเตือนอะไรนางหรือ?
ระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้กลับทำให้อวิ๋นซูรู้ตัวขึ้นมา หรือว่าแคว้นเหลียนจะมีความลับยิ่งใหญ่ที่ตนยังมิทราบ อะไรกันแน่ที่ทำให้จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนหวาดกลัวเช่นนี้ ทั้งยังทำให้พระองค์เป็นห่วงโอรสของตนเพียงนี้? เพียงเพราะเรื่องของฮองเฮาจริงหรือ? หรือจะเป็นอำนาจเบื้องหลังองค์ชายทั้งหลาย?
“เคียงข้างนิรันดร์ เป็นตายร่วมกัน”
คำพูดง่ายๆ เพียงแปดคำทำให้จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเข้าใจทุกอย่าง พระองค์ทรงสรวลอย่างสบายพระทัย “ฮ่าๆๆ เจิ้นจะจำคำพูดนี้ไปตลอดกาล หวังว่าคุณหนูกงซุนจะจดจำคำสัญญาที่ให้กับเจิ้นในวันนี้ด้วย”
พระองค์พลันสูดพระอัสสาสะลึก ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด อวิ๋นซูเห็นความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวในดวงเนตรของพระองค์ ราวกับจะมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นก็มิปาน
อย่างไรก็ตามเมื่ออวิ๋นซูจากไป เงาร่างของฮองเฮากลับปรากฏขึ้นท่ามกลางสวนบุปผาหลวง
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
พระพักตร์ของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนฟื้นคืนสู่ความนิ่งเรียบเฉกเช่นก่อนหน้านี้ ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“วันนี้ฮองเฮามา มีเรื่องอันใด?”
ฮองเฮาสรวลเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้หม่อมฉันได้ยินข่าวลือบางอย่าง หลังจากใคร่ครวญอยู่นานจึงตัดสินใจมากราบทูลฝ่าบาทเพคะ” พระนางชะงักไปเล็กน้อย “ฝ่าบาทคิดจะประทานป้ายหัตถ์เซียนให้คุณหนูกงซุนหรือ? หม่อมฉันเห็นว่าเรื่องนี้มิอาจทำได้โดยเด็ดขาด”
nitnit
เคียงข้างนิรันดร์เป็นตายร่วมกัน เป็นความรู้สึกที่อวิ๋นซูมีต่อเฟิ่งหลิ่ง ซาบซึ้งมาก แต่ ฮองเอาตัวจุ้นมาป่วนอีกแล้ว ติดตามต่อไปยาวๆ
Venus36
อีฮองเฮามาป่วนอีกแล้ว