หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 713 ไม่ผิดต่อนางเพียงผู้เดียว
เล่มที่ 24 ตอนที่ 713 ไม่ผิดต่อนางเพียงผู้เดียว
“หึ คนที่ควรโดนก็คือท่าน!” ในมุมมืด ตงฟางรุ่ยเลิกคิ้วด้วยสายตาเย็นชา หากไม่ได้เห็นกับตา จะอย่างไรเขาก็ไม่กล้าเชื่อว่าเสด็จพี่ที่ตนให้ความเคารพจะแปรเปลี่ยนไปมีสภาพเช่นนี้ได้ เพียงแต่เขาเองก็ยังไม่หมดหวัง คิดว่าจานหมึกที่ตนเขวี้ยงไปจะปลุกสติเขาขึ้นมาได้
ที่แท้ข่าวลือในเมืองล้วนเป็นความจริง สตรีในตำหนักนั้นเขาเคยเห็นมาก่อน ดูคล้ายกับท่านหมออยู่หลายส่วนจริงๆ
เสด็จพี่จะเลอะเลือนเกินไปแล้ว! เหตุใดจึงตกต่ำถึงขั้นนี้เพียงเพราะสตรีผู้เดียวได้ มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าเมื่อครู่ตงฟางรุ่ยต้องอดทนไม่ให้ตนพุ่งออกไปตบตีอีกฝ่ายแรงๆ สักยกมากเพียงใด เพียงแต่เขาในตอนนี้จะทำอะไรได้เล่า? ตอนนี้เสด็จพี่ดื่มสุราจนเมามาย หากเขาสติแจ่มชัดและเห็นว่าตนกลับมา เกรงว่าครั้งนี้คงมิได้หลบหนีง่ายๆ เพียงนั้นอีก
“องค์ชายรอง ควรไปได้แล้ว ที่นี่มิอาจอยู่นานได้”
ตงฟางรุ่ยดึงสายตากลับมาอย่างดุดัน ทอดถอนใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง พริบตาก็หายไปท่ามกลางความมืดมิด
วันต่อมา
ในการประชุมเช้า บนหน้าผากของตงฟางซวี่มีผ้าพันเอาไว้ ขุนนางทั่วทั้งราชสำนักต่างมีท่าทีตื่นตะลึง
อย่างไรก็ตามบุรุษในอาภรณ์สีเหลืองสว่างผู้นั้นกลับมิได้กล่าวคำใด เพียงแต่ท่าทีเจือไปด้วยความแปลกประหลาดอยู่หลายส่วน
“ทูลรัชทายาท เสบียงช่วยเหลือภัยแล้งถูกส่งไปถึงเขตประสบภัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ เชิญรัชทายาททอดพระเนตร”
“ให้อัครมหาเสนาบดีดูก็พอแล้ว”
““ทูลรัชทายาท นี่คือรายชื่อผู้ที่จะได้รับการผลักดันในครั้งนี้ เชิญรัชทายาททอดพระเนตรพ่ะย่ะค่ะ”
“ก่อนหน้านี้ข้าดูไปแล้วครั้งหนึ่ง ตกลงตามนี้เถิด”
แปลกประหลาดยิ่งนัก เหตุใดรัชทายาทในวันนี้จึงแตกต่างจากยามปกติ ต้องทราบว่าเรื่องการเลือกตำแหน่งขุนนาง เขามักจะเลือกด้วยตนเองอย่างดีหลายครั้งหลายครา ทุกคนล้วนรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกี่ยวข้องกับบาดแผลบนหน้าผากของรัชทายาท
“หากไม่มีเรื่องสำคัญอันใด วันนี้ก็เลิกประชุมเถิด”
ตงฟางซวี่ทิ้งไว้เพียงเงาหลังให้พวกเขาทุกคนโดยไม่สนใจสายตาสงสัยเหล่านั้น บนระเบียงทางเดิน เขายื่นมือไปสัมผัสหน้าผากที่ตอนนี้ยังคงเจ็บปวดเล็กน้อย เมื่อคืนเขาดื่มสุราไปมาก จำได้เพียงลางเลือน เมื่อคิดดูให้ละเอียดอีกครั้งกลับจำไม่ได้ว่ามีผู้อื่นอยู่ที่นั่นด้วย
“องค์ชายน้อย ช้าหน่อยเพคะ!”
บริเวณไม่ไกล เงาร่างเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขกระแทกเข้าสู่สายตาของตงฟางซวี่
ตงฟางเนี่ยนแย้มยิ้มอย่างมีความสุข เพียงแต่ผ้าพันแผลที่พันอยู่บนหน้าผากดูขบขันอยู่บ้าง ตงฟางซวี่ชะงักไปเล็กน้อย นี่เหมือนกับสภาพที่เขาส่องกระจกในยามเช้าอย่างสิ้นเชิง พ่อลูกล้วนได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังบาดเจ็บที่เดียวกันด้วย! เมื่อคิดเช่นนี้เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“อา รัชทายาท! บ่าวถวายพระพรรัชทายาทเพคะ!” แม่นมเป็นผู้เห็นตงฟางซวี่บนระเบียงทางเดินคนแรก ตอนนี้มิใช่เวลาประชุมเช้าหรือ เหตุใดรัชทายาทจึงมาอยู่ที่นี่ได้
ตงฟางเนี่ยนได้ยินเสียงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าพลันสลายไป รีบวิ่งไปหลบหลังแม่นม
“…” เด็กคนนี้ หวาดกลัวตนถึงเพียงนี้จริงหรือ?
ตงฟางซวี่ไม่รู้ว่าเดินเข้ามาใกล้ได้อย่างไร “ไม่จำเป็นต้องมากพิธี” ทว่าสายตาของเขากลับตกอยู่บนร่างเล็ก
แม่นมสังเกตุเห็นสายตาของเขาจึงรีบดึงมือตงฟางเนี่ยน “องค์ชายน้อย เร็ว รีบทักทายองค์รัชทายาทเถิด…”
เพียงแต่ตงฟางเนี่ยนกลับมองนางราวกับได้รับความอยุติธรรม ทั้งยังไม่ยอมเอ่ยปาก
ตงฟางซวี่รู้สึกจนใจ ย่อตัวลงยื่นมือออกไป “เนี่ยนเอ๋อร์ มานี่”
ในใจของแม่นมรู้สึกแปลกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่รัชทายาทยอมใกล้ชิดกับองค์ชายน้อย! เพียงแต่ตงฟางเนี่ยนกลับจับแขนเสื้อแม่นมแน่นไม่ยอมปล่อย ท่าทีราวกับเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายน่ากลัวอะไรอยู่ก็มิปาน ท่าทีเช่นนี้ทำให้แม่นมตกใจจนหน้าขาวซีด หากรัชทายาททรงกริ้วคงไม่ดีแน่
“องค์ชายน้อย เด็กดี ไปหารัชทายาทเถิด…รัชทายาทเพคะ องค์ชายน้อยเพียงหวาดกลัวคนแปลกหน้า…” แย่แล้ว ประโยคนี้ของตนคล้ายจะไม่ค่อยถูกต้องนัก
หวาดกลัวคนแปลกหน้า? ท่าทีของตงฟางซวี่ชะงักไปเล็กน้อย ใช่แล้ว แต่ไหนแต่ไรตนไม่เคยถามไถ่เรื่องของเด็กคนนี้ จะหวังให้เขาใกล้ชิดกับตนได้อย่างไร
“อาการบาดเจ็บขององค์ชายน้อยเป็นอย่างไร?”
“ทูลรัชทายาท หมอหลวงกล่าวว่าอาการบาดเจ็บขององค์ชายน้อยนี้ ขอเพียงรักษาให้ดีก็จะไม่เหลือแผลเป็นไว้เพคะ”
ตงฟางซวี่ตอบรับเสียงเบา มองไปยังคนตัวเล็กที่มองมาทางตนด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง จากนั้นจึงถอนใจเบาๆ “ช่างเถิด ดูแลเขาให้ดี
“น้อมส่งรัชทายาท…”
…
“อะไรนะ? รัชทายาททรงตรัสเช่นนี้จริงๆ หรือ?”
ตู้หย่วนซิ่วมีท่าทีแปลกใจ ต้องทราบว่าหลายปีมานี้ตงฟางซวี่มีเพียงท่าทีมองข้ามโอรสเพียงหนึ่งเดียวของเขา เหตุใดจู่ๆ วันนี้กลับ…
“เนี่ยนเอ๋อร์ มิได้ทักทายเสด็จพ่อของเจ้าหรือ?”
ตงฟางเนี่ยนส่ายหน้า เดินใกล้เข้ามาด้วยกลัวว่าตู้หย่วนซิ่วจะโกรธ “เนี่ยนเอ๋อร์กลัว…”
“ไม่ต้องกลัว นั่นคือเสด็จพ่อของเจ้า เนี่ยนเอ๋อร์เด็กดี วันหลังหากพบเสด็จพ่อจะต้องทักทายพระองค์ พระองค์ถึงจะโปรดเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
เรื่องในวันนี้ทำให้ตู้หย่วนซิ่วเกิดความหวัง บางทีรัชทายาทคงไม่ได้เลือดเย็นไร้หัวใจจริงๆ จะกล่าวอย่างไรตงฟางเนี่ยนก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา มองไปยังเด็กน้อยที่ทำให้ผู้คนรักใคร่เช่นนี้ บางทีตงฟางเนี่ยนอาจจะเป็นยาสลายความเย็นชาของรัชทายาทก็เป็นได้กระมัง?
ตงฟางซวี่เดินมาถึงตำหนักที่บรรจุแน่นไปด้วยเงาร่างของนางแห่งนั้นโดยไม่รู้ตัว ย้อนคิดไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขารู้สึกว่าตนต้องการสถานที่เงียบสงบแห่งหนึ่งเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์
บนระเบียงทางเดินอันยาวเหยียดและเงียบสงัด ในอากาศมีกลิ่นสมุนไพรจางๆ ตงฟางซวี่จินตนาการว่าที่นี่ก็คือตำหนักที่นางอาศัยอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีล้วนจัดขึ้นตามลักษณะนิสัยของนาง
บริเวณไม่ไกล เงาร่างงดงามสุภาพปรากฏบริเวณริมหน้าต่าง ทำให้ตงฟางซวี่หยุดฝีเท้าลง
พบว่ามีเงาร่างที่ดูคุ้นเคยหาใดเปรียบยืนอยู่บริเวณนั้น ในมือถือตำราแพทย์เล่มหนึ่ง ใบหน้าด้านข้างที่ทำให้เขาวาดฝันกำลังตั้งใจอ่านอักษรในตำรา ชั่วขณะหนึ่งตงฟางซวี่รู้สึกจิตวิญญาณสั่นไหว หากมิใช่ว่าสติสัมปชัญญะสมควรตายบอกกล่าวตนอย่างชัดเจนว่านั่นไม่ใช่อวิ๋นซู ตงฟางซวี่คงทะยานตัวเข้าไปดึงเงาร่างนั้นเข้าสู่อ้อมกอดแล้ว
“อา ถวายพระพรรัช…”
ตงฟางซวี่ส่งสายตาครั้งหนึ่ง แม่นมที่พบเขาจึงเงียบลงโดยพลัน
เขาเดินเขยิบเข้าไปเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่บริเวณห่างไกล ยืนพิงเสาชื่นชมภาพนั้นอย่างเงียบงัน หากนี่เป็นเงาร่างที่อยู่ในความฝันจะดีเพียงใด แต่อย่างไรนางก็คือนาง ไม่มีอะไรมาแทนได้
หลิ่วเซียงราวกับพบปัญหาบางอย่างคิ้วจึงคิ้วขมวดแน่น นิ้วมือเรียวยาวขาวนวลชี้ไปที่ตัวอักษรด้านบน “หมิง หมิง…”
“หญ้าหมิงเจว๋”
ด้านหลังมีเสียงหนึ่งดังขึ้น หลิ่วเซียงตกใจจนสั่นไปทั้งร่าง หมุนตัวไปเห็นตงฟางซวี่ที่ไม่ทราบว่ามายืนอยู่ด้านหลังตนตั้งแต่ยามใด สายตาของนางอดไม่ได้ที่จะหยุดอยู่บนบาดแผลบนหน้าผากของอีกฝ่าย ทำให้ลืมคารวะไปชั่วคราว
“ตัวอักษรที่ไม่รู้ก็รวบรวมมาแล้วนำไปถามผู้อื่นสักวัน ทำเช่นนี้จะเร็วกว่า”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ไม่มีเจตนาตำหนิถากถางนางแม้แต่น้อย หัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งของหลิ่วเซียงจึงค่อยๆ สงบลง “ถวายพระพรรัชทายาทเพคะ”
“ไม่จำเป็นต้องมากมารยาท คิดเสียว่าเจ้าเป็นสหายที่สนิทกันมาหลายปีของข้า เข้าใจหรือไม่”
แม้จะกล่าวเช่นนี้แต่ผู้ใดจะลืมฐานะของเขาได้จริงๆ เล่า สหายสนิทหรือ? นี่เป็นเรื่องที่แม้เพียงคิดก็ไม่กล้าคิดจริงๆ
“ข้าอารมณ์ไม่ดี ไปดื่มชาด้วยกันที่ศาลาเถิด”
ใบหน้าและความคิดของหลิ่วเซียงคล้ายกับอวิ๋นซูที่สุด ตงฟางซวี่รู้สึกว่าเมื่อได้เห็นนางก็อารมณ์ดีขึ้นมาก
ดรุณีน้อยผู้นั้นลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถือตำราแพทย์เดินตามไป
ภายในสวนบุปผาถูกคุ้มกันไว้แล้ว ตงฟางซวี่ไม่อยากให้มีผู้ใดมารบกวนยามที่ตนกำลังพักผ่อน
ลมเย็นพัดเข้ามา บนร่างของสตรีตรงข้ามมีกลิ่นสมุนไพรเจืออยู่จางๆ สตรีซูในตำหนักนั้นล้วนพกถุงหอมทั้งสิ้น ซึ่งเป็นถุงหอมที่ทำตามกลิ่นบนร่างของอวิ๋นซูก่อนหน้านี้ ยามนั้นเพื่อที่จะแสดงน้ำใจและสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอวิ๋นซูจึงมอบยาที่นางทำกับมือให้คนในวังไม่น้อย ตอนนี้จึงถูกนำมาปรุงขึ้นอีกครั้ง แม้จะไม่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว แต่อย่างน้อยเมื่อตงฟางซวี่ได้กลิ่นก็มีความรู้สึกว่านางอยู่เบื้องหน้า
หลิ่วเซียงไม่กล้าพูด ทำเพียงมองไปยังชาดอกไม้เบื้องหน้าตน ทุกสิ่งที่นางสัมผัสล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่รู้จักในกาลก่อน นางรู้สึกอัศจรรย์ใจมาโดยตลอด สตรีที่ทำให้รัชทายาทหลงใหลถึงเพียงนี้จะเป็นคนอย่างไร ตอนนี้ตนกำลังเรียนรู้ไปช้าๆ พบว่าที่แท้ความแตกต่างระหว่างพวกนางห่างกันราวฟ้ากับดิน ตำราแพทย์ที่ตนกำลังท่อง เชื่อว่าท่านหมอผู้นั้นคงจำได้ขึ้นใจแล้วกระมัง
“เจ้าอยากถามอะไร?”
จู่ๆ ตงฟางซวี่ก็เอ่ยถาม ทำให้หลิ่วเซียงกระสับกระส่ายขึ้นมา “หม่อมฉัน หม่อมฉัน…” ความคิดของนางชัดเจนเพียงนั้นเชียวหรือ?
“เจ้ามีคนที่ชอบอยู่นอกวังหรือไม่?”
หลิ่วเซียงคิดไม่ถึงว่าตงฟางซวี่จะถึงกับถามเช่นนี้ พลันนั้นจึงส่ายหน้า อย่างไรก็ตามนางฟังออกบ้างเเล้ว หากตนตอบว่ามี รัชทายาทจะให้นางไปจากวังหรือ?
“รัชทายาทเพคะ…” เสียงอ่อนแรงดังขึ้น ตงฟางซวี่ไม่ได้เบนสายตาขึ้นมอง “วันนี้ข้าจะไม่โกรธ พูดมาเถิด”
บางทีอารมณ์ที่สะสมมาในระยะนี้ล้วนถูกจานหมึกเมื่อคืนกระแทกจนหายไปแล้วกระมัง
“รัชทายาท หม่อมฉันบังอาจแล้ว มีเรื่องหนึ่งที่หม่อมฉันไม่เข้าใจมาโดยตลอด เพราะเหตุใด…พระองค์จึงไม่อยู่ด้วยกันกับสตรีที่พระองค์ชมชอบหรือเพคะ?”
บุรุษพลันเงียบลง หลิ่วเซียงกำแขนเสื้อของตนแน่น แย่แล้ว คงมิใช่ว่าทำให้พระองค์โกรธจริงๆ หรอกกระมัง?
“ข้าก็มักจะถามคำถามนี้กับตนเองเช่นกัน” ตกลงมันเริ่มตั้งแต่ยามใดกันแน่ที่เขารับรู้ว่าตนมิอาจครอบครองอวิ๋นซู? ดิ้นรนอย่างยากลำบากมาจนถึงวันนี้ยังมิใช่การลงทัณฑ์ที่มีต่อตนอีกหรือ คนที่เขาต้องการตำหนิ ตอนนี้ล้วนไม่อยู่แล้ว เวลาที่เหลือเขาจะใช้ความเกลียดชังมาค้ำยันตนเองได้อย่างไร?
“หานางไม่พบ ไม่รู้ว่านางไปอยู่ที่ใดแล้ว”
หลิ่วเซียงดวงตาเปล่งประกาย ใช่แล้ว ได้ยินว่าท่านหมอหายตัวไประหว่างทางกลับแคว้น เบาะแสไม่แน่ชัด หลายคนบอกว่าตอนนี้นางไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว
“เป็นไปไม่ได้เพคะ องค์รัชทายาท หม่อมฉันเชื่อว่านางจะต้องมีชีวิตอยู่ จะต้องมีสักวันหนึ่งที่นางจะกลับมา”
“จริงหรือ? เจ้าคิดเช่นนี้จริงหรือ?” นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล่าวกับตนว่าอวิ๋นซูจะกลับมาอย่างจริงใจเพียงนี้
คนเหล่านั้นล้วนเตือนให้ตนยอมแพ้
“หม่อมฉันคิดว่าสวรรค์จะต้องสงสารท่านหมอเป็นแน่ จะต้องถูกความจริงใจของพระองค์ทำให้ซาบซึ้งและบันดาลให้พระองค์กับท่านหมอได้อยู่ด้วยกันแน่นอน” นี่คือคำพูดจากใจของนาง
บุรุษเบื้องหน้ามิได้กล่าวคำใด หลิ่วเซียงพลันรู้ตัวว่าตนพูดจาใหญ่โตเกินไปจึงรีบก้มหน้าลง “หม่อมฉันกล่าวว่าจามากความแล้ว”
“ไม่ ขอให้เป็นไปตามที่เจ้าพูด” ตงฟางซวี่ลุกขึ้นยืน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด คำพูดของสตรีเบื้องหน้าราวกับมอบพลังให้เขาอีกครั้ง ใช่แล้ว อวิ๋นซูจะต้องกลับมา จะต้องมีสักวันหนึ่ง นางจะต้องกลับมาข้างกายตนแน่ “หากมีอะไรต้องการก็สั่งให้แม่นมไปทำได้”
เขามองไปยังหลิ่วเซียงครู่หนึ่ง มุมปากของบุรุษรูปงามอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ภาพนี้ทำให้ดวงตาของหลิ่วเซียงสั่นไหว นางไม่เคยเห็นรัชทายาทยิ้มมาก่อน หรือต่อให้เคยก็ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกราวกับอยู่ในฤดูใบไม้ผลิอันไร้ขอบเขต นางพลันอิจฉาท่านหมอผู้นั้นขึ้นมา มีบุรุษเช่นนี้รักใคร่นาง ไม่ว่ารัชทายาทจะโหดร้ายกับผู้อื่นเช่นไรแต่เขาก็ดีกับสตรีผู้หนึ่งมาตลอด นี่จะไม่ทำให้ผู้อื่นอิจฉาได้อย่างไร?
หากตนเป็นท่านหมอจะต้องมีความสุขมากเป็นแน่ ประเดี๋ยวก่อน นี่นางกำลังคิดเหลวไหลอันใดอยู่? ความสุขเช่นนี้มิใช่อะไรที่ตนจะวาดฝันได้! เพียงแต่หลิ่วเซียงยังอดไม่ได้ที่จะคิดถึงประโยคหนึ่งที่นางอ่านเจอในตำราก่อนหน้านี้หลายวัน ยอมทำผิดต่อคนใต้หล้าแต่ไม่ยอมทำผิดต่อนาง บางทีนี่คงเป็นความคิดของรัชทายาทกระมัง
…
เฟิ่งอวี่กลับมาจากการประชุมเช้า คิดถึงบาดแผลบนหน้าผากของรัชทายาทในวันนี้ ได้ยินว่าเมื่อคืนรัชทายาทถูกลอบโจมตี เพียงแต่มือสังหารเป็นผู้ใดเขาก็ไม่แน่ชัด ทุกคนไม่กล้าถามมากความ รู้สึกว่าบาดแผลบนหน้าผากของรัชทายาทดูแปลกประหลาดยิ่งนัก
“อะไรนะ? องค์ชายรองเป็นคนทำหรือ?” เมื่อได้ยินชางติ้งโหวกล่าว เฟิ่งอวี่พลันสะดุ้งตัวลุกขึ้นด้วยความตกใจ “เช่นนั้น…องค์ชายรองเล่า?”
Pennybull
คราวหน้าควรจะเอาจานกินข้าวขว้างใส่หน้าผากรัชทายาท เพื่อจะให้สติสตางค์กลับมามากกว่าขว้างด้วยจานหมึก 🤣🤣🤣
chaikan
ยอมทำผิดต่อคนใต้หล้าแต่ไม่ยอมทำผิดต่อนาง…คำพูดนี้น่าซึ้งใจแต่เสียดายที่อวิ๋นซูไม่มีใจให้ หวังว่าการเคาะกระโหลกขององค์ชายรองจะทำให้รัชทายาทตงฟางซวี่ได้สติขึ้นมาบ้าง ยอมรับความจริงแล้วหันมาดูแลลูกเมียเสียที
Venus36
อยากให้องค์ชายรองไปช่วยแม่กับเมียให้หลุดพ้นจากการควบคุมฮองเฮาแคว้นเหลียนสักที ไม่ต้องสนใจพี่ชายบ้าๆ แบบนั้นแล้ว หากได้ร่วมมือกับเฟิงหลิงก็ดี้เลย