หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 659 ไม่อาจเข้ากัน
เล่มที่ 22 ตอนที่ 659 ไม่อาจเข้ากัน
เมื่อเห็นท่าทีของแม่ทัพกงซุน ในใจหนานฟางเฟยพลันเกิดความสงสัยขึ้นมา หรือคุณหนูกงซุนจะมิใช่บุตรีที่เกิดจากแม่ทัพกงซุนเฉกเช่นที่ท่านพ่อกล่าวจริงๆ? เพียงแต่เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของอวิ๋นซู หนานฟางเฟยกลับมองไม่ออก
อวิ๋นซูมองไปยังบุรุษที่มีท่าทางครุ่นคิดเบื้องหน้า แย้มยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณคุณชายหนานที่มากล่าวเตือน”
อีกฝ่ายลังเลครู่หนึ่ง “คุณหนูกงซุน ฟางเฟยคิดว่าเรื่องนี้ฮองเฮาทรงเตรียมการมาล่วงหน้า หวังว่าคุณหนูจะระมัดระวังให้มาก” ประโยคหลังของเขาเจือไปด้วยความหมายลึกล้ำ หนานฟางเฟยเองก็ไม่ทราบว่าตนต้องการเตือนอะไรนางกันแน่
แม่ทัพกงซุนป่าวประกาศกับภายนอกว่ากงซุนซูคือบุตรีที่หายไปนานหลายปีของเขา ขุนนางทั่วทั้งราชสำนักต่างรับรู้เช่นนี้ ทว่าหากว่านางไม่ใช่จริงๆ…เช่นนั้นฮองเฮาย่อมนำเหตุผลมากมายมากล่าวหาว่านางมีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนจิตใจไม่อาจคาดคะเน ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรย่อมยากจะปิดปากผู้คน มิแน่ว่าอาจถูกลงโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงก็เป็นได้
แม่ทัพกงซุนทราบดีว่าอวิ๋นซูคงมีคำพูดที่ต้องการกล่าวกับตนจึงมองไปยังหนานฟางเฟย “ให้หลานชายเห็นเรื่องน่าขันแล้ว ข้าเพียงแค่โมโหเท่านั้น”
“ฟางเฟยเข้าใจขอรับ”
“ครานี้ขอบใจหลานชายที่มากล่าวเตือน อีกอย่าง ขอให้หลานชายบอกต่อนายท่านหนานด้วยว่าให้เขาวางใจ ซูเอ๋อร์เป็นบุตรีของข้า ในจุดนี้มิใช่เรื่องเท็จ! พ่อบ้าน ส่งคุณชายหนาน!”
“ท่านแม่ทัพไม่จำเป็นต้องมากมารยาท ฟางเฟยจะกลับแล้วขอรับ วันนั้นฟางเฟยจะไปที่พระราชวังเช่นกัน หากมีเหตุการณ์เหนือคาดอันใดจะได้ดูแลทันการณ์” หนานฟางเฟยกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ จากนั้นจึงมองไปยังอวิ๋นซูอย่างลึกล้ำ หมุนตัวเดินหายไปจากสายตาทั้งสองท่ามกลางการดูแลของพ่อบ้านชรา
แม่ทัพกงซุนเผยท่าทีโกรธเกรี้ยวขึ้นมาอีกครั้ง ฮองเฮาผู้นี้ต้องการบีบบังคับตนให้โกรธจริงๆ หรือ? เขาไม่สนใจว่านางจะเป็นฮองเฮาหรืออะไร ขอเพียงคิดจะทำร้ายซูเอ๋อร์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็จะมิให้อภัย!
ตอนนี้เอง อวิ๋นซูเดินมาด้านข้าง หยิบถ้วยชาบนโต๊ะ รินน้ำชาลงถ้วย เข็มเงินเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของนาง
“ซูเอ๋อร์ นี่เจ้า…”
พบว่านางจิ้มลงไปบนนิ้วนางของตนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลันมีสีแดงปรากฏออกมา เลือดสดๆ ถูกหยดลงในน้ำ จากนั้นจึงมองไปยังแม่ทัพกงซุนที่กำลังตกตะลึงด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อคิดว่าเรื่องการทดสอบเลือดมีเหตุผลหรือไม่?”
“…” นี่…หมายความว่าอย่างไร? เขาก็เคยได้ยินมาก่อนแต่กลับไม่เคยกระทำ ทว่าแต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีคนสงสัยวิธีการเช่นนี้ คำพูดนี้ของซูเอ๋อร์หมายความว่าอย่างไรกัน
พบว่าสตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นส่งเข็มเงินในมือมาให้ แม่ทัพกงซุนเข้าใจความหมายของนางได้โดยพลัน จิ้มนิ้วมืออันหยาบกร้านของตน บีบเลือดออกมาหยดหนึ่งแล้วหยดเลือดลงไปในถ้วยชาเมื่อครู่นี้
เลือดของทั้งสองแยกออกจากกัน ทว่าเพียงไม่นานกลับผสมรวมกันจริงๆ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้แม่ทัพกงซุนตื่นตะลึงจนกล่าวคำใดไม่ออก เขารู้ดีว่าอวิ๋นซูมิใช่บุตรีของเขา เพียงแต่เลือดของทั้งสองเข้ากันได้อย่างไร?
“การตรวจเลือดเพื่อทดสอบความเป็นญาติเป็นวิธีการเก่าแก่ที่มีมาหลายปี ซูเอ๋อร์เคยสงสัยจึงทำการศึกษา พบว่าความจริงวิธีการนี้มิได้แม่นยำ ถึงแม้จะเป็นผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แต่เลือดที่มีความสามารถในการรวมตัวสูงก็อาจผสมรวมเข้ากันได้ ส่วนบุคคลที่เป็นญาติกันจริงๆ ก็เป็นไปได้ว่าจะไม่สามารถผสมรวมกันได้ ล้วนอิงตามสถานการณ์รายบุคคล”
ตั้งแต่อวิ๋นซูใช้ร่างกายนี้ก็ไม่เคยหยุดดูแลรักษา นางในตอนนี้เป็นไข้ลมหนาวหรือเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นน้อยมาก เป็นเพราะร่างกายนี้ถูกดูแลรักษามานานจนแข็งแรง นางเพียงต้องการลองดูเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าโชคของตนจะดีเช่นนี้ สามารถผสมรวมกับเลือดของแม่ทัพกงซุนได้จริงๆ
แม่ทัพกงซุนพลันเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา “ฮ่าๆๆๆ…ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แผนร้ายของฮองเฮาคงมิสำเร็จใช่หรือไม่?!”
อวิ๋นซูแย้มยิ้ม “เกรงว่าฮองเฮาจะต้องลงมือกับน้ำเป็นแน่ ดังนั้นวันนั้น เลือดของซูเอ๋อร์และท่านพ่อย่อมมิอาจเข้ากันได้”
ใช่แล้ว ด้วยนิสัยของฮองเฮา ในพระทัยของพระนางย่อมไม่ทราบแน่ชัด จะต้องไม่ปล่อยให้มีเรื่องเหนือคาดอันใดเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด ดังนั้นจึงต้องมีการเคลื่อนไหวเป็นแน่ “เช่นนั้นพวกเราก็เตรียมการไปล่วงหน้า ในเมื่อฟางเฟยมาบอกกล่าวก็แสดงว่าฮองเฮายังไม่ทรงทราบว่าพวกเราทราบเรื่องนี้แล้ว ถึงตอนนั้นทำให้พระนางรับมือไม่ทันเสีย ดูสิว่าจะมีคำกล่าวใดอีก!”
สองพ่อลูกสบตากัน พยักหน้าเงียบๆ
ขณะเดียวกัน ภายในพระราชวังแห่งแคว้นเหลียน
“ทูลทองเฮา ผู้อาวุโสขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาเลิกขนงเล็กน้อย ในดวงเนตรมีประกายไหลผ่าน “อ้อ? หรือเขาจะมาเพื่อเด็กซ่างกวนคนนั้น”
เพียงพริบตาเดียว บุรุษในชุดคลุมสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องพระพักตร์ฮองเฮา บนร่างของเขามีเสียงหัวเราะอันแปลกประหลาดดังแว่วมาเป็นระลอก “กระหม่อมถวายพระพรฮองเฮา”
“ละเว้นมารยาทเถิด วันนี้ลมอะไรพัดผู้อาวุโสมาที่นี่เล่า”
“ฮ่าๆๆ ฮองเฮาทรงตรัสเรื่องน่าขันแล้ว ความจริงที่กระหม่อมมาในวันนี้เพราะต้องการมอบของขวัญชิ้นหนึ่งให้ฮองเฮา”
ของขวัญ? ฮองเฮาพลันรู้สึกสนพระทัยขึ้นมา พระนางรู้ว่าหากผู้อาวุโสลงมือต้องพิเศษมากเป็นแน่ พบว่ามีสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาแต่ไกล ในดวงตาของนางเจือไปด้วยประกายหวาดกลัวที่กำลังลุกโชน มองลงต่ำอย่างขลาดเขลา ใบหน้าเช่นนั้นดูคุ้นเคยยิ่ง ราวกับตนเคยพบนางที่ใดมาก่อน
“ฮองเฮาทรงรู้สึกคุ้นพระเนตรหรือไม่?”
คำพูดของผู้อาวุโสทำให้ฮองเฮาเข้าใจได้โดยพลัน
“เยี่ยนเอ๋อร์ ยังไม่รีบถวายพระพรฮองเฮาอีก!”
สตรีที่ถูกเรียกว่าเยี่ยนเอ๋อร์ร่างกายสั่นเทา เดินเข้าไปด้วยความหวาดกลัว คารวะด้วยท่าทีงกๆ เงิ่นๆ “เยี่ยนเอ๋อร์ถวายพระพร…ฮองเฮา…”
“นี่เป็นสตรีที่กระหม่อมพบโดยบังเอิญ ไม่ทราบว่าเหนียงเหนียงรู้สึกว่าคล้ายหรือไม่?”
ประโยคนี้ทำให้ในสมองของฮองเฮาปรากฏภาพใบหน้างดงามหยาดเยิ้มขึ้นมา จากนั้นดวงเนตรพลันเปล่งประกาย “ฮ่าๆๆ ผู้อาวุโส ของขวัญชิ้นนี้ทำให้เปิ่นกงมีความสุขยิ่ง”
“เหนียงเหนียงทรงตรัสชมเกินไปแล้ว เยี่ยนเอ๋อร์ ยังไม่รีบเข้าไป อีกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เหนียงเหนียงจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
ในพระเนตรของฮองเฮามีประกายไหลผ่าน จากนั้นจึงทอดพระเนตรมองไปยังดอกมู่ตันอันงดงามที่อยู่ไม่ไกล น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ
วันต่อมา ในราชสำนัก
ยามที่สตรีสูงศักดิ์ปรากฏตัวเบื้องหน้าใต้เท้าทุกท่านพลันเกิดเสียงซุบซิบด้วยความแปลกใจดังแว่วมาระลอกหนึ่ง เหตุใดวันนี้กระทั่งฮองเฮาก็มาเข้าร่วมประชุมเช้าด้วยเล่า?
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเก็บสายตากลับมาจากร่างของฮองเฮาอย่างเกียจคร้าน จากนั้นจึงปลายดวงเนตรมองไปยังแม่ทัพกงซุน ในดวงตาของบุรุษร่างกำยำมีความเย็นชาเจืออยู่ ราวกับคาดเดาได้แล้วว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
“ใต้เท้าทุกท่าน ระยะนี้เปิ่นกงได้ยินข่าวลือมาอย่างหนึ่ง คิดไปคิดมา สุดท้ายจึงตัดสินใจมาหารือกับใต้เท้าทุกท่าน”
แม่ทัพกงซุนแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง มุมพระโอษฐ์ของฮองเฮาเผยรอยสรวลคล้ายมีคล้ายไม่มี “เปิ่นกงรับผิดชอบดูแลเรื่องวังหลัง คิดไม่ถึงว่ากลับได้ยินข่าวลือที่แพร่อยู่ในวัง กล่าวว่าคุณหนูกงซุนมิใช่บุตรีที่กำเนิดจากแม่ทัพกงซุน แต่เป็นสตรีจากแคว้นเฉิน ทุกท่านต่างทราบดี แคว้นเหลียนของพวกเรามิได้ไปมาหาสู่กับแคว้นเฉินมานานหลายปี ข่าวนี้ทำให้เปิ่นกงไม่อาจข่มตานอนด้วยเกรงว่าจะมีผู้มีใจคิดไม่ซื่อแพร่กระจายข่าวออกไป ทว่าหากคำกล่าวนั้นเป็นความจริง เกรงว่าคงจะมีแผนชั่วที่ทำให้ผู้คนมิอาจคาดเดา”
อะไรนะ? สตรีแคว้นเฉิน…พริบตานั้นสายตารอบด้านจำนวนนับไม่ถ้วนต่างหยุดอยู่บนร่างของแม่ทัพกงซุน เพียงแต่พวกเขากลับไม่เห็นสีหน้าสั่นสะท้านอันใดจากใบหน้าของเขา สายตาคมกริบเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอันเข้มข้น ราวกับว่าพริบตาต่อมาจะเผาไหม้ร่างของพวกเขาก็มิปาน ทุกคนรีบเก็บสายตากลับมาโดยพลัน
“ฝ่าบาทและเปิ่นกงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของแคว้นเหลียน สุดท้ายจึงตัดสินใจจะทำการทดสอบเลือดเพื่อตรวจสอบความเป็นญาติระหว่างคุณหนูกงซุนและแม่ทัพกงซุนต่อหน้าขุนนางทั่วทั้งราชสำนัก เพื่อเป็นการปิดปากผู้อื่น และเพื่อให้ขุนนางในราชสำนักวางใจ แม่ทัพกงซุนมีผลงานการสู้รบมากมาย เปิ่นกงทนไม่ได้ที่เขาจะถูกผู้มีใจคิดไม่ซื่อหลอกใช้ และยิ่งไม่ยินยอมทำลายความยินดีที่เขาได้รวมตัวกับบุตรีที่รักอีกครั้ง เกรงว่ามีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้สมบูรณ์ครบทั้งสองเป้าหมาย”
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของแม่ทัพกงซุนกำแน่น หากมิใช่ว่าอวิ๋นซูคิดวิธีการออกมาได้ เขาคิดอยากจะพุ่งเข้าไปลากฮองเฮาลงมาเสียจริง
“เบิกตัวคุณหนูกงซุน”
ในท้องพระโรงมีเสียงขันทีใหญ่ดังขึ้น ไม่นานทุกคนพบว่าสตรีสุขุมเยือกเย็นค่อยๆ เดินเข้ามายังท้องพระโรง เดินผ่านสายตาทุกคนไปยังเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนแล้วคารวะครั้งหนึ่ง “หม่อมฉันกงซุนซู ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรห้องเอา”
“คุณหนูกงซุนละเว้นมารยาทเถิด” จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเอ่ยพระโอษฐ์เป็นคนแรก สุรเสียงของพระองค์ทำให้ขุนนางผู้มีความรู้สึกเฉียบคมสังเกตุเห็นบางอย่าง คล้ายกับว่าคราวนี้ฝ่าบาทจะยืนอยู่ข้างคุณหนูกงซุน หากเป็นเช่นนี้ อีกสักครู่เมื่อพวกเขากระทำเรื่องใดจะต้องระมัดระวังเสียหน่อย
ฮองเฮาทรงสรวลเล็กน้อย จากนั้นจึงทอดพระเนตรไปยังอวิ๋นซูด้วยสายตาอ่อนโยน “วันนี้ที่ให้คุณหนูกงซุนมาเพราะต้องการพิสูจน์เรื่องหนึ่ง หวังว่าคุณหนูกงซุนจะไม่เก็บไปใส่ใจ”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้น ใบหน้ากลับไม่มีความตื่นตระหนกมากนัก มีเพียงความสงบนิ่งเฉกเช่นที่เคยเป็นมา
พบว่าขันทีสองคนย้ายโต๊ะตัวหนึ่งเข้ามา ด้านบนนีน้ำเปล่าถ้วยหนึ่งและมีดสองเล่ม
ฮองเฮาส่งสายตาเป็นสัญญาณ พลันมีขันทีเดินเข้ามา “คุณหนูกงซุน เชิญขอรับ”
ไม่รอให้อวิ๋นซูเลิกแขนเสื้อของตนขึ้น ขันทีผู้หนึ่งก็เดินมาเบื้องหน้าอย่างอดรนทนไม่ไหว หยิบมีดขึ้นมาเฉือนลงไปบนนิ้วชี้ของนาง หยดเลือดลงไปในน้ำเปล่า พบว่าเลือดไหลออกมาราวสายน้ำ ตอนนี้เอง ทุกคนพลันมองไปยังแม่ทัพกงซุนที่อยู่ด้านข้าง
“ท่านแม่ทัพ ท่าน…”
แม่ทัพกงซุนพลันสะบัดมือของขันทีน้อยเบื้องหน้าแล้วก้าวออกไป “ทูลฮองเฮา ซูเอ๋อร์เป็นบุตรีของกระหม่อม ในจุดนี้กระหม่อมมิเคยสงสัย เรื่องการหยดเลือดตรวจสอบความเป็นญาตินี้ เกรงว่าข้าไม่อาจร่วมมือ!”
ฮองเฮาเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย เมื่อครู่นางยังสงสัย ด้วยนิสัยของแม่ทัพกงซุนคงมิยอมร่วมมือถึงจะถูก หรือพวกเขาจะรู้อะไรมาบ้างแล้ว? ทว่ายามนี้ นางวางใจลงมาก
“เปิ่นกงรู้ว่านี่ไม่ยุติธรรมต่อคุณหนูกงซุน ทว่าเปิ่นกงทำเพื่อชื่อเสียงของคุณหนูกงซุน ข่าวลือเช่นนี้ จะช้าจะเร็วก็ย่อมทำให้จวนตระกูลกงซุนเป็นอันตราย”
“กระหม่อมมิเคยหวาดกลัวอันตรายอันใด หากมีผลเช่นไร กระหม่อมย่อมรับผิดชอบ!”
ฮองเฮาเผยพระพักตร์จนใจออกมา “เปิ่นกงรู้ว่าแม่ทัพกงซุนรักบุตรีทั้งใจ ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ หลังจากผ่านวันนี้ไป หากพิสูจน์แล้วว่าคุณหนูกงซุนเป็นบุตรีที่กำเนิดจากแม่ทัพกงซุนจริงๆ เช่นนั้นเปิ่นกงต้องลงโทษผู้ที่เผยแพร่ข่าวลือในวังเป็นแน่!”
“ท่านพ่อเจ้าคะ เหนียงเหนียงทรงทำเพื่อลูก” ยามนี้เอง สตรีที่อยู่ในความเงียบมาโดยตลอดเอ่ยปากขึ้น แม่ทัพกงซุนมองไปยังอวิ๋นซู จากนั้นจึงเงียบลง
ขันทีน้อยทั้งสองที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนั้นจึงรีบแย้มยิ้มประจบประแจง “ท่านแม่ทัพ เชิญ…”
“หึ!” หลังจากลังเลครู่หนึ่ง แม่ทัพกงซุนจึงเดินไปหน้าโต๊ะ หยิบมีดขึ้นมาเฉือนนิ้ว เลือดสดๆ ไหลลงสู่น้ำเปล่าถ้วยนั้น
พลันมีขุนนางหลายท่านเดินเข้ามา พบว่าเลือดทั้งสองค่อยๆ จมลงสู่น้ำกลายเป็นก้อนเลือด ความหมายก็คือ…มิอาจเข้ากันได้?!
“ท่านแม่ทัพ นะ นี่…”
ฮองเฮาทอดพระเนตรไปยังอวิ๋นซูที่ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยรอยสรวลเย็นชา “ดูแล้วเรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้ดีจริงๆ !”
nitnit
ในน้ำต้องใส่อะไรลงไปปนแน่เลย อิฮองเอาตัวร้าย
Venus36
กำลังรอดูว่าอวิ๋นซูกะบแม่ทัพกงซุนจะรับมืออย่างไร และเรื่องบังเอิญดันมีเบือดเข้ากันนี่สิ โชคชะตา