หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 23 ตอนที่ 679 ซ่างกวนโชคร้าย
เล่มที่ 23 ตอนที่ 679 ซ่างกวนโชคร้าย
“จริงหรือ?!” ในดวงตาของอวี้กุ้ยเฟยมีประกายแผ่ออกมา “อี้เอ๋อร์ได้ยินหรือไม่? หมอหลวงกล่าวว่าเจ้าใกล้จะหายดีแล้ว! วางใจเถิดหมู่เฟยจะต้องทำให้เจ้าหายเป็นปกติแน่!”
ช่วยสวมใส่อาภรณ์ให้หวงฝู่อี้อย่างระมัดระวัง เมื่อครู่เขาดิ้นจนคล้ายกับจะสูญเสียเรี่ยวแรงทั้งหมดไปแล้ว ยามนี้จึงถูกผู้อื่นจัดแจงราวกับตุ๊กตาพังๆ ตัวหนึ่ง
“เร็ว รีบเชิญคุณหนูกงซุนเข้าวัง!”
“นี่…เหนียงเหนียง เมื่อคืนในวังเพิ่งจะเกิดเรื่อง วันนี้จวนแม่ทัพปิดประตูไม่รับแขก ดูแล้ว…” ดูแล้วคงไม่อยากถูกผู้อื่นรบกวนอีก
“เช่นนั้นก็ลองดูเสียหน่อย! บอกกล่าวกับคุณหนูกงซุนว่าองค์ชายสี่ฟื้นแล้ว!” อวี้กุ้ยเฟยคิดว่าในเมื่ออาการประชวรของหวงฝู่อี้มอบหมายให้อวิ๋นซูรับผิดชอบแล้ว เช่นนั้นการที่เขาจะหายเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ก็ควรจะเป็นความปรารถนาของอวิ๋นซู
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
ในที่สุดจิตใจอันตึงเครียดของอวี้กุ้ยเฟยก็ผ่อนคลายลง บนใบหน้าของนางเจือไปด้วยรอยยิ้มรักใคร่ “อี้เอ๋อร์หิวแล้วหรือไม่? หมู่เฟยจะให้คนไปเตรียมโจ๊กให้เจ้า”
ใบหน้าเขียวม่วงของหวงฝู่อี้ดูไม่ปรากฏอารมณ์อันใด เขาทำเพียงเบนสายตาขึ้นช้าๆ “หมู่เฟย ลูก…เหตุใดจึง…เหตุใดจึงได้” คล้ายกับเขาจะลืมเลือนไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงเจ็บปวดไปทั้งร่าง
“อี้เอ๋อร์ เจ้าถูกพิษ!”
ถูกพิษ?!
อวี้กุ้ยเฟยขมวดคิ้ว นางจงใจกดเสียงต่ำ “เป็นผู้ใดวางยาพิษทำร้ายเจ้า เจ้าจำได้หรือไม่?”
หวงฝู่อี้ขมวดคิ้วเป็น ผู้ใดวางยาพิษทำร้ายเขา? เขา ยามนั้นเขากำลังทำสิ่งใด?!
ในสมองราวกับมีดวงดาวนับไม่ถ้วนเอ่อล้นออกมา พลันนั้นศีรษะเกิดความเจ็บปวดแผ่ออกมาเป็นระลอก เบื้องหน้าราวกับปรากฏใบหน้าที่กำลังละลายใบหน้าหนึ่ง “ผี…ผี…”
ผี?! นี่…
“หมู่เฟย ยามนั้น…ข้าอยู่กับใครหรือ?” เขารู้สึกคล้ายกับว่าในสมองมีหมอกปกคลุมอยู่กลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าตนจะพยายามเช่นไรก็คิดไม่ออกไม่
เมื่อเห็นหวงฝู่อี้ดูปกติขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อวี้กุ้ยเฟยจึงมีสีหน้าเคร่งขรึมลง “พวกเจ้าออกไปก่อนเถิด ออกเทียบยาให้องค์ชายเสีย รอคุณหนูกงซุนเข้าวัง เปิ่นกงมีเรื่องต้องการพูดกับองค์ชาย”
“พ่ะย่ะค่ะ” ทุกคนรีบถอยออกไป
ยามนี้อวี้กุ้ยเฟยจึงค่อยเอ่ยปาก “อี้เอ๋อร์ ยามนั้นเจ้าทำเรื่องใดกับซ่างกวนเมิ่งบนหอสูง? เหตุใดเจ้าจึงถูกพิษได้?”
ซ่างกวนเมิ่ง? ในสมองพลันปรากฏใบหน้างดงามหยาดเยิ้มขึ้นมา ใช่แล้ว ยามนั้นเขากำลังเสพสุขกับสาวงามผู้นั้น จากนั้น…จากนั้นนางหันหน้ามา… “อา!”
หวงฝู่อี้กรีดร้อง “ผี! นางคือผี!”
“อี้เอ๋อร์! เจ้าใจเย็นเสียหน่อย! ซ่างกวนเมิ่งวางยาพิษเจ้าใช่หรือไม่? หมู่เฟยได้ยินว่าหลังจากที่เจ้าอยู่ด้วยกันกับนาง เจ้าก็ถูกพิษ เป็นนางทำใช่หรือไม่?”
ความคิดของหวงฝู่อี้เริ่มกระจ่างชัด ยามนั้นเขายังเห็นฟู่หย่าผู้มีใบหน้าหวาดผวา จากนั้นซ่างกวนเมิ่งก็หันหน้ามา ตนถูกใบหน้าอันน่าหวาดผวาเช่นนั้นทำให้ตกใจจนพูดอะไรไม่ออก จากนั้นราวกับสูญเสียสติรับรู้ไป “นางวางยา…ลูกหรือ?”
“หึ นอกจากนางแล้วยังจะมีผู้ใดอีก! อี้เอ๋อร์ เจ้าเลอะเลือนจริงๆ ซ่างกวนเมิ่งเป็นคนของฮองเฮา เจ้ากล้าไปแตะต้องนางได้อย่างไร?!”
“มิใช่เพราะนังแพศยานั่นอยู่ด้วยกันกับองค์ชายห้าหรือไร!”
อะไรนะ? “เจ้าจะกล่าวว่าเรื่องขององค์ชายห้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับซ่างกวนเมิ่งหรือ?” อวี้กุ้ยเฟยมีท่าทีตกตะลึง
หวงฝู่อี้แค่นเสียง “องค์ชายห้าต้องตกอยู่ในจุดจบเช่นทุกวันนี้คงต้องขอบคุณนางแพศยานั่น ลูกเห็นว่าฮองเฮาทรงมีเจตนาจับคู่นางกับเสด็จพี่ใหญ่ จึงคิดว่า…”
เขาไม่จำเป็นต้องกล่าวคำพูดให้ชัดเจนเพียงนั้นอวี้กุ้ยเฟยก็เข้าใจความคิดของโอรสตน เขาคิดจะพัวพันกับซ่างกวนเมิ่ง ใช้เรื่องนี้มาทำให้องค์ชายใหญ่อัปยศ! ภายภาคหน้าหากซ่างกวนเมิ่งเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่จริงๆ เรื่องนี้จะกลายเป็นจุดด่างพร้อยที่องค์ชายใหญ่มิอาจล้างออกได้ตลอดชีวิต!
“นางให้เจ้ากินอะไร? เจ้ารู้หรือไม่ว่ยาพิษที่เจ้าได้รับเข้าไปในร่างกายคือพิษอะไร?”
“นางมอบยาให้ลูกห่อหนึ่ง เพียงแต่เดิมทีคิดจะใช้กับฟู่หย่า จากนั้นฟู่หย่าก็จากไป ลูกจึงให้ซ่างกวนเมิ่งดื่มลงไปเอง…” หวงฝู่อี้ย้อนนึกไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนนั้น ส่วนอวี้กุ้ยเฟยยิ่งได้ฟังก็ยิ่งตื่นตะลึงขึ้นเรื่อยๆ ที่แท้ขันทีน้อยผู้นั้นล้วนพูดความจริง เพียงแต่ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นเพราะการยุยงของซ่างกวนเมิ่ง!
เมื่อเห็นหวงฝู่อี้มีท่าทีเหนื่อยล้า อวี้กุ้ยเฟยจึงไม่อยากให้เขาคิดอีก จะอย่างไรความจริงของเรื่องราว นางก็รับรู้เป็นส่วนใหญ่แล้ว
“เหนียงเหนียง นี่คือโจ๊กรสอ่อนที่ทางโรงครัวต้มมาพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงผู้หนึ่งปรากฏตัวบริเวณประตู อวี้กุ้ยเฟยรีบยื่นมือออกไป “รีบเข้ามาเร็ว!”
“อี้เอ๋อร์ เจ้าไม่ได้รับอาหารหลายวันแล้ว ทานเสียก่อนเถิด อีกสักครู่รอให้คุณหนูกงซุนเข้าวังมา หมู่เฟยจะบอกให้นางรักษาเจ้าให้ดี”
หวงฝู่อี้ก้มหน้าลง กำลังเตรียมจะยื่นมือออกไป คิดไม่ถึงว่าดวงตาทั้งสองพลันต้องเบิกกว้าง “นี่คืออะไร…” เขาถึงกับไม่รู้ไปชั่วครู่ว่ามือทั้งสองที่เต็มไปด้วยรอยสีม่วงเขียวนี้คือมือของตน พลันนั้นจึงแข็งทื่ออยู่กับที่
“นี่…ไม่มีอะไร เป็นอาการเพราะถูกพิษ”
อย่างไรก็ตาม นี่กลับไม่สามารถปลอบใจหวงฝู่อี้ได้แม้แต่น้อย เขารีบเลิกแขนเสื้อของตนขึ้น พบว่าทั่วทั้งแขนล้วนเต็มไปด้วยรอยสีเขียวม่วง ผิวที่เดิมทีขาวกระจ่างใสของตนหายไปแล้ว! “ไม่ ไม่ นี่เป็นไปไม่ได้…”
เสียงพรึ่บดังขึ้น หวงฝู่อี้รีบลุกขึ้นยืน ปัดถ้วยโจ๊กจนพลิกคว่ำ รีบพุ่งเข้าไปหน้ากระจก “อี้เอ๋อร์!” อวี้กุ้ยเฟยอุทาน รอบด้านพลันจมลงสู่ความเงียบอันแปลกประหลาด
“นี่ นี่คือใบหน้าของข้าหรือ?!” หวงฝู่อี้มองไปยังใบหน้าที่ดูราวกับสัตว์ประหลาดในกระจก ยื่นมือออกไปอย่างยากจะเชื่อ ไม่! มืออันน่าเกลียด! ใบหน้าอัปลักษณ์! นี่ไม่ใช่เขา นี่ไม่ใช่เขา!
เขายากที่จะรับความจริงเช่นนี้ได้ กวาดของบนโต๊ะหน้ากระจกจนพลิกคว่ำลงพื้น “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้?! หมู่เฟย บอกข้าทีว่านี่มิใช่ข้า…”
“องค์ชาย องค์ชายทรงอย่าได้ตื่นตระหนกเป็นอันขาด มิเช่นนั้นจะทำให้พิษกำเริบขึ้นมาอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ!” หมอหลวงทั้งหลายรีบกล่าวเตือน เพียงแต่พวกเขาจะทราบได้อย่างไรว่าหวงฝู่อี้จะให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกของตนเพียงนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชุดฮว๋าฝูที่มิช่วยขับเน้นสีผิวของเขา เขาก็ไม่ยอมใส่ เครื่องประดับบนร่างก็งดงามพิถีพิถันยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นทุกวันหลังจากอาบน้ำแล้วเขาจะต้องใช้น้ำนมทาหน้า ในความเห็นของเขา แม้ใบหน้าของตนจะเทียบองค์ชายใหญ่ไม่ ได้แต่ผิวของตนจะต้องชนะอีกฝ่ายได้แน่นอน!
แต่วันนี้เขาถึงกับเห็นผิวที่ตนรักใคร่กลายเป็นสีเขียวม่วงราวกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ นี่จะให้เขารับได้อย่างไร!
“หมู่เฟย ใบหน้าข้า…มือของข้า…จะดีขึ้นหรือไม่?” อวี้กุ้ยเฟยมองเห็นความสิ้นหวังในดวงตาของหวงฝู่อี้
“ดีๆๆ จะต้องดีขึ้นแน่ อี้เอ๋อร์มิต้องกังวล เจ้าเป็นองค์ชาย ต่อให้กลายเป็นเช่นนี้ หมู่เฟยก็จะให้เจ้าแต่งกับสตรีที่งดงามที่สุด ตำแหน่งอันสูงศักดิ์ของเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลง! อี้เอ๋อร์ อี้เอ๋อร์…”
หวงฝู่อี้เดินถอยหลังไปก้าวแล้วก้าวเล่าด้วยท่าทีโอนเอน “ท่านหลอกข้า ใบหน้าของข้าจะไม่หายดีใช่หรือไม่? ตั้งแต่นี้ไปข้าจะต้องใช้ใบหน้าที่อัปลักษณ์หาใดเปรียบเช่นนี้มีชีวิตอยู่ในวังหรือ?! ให้ผู้คนขบขันหรือ? ไม่ จะทำให้ผู้คนหวาดกลัว ทำให้ผู้คนรังเกียจ!”
“อย่าเป็นเช่นนี้เลย อี้เอ๋อร์ นี่ก็เพื่อรักษาชีวิตให้เจ้า!”
“เช่นนั้นมิสู้ข้าตายเสียยังจะดีกว่า!” บุรุษตะโกนน้ำเสียงแหบแห้ง สายตาของเขาตกอยู่ที่กระบี่หยกซึ่งแขวนอยู่บนกำแพง ดวงตาเปล่งประกายดุดัน
“อี้เอ๋อร์ เจ้าคิดจะทำอะไร?!” อวี้กุ้ยเฟยอุทานออกมา หวงฝู่อี้ผลักคนเบื้องหน้าออกแล้วพุ่งเข้าไปหยิบกระบี่เล่มนั้น “ข้าจะฆ่านางแพศยานั่น! ข้าจะไปฆ่านาง!”
เป็นนางที่ทำให้ตนมีสภาพเช่นนี้ จะต้องกรีดเนื้อนางเป็หมื่นชิ้น
“รีบหยุดเขาไว้!”
…
เงาร่างสีเขียวม่วงร่างหนึ่งเดินปรากฏกายอยู่ท่ามกลางวังหลัง ทำให้เกิดเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวดังแว่วมา
“กรี๊ด! นั่นมันอะไร?!”
“สวรรค์! มีปีศาจ มีปีศาจ!”
“นั่นเป็นคนหรือไม่? น่ารังเกียจยิ่งนัก! ใครก็ได้เร็วเข้า!”
ข้างหูเต็มไปด้วยเสียงเปี่ยมความหวาดกลัวเหล่านั้น หวงฝู่อี้รู้สึกว่าตนยืนอยู่บริเวณเส้นขอบแห่งความบ้าคลั่ง สติสัมปชัญญะถูกความโกรธกลืนกิน ยามนี้เขามีใจคิดจะฆ่าซ่างกวนเมิ่งเพียงอย่างเดียว ให้นางตอบแทนสิ่งที่ทำกับตนจนสิ้น!
“หลีกทาง! หลีกทางให้หมด!” หวงฝู่อี้โบกกระบี่ในมือไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ เบื้องหลังของเขา อวี้กุ้ยเฟยพาองครักษ์และข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่งไล่ตามมา “อี้เอ๋อร์ รีบกลับมา!”
อะไรนะ? นั่น นั่นคือองค์ชายสี่หรือ?!
มิได้กล่าวว่าองค์ชายสี่ทรงประชวรหนักหรือ เหตุใดจึงเปลี่ยนไปมีสภาพราวกับผีร้ายเช่นนี้ได้? หรือว่าจะถูกของอัปมงคล?! พริบตานั้นบรรยากาศอันน่าหวาดกลัวพลันแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ข่าวลือที่ว่าองค์ชายสี่กลายเป็นปีศาจร้ายแพร่ไปทั่วทั้งวังในเวลาไม่นาน
รอบด้านมีสายตาหวาดกลัวนับไม่ถ้วนทิ่มแทงมา อย่างไรก็ตาม ข้าราชบริพารที่อยู่ไม่ไกลต้องการจะเห็นสัตว์ประหลาดในข่าวลือเสียหน่อยจึงข่มความกลัวในใจ เดินใกล้เข้ามา เพียงแต่ยังคงเลือกที่จะยืนมองอยู่ในสถานที่ปลอดภัย
“ฮองเฮาเพคะ แย่แล้ว! ได้ยินว่าองค์ชายสี่ทรงฟื้นแล้ว!” แม่นมรีบร้อนเดินมาข้างพระวรกายฮองเฮา
“ฟื้นแล้วก็ฟื้นไปเถิด” ยามนี้ฮองเฮารู้สึกรำคาญพระทัยยิ่ง ไหนเลยจะใส่ใจหวงฝู่อี้ที่ทำชีวิตหายไปกว่าครึ่งผู้นั้นอีก
“เพียงแต่เมื่อครู่หม่อฉันได้เห็นมาแล้ว น่าหวาดกลัวเหลือเกิน พระฉวีทั้งพระวรกายขององค์ชายสี่กลายเป็นสีเขียวม่วงราวกับปีศาจก็มิปาน พระหัตถ์ของพระองค์ยังถือกระบี่เล่มหนึ่ง พระโอษฐ์ก็พึมพำว่าจะไปแก้แค้นซ่างกวนเมิ่ง!”
ซ่างกวนเมิ่ง? ฮองเฮาเลิกพระขนงเล็กน้อย “ปล่อยนางไปเถิด เปิ่นกงมอบอำนาจและอิสระให้นางมากพอแล้ว หากกระทั่งหวงฝู่อี้เสียสติผู้เดียวก็ยังรับมือไม่ได้ เช่นนั้นนางจะตายเร็วเสียหน่อยก็ช่างเถิด ให้วังหลังของเปิ่นกงสูงขึ้นเสียหน่อย”
ซ่างกวนเมิ่งในยามนี้ไม่รู้โดยสิ้นเชิงว่าตนตกอยู่ในอันตราย
นางขมวดคิ้ว รอคนที่ตนส่งออกไปนำข่าวกลับมาให้
ลมเย็นสายหนึ่งพัดมา เบื้องหน้าพลันมีบุรุษในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ซ่างกวนเมิ่งรีบลุกขึ้นยืน “เป็นอย่างไร ในจวนแม่ทัพมีเรื่องแปลกประหลาดอันใดเกิดขึ้นหรือไม่?”
ยาพิษที่ตนมอบให้กงซุนเยี่ยน ไม่รู้ว่านางใช้แล้วหรือไม่ นั่นเป็นยาพิษที่นางขอมาจากผู้อาวุโส วิชาแพทย์ของนังนั่นดูถูกไม่ได้ ดังนั้นผู้อาวุโสจึงมอบยาพิษรสหวานให้นาง หากผสมในอาหารก็ยากจะทำให้ผู้อื่นสังเกตุเห็น
“ประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพปิดสนิท ยิ่งไปกว่านั้นยังมีองครักษ์เฝ้าอย่างเข้มงวด ไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นขอรับ”
ประตูใหญ่ปิดสนิท? ด้วยนิสัยของแม่ทัพกงซุน หากนังแพศยานั่นเกิดเรื่องอันใด เกรงว่าคนของแคว้นเหลียนต้องรู้กันทั้งแคว้นเป็นแน่! หรือจะกล่าวว่ากงซุนเยี่ยนผู้นั้นมิได้ใช้ของที่ตนมอบให้?
ยามนี้เอง ด้านนอกมีเสียงอุทานด้วยความหวาดกลัวดังแว่วมา “กรี้ด! ปีศาจ!”
Venus36
อยากรู้จริงๆ ซ่างกวนเมิ่งจะวุ่นวายใจแค่ไหน มีคนจะมาฆ่าแล้ว ตลกที่ตัวเองไม่ประมาณตนเอาซะเลย ตัวเองคือคู่ต่อสู้อวิ่นซูที่ไหนละ
nitnit
ฮองเอาแคว้นเหลียนกับซ่างกวนเมิ่งเลวพอๆกันถึงคบกันได้