หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 705 เรื่องร้ายเกิดต่อเนื่อง
เล่มที่ 24 ตอนที่ 705 เรื่องร้ายเกิดต่อเนื่อง
หย่งเจียเงยหน้าขึ้นมองไปยังใบหน้างดงามหล่อเหล่าที่มีเอกลักษณ์แตกต่างออกไป เมื่อคิดว่าต่อแต่นี้ไปนี่คือพระสวามีของตน สายตาของนางก็อดไม่ได้ที่จะหดเกร็ง ก้มหน้าลงอีกครั้งไม่กล้ามองเขา
ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา หย่งเจียสั่นเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว รู้สึกราวกับว่าตนถูกองค์ชายหัวเราะถากถางก็มิปาน นางรู้นานแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่เล็กตนค่อนข้างโง่งม ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นสตรีที่งดงามเฉลียวฉลาดทั้งยังมีคนรักใคร่เอ็นดูเฉกเช่นหย่งหนิงได้
“องค์หญิงเกิดปีกระต่ายหรือ?”
กระต่าย? นางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย แต่กลับสบเข้ากับสายตาสนุกสนานของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด สายตาลึกล้ำของอีกฝ่ายจึงเจือไปด้วยประกายอันส่องสว่าง ถึงกับทำให้หย่งเจียไร้ซึ่งปฏิกิริยาไปชั่วครู่
กระทั่งเขาเองก็ไม่ทราบว่าเหตุใดตนจึงกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา กระต่ายหรือ? ใช่แล้ว ท่าทีหลบเลี่ยงอย่างขลาดเขลาและหวาดกลัวตอนที่อยู่ริมทะเลสาบของนางทำให้เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยคิดถึงกระต่ายน้อยที่ตนเคยเลี้ยงในวัยเด็ก อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา
เขาค่อยๆ ก้มตัวลงประคองหย่งเจียขึ้นจากพื้นอย่างระมัดระวัง การกระทำเช่นนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจ
หย่งเล่อและหย่งผิงยากจะเชื่อสายตาตนเอง เหตุใดเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยจึงอ่อนโยนกับหย่งเจียถึงเพียงนี้ มิใช่ว่าก่อนหน้านี้เขาชอบพี่หญิงหย่งเวยหรอกหรือ?! อย่างไรก็ตามทั้งสองทำได้เพียงมองดูเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยจูงมือหย่งเจียขึ้นเกี้ยวด้วยท่าทีนิ่งงัน ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใดขบวนอันหรูหราจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวไป ด้านข้างมีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความพึงพอใจ
“องค์หญิงหย่งเจียมีวาสนายิ่งนัก องค์หญิงทั้งสองทรงคิดเช่นนั้นหรือไม่?”
“…” หย่งผิงและหย่งเล่อไม่เห็นว่าท่าทีของพวกตนในยามนี้ดูย่ำแย่เพียงใด มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าพวกนางเคียดแค้นจนลำไส้ปั่นป่วน!
“องค์หญิงทั้งสอง ไม่ทราบว่าคัดคัมภีร์เสร็จแล้วหรือไม่?”
อะไรนะ? คำพูดนี้ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงมาก็มิปาน ทำให้ทั้งสองแข็งค้างจนมิอาจขยับ
ยามนี้เองมีข้าราชบริพารถือคัมภีร์สองกองมาปรากฏตัวเบื้องหน้าขันทีใหญ่ เขาพลิกดูเล็กน้อยจากนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้น “องค์หญิงทั้งสอง คัมภีร์เหล่านี้ยังไม่ถึงร้อยจบกระมัง?”
“…สะ สามวันน้อยเกินไป พวกเราคัดไม่ทัน…”
ขันทีใหญ่มีสีหน้าเคร่งขรึมลง เอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “รัชทายาททรงมีรับสั่งมาแล้ว หากคัดคัมภีร์ได้ไม่ถึงร้อยจบแสดงว่าองค์หญิงทั้งสองไม่กตัญญูต่อฮองเฮา จะต้องเพิ่มบทลงโทษ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปให้ลดเบี้ยหวัดในตำหนักขององค์หญิงทั้งสอง และกักบริเวณหนึ่งเดือนเพื่อพิจารณาความผิดของตน”
อะไรนะ? ไม่กตัญญู…
ไม่รอให้พวกนางกล่าวอะไร ขันทีก็ปรายตามองนางข้าหลวงด้านข้าง “พาองค์หญิงทั้งสองกลับตำหนักเถิด”
“เจ้าค่ะ”
“มะ ไม่…ขอให้รัชทายาทโปรดระงับโทสะด้วย!”
…
เพียงไม่นานข่าวที่องค์หญิงทั้งสองถูกลงโทษก็แพร่ไปทั่วทั้งพระราชวัง ทุกคนอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ทว่าเดิมทีองค์หญิงหย่งผิงและองค์หญิงหย่งเล่อก็ไม่เป็นที่ต้อนรับของผู้อื่นอยู่แล้ว ตอนนี้จึงไม่มีใครเห็นใจพวกนาง เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจก็คือผู้ที่มีวาสนาดีที่สุดกลับเป็นองค์หญิงหย่งเจียที่มีนิสัยขี้ขลาดอ่อนแอ ชะตาชีวิตแต่ละคนแตกต่างกันจริงๆ ชีวิตเป็นสิ่งไม่เที่ยง
ทางด้านนี้ ขบวนเดินทางขององค์หญิงหย่งเจียออกไปจากพระราชวังแล้ว ส่วนโลงศพสีทองของฮองเฮาก็อยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายไปยังสุสานจักรพรรดิ
“หมู่เฟย ต่อไปนี้เนี่ยนเอ๋อร์จะมิได้พบเสด็จย่าอีกแล้วใช่หรือไม่?”
สีหน้าของตงฟางเนี่ยนที่ยังอายุน้อยดูขาวซีดอยู่บ้าง ในดวงตาของตู้หย่วนซิ่วสั่นไหว ใช่แล้ว ต่อไปนี้จะไม่ได้พบเสด็จแม่อีก แม้นางจะรู้ดีว่าในพระทัยของเสด็จแม่เป็นห่วงรัชทายาทมากที่สุด แต่ความรักที่พระนางมีต่อตนในหลายปีนี้ก็เป็นความจริง ทำได้เพียงตำหนิที่ตนไร้ประโยชน์ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปนางจะไม่มีสิ่งใดให้พึ่งพิงแล้ว
เมื่อคิดถึงช่วงเวลาหลายปีมานี้ นอกจากตำหนิตนเองแล้วนางยังทำอะไรได้อีกบ้าง ได้แต่ฟังคำปลอบใจของเสด็จแม่เพื่อมอบความหวังให้กับตน เพียงแต่บนเส้นทางหลังจากนี้ นางพึ่งได้เพียงตนเองแล้ว
“เสด็จย่าทรงเสด็จไปยังที่ที่ไม่มีเรื่องให้รำคาญพระทัยแล้ว ต่อไปนี้จะมีชีวิตที่มีความสุข เนี่ยนเอ๋อร์ชอบเห็นเสด็จย่าทรงสรวลใช่หรือไม่?”
ตงฟางเนี่ยนชะงักไป จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เนี่ยนเอ๋อร์อยากเห็นเสด็จย่าสรวล! ต่อไปนี้เสด็จย่าจะทรงสรวลบ่อยๆ ใช่หรือไม่?!”
“…อืม” ตู้หย่วนซิ่วลูบผมเด็กน้อยเบาๆ พลางคิดถึงคำพูดของฮองเฮา ต้องจดจำคำสั่งสอนของพระนางให้ดี ต้องอบรมตงฟางเนี่ยนให้ดี รัชทายาทมิได้สิ้นเปลืองความรู้สึกไปกับเด็กคนนี้มากนัก ดังนั้นในฐานะที่ตนเป็นมารดาจะต้องมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเขา เพื่อเขา ตนต้องยืนหยัดต่อไปให้ดี
…
ยามเย็น รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวเข้าสู่พระราชวังอย่างเชื่องช้า
“ทูลชายารอง ฮูหยินเฟิ่งมาถึงแล้วเพคะ”
ตู้หย่วนซิ่วหยุดการเคลื่อนไหวในมือ เห็นตู้หย่วนฟางเดินเข้ามาจากประตู “ท่านพี่”
“หย่วนฟาง เจ้ามาแล้ว” นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตาของตู้หย่วนฟางหยุดอยู่บนดอกไม้สีขาวเล็กๆ ที่ประดับอยู่บนผมของอีกฝ่าย สังเกตใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าซูบผอมนั้นอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจ
ท่าทีของอีกฝ่ายทำให้ตู้หย่วนซิ่วเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน นางจึงหัวเราะเสียงขืน “วางใจเถิด ข้าไม่เป็นไร”
จะไม่เป็นไรได้อย่างไรกัน! ตู้หย่วนฟางรู้ดีว่าการสวรรคตของฮองเฮาส่งผลเช่นไรกับพี่สาวของตน นางได้ยินจากเฟิ่งอวี่แล้วว่าการกระทำของรัชทายาทในตอนนี้ทำให้ผู้อื่นรู้สึกหนาวเหน็บหัวใจยิ่งนัก เดิมทีคิดว่าการที่พี่สาวของตนแต่งให้คนที่ตนรักใคร่แล้วจะมีความสุข เชื่อมาตลอดว่านางจะเฝ้ารอจนกระทั่งได้พบฟ้าใสหลังหมู่เมฆสลาย ไหนเลยจะรู้ว่าผ่านไปหลายปีเพียงนี้แล้วนางยังคงโดดเดี่ยวเช่นนี้
“ล้วนเป็น…ความผิดของหย่วนฟาง”
“จะเป็นความผิดของเจ้าได้อย่างไร เจ้าเพิ่งจะออกเดือนไม่นาน อย่าได้ลำบากเกินไปเลย”
ก่อนหน้านี้สองเดือนตู้หย่วนฟางคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ตระกูลเฟิ่ง เมื่อเห็นน้องสาวของตนมีใบหน้าแดงระเรื่อ ตู้หย่วนซิ่วก็รู้สึกยินดีกับนาง ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตนไร้ความสามารถ
ตู้หย่วนซิ่วส่งสายตาครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงที่อยู่ด้านหลังจึงปิดประตูลง ดวงตาของตู้หย่วนฟางแดงก่ำ “หย่วนฟางรู้สึกว่าความลำบากที่ท่านพี่ได้รับในยามนี้ล้วนเป็นเพราะข้า…” แรกเริ่มเดิมทีคนที่ต้องเข้าวังควรเป็นนาง แต่นางเห็นแก่ตัวเกินไป ยามนี้ท่านพี่มีสภาพเช่นนี้จะให้นางสนใจแต่ชีวิตมีความสุขของตนได้อย่างไร
“อย่าได้กล่าวคำพูดโง่งมเช่นนี้เลย การได้แต่งให้รัชทายาทนับเป็นเรื่องที่หัวใจของข้าวาดฝันมาโดยตลอด เพียงแต่ข้า…ไม่อาจได้พระทัยของพระองค์ก็เท่านั้นเอง” หากให้นางเลือกอีกครั้ง นางก็ยังเลือกเข้าวังเช่นเดิม ตู้หย่วนซิ่วไม่เคยสงสัยในการตัดสินใจของตนแม้แต่น้อย
“ท่านพี่ ต่อไปนี้ท่านจะทำอย่างไร?”
“ตอนนี้เนี่ยนเอ๋อร์เป็นความหวังเดียวของข้า เขาไม่ได้รับความโปรดปรานจากรัชทายาท ดังนั้นข้าจึงต้องเข้มแข็งมากขึ้น มิเช่นนั้นวันหน้าเขาจะพึ่งพาผู้ใดเล่า?”
ตู้หย่วนฟางอดกลั้นอารมณ์ของตนด้วยกลัวว่าจะส่งผลต่อตู้หย่วนซิ่ว “ใช่แล้ว ท่านแม่ให้หย่วยฟางนำของบางอย่างมาให้ท่านพี่ เพียงแต่ลืมให้สาวใช้นำเข้ามา”
เมื่อกล่าวถึงฮูหยินชางชิ่งโหว ตู้หย่วนซิ่วก็ขมวดคิ้ว “สุขภาพของท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง?”
ระยะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง สุขภาพของฮูหยินชางชิ่งโหวย่ำแย่ลงทุกวัน จวนโหวไหว้วานให้คนนำจดหมายมาส่งบ่อยๆ แม้ในจดหมายจะบอกให้นางไม่ต้องกังวล แต่ไหนเลยตู้หย่วนซิ่วจะไม่รู้ว่าฮูหยินท่านโหวกลัวว่าจะรบกวนอารมณ์ของตนเนื่องจากช่วงนี้สุขภาพของฮองเฮาไม่ค่อยดี ไม่อยากให้ตู้หย่วนซิ่วออกจากวังตามใจ
ตอนนี้เอง ด้านนอกกลับมีเสียงร้องไห้ดังเข้ามา “อา! องค์ชายน้อยทรงเป็นอะไรไปเพคะ!”
เนี่ยนเอ๋อร์? คนทั้งสองที่อยู่ในห้องตื่นตะลึงไปชั่วครู่ เพียงไม่นานนางข้าหลวงก็ประคองตงฟางเนี่ยนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเข้ามา ทุกคนสับสนวุ่นวายไปครู่หนึ่ง
ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยขาวเนียนประดุจหยกยามนี้กลับแดงก่ำ บนหน้าผากมีรอยเขียวช้ำดูน่ากลัว
“เนี่ยนเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น? หกล้มหรือ?” ตู้หย่วนซิ่วเงยหน้างขึ้นมองไปยังแม่นมของตงฟางเนี่ยนที่คอยดูแลเขามาโดยตลอด อีกฝ่ายเองก็ร้องไห้ด้วยความร้อนใจ “เมื่อครู่บ่าวคลาดสายตาไปเพียงไม่นานก็ไม่พบองค์ชายน้อยแล้วเพคะ จากนั้นได้ยินว่าองค์ชายน้อยถูกคนชนล้ม ตอนที่บ่าวไปถึงคนผู้นั้นก็หนีไปแล้ว บ่าวเห็นเพียงเงาด้านหลัง เป็นสตรีอายุน้อยผู้หนึ่ง บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตาย!”
“รีบไปตามหมอหลวงมาเร็วเข้า! อาการบาดเจ็บบนหน้าผากไม่เบาเลย” ตู้หย่วนฟางมองไปยังรอยช้ำที่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ใบหน้าอันหล่อเหล่างดงามนี้จะมีแผลเป็นหรือไม่?
เพียงไม่นานสาวใช้ของจวนตระกูลเฟิ่งก็ตามเข้ามา สีหน้าของนางกระวนกระวายยิ่งนัก “ฮูหยิน…ฮูหยิน…”
“เกิดอะไรขึ้น?” ตู้หย่วนฟางขมวดคิ้ว หรือจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอีกแล้ว?
“หายไปแล้ว…กะ กล่องหายไปแล้วเจ้าค่ะ!”
“กล่องอะไร?”
“กล่อง…กล่องที่มากับกล่องชามู่ตานของฮูหยินเจ้าค่ะ ตอนที่บ่าวย้อนกลับไปที่รถม้ายังเห็นอยู่แท้ๆ แต่เมื่อครู่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ตอนที่ตรวจนับอีกครั้งกลับหายไปแล้ว!”
ตู้หย่วนฟางพลันคิดขึ้นมาได้ “แย่แล้ว นั่นเป็นสินเดิมของท่านแม่ เร็ว รีบสั่งให้คนไปหามา”
“เดี๋ยวก่อน เด็กๆ…ไปหาบริเวณที่เส้นทางที่คนตระกูลเฟิ่งเดินทางมาเมื่อครู่นี้ หากพบองครักษ์ก็ลองถามดู บอกไปว่าฮูหยินเฟิ่งทำของสำคัญหาย” ยามนี้ไม่อาจทำให้เกิดความวุ่นวายในพระราชวังได้อีก ตู้หย่วนซิ่วกลัวว่าเรื่องนี้จะถูกผู้มีใจคิดไม่ซื่อใช้ประโยชน์ ให้คนในวังตามไปด้วยจะเป็นการดีที่สุด
“เนี่ยนเอ๋อร์อย่าร้อง บอกแม่มาเถิดว่าเกิดอะไรขึ้น?” นางปลอบตงฟางเนี่ยนเสียงเบา “เป็นลูกผู้ชายต้องกล้าหาญ แม่จะช่วยนวดให้เจ้า เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว…”
ตงฟางเนี่ยนสะอื้นเสียงเบาแล้วถึงเงียบลง “มี มีคนชนเนี่ยนเอ๋อร์”
“ถูกชนที่ใด?”
“ที่ ที่สวนจิ่นซิ่ว…”
“อา! ตอนที่อยู่บนถนนนอกสวนจิ่นซิ่ว บ่าวก็พบว่าหากล่องไม่พบแล้ว!” ประโยคนี้ของนางข้าหลวงทำให้ในสมองของทุกคนเปล่งประกาย
ตู้หย่วนซิ่วรับรู้ถึงอะไรบางอย่างจึงรีบย่อตัวลง “เนี่ยนเอ๋อร์เห็นหรือไม่ว่าผู้ใดชนเจ้า?”
ตงฟางเนี่ยนสะอื้นเล็กน้อย “ปะ เป็นพี่สาวคนหนึ่ง…”
แม่นมราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ทูลชายารอง บ่าวเห็นด้านหลังของคนผู้นั้น มิใช่นางข้าหลวงในวังเพคะ”
มิใช่นางข้าหลวง? หรือจะเป็นคนจากด้านนอก ต้องให้นางสั่งคนไปตรวจสอบว่าวันนี้มีผู้ใดเข้าวังมาบ้างหรือไม่? ไม่ มิอาจทำให้เรื่องนี้ดึงดูดสายตาผู้อื่นมากเกินไป “เด็กๆ”
องครักษ์หลายคนปรากฏตัวเบื้องหน้าตู้หย่วนซิ่วโดยพลัน “ไปตรวจดูเสียหน่อยว่าเมื่อครู่ผู้ใดไปที่สวนจิ่นซิ่วบ้าง”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“ถึงกับแอบขโมยของในวังเชียว…” ตู้หย่วนฟางกุมหน้าอกของตน นี่เป็นเรื่องที่นางคิดไม่ถึงจริงๆ
ตู้หย่วนซิ่วมีท่าทีเย็นชา ของที่ถูกขโมยเป็นสินเดิมของท่านแม่ ผู้ใดกันแน่ที่ใจกล้าคับฟ้าเพียงนี้? เมื่อมองไปยังบุตรชายที่ได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง โทสะในใจพลันขยายใหญ่
เพียงไม่นานองครักษ์ก็นำของสิ่งหนึ่งมาปรากฏตัวเบื้องหน้าตู้หย่วนซิ่ว “ทูลพระสนม พบของสิ่งนี้ในพุ่มหญ้าบริเวณสวนจิ่นซิ่วพ่ะย่ะค่ะ”
ในฝ่ามือของเขามีเศษผ้าสีฟ้าที่ถูกเกี่ยวขาดปรากฏอยู่ชิ้นหนึ่ง ตู้หย่วนซิ่วรับมาดู แม่นมที่อยู่ด้านข้างพลันเอ่ยปาก “นี่มิใช่ผ้าต่วนที่ใช้สำหรับสตรีที่เข้าวังมาใหม่ในครั้งนี้หรือ?”
ผ้าต่วนมิใช่ผ้าเนื้อดีนัก ที่ผ่านมาจะใช้สำหรับตัดเย็บอาภรณ์ให้สนมที่มีตำแหน่งค่อนข้างต่ำ ตู้หย่วนซิ่วจำได้ว่าผ้านี้คล้ายกับผ้าของผู้ที่ถูกส่งเข้าวังมา…
nitnit
รัชทายาทฟื้นคืนสติเสียทีเถอะสงสารลูกสงสารเมียบ้าง