หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 696 คิดถึงปีนั้น
เล่มที่ 24 ตอนที่ 696 คิดถึงปีนั้น
เมื่อกล่าวถึงไท่ซ่างหวง ท่าทีของแม่ทัพกงซุนพลันเต็มไปด้วยความอดกลั้น เขาอดไม่ให้ที่จะแค่นเสียงออกมาเบาๆ เพียงแต่ยามที่อวิ๋นซูมองไปที่เขา เขาก็กลับไปมีท่าทีเคร่งขรึมไม่พูดจาอีกครั้ง ราวกับไม่ยินยอมกล่าวถึงไท่ซ่างหวงพระองค์นี้
น้อยนักที่จะเห็นท่าทีเช่นนี้ของแม่ทัพกงซุน อวิ๋นซูจึงยิ่งมั่นใจว่าเขาต้องทราบอะไรบางอย่างเป็นแน่
ยามนี้เอง บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัวกลางห้องโถงใหญ่ กระทั่งแม่ทัพกงซุนก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ ด้วยวรยุทธระดับเขากลับมิอาจสังเกตเห็นว่ามีคนผู้นี้เข้ามาใกล้ หรือนี่จะเป็นองครักษ์เงาที่ฝ่าบาททรงประทานให้องค์ชายใหญ่? จริงดังคาด เหล่าคมมีดที่ชุบเลี้ยงมาหลายปีจนแหลมคม ในที่สุดก็ได้ลงสนามแล้ว
พบว่าบุรุษผู้นั้นส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้เฟิ่งหลิง บุรุษรูปงามเปิดจดหมายออกอ่าน สายตาสั่นไหวเล็กน้อย “ผู้ใดเป็นคนส่งจดหมายฉบับนี้มา?”
“ผู้มาเยือนรออยู่ด้านนอกขอรับ”
เฟิ่งหลิงมีสีหน้าเคร่งขรึมลง จากนั้นจึงหันไปมองอวิ๋นซู “ซูเอ๋อร์ รอข้าสักครู่” จากนั้นจึงยกชายอาภรณ์เดินออกไป อวิ๋นซูดึงสายตากลับมา หยุดมองบนใบหน้าของแม่ทัพกงซุน “ท่านพ่อ ลูกอยากทราบว่าไท่ซ่างหวงพระองค์นี้เป็นคนเช่นไรกันแน่”
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง อวิ๋นซูไม่คิดจะให้ตนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ว่า ทั้งๆ ที่รู้ว่าศัตรูคือผู้ใด แต่กลับไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
แม่ทัพกงซุนขมวดคิ้ว หากเป็นไปได้เขาไม่อยากกล่าวถึงคนผู้นั้นอีกจริงๆ เพียงแต่บุตรีของตนขอร้องแล้ว เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร
“ในตอนที่ไท่ซ่างหวงยังเป็นจักรพรรดิ พ่อเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในค่ายทหารยามนั้นไม่มีผู้ใดเอาชนะพ่อได้” แม่ทัพกงซุนหยุดไปครู่หนึ่ง “เดิมทีตำแหน่งแม่ทัพก็ควรเป็นของพ่ออยู่แล้ว แต่เป็นเพราะยามนั้นพ่อกล่าวขัดแย้งไท่ซ่างหวงประโยคหนึ่ง พระองค์จึงกดดันพ่ออยู่หลายปี”
อวิ๋นซูจินตนาการได้เลยทีเดียว ที่แท้นิสัยเช่นนี้ของแม่ทัพกงซุนก็เป็นมาตั้งแต่เยาว์วัย มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถทนเขาได้เฉกเช่นองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงจักรพรรดิพระองค์หนึ่งเลย
“ยามนั้นไท่ซ่างหวงใช้อำนาจเผด็จการและเด็ดขาดเป็นอย่างยิ่ง เรื่องที่พระองค์ทรงตัดสินพระทัยแล้วจะไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยามนั้นจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเป็นรัชทายาท ย่อมต้องทำตามพระบัญชาของพระองค์ อย่างไรก็ตามพ่อเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา รัชทายาทในยามนั้นก็ไปมาหาสู่กับพ่ออย่างลับๆ” ดังนั้นหากดูจากภายนอกจะคล้ายกับว่าแม่ทัพกงซุนมิค่อยให้ความเคารพจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนในยามนี้นัก แต่พวกเขาเป็นสหายที่ดีต่อกันมาหลายปี รู้นิสัยอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ในความคิดของผู้อื่นอาจจะเห็นว่าจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเกรงกลัวอำนาจในมือของแม่ทัพกงซุน แต่ตอนนี้เมื่อได้ฟัง ล้วนเป็นเพราะให้ความสำคัญและเชื่อใจ
“นอกจากรัชทายาทแล้วยังมีองค์ชายอีกหลายพระองค์ ราชสำนักแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย เพียงแต่ไม่ว่าจะต่อสู้กันอย่างไรไท่ซ่างหวงก็ไม่ฟังคำกล่าวเตือนของผู้อื่น กระทั่งยอมสังหารองค์ชายหลายพระองค์รวมไปถึงขุนนางคนสำคัญจำนวนไม่น้อยเพื่อเป็นการฆ่าไก่ให้ลิงดู ทำให้รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างราบรื่น จากนั้นไท่ซ่างหวงจึงลงจากตำแหน่งไปอยู่หลังม่าน อย่างไรก็ตาม…ทุกสิ่งยังคงอยู่ในพระหัตถ์ของไท่ซ่างหวง”
“หากเป็นเช่นนี้ เหตุใดไท่ซ่างหวงมินั่งอยู่ในตำแหน่งนั้นให้นานขึ้นอีกสักหลายปี?” ให้โอรสของพระองค์มาเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดจะมีความหมายอันใด?
แม่ทัพกงซุนยิ้มอย่างถากถาง “บางทีอาจเป็นเพราะต้องการเอาชนะรัชทายาทกระมัง ต้องการทำให้รัชทายาทได้รู้ว่าต่อให้มอบตำแหน่งจักรพรรดิให้พระองค์ แผ่นดินนี้ก็ยังเป็นของไท่ซ่างหวง”
อวิ๋นซูคล้ายจะรับรู้ถึงนิสัยของไท่ซ่างหวงพระองค์นี้ขึ้นมาแล้ว กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายอยู่ในพระหัตถ์ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดต่อต้าน อีกทั้งนางยังรู้สึกว่าการที่จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนองค์ปัจจุบันได้ตำแหน่งจักรพรรดิ บางทีอาจเป็นเพราะความเชื่อฟังของพระองค์
“เจ้ากำลังคิดว่าจักรพรรดิองค์ปัจจุบันอ่อนแอเกินไปใช่หรือไม่?” แม่ทัพกงซุนมองเพียงปราดเดียวก็รับรู้ความคิดในใจของอวิ๋นซูได้ “พ่อเองก็คิดเช่นนั้น แต่ฝ่าบาทเริ่มต่อต้านไท่ซ่างหวงตั้งแต่ตอนเลือกฮองเฮา”
แม่ทัพกงซุนหยุดไปครู่หนึ่งราวกับไม่อยากย้อนนึกถึงช่วงเวลานั้น “ ก่อนขึ้นครองราชย์ ไท่ซ่างหวงได้แต่งตั้งองค์ชายที่เหลือให้เป็นอ๋องและส่งไปกินศักดินาที่อื่น คนที่พระองค์ถูกพระทัยมีเพียงฝ่าบาทเท่านั้น เดิมทีพระองค์เลือกคนที่จะมาเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียนไว้แล้ว คิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทกลับดื้อรั้น ต้องการแต่งตั้งบุตรีคนโตของตระกูลมหาราชครูเป็นฮองเฮาเสียให้ได้ ยามนั้นจึงเกิดการนองเลือดขึ้น แต่จู่ๆ วันหนึ่งไท่ซ่างหวงก็ยอมตกลง”
ถึงแม้จะตอบตกลง แต่เกรงว่าภายหลังคงก่ออุปสรรคไม่หยุด อวิ๋นซูเข้าใจวิธีการของไท่ซ่างหวงเป็นอย่างดี ทำให้ตำแหน่งจักรพรรดิมั่นคงเสียก่อน จากนั้นค่อยคิดบัญชีก็ยังไม่สาย
“อย่างไรก็ดี พ่อรู้ว่าวันเวลาอันสงบสุขจะอยู่ได้ไม่นาน และเป็นจริงดังนั้น ในยามที่ฮองเฮาองค์ก่อนให้กำเนิดองค์ชายใหญ่มาได้ไม่นานก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งยังพาองค์ชายไปด้วย ฝ่าบาทหาอยู่นานแต่ก็ไม่พบร่องรอยอันใด ท่านมหาราชครูโกรธจนเร้นอยู่ในภูเขา ส่วนไท่ซ่างหวงในยามนั้นก็เลือกใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งอย่างสงบ แต่พ่อรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเรื่องจอมปลอม”
ภายหลังจึงได้มีฮองเฮาองค์ปัจจุบันขึ้นมา ส่วนฝ่าบาทก็ได้รับผลกระทบจากการหายตัวไปของฮองเฮาองค์ก่อนและองค์ชายเป็นอย่างมาก จึงมอบอำนาจในวังหลังทั้งหมดให้แก่ฮองเฮา ส่วนพระองค์ก็อยู่ในอาการโศกเศร้ามาหลายปี ทุกเรื่องในราชสำนักล้วนมีขุนนางคนสำคัญคอยจัดการ ดูราวกับผิดหวังจนไม่อาจฟื้นคืน แต่ความจริงพระองค์ไม่เคยยอมแพ้ในการตามหาฮองเฮาองค์ก่อนและโอรสเลย
“เช่นนั้นหลังจากฮองเฮาพระองค์ก่อนหายตัวไป จู่ๆ สนมในวังหลังก็มากขึ้นหรือ?”
แม่ทัพกงซุนพยักหน้าเล็กน้อย “ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฝ่าบาทก็ดูคล้ายกับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ขุนนางในราชสำนักบอกให้รับสนม พระองค์ก็รับสนม บอกให้บอกเร่งสร้างทายาท ก็มีองค์หญิงองค์ชายเพิ่มขึ้นมาหลายพระองค์”
แต่อวิ๋นซูกลับเข้าใจเจตนาที่ฝ่าบาททรงกระทำเช่นนี้เป็นอย่างดี เชื่อว่าเรื่องของฮองเฮาองค์ก่อนคงทำให้พระองค์เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่า หากต้องการเป็นศัตรูกับไท่ซ่างหวงจำเป็นต้องมีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งมากพอ ทว่าพระองค์ในยามนั้นยังอ่อนแอเกินไป ดังนั้นจึงเริ่มเข้มงวดกับตนเองเพื่อฝ่าฟันอุปสรรค ยอมอดทนทุกอย่างเพื่อสักวันหนึ่งในอนาคต
นางคิดไปถึงพระพักตร์ที่ยังสามารถเชิดขึ้นอย่างสง่างามทั้งๆ ที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมามากมาย คิดถึงคำพูดที่พระองค์ทรงตรัสกับตน หากหวาดกลัวอันตรายก็อย่าอยู่ข้างกายเฟิ่งหลิงอีก ที่แท้ก็มีความหมายเช่นนี้…
เมื่อเห็นอวิ๋นซูมีท่าทีครุ่นคิด แม่ทัพกงซุนจึงกล่าวเตือนด้วยความกังวล “ดังนั้นฝ่าบาทจึงได้เป็นเช่นนี้ ซูเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้ไปล่วงเกินไท่ซ่างหวงก่อนเป็นอันขาด” ความหมายของเขาก็คือ จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนอดกลั้นมานานหลายปีเพียงนี้แต่ยังคงไม่กล้าเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม อวิ๋นซูที่เป็นเพียงสตรีอ่อนแอยิ่งไม่จำเป็นต้องพูดถึง
สตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นแย้มยิ้มบางเบา “ซูเอ๋อร์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านช่วยอธิบายเรื่องเกี่ยวกับไท่ซ่างหวงให้มากเสียหน่อยเถิด เช่นเรื่องขุนนางที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญในปีนั้นและตอนนี้ยังอยู่ในพระราชวัง”
ภายในห้องโถงใหญ่ อวิ๋นซูกำลังฟังแม่ทัพกงซุนอธิบาย ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใดเฟิ่งหลิงจึงเดินเข้ามาจากด้านนอก สีหน้าแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้อยู่บ้าง
ทั้งสองรีบลุกขึ้นยืน เอ่ยปากพร้อมกัน “เกิดอะไรขึ้น?”
พบว่าในมือของเขากำจดหมายเมื่อครู่นี้แน่น หัวเราะออกมาอย่างจนใจ “ดูแล้วครั้งนี้ข้าจำต้องกลับแคว้นเฉินสักครา”
ดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกาย เฟิ่งหลิงเข้าใจได้โดยพลันว่านางคิดจะกล่าวอะไร “ซูเอ๋อร์ ด้วยฐานะของเจ้าในยามนี้ เจ้าจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ นี่เป็นจดหมายที่ท่านพ่อส่งมา”
ท่านพ่อ? อวิ๋นซูรู้ได้ทันทีว่าเขากล่าวถึงชางติ้งโหว
“ดูท่าทางฮองเฮาจะทราบว่าข้าเคยอาศัยอยู่ในจวนชางติ้งโหวจริงๆ ท่านพ่อกล่าวในจดหมายว่าตอนนี้ที่เมืองหลวงมีคนน่าสงสัยมากมาย มักจะปรากฏตัวอยู่บริเวณใกล้เคียงจวนชางติ้งโหว โชคดีที่ถูกสายของรัชทายาทขัดขวางจึงหาโอกาสลงมือไม่ได้ มิเช่นนั้นคงยากจะรับประกันว่าจะลากคนในจวนชางติ้งโหวเข้ามาพัวพันหรือไม่” สิ่งที่เขาเป็นห่วงก็คือพวกเฟิ่งอวี่ พวกเขาอาจต้องลำบากเพราะฐานะของตน
“คนเหล่านั้นไปตามหาอะไร?” ยามนี้เฟิ่งหลิงอยู่ที่แคว้นเหลียนแต่ฮองเฮากลับส่งคนไปที่นั่น อวิ๋นซูคิดว่าบางทีอาจเกี่ยวข้องกับฮองเฮาพระองค์ก่อน
เฟิ่งหลิงไม่ได้กล่าวคำใด อวิ๋นซูทราบคำตอบได้จากสายตาของเขาแล้ว
“นอกจากนี้ท่านพ่อยังกล่าวเตือนมาในจดหมายด้วยว่ารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินในตอนนี้ไม่เหมือนกาลก่อนอีกต่อไป เกรงว่าทุกคนในพระราชวังแห่งแคว้นเฉินคงลำบากไม่น้อย”
นี่มัน…หมายความว่าอย่างไร?!
เฟิ่งหลิงกล่าวเสริมอีกประโยคหนึ่ง “รวมไปถึงอัครมหาเสนาบดีจี้ที่ยังอายุน้อยด้วย ชีวิตไม่ค่อยดีนัก”
…
ในขณะเดียวกัน ภายในพระราชวังแห่งแคว้นเฉินตกอยู่ในความสงบเงียบอันแปลกประหลาด
ความหนาวเย็นของฤดูใบไม้ร่วงในปีนี้หนาวเหน็บเป็นพิเศษ ข้าราชบริพารทุกคนต่างรักษาลมหายใจ เดินเพียงก้าวเล็กๆ ไม่กล้ามองไปรอบด้าน เกี้ยวหลังหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนไปบนขั้นบันไดหินอันกว้างใหญ่ มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของตำหนักรัชทายาท ทุกคนไม่แปลกใจเลยว่าคนในเกี้ยวผู้นี้คือผู้ใด เนื่องจากพวกเขาเคยแปลกใจกับเรื่องเช่นนี้จนไม่แปลกใจอีกต่อไป
“นี่ก็เป็นคนที่สามสิบสองแล้ว”
“ชู่ เบาเสียงหน่อย หากผู้อื่นได้ยินแล้วแพร่ไปถึงพระกรรณรัชทายาท เจ้าต้องถูกตัดหัวเป็นแน่!”
ขันทีน้อยสองคนซุบซิบกันเสียงเบา จากนั้นจึงก้มหน้าเดินตรงไปยังทิศทางอื่น
“ข้าได้ยินว่าก่อนหน้านี้หลายวันมีคนถูกห่อด้วยเสื่อฟางแล้วส่งออกไปด้านนอก”
“คนที่ตายในตำหนักนี้มีน้อยเสียเมื่อใดเล่า? คงมิขาดคนผู้นั้นด้วยกระมัง เฮ้อ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เสียงซุบซิบค่อยๆ ไกลออกไป ลมหนาวพัดเข้ามา ราวกับจะหอบเอาความอบอุ่นไปจากใจของผู้คน
“หมู่เฟย เนี่ยนเอ๋อร์เห็นเกี้ยวมาอีกหลังหนึ่งแล้ว!” ยามนี้ตงฟางเนี่ยนเติบโตขึ้นไม่น้อย ทั้งยังพูดได้ชัดเจน ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนตงฟางซวี่ เห็นถึงบรรยากาศสง่างามได้จางๆ
ตู้หย่วนซิ่วมองบุตรชายแสนรักของตน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “เช่นนั้นหรือ?”
“องค์ชายเพคะ อีกไม่นานท่านอาจารย์จะมาแล้ว รีบไปท่องหนังสือเถิดเพคะ” นางข้าหลวงที่อยู่ด้านหลังเข้าใจได้โดยพลันว่าเกิดอะไรขึ้น นางกลัวว่าชายารองได้ยินแล้วจะรู้สึกโศกเศร้าจึงรีบเบี่ยงความสนใจของตงฟางเนี่ยน
อย่างไรก็ตาม เด็กน้อยผู้นี้กลับสัมผัสได้อย่างเฉียบแหลม “หมู่เฟยไม่มีความสุขหรือ?” เขารู้สึกว่ารอยยิ้มที่มุมปากของหมู่เฟยตนดูขมขื่นไปไม่น้อย
“ขอเพียงเนี่ยนเอ๋อร์เป็นเด็กดี หมู่เฟยก็มีความสุขแล้ว” นี่กลายเป็นความหวังสุดท้ายของตู้หย่วนซิ่วไปแล้ว ทันใดนั้นเอง ขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาในตำหนักอย่างร้อนรน “แย่แล้ว! แย่แล้ว ชายารองรีบเสด็จไปทอดพระเนตร เถิดฮองเฮาทรงกระอักพระโลหิต!”
อะไรนะ?!
ทว่าในยามที่ทุกคนไปถึงกลับได้ยินเสียงข้าวของถูกขว้างปาดังแว่วมาจากตำหนักฮองเฮา
“ให้รัชทายาทมาพบเปิ่นกงเสีย!” จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงไอถี่ๆ
“เหนียงเหนียง ให้หมอหลวงมาตรวจพระองค์เถิด!”
“เปิ่นกงต้องการพบรัชทายาท!” ตู้หย่วนซิ่วรีบดึงตงฟางเนี่ยนเข้าไป พบว่าสตรีบนเตียงมีใบหน้าขาวซีด พยายามฝืนหยัดกายลุก สภาพน่าอนาจเช่นนั้นไหนเลยจะยังเหมือนมารดาแห่งแผ่นดินอยู่อีก
รัชทายาทเอาใจออกห่างฮองเฮาไปนานแล้ว ไม่มาเยี่ยมพระนางนานแล้ว ต่อให้ยามนี้พระนางจะประชวรจนเกินเยียวยาก็ไม่เคยเห็นเงาของรัชทายาทอีกเลย ราวกับเขาไม่เต็มใจจะเหยียบย่างเข้ามาในตำหนักแห่งนี้แม้เพียงครึ่งก้าวด้วยกลัวว่าจะคิดถึงเรื่องไม่ดีบางอย่าง
“หย่วนซิ่ว เจ้ามาก็ดี ไป ไปเรียกรัชทายาทให้เปิ่นกงเสีย! หากเขาไม่ยอมมา ความสัมพันธ์แม่ลูกของพวกเราก็จบกัน!” มีเพียงฮองเฮาที่ทราบดีว่าในยามที่พระนางกล่าวประโยคนี้ ในพระทัยเจ็บปวดมากเพียงใด
na
ตงฟางเนี่ยนโตจนพูดได้เป็นเรื่องราว แถมเริ่มเรียนแล้ว อย่างน้อยก็ต้อง 3 ขวบ ตอนนอ.หนีไปก็พึ่งคลอด นี้นอกจาก.อยู่แคว้นเหลียนนานกว่า 3 ปีแล้วเหรอ
Pennybull
ทั้งตาและปู่ขององค์ชายใหญ่ ไม่ชอบอวิ๋นซูทั้งคู่ หนักหน่อยแล้วนางเอกเรา
Pennybull
เสียใจจริงๆที่รัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน กลับกลายเป็นคนบ้าแบบนี้ น่าจะเรียกว่าเป็นคนโรคจิต โรคซึมเศร้า น่าสมเพช
Venus36
สงสารชายารองต้องมารับกรรมอะไรเนี่ย ฮองเฮาแคว้นเฉินคิดกำจัดหมากผิดตัวแล้ว อวิ๋นซูไม่ใช่หมากตั้งแต่แรก รัชทายาทอาจไม่ย่ำแย่อย่างตอนนี้ หากอวิ๋นซูได้พูดชัดเจนในความรู้สึก รัชทายาทไม่เชื่อว่าอวิ๋นซูมีคนในใจเพราะคนอื่นพูด ตอนนี้เปลี่ยนไปมากจนน่่ากลัวไปแล้ว นี่แหละรักเป็นพิษ ฮองเฮาโทษตัวเองเถอะ ลูกชานเป็นแบบนี้เพราะตัวเองสังหารอวิ๋นซูเอง ผลที่ตามมาหนักหนาแล้ว
nitnit
ถ้าฮองเฮาแคว้นเฉินไม่โหดเหี้ยมส่งคนไปฆ่าอวิ๋นซูระหว่างเดินทางกลับแคว้นเฉินทั้งๆที่อวิ๋นซูไปทำงานให้แคว้นเฉินยอม ให้อวิ๋นซูได้ปรับความเข้าใจกับรัชทายาทเหตุการณ์คงไม่บีบคั้นให้รัชทายาทกลายเป็นคนคลั่งรักจนเป็นคนที่โหดเหี้ยม น่าสงสารตู้หยวนซิ่ว
Venus36
น่ากลัวเหลือเกิน ปู่ของพระเอก ต้องเจออวิ๋นซูนี่ อยากเห็นการต่อกร