หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 23 ตอนที่ 678 องค์ชายได้สติ
เล่มที่ 23 ตอนที่ 678 องค์ชายได้สติ
ชุนเซียงย่อมสังเกตุเห็นบุรุษที่ปรากฏตัวขึ้นมากะทันหัน สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกลึกล้ำจ้องมองไปยังใบหน้าเยือกเย็นสุขุมในห้อง ชุนเซียงแย้มยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงถอยออกไปอย่างเงียบงัน ปล่อยให้โลกใบเล็กๆ มีเพียงพวกเขาสองคน
อวิ๋นซูทอดถอนใจเบาๆ แล้วจึงเดินออกมานอกห้อง ใต้ต้นไม้ ใบหน้าหล่อเหลางดงามเจือไปด้วยความขออภัยอยู่หลายส่วน ทั้งยังมีความระมัดระวังอยู่หลายส่วน
“ข้า…มารบกวนเจ้าหรือไม่?” เฟิ่งหลิงเห็นว่าเมื่อครู่นี้มือของนางถือตำราเล่มหนึ่งอยู่
อวิ๋นซูส่ายศีรษะเล็กน้อย สายตาหยุดลงบนข้อมือของเขา “บาดแผลดีขึ้นแล้วหรือ?”
“อืม เทียบกับสิ่งนี้แล้ว…สิ่งที่ข้าใส่ใจยิ่งกว่าก็คือเจ้ายังโกรธข้าอยู่หรือไม่?” เขาดูคล้ายกับเด็กน้อยที่กระทำความผิดผู้หนึ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความร้องขอ
อวิ๋นซูไม่ได้กล่าวคำใด ทำเพียงก้มหน้าลง มองไปยังชายอาภรณ์ที่ปลิวไสวของตนเอง
“ปล่อยให้เจ้าอยู่ในเมืองเพียงลำพัง เป็นข้าไม่ดีเอง ระยะนี้ข้าหาเบาะแสของท่านแม่พบแล้ว”
ฮองเฮาพระองค์ก่อนหรือ? อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นโดยพลัน ส่วนเฟิ่งหลิงกลับยื่นมือออกไปดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดโดยไม่บอกกล่าวก่อนแม้แต่น้อย อ้อมกอดอันอบอุ่นและคุ้นเคยโอบล้อมนางในพริบตา จมูกได้กลิ่นเย็นจางๆ ที่ทำให้รู้สึกสงบใจ เจือความรู้สึกอ่อนหวานอันไร้ขีดจำกัด
“ซูเอ๋อร์ เสด็จแม่ของข้ายังมีชีวิตอยู่” ในน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความยินดีที่พยายามเก็บกลั้น ทว่าอวิ๋นซูยังคงได้ยินความเจ็บปวดในนั้น
“ได้พบพระนางแล้วหรือ?”
เฟิ่งหลิงลูบเส้นผมด้านหลังของนางเบาๆ บริเวณเส้นผมมีกลิ่นของสมุนไพรที่ทำให้รู้สึกสบายใจเจืออยู่ “พระนางไม่ยอมพบข้า ยิ่งไปกว่านั้น มีหลายคนที่ไม่ยอมให้ข้าพบนาง
อวิ๋นซูรู้สึกเพียงว่าความสิ้นไร้หนทางบนร่างของบุรุษทำให้นางปวดใจ พลันนั้นจึงยื่นมือออกไปกอดเขาตอบ “ข้าคิดว่าฮองเฮาพระองค์ก่อนทรงโศกเศร้าเช่นเดียวกัน”
“ซูเอ๋อร์ รอให้ข้าพาเสด็จแม่กลับมาได้เสียก่อน ข้าจะพาเจ้าไปยังสถานที่ห่างไกล ไปยังสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักพวกเรา”
อวิ๋นซูอ้าปากเล็กน้อย แต่กลับมิได้ตอบรับ
ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้ในใจของเฟิ่งหลิงเกิดความรู้สึกไม่ดี “ทำไมไม่พูดอันใดเล่า เจ้า…เจ้าไม่เต็มใจหรือ?”
เนิ่นนานผ่านไป สตรีในอ้อมกอดจึงค่อยๆ ผลักเขาออก ดวงตาประดุจดังทะเลสาบภายใต้แสงจันทร์ มีประกายสะท้อนอยู่ในนั้น “ท่านปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างนี้ได้หรือ?” จะอย่างไรอวิ๋นซูก็รู้สึกว่า หากบุรุษเช่นเฟิ่งหลิงตามนางไปซ่อนอยู่ในภูเขา นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่จริงๆ เดิมที่เขาควรจะเป็นมังกรบนสวรรค์ มีคุณสมบัติเพียงพอที่ก้มหน้ามองใต้หล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขายังเป็นองค์ชายใหญ่ของแคว้นเหลียนอันยิ่งใหญ่อีกด้วย
นางไม่รู้ว่าบุรุษเบื้องหน้ามีจิตใจอันทะเยอทะยานหรือไม่ จะอย่างไรบุรุษผู้มีความสามารถทุกคนในแผ่นดินนี้ล้วนมีความทะเยอทะยานเช่นนั้นอยู่บ้าง ความจริงนางเข้าใจดี ขอเพียงเฟิ่งหลิงยินยอม เขาย่อมทำได้ดีที่สุดเป็นแน่
“เดิมทีทุกสิ่งทุกอย่างนี้ก็มิใช่ของข้า เหตุใดต้องพูดเรื่องปล่อยวางด้วย?”
“ซูเอ๋อร์ ข้าคือคุณชายสามแห่งตระกูลเฟิ่ง และเป็นมาโดยตลอด” ถึงแม้เขาจะเกิดในแผ่นดินนี้ แต่ใจของเขากลับอยู่ในจวนโหวอันอบอุ่น เขามา เพียงเพราะต้องการตามหาความจริงของฐานะตน ต้องการพบบิดามารดาผู้ให้กำเนิดและช่วยเหลือพวกเขาจากอุปสรรคทั้งหลายเท่านั้น นี่เป็นความรับผิดชอบของตน เมื่อทุกอย่างสำเร็จแล้ว ก็จะไม่มีอะไรมาพันธนาการเขาได้อีก สิ่งที่เขาต้องการเขารู้มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว และตัดสินใจแล้วว่าจะดูแลปกป้องไปชั่วชีวิต
“ท่านตาจะต้องพูดอะไรกับเจ้าเป็นแน่ อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงความคิดที่เขาปรารถนามาโดยตลอด บุญคุณความแค้นของคนรุ่นก่อน ข้าไม่คิดจะสืบทอดต่อไป ส่วนเสด็จพ่อและเสด็จแม่ พวกท่านย่อมมีทางเส้นทางที่ตนเองเลือกเดิน ข้าก็ย่อมมีอำนาจในการเลือกเช่นกัน เสด็จพ่อทรงมีความลำบากใจมากมายจึงจำเป็นต้องยอมละทิ้งโอกาสที่จะได้อยู่ด้วยกันกับเสด็จแม่ ยามนี้ท่านเสียใจแล้ว ข้าล้วนเห็นอยู่ในสายตา ดังนั้นข้าจะไม่ยอมเดินตามเส้นทางของเขาโดยเด็ดขาด” เฟิ่งหลิงยื่นมือออกไปสัมผัสมบหน้าของอวิ๋นซูเบาๆ “ซูเอ๋อร์ รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ข้าต้องการคืออะไร? เจ้ารู้หรือไม่?”
คำพูดของเขาราวกับน้ำพุอันอบอุ่นที่ไหลลงมาจากภูเขาลึก ทำให้ดวงจันทร์ในค่ำคืนนี้งดงามปานนั้น ใบหน้าของอวิ๋นซูค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มขึ้น จากนั้นจึงกุมมือเขาไว้ “ข้ารู้”
ทั้งสองยิ้มให้กัน เฟิ่งหลิงกล่าวออกมาประโยคหนึ่ง ประทับอยู่ในใจของอวิ๋นซูอย่างลึกล้ำ
“ซูเอ๋อร์ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเข้าไปอยู่ในวังหลังอันเย็นยะเยือกนั้นอีก จะไม่ยอมให้เจ้าอยู่เฝ้าค่ำคืนอันโดดเดี่ยวเช่นนั้นอีก และจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นห่วงความปลอดภัยของข้าทั้งวันอีก เชื่อข้าเถิด เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างนี้ผ่านไป พวกเราจะได้อิสระคืนมาอีกครั้ง เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าปักผ้าปลูกดอกไม้ ข้าทำนาเลี้ยงหมู ดีหรือไม่?”
อวิ๋นซูรู้สึกราวกับตนมองเห็นสายหมอกท่ามกลางอาทิตย์อัสดงบนเขาเขียว สะพานเล็กๆ มีน้ำไหลผ่านกระท่อมปลายนา คนทั้งสองสวมใส่อาภรณ์ธรรมดาใช้ชีวิตที่มีกันและกันอยู่ภายใต้ดวงดาราอันเงียบสงบ
น้ำเสียงอันอ่อนโยนรอดมาจากไรฟัน “ดี”
อวิ๋นซูเชื่อว่านี่มิใช่ความฝันที่เป็นไปไม่ได้ บุรุษเบื้องหน้าจะต้องอยู่กับตนจนแก่เฒ่าแน่นอน
…
ภายในพระราชวัง
“วันนี้องค์ชายสี่เป็นอย่างไรบ้าง?” อวี้กุ้ยเฟยมีสีหน้าซีดเซียวลงไปมาก ต่อให้นางใช้การประทินผิวอันปราณีตแล้วก็ยังยากจะปกปิดดวงตาเหนื่อยล้าเช่นนั้นได้
“ทูลเหนียงเหนียง วันนี้องค์ชายสี่ฟื้นขึ้นมาสองครั้ง เพียงแต่ไม่นานก็ทรงบรรทมไปอีก”
ฟื้นแล้วหรือ?! นี่ดีกว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้มากนัก เพียงแต่ผิวที่ปรากฏรอยเขียวช้ำของบุรุษบนเตียงน่าหวาดกลัวยิ่งนัก คุณหนูกงซุนกล่าวว่าจำเป็นต้องยอมทิ้งบางอย่าง ยามนี้สิ่งที่ทิ้งไปก็คือใบหน้าอันหล่อเหล่าของโอรสตน ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกปวดใจจริงๆ
หม้อร้อนด้านนอกถูกจุดแล้ว หมอหลวงหลายคนปลดอาภรณ์ของหวงฝู่อี้อย่างระมัดระวัง ผิวหนังที่มีรอยเขียวช้ำอยู่ทั้งร่างปรากฏสู่สายตาพวกเขาอีกครั้ง เดิมทีคิดว่าเห็นนานไปจะคุ้นชิน เพียงแต่ทุกครั้งที่ได้เห็นยังคงทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะใจสั่น
“เบาๆ เสียหน่อย” อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกปวดใจยิ่ง ยามนี้เอง ขันทีผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกายนาง
“เหนียงเหนียง งานเลี้ยงที่ฮองเฮาทรงจัดขึ้น มีมือสังหารลอบเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ?! เช่นนั้นคุณหนูกงซุนได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” ยามนี้สิ่งที่อวี้กุ้ยเฟยให้ความใส่ใจมากที่สุดก็คือความปลอดภัยของอวิ๋นซู เนื่องจากความเป็นความตายของนางเกี่ยวพันมาถึงความปลอดภัยของโอรสตน ส่วนเรื่องวิชาแพทย์ของอวิ๋นซู ตอนนี้กระทั่งอวี้กุ้ยเฟยก็มิอาจไม่ยอมรับทั้งกายใจ นางรู้สึกว่าขอเพียงมีอวิ๋นซูอยู่ บางทีสักวันหนึ่ง โอรสของตนจะต้องฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้แน่
“ได้รับความตกใจเล็กน้อยแต่ไม่มีอันตราย” ดวงตาของขันทีใหญ่ผู้นั้นเกิดประกายพาดผ่าน อวี้กุ้ยเฟยพลันทราบว่าเขามีคำพูดต้องการกล่าว จึงนำขันทีผู้นี้กลับมายังตำหนักประทับของตน
“พูดมา มีอะไรผิดปกติหรือ?”
“ทูลเหนียงเหนียง วันนี้คุณหนูกงซุนเกือบจะถูกบุรุษชุดดำเหล่านั้นจับตัวไปแล้ว โชคดีที่องค์ชายใหญ่และแม่ทัพกงซุนมาทันเวลา”
เกือบจะถูกจับตัวไปแล้ว?! “เหตุใดต้องจับนาง?!”
ขันทีใหญ่ก้มหน้าลงเล็กน้อย “เดิมทีมือสังหารที่ถูกจับกุมล้วนฆ่าตัวตายกันจนสิ้น มีเพียงสองคนที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงรอดและถูกแม่ทัพกงซุนจับตัวไป ตอนนี้พากลับไปสอบสวนแล้ว ส่วนศพอื่นๆ องค์ชายใหญ่มอบให้ฮองเฮาจัดการ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของอวี้กุ้ยเฟยโดยตรง อย่างไรก็ตาม นางกลับได้ยินเบาะแสบางอย่าง
งานเลี้ยงเป็นฮองเฮาจัดขึ้น ที่นี่คือวังหลังที่มีการป้องกันเข้มงวด แต่ถึงกับมีมือสังหาลอบเข้ามา ยิ่งไปกว่านั้นคุณหนูกงซุนยังได้รับความตกใจแต่ไม่มีอันตราย หรือว่า…การลอบสังหารในครั้งนี้ฮองเฮาเป็นผู้จัดเตรียม มีเป้าหมายคือคุณหนูกงซุน?
ใช่แล้ว เมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในระยะนี้ แผนการของฮองเฮามิใช่ว่าถูกคุณหนูกงซุนทำลายครั้งแล้วครั้งเล่าหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นครั้งนี้อี้เอ๋อร์…ซ่างกวนเมิ่งเป็นหลานสาวของฮองเฮา นางทำร้ายหวงฝู่อี้จนมีสภาพเช่นทุกวันนี้ อวี้กุ้ยเฟยย่อมนำความแค้นนี้ไปโยนไว้บนร่างของฮองเฮา! ยามนี้พระนางต้องการจับตัวคุณหนูกงซุนไป…หึ! ถึงกับไม่ใส่ใจความเป็นความตายขององค์ชาย! โชคดีที่คุณหนูกงซุนมีวาสนาไม่เลวเลยจริงๆ ถึงกับหลีกหนีจากการจับกุมของฮองเฮาได้
“คุณหนูกงซุนกลับจวนแล้วหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ ให้แม่ทัพกงซุนคุ้มครองกลับไปแล้ว”
อีกด้านหนึ่ง
บุรุษที่อยู่บนตาข่ายขนาดยักษ์ส่งเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดออกมาเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม หมอหลวงที่คอยเฝ้าดูคุ้นชินนานแล้ว เขาดิ้นเล็กน้อย ของเหลวที่แฝงไปด้วยพิษซึมออกมาจากผิวหนังช้าๆ หยดลงบนพื้นทั้งยังส่งเสียงชี่ๆ ออกมา
ในอากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นเน่า ทุกคนพยายามอดกลั้นอาการมวนท้อง “เร็ว ฟืนกำลังจะไหม้หมดแล้ว!”
พลันนั้น ขันทีน้อยเดินเข้ามาเติมฟืนอย่างรีบเร่งจนมือเท้าพันกัน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อยากอยู่ใกล้หวงฝู่อี้เพียงนี้ เนื่องจากทุกครั้งที่ถึงยามนี้ กลิ่นเหม็นบนพระวรกายขององค์ชายจะเข้มข้นยิ่งขึ้น
ทันใดนั้น บุรุษบนตาข่ายส่งเสียงกรีดร้องออกมา “อ้าก!”
“เอ๋? องค์ชาย! องค์ชาย! เร็วรีบไปหยุดพระองค์ไว้!”
หวงฝู่อี้ดิ้นอย่างรุนแรง ตาข่ายยักษ์แกว่งไกว ใต้ร่างของเขาคือน้ำเดือดที่กำลังถูกต้ม
“เร็วๆๆ!”
เสียงแกรกดังขึ้น มีขันทีน้อยผู้หนึ่งดันหม้อให้พลิกคว่ำอย่างฉลาดเฉลียว พลันมีหมอกสีขาวฟุ้งกระจาย หวงฝู่อี้กลิ้งตกลงมาจากตาข่ายยักษ์พอดี ร่างกายเปลือยเปล่าร่วงลงในน้ำเดือด ลวกใบหน้าของเขาอย่างโหดร้าย “อ้าก!”
“รีบไปนำอาภรณ์มา!”
หมอหลวงทั้งหลายพากันห้อมล้อมเข้ามา หวงฝู่อี้ราวกับสูญเสียสติรับรู้ไปแล้วก็มิปาน ถึงกับผลักข้าราชบริพารรอบด้านออก มือทั้งสองโบกสะบัดไปมาอย่างรุนแรง พริบตาเดียวก็มีขันทีและข้าราชบริพารไม่น้อยที่ถูกเขาทำร้ายจนบาดเจ็บ ทรุดลงกับพื้น
“เกิดอะไรขึ้น?!” อวี้กุ้ยเฟยได้ยินเสียงทางด้านนี้จึงตามมา คิดไม่ถึงว่ากลับเห็นสภาพเละเทะวุ่นวายเบื้องหน้า “อี้เอ๋อร์?! เด็กๆ รีบหยุดองค์ชายไว้!”
พลันนั้นมีองครักษ์เข้ามา ใช้มืออันทรงพลังกอดเขาไว้จากด้านหลังจนแน่น เพียงแต่บุรุษผู้นั้นยังคงดิ้นอย่างรุนแรง จนกระทั่งถูกองครักษ์ที่ห้อมล้อมเข้ามากดเอาไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อน หวงฝู่อี้จึงทำเพียงหอบหายใจ
“อี้เอ๋อร์ อี้เอ๋อร์ จำข้าได้หรือไม่? ข้าหมู่เฟย!” เดิมทีอวี้กุ้ยเฟยคิดจะเข้าไปแต่กลับถูกหมอหลวงห้ามไว้ “เหนียงเหนียงโปรดระวัง ตอนนี้พระวรกายขององค์ชายสี่ยังมีพิษอยู่!”
ประโยคนี้ทำให้สตรีผู้นั้นหยุดไปเท้าลงดังคาด นางย่อตัวลงอย่างระมัดระวัง มองไปยังบุรุษที่ถูกกดเอาไว้ “อี้เอ๋อร์ ลูกมองแม่เถิด หมู่เฟยอยู่นี่แล้ว ไม่มีผู้ใดทำร้ายลูกได้อีก”
“หมู่เฟย…” ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของหวงฝู่อี้มีประกายรับรู้พาดผ่าน “เจ็บ…ลูกเจ็บยิ่งนัก…”
ดวงตาของอวี้กุ้ยเฟยพลันแดงระเรื่อ “เจ็บก็ถูกแล้ว หากเจ็บ ร่างกายของลูกถึงจะฟื้นฟูได้! อี้เอ๋อร์ อย่าดิ้น ให้หมอหลวงตรวจดูเสียหน่อยเถิด”
ราวกับว่าคำพูดของนางจะได้ผล หวงฝู่อี้สงบลงจริงๆ หมอหลวงทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงเข้ามาจับชีพจรให้เขา คิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จากการใช้น้ำเดือดขับไล่พิษในหลายมาวันนี้จะปรากฏผลชัดเจนในยามนี้! “เหนียงเหนียง ชีพจรขององค์ชายแข็งแรงขึ้นมากแล้ว! ดูท่าทางพิษในพระวรกายจะถูกบีบให้ออกมาไม่น้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
nitnit
เฟิ่งหลิง ดีงามอะไรเช่นนั้น แต่จะสมหวังไหมต้องรอติดตาม รอรอจร้าแอดที่รัก
Venus36
เป็นตอนที่ซึ้ง เฟิ่งหลิ่งพูดได้เขอนกินใจ นางเอกยิ้มดีใจเชียว แต่เส้นทางธรมดานั้นคงอีกยาวกว่าจะสำเร็จแน่ แม่พระเอกยังไม่ตาย ดีใจๆๆๆ อย่างน้อยพระเอกก็รู้ทันตาของตัวเอง มีความทะเยอทะยาน องค์ชายฟื้นแล้ว ซวยแน่ช่างกวนเมิ่ง