หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 700 พวกเสแสร้ง
เล่มที่ 24 ตอนที่ 700 พวกเสแสร้ง
องค์หญิงหย่งหนิง? การปรากฏตัวของนางทำให้ทุกคนเงียบลงโดยพลัน ข้าราชบริพารข้างกายต่างไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกมาตอบคำถามนาง
ดรุณีน้อยผู้นั้นค่อยๆ เดินไปยังตำหนักประทับ ใบหน้าที่เคยไร้เดียงสาถูกปกคลุมไปด้วยความเคร่งขรึมและความโกรธเกรี้ยวตั้งแต่ยามใดก็มิอาจทราบ แท้จริงแล้ว มนุษย์ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามการผลักดันของเวลา องค์หญิงหย่งหนิงที่เคยไร้เดียงสาก็ย่อมมีวันเวลาที่เติบโต
ตู้หย่วนซิ่วที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าสุดเงยหน้าขึ้น มองไปยังดรุณีน้อยที่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะเอ่ยปาก “องค์หญิงหย่งหนิง” เสียงของนางเจือไปด้วยความหนักอึ้ง ราวกับแฝงไปด้วยความคิดอันไร้ก้นบึ้ง กระทั่งท่าทีที่แสดงออกยังทำให้ผู้คนมิอาจมองออกได้ทั้งหมด
หย่งหนิงรู้สึกว่าพี่สะใภ้ในยามนี้ดูต่างออกไป แต่จะต่างเช่นไรก็กล่าวมิถูก เมื่อมองไปยังตงฟางเนี่ยนที่อยู่ข้างกายนางอีกครั้ง ใบหน้าเช่นนั้นคล้ายรัชทายาทยิ่ง ทำให้หย่งหนิงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงตนในยามเด็กที่ทำให้เสด็จพี่รัชทายาทคอยประคองอยู่ในมือด้วยความรักใคร่ น่าเสียดายที่ความทรงจำก็เป็นเพียงความทรงจำ จะอย่างไรนางก็ต้องตื่น มิเช่นนั้นจะรู้สึกราวกับว่ารัชทายาทที่เคยเห็นอกเห็นใจเปี่ยมไปด้วยเหตุผลและความอ่อนโยนผู้นั้นเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งของนาง
“องค์หญิง พระองค์…” ขันทีใหญ่กำลังคิดจะพาหย่งหนิงไปคุกเข่าลงข้างกายองค์หญิงทั้งหลาย ไหนเลยจะรู้ว่านางกลับเอ่ยปากอย่างไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย “ได้ยินว่าเสด็จพี่รัชทายาทไม่ยอมมา เป็นเรื่องจริงหรือ?!”
น้ำเสียงตำหนิเช่นนั้นไม่ปกปิดเลยแม้แต่น้อย ขันทีใหญ่รู้สึกตกใจยิ่งนัก “องค์หญิง พระองค์อย่าตรัสถามเลยพ่ะย่ะค่ะ ให้ฮองเฮาทรงไปอย่างสงบเถิด” เขาทำเพราะหวังดีต่อหย่งหนิง แม้นางจะเคยเป็นขณิษฐาที่รัชทายาทรักใคร่มากที่สุด แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน กระทั่งฮองเฮาก็ยังตกอยู่ในจุดจบที่น่าอนาจเพียงนี้ หากองค์หญิงหย่งหนิงก่อเรื่องอะไรขึ้นมาเกรงว่าจะถูกกักบริเวณอีก!
ยามนี้เอง ร่างสูงร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบริเวณประตู รอบด้านพลันเงียบลง
ตู้หย่วนซิ่วที่อยู่ด้านหน้าสุดสัมผัสได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปจึงค่อยๆ หันมา เมื่อมองไปกลับรู้สึกราวกับอยู่ห่างไกลกันคนละโลก
เงาร่างในอาภรณ์ไว้ทุกข์สีขาว ชายอาภรณ์โบกสะบัด ดวงตาสีดำราวหมึกมองไปยังตำหนักประทับคล้ายโศกเศร้าคล้ายกับมีบางอย่างแฝง เขาไม่สนใจสายตาของทุกคน ทำเพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสงบ ตำหนักที่เดิมทีคุ้นเคยหาใดเปรียบ ยามนี้กลับรู้สึกแปลกหน้า ตนมิได้เหยียบย่างเข้ามาที่นี่นานเพียงใดแล้ว? เขาเองก็จำได้ไม่ชัดเจน ตอนนี้ทั่วทั้งตำหนักถูกประดับด้วยผ้าสีขาว อาภรณ์สีขาวที่ทุกคนสวมใส่ก็ยิ่งเพิ่มความโศกเศร้าให้บรรยากาศ
ตงฟางเนี่ยนผู้เยาว์วัยกำลังจะเอ่ยปากเรียก ทว่าจู่ๆ กลับคิดถึงท่าทีสุดท้ายก่อนฮองเฮาจะจากไป จึงขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของตู้หย่วนซิ่วด้วยความหวาดกลัว สตรีผู้นั้นไม่ได้สนใจเขา ทำเพียงใช้สายตาลึกล้ำสงบนิ่งมองดูทุกสิ่งทุกอย่าง
รัชทายาทที่ผู้คนเคยเคารพนับถือ ยามนี้กลับแปรเปลี่ยนไปมีสภาพเช่นนี้ เมื่อดูจากแววตาของทุกคน ไหนเลยจะมีเค้าลางเฉกเช่นตอนแรกปรากฏอยู่
ตู้หย่วนซิ่วรู้สึกว่าควรได้เวลาตื่นจากความฝันนี้แล้ว
เงาร่างที่ทอดยาวค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาตามระเบียงทางเดิน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงรู้สึกยาวนานยิ่งนัก ตงฟางซวี่หยุดฝีเท้าลง ยืนอยู่บริเวณประตูตำหนักที่ปิดสนิท ขันทีข้างกายจึงเดินเข้ามาด้วยความระมัดระวัง “รัชทายาท ด้านในเก็บกวาดหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษเงียบอยู่ครู่หนึ่ง รวบรวมความกล้าแล้วยื่นมือผลักประตูหนาให้เปิดออก บรรยากาศที่แตกต่างออกไปถาโถมเข้า มากลิ่นยาอันเข้มข้นแต่เก่าก่อนที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ ยามนี้กลับเจือไปด้วยกลิ่นหอมของแป้งที่หลงเหลือจากการทำความสะอาดอยู่จางๆ
เขายกชายอาภรณ์เดินก้าวเข้าไป ตำหนักอันกว้างใหญ่ยังคงเรียบร้อยเช่นเดิม บนเตียงเต็มไปด้วยความสดใสสวยงาม สตรีสูงศักดิ์ที่สุดของแคว้นเฉินสวมอาภรณ์สีทองอร่ามนอนประทับอยู่บริเวณนั้นอย่างสงบ พระพักตร์ถูกข้าราชบริพารประทินโฉมอย่างบรรจง มองไม่เห็นสีหน้าเจ็บป่วยแม้แต่น้อย
ใบหน้ายังคงแดงเรื่อราวกับบรรทมเพียงชั่วครู่ บริเวณรอบๆ ถูกเก็บกวาดจนเรียบร้อย
สายตาของตงฟางซวี่อดไม่ได้ที่จะหยุดอยู่บนพระบาททั้งสองของฮองเฮา บริเวณนั้นดูซูบผอมกว่าคนปกติ เขายื่นมือไปสัมผัสเบาๆ สัมผัสที่มือกำลังบอกเขาว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไม่ใช่ความฝัน
“รัชทายาท เหนียงเหนียงต้องอดทนกับอาการเจ็บปวดที่พระบาททั้งสองจนถึงวาระสุดท้าย” ขันทีที่อยู่ข้างกายเอ่ยปาก จากนั้นจึงเช็ดน้ำตาที่หางตา หลายวันมานี้ฮองเฮาต้องลำบากมากเพียงใด เขารู้ดียิ่งกว่าผู้ใด
ตงฟางซวี่ทำเพียงปรายตามองไปที่เขาอย่างเรียบเฉย “วาระสุดท้ายของเสด็จแม่ ทรงตรัสอะไรหรือไม่?”
ขันทีรีบเงยหน้าขึ้น มองไปยังบุรุษรูปงามเบื้องหน้าด้วยสายตาที่พร่าเลือนเพราะน้ำตา เขาอ้าปาก แต่กลับรู้สึกว่าคำบางคำไม่ควรถูกกล่าวออกมาจากปากของบ่าวไพร่เช่นตน “เหนียงเหนียงทรงตรัสว่า…พระองค์ต้องการพบรัชทายาท”
ยามนี้เอง ขันทีน้อยผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก กระซิบกระซาบข้างหูตงฟางซวี่ครู่หนึ่ง บุรุษพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงยกชายอาภรณ์คุกเข่าลง ท่าทีเย็นชากลับกลายเป็นความเศร้าโศก “เสด็จแม่ ลูกมาช้าไปแล้ว!”
นี่…ขันทีชะงักไปเล็กน้อย เหตุใดจู่ๆ รัชทายาทก็เปลี่ยนไปได้?
ด้านนอกมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “องค์ชายเถี่ยเจินเสด็จ องค์หญิงเถี่ยเจินเสด็จ!”
บุรุษและสตรีผู้สวมอาภรณ์สีดำทั้งร่างปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยขมวดคิ้ว “รัชทายาทของพวกเจ้าเล่า?”
“รัชทายาทอยู่ด้านใน บ่าวจะพาพระองค์ไปพ่ะย่ะค่ะ”
ที่ชนเผ่าเถี่ยเจิน หากมีงานศพมักจะสวมอาภรณ์สีดำ เถี่ยเจินจื่อเหวยปลดเครื่องประดับทั้งหมดออก ใบหน้าไร้การแต่งแต้ม เดินตามขันทีน้อยไปหน้าตำหนักประทับ หยุดยืนอยู่หน้าประตูที่เปิดออกเล็กน้อย เห็นตงฟางซวี่คุกเข่าอยู่ด้านใน
เถี่ยเจินจื่อเหวยทอดถอนใจเบาๆ “รัชทายาทจะต้องโศกเศร้ามากเป็นแน่”
คำพูดนี้ดังเข้าหูตู้หย่วนซิ่วที่คุกเข่าอยู่บนพื้นบริเวณไม่ไกล สายตาเปล่งประกายเล็กน้อย
สองพี่น้องเถี่ยเจินอาศัยอยู่ในพระราชวังแห่งแคว้นเฉินนานแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าจะกลับไปยังชนเผ่าเถี่ยเจิน รถม้าก็เตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ จึงเปลี่ยนใจอยู่ต่อ เถี่ยเจินจื่อเหวยยังคงหาโอกาสอยู่กับรัชทายาทเพียงลำพัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความเฉยชาและความเคารพตามมารยาท ความเปลี่ยนแปลงในพระราชวังแห่งนี้ทุกคนล้วนเห็นอยู่ในสายตา เถี่ยเจินจื่อเหวยย่อมเคยได้ยินมาบ้าง แต่นางไม่สนใจว่าในใจของรัชทายาทจะมีสตรีอื่นอยู่หรือไม่ เนื่องจากในความคิดของนาง บุรุษมีสามภรรยาสี่อนุนับเป็นเรื่องปกติยิ่งนัก จะให้ความสนใจกับผู้อื่นสักคนสองคนก็เป็นเรื่องที่นางยอมได้
ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีบุรุษที่ถูกใจ นางไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้
“องค์ชาย องค์หญิง” ตงฟางซวี่เดินออกมาจากด้านใน สีหน้าโศกเศร้ายากจะปกปิด แตกต่างกับท่าทีเมื่อครู่นี้ราวกับเป็นคนละคนตู้หย่วนซิ่วมองคนทั้งสามเบื้องหน้า ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงคิดถึงคำคำหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือพวกเสแสร้ง
ตงฟางซวี่ในยามนี้ทำให้ตู้หย่วนซิ่วรู้สึกแปลกหน้ายิ่งนัก บุรุษก่อนหน้านี้ที่ทำให้นางรักใคร่อย่างแท้จริงเลือนหายไปตั้งแต่ยามใดกันแน่? เพียงแต่ความรักได้สลักลึกลงไปถึงกระดูกนางนานแล้ว ยากที่จะถอนตัว ต่อให้รู้ว่าเขาในตอนนี้โหดเหี้ยมไร้ใจ ตนก็อยากทำเรื่องที่สามารถทำได้เพื่อเขา
“รัชทายาท โปรดระงับความโศกเศร้าเสียเถิด”
ตงฟางซวี่พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงมองไปยังเถี่ยเจินจื่อเหวย “องค์หญิง ข้าออกคำสั่งไปแล้ว ภายในสามวันงดการร่ายรำขับร้อง ดังนั้นการล่องเรือ…”
“จื่อเหวยเข้าใจเพคะ งานพระศพของฮองเฮาสำคัญกว่า หากมีอะไรที่พวกเราพี่น้องช่วยได้ ขอให้รัชทายาทรีบบอกกล่าว”
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยมองน้องสาวของตน ทำได้เพียงทอดถอนใจเบาๆ ผ่านมานานเพียงนี้แล้ว เหตุใดจื่อเหวยจึงยังมองไม่ชัดเจน หรือนางไม่รู้ว่าทุกช่วงเวลาหนึ่งจะมีเกี้ยวถูกหามเข้าไปในวัง? หรือนางไม่รู้ว่าตำหนักเนี่ยนซูสร้างขึ้นเพื่อผู้ใด? หรือนางไม่รู้ว่าหากต้องการได้ใจรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินมิใช่เรื่องง่ายดาย?
เหตุใดน้องสาวของตนจึงเป็นเช่นนี้ นำความรักของตนไปวางไว้บนร่างของคนที่มิชอบนาง ยามนี้ในใจของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยรู้สึกผิดหวังต่อตงฟางซวี่ยิ่ง ก่อนหน้านี้เขาได้ยินว่ารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ รวมกับที่เสด็จพ่อมีใจคิดจะเป็นพันธมิตรกับแคว้นเฉิน ตนจึงมาเป็นทูตเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนกัน ไหนเลยจะรู้ว่ากลับได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงของรัชทายาทเพียงเพราะสตรีผู้หนึ่ง
ไม่ว่าสิ่งที่เขาพานพบจะทำให้ผู้คนเห็นใจหรือไม่ แต่การทำตามแต่ใจตนเช่นนี้ จะกล่าวอย่างไรก็ทำให้ผู้คนยากจะเคารพ
เมื่อเห็นสองพี่น้องเถี่ยเจินยังยืนอยู่เบื้องหน้า ทั้งท่าทีขององค์ชายยังดูคล้ายกับมีบางอย่างต้องการกล่าว “เรื่องนี้…” ตงฟางซวี่เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ หลายคนกำลังมองมาทางพวกเขา นับว่าสถานที่ไม่ค่อยเหมาะสม “องค์ชายองค์หญิง มิสู้ไปสนทนากันที่สวนบุปผาหลวงเป็นอย่างไร”
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นค่อยๆ เดินจากไป หย่งหนิงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เสด็จพี่รัชทายาทเพิ่งมาก็จะไปแล้วหรือ? แล้วเสด็จแม่จะทำอย่างไร? หากเทียบกับเสด็จพ่อแล้ว แม้เสด็จแม่จะเย็นชากับตนมากกว่า แต่หย่งหนิงยังคงเห็นใจในสิ่งที่ฮองเฮาต้องพบ นางรู้สึกว่ารัชทายาทไม่ควรทำตัวไร้หัวใจเพียงนี้ เพียงแต่เมื่อครู่องค์ชายเถี่ยเจินและองค์หญิงเถี่ยเจินอยู่ด้วย หย่งหนิงเข้าใจดีว่าไม่ใช่เวลาที่ตนควรก่อเรื่อง
“กงกง หย่งหนิงอยากเข้าไปดูด้านใน”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง เชิญเสด็จเถิด”
ภายในสวนบุปผาหลวง คนทั้งสามหาสถานที่สงบเงียบแห่งหนึ่ง ในที่สุดเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยก็เอ่ยปาก “รัชทายาท พวกเราสองพี่น้องรบกวนมาหลายวันแล้ว ทั้งยังคุ้นชินกับประเพณีและวัฒนธรรมของแคว้นเฉินไม่น้อย ถึงเวลาจะกล่าวลากันแล้ว สองแคว้นร่วมเป็นพันธมิตรนับเป็นเรื่องน่ายินดี วันหน้าเสด็จพ่อจะส่งของขวัญมาให้ ขอรัชทายาทอย่าได้ขบขัน”
ก่อนหน้านี้กล่าวว่าจะมอบสมบัติล้ำค่าของชนเผ่าเถี่ยเจินเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจในการเป็นพันธมิตรกัน เพียงแต่เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเปลี่ยนความคิดแล้ว แม้ยามนี้เขาจะรู้สึกไม่ดีกับแคว้นเฉินที่มีรัชทายาทควบคุม แต่เรื่องก็พัฒนามาถึงขั้นนี้แล้ว เขาสิ้นเปลืองเวลาและความคิดไปมาก กลับดูคล้ายกับว่าไม่มีความหมายอันใด
ตงฟางซวี่กำลังคิดจะประสานมือ แต่เถี่ยเจินจื่อเหวยกลับชิงเดินไปก่อนก้าวหนึ่ง “เสด็จพี่เสด็จกลับไปก่อนเถิด จื่อเหวยอยากอยู่ต่อ บางทีอาจช่วยเหลือรัชทายาทได้” เสด็จพี่มิได้หารือกับตนก็ตัดสินใจเอาเองเชียวหรือ? นางไม่ไป
“จื่อเหวย เจ้า…”
“องค์ชายตรัสได้ถูกต้องแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากปล่อยให้องค์หญิงอยู่เพียงลำพังองค์ชายคงไม่วางพระทัย” ตงฟางซวี่ปฏิเสธไม่รับเจตนาดีของเถี่ยเจินจื่อเหวยจึงพูดตามน้ำส่งเสริมเถี่ยเจินอวิ๋นเหวย
“ตั้งแต่เล็กจื่อเหวยก็อยู่เพียงลำพังแล้ว รัชทายาทโปรดวางพระทัย ในเมื่อจื่อเหวยออกมาจากชนเผ่าเถี่ยเจินแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลต้องกลับไปอีก มิเช่นนั้นจะทำให้ผู้คนหัวเราะ ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้วังหลังมีเรื่องมากมาย จะอย่างไรจื่อเหวยก็นับว่ามีประสบการณ์อยู่บ้าง จะต้องช่วยคลายกังวลให้รัชทายาทได้เป็นแน่” สายตาของนางเปล่งประกาย ไม่ปกปิดความในใจของตนแม้แต่น้อย ช่วยคลายกังวลเรื่องวังหลังให้ตงฟางซวี่หรือ? เห็นได้ชัดว่าต้องการเข้าวังหลังไปเป็นสนมของเขาอย่างถูกต้อง
ตงฟางซวี่มีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ไม่ทราบว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ในใจของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยร้อนรน เพียงแต่น้องสาวของตนดื้อรั้นถึงเพียงนี้ เขาคงมิอาจทะเลาะกับนางต่อหน้ารัชทายาทได้กระมัง? อย่างไรก็ตาม เขาย่อมเห็นท่าทีของรัชทายาทอยู่ในสายตา ก่อนหน้านี้เขาไม่ยินยอมรับจื่อเหวยเข้าวัง ตอนนี้ก็คงเป็นเช่นเดียวกันกระมัง? น้องสาวของตนหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ
พบว่าบุรุษผู้สวมใส่อาภรณ์สีขาวสูดหายใจลึก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะยอมรับน้ำใจอันดีขององค์หญิง”
อะไรนะ?!
Venus36
รัชทายาทเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เชียว โอ๊ะๆๆๆๆ อวิ๋นซุมาเห็นต้องอึ้งแน่ แต่ก็นะ องค์หญิงจื่อเหวยดื้อรั้น จะได้รู้แน่องค์รัชทายาทเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม ต้องมีแผนอะไรแน่ อยู่ๆ ยอมแบบนั้น ชายารองเจอมาแล้วความเย็นชาไร้ใจ