หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 714 ความเปลี่ยนแปลงของวัดเทียนฝู
เล่มที่ 24 ตอนที่ 714 ความเปลี่ยนแปลงของวัดเทียนฝู
ชางติ้งโหวกุมหน้าผากด้วยความรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า ยังดีที่องค์ชายรองไม่ได้บุ่มบ่ามทำเรื่องอะไรที่ไม่อาจเรียกคืนได้ เมื่อคืนรัชทายาทดื่มสุราเข้าไป คิดว่าคงจำไม่ค่อยได้ หากสืบสวนขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้นคงจัดการยากแล้ว
ไม่ง่ายเลยกว่าที่ตนจะใช้หูตาที่แอบซ่อนไว้ในวังเพื่อให้ตงฟางรุ่ยที่แต่งตัวเป็นองครักษ์รอบเข้าไปได้ เดิมทีเขากล่าวเพียงว่าต้องการเห็นสภาพของรัชทายาทในตอนนี้กับตา ไหนเลยจะรู้ว่ากลับทำเรื่องเช่นนั้นออกไป
“พ่อคิดจะพาเขาไปส่งที่แคว้นเหลียน แต่ก่อนหน้านั้นต้องไปที่แห่งหนึ่งก่อน ไปพบคนผู้หนึ่ง”
ล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเต็มตัวแล้ว จู่ๆ วันนี้ก็มีลมพัดแรง ความอบอุ่นลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว
ฟ้ายังคงมิสว่าง รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากจวนชางติ้งโหว ไม่นานก็มีรถม้าอีกคันหนึ่งออกจากประตูหลัง ดึงดูดสายตาทั้งหมดที่มีก่อนหน้านี้ได้สำเร็จ
วัดเทียนฝูตั้งอยู่ในภูเขาลึก ยามนี้พระในวัดเปลี่ยนไปสวมใส่จีวรหนาแล้ว เส้นทางบนภูเขาเต็มไปด้วยน้ำค้างแข็งสีขาว
อากาศในภูเขาลึกยามฤดูใบไม้ร่วงเจือไปด้วยกลิ่นหอมของความเย็นยะเยือก เส้นทางบนภูเขามีคนสัญจรไปมาไม่มากนัก บุรุษหลายคนเดินเท้าเข้าไปในวัด พลันมีพระรูปหนึ่งออกมาต้อนรับ
“ประสก เจ้าอาวาสรออยู่นานแล้ว”
ชางติ้งโหวถอดเสื้อคลุมของตนออก “ลำบากพระอาจารย์น้อยนำทางแล้ว” สีหน้าของเขาหนักอึ้ง เดินตามพระรูปนั้นไปยังเรือนด้านหลัง
ภายในห้องของเจ้าอาวาส ในอากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นหอมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกใจสงบ พระชรานั่งหลับตา ในมือถือบีบสร้อยประคำ กำลังสวดมนต์ท่องคัมภีร์
“เจ้าอาวาส พาประสกมาแล้วขอรับ”
“เชิญเข้ามา”
ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก ความอบอุ่นสายหนึ่งปะทะเข้ามาบนใบหน้า “ท่านเจ้าอาวาส!”
“ท่านโหว ไม่ได้พบกันหลายปี สบายดีหรือไม่?” เจ้าอาวาสแย้มยิ้มอย่างเมตตา เพียงแต่สีหน้าของเขากลับเจือไปด้วยความอ่อนแรงอยู่หลายส่วน
“ข้าสบายดี เพียงแต่ท่านเจ้าอาวาส…”
“ถึงเวลาแล้ว สรรพสิ่งล้วนมีวันจากลา” เจ้าอาวาสพบเห็นโลกมนุษย์อันเสื่อมทรามมามาก ผลและกรรมล้วนก่อเกิดเป็นวัฏสงสาร เป็นกฏที่มิอาจเปลี่ยนแปลงของโลกหล้า “ท่านโหวดูไม่แตกต่างจากเมื่อก่อน ยังคงมีสายตาแกร่งกร้าวเช่นเดิม”
ในใจของชางติ้งโหวรู้สึกโศกเศร้า “ไม่ ข้าเองก็ชราแล้ว”
ทั้งสองทักทายปราศรัยกันชั่วครู่ จากนั้นจึงเดินไปนั่งลงด้านข้าง
“นี่…หลายปีเพียงนี้แล้ว ท่านเจ้าอาวาสมีงานอดิเรกเพียงอย่างเดียวหรือ?” เขาจำได้ว่ายามได้พบกันครั้งที่แล้วก็วางหมากกับอีกฝ่ายไปทั้งคืน
เจ้าอาวาสแย้มยิ้ม “การวางหมากสามารถบ่มเพาะนิสัยของผู้คน แต่ก็ทำให้ผู้คนหลงใหลได้ง่ายเช่นกัน นานแล้วที่ไม่มีผู้ใดวางหมากกับอาตมา ตั้งแต่คุณชายสามจากไป”
เมื่อกล่าวถึงเฟิ่งหลิง ชางติ้งโหวก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลง “ท่านเจ้าอาวาสกล่าวว่ามีของสำคัญต้องการมอบให้ข้า ไม่ทราบว่าเป็นฮองเฮา…”
อีกฝ่ายพยักหน้า “อาตมาเองก็คิดไม่ถึงว่าจะมีของเช่นนี้อยู่ ตอนแรกยามที่ฮองเฮาจากไป พระนางทิ้งกลอนเอาไว้บทหนึ่ง เพียงแต่อาตมาไม่เคยใส่ใจ จนกระทั่งก่อนหน้านี้ได้พบกับตัวอักษรแถวหนึ่งบนต้นไม้ด้านหลัง เมื่อใคร่ครวญอย่างละเอียดจึงรับรู้ได้ถึงความหมายที่แฝงอยู่ในนั้น สีกาท่านนั้นลำบากมากจริงๆ”
ชางติ้งโหวไม่ได้กล่าวคำใด ทำเพียงขมวดคิ้วเบาๆ ด้วยท่าทีรุนแรง
ที่เขาได้รู้จักกับเจ้าอาวาสของวัดเทียนฝูเป็นเพราะฮองเฮาพระองค์ก่อนแห่งแคว้นเหลียน ฮองเฮาพระองค์ก่อนมีบุญคุณต่อเขา จำได้ว่าตอนนั้นก็เป็นฤดูใบไม้ร่วงเช่นกัน จู่ๆ ก็มีพระรูปหนึ่งมาปรากฏตัวที่ประตูหลังจวนชางติ้งโหว ในอ้อมกอดอุ้มทารกที่ยังอยู่ในห่อผ้าเอาไว้ผู้หนึ่ง เขากล่าวว่าฮองเฮาพระองค์ก่อนไหว้วานตน หวังว่าจะรับเลี้ยงเด็กผู้นี้จนเติบใหญ่ ปกป้องเขาให้ปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้นยังนำของยืนยันตัวตนมาด้วยซึ่งก็คือจดหมายและเส้นผมที่เฟิ่งหลิงพบในห้องลับก่อนหน้านี้
พระรูปนั้นก็คือเจ้าอาวาสวัดเทียนฝูนั่นเอง ตอนนี้นับว่าผ่านไปนานหลายปีแล้ว
“กล่าวเช่นนั้น ฮองเฮายังมีชีวิตอยู่หรือ?”
“อาตมาไม่รู้ว่าสีกาท่านนั้นรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรือทิ้งเอาไว้เพราะความคิดถึง” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ระยะนี้ท่านโหวคงรำคาญใจไม่น้อยเลยกระมัง?”
กระทั่งเจ้าอาวาสก็ยังสังเกตุเห็นใบหน้ามากมายที่ไม่ควรปรากฏตัวในเมืองหลวง เขาใคร่ครวญอย่างละเอียด รู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องกับแคว้นเหลียน เพียงแต่ไม่นานก่อนหน้านี้เขาได้พบกับของสิ่งนี้จึงรู้ว่าจำเป็นต้องรีบมอบของให้คุณชายสาม มิเช่นนั้นจะนำพาความยุ่งยากอันใหญ่หลวงเข้ามา
ชางติ้งโหวทอดถอนใจเบาๆ “ข้ารู้สึกว่าเรื่องไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น” เห็นได้ชัดว่าแคว้นเหลียนนิ่งเฉยมาหลายปี เหตุใดจู่ๆ จึงมีการเคลื่อนไหวเช่นนี้ได้ ตั้งแต่ข่าวที่ว่าเหมยเฟยยังไม่ตายแพร่ออกมา เขาก็รู้สึกราวกับมีมืออันไร้รูปลักษณ์คู่หนึ่งกำลังควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง ก่อให้เกิดคลื่นลมครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาจะมีความรำคาญใจที่ไหนกัน กลับจะเป็นห่วงเฟิ่งหลิงที่อยู่แคว้นเหลียนอันห่างไกลเสียมากกว่า เด็กคนนั้นจะต้องมีชีวิตยากลำบากยิ่งขึ้นเป็นแน่
“เดิมทีคิดจะแลกเปลี่ยนสถานการณ์กับท่านโหวสักหลายประโยค เพียงแต่เวลามักไม่ขึ้นอยู่กับผู้คน” เจ้าอาวาสเดินไปข้างเตียง กดลงไปยังตำแหน่งหนึ่งเบาๆ ข้างหมอนพลันมีลิ้นชักลับปรากฏขึ้น จากนั้นจึงหยิบกล่องที่ถูกห่ออยู่ในผ้าสีเหลืองชิ้นหนึ่งออกมาแล้วเดินกลับมาเบื้องหน้าชางติ้งโหว “นี่คือของที่พบในเรือนหลังตามที่บทกลอนได้กล่าวไว้ หวังว่าท่านโหวจะมอบให้ถึงมือคุณชายสาม เดิมทีอาตมาสมควรเป็นผู้มอบให้กับมือ เพียงแต่อาตมากังวลว่าจะมิอาจรอถึงยามนั้นได้”
มุมปากของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มสงบ ชางติ้งโหวทอดถอนใจเบาๆ รับมาอย่างระมัดระวัง ฝุ่นดินมากมายร่วงหล่นลงมาจากผ้าสีเหลือง เห็นได้ว่าเพิ่งจะถูกขุดออกมาจากดินไม่นาน
“เจ้าอาวาสโปรดวางใจ ข้าจะรักษาให้ดี”
“ท่านโหวรีบกลับไปเถิด หากมีวาสนา ครั้งต่อไปอาตมาจะรองรับท่านโหวให้ดี” ของสิ่งนี้สมควรรีบส่งให้ถึงมือเฟิ่งหลิงเสียหน่อย
ชางติ้งโหวพยักหน้าเล็กน้อย “ท่านเจ้าอาวาส รักษาตัวด้วย!”
“ท่านโหวรักษาตัวด้วย”
เขานำของสิ่งนั้นใส่ไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ชางติ้งโหวสวมเสื้อคลุมอีกครั้งแล้วจึงถอยออกไป
ด้านนอก บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ สายตาของเขาหยุดอยู่บนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง เดินเข้าไปใกล้ด้วยความสงสัย
เหตุใดต้นไม้นี้จึงถูกคนเลาะเปลือกไม้ออกไปเล่า? แปลกประหลาดจริงๆ ตงฟางรุ่ยยื่นมือไปลูบกิ่งไม้ที่ถูกเลาะเปลือกนั้นเบาๆ ด้านหลังมีเสียงดังแว่วมา “ได้เวลาไปแล้ว”
ตงฟางรุ่ยหันไปมอง พบว่าชางติ้งโหวกำลังเดินเข้ามา เร็วเช่นนี้เชียวหรือ?
สายตาของท่านโหวหยุดอยู่บนเปลือกไม้นั้นครู่หนึ่ง “องค์ชาย พวกเราไปกันเถิด”
“ท่านโหวทำธุระเสร็จแล้วหรือ?”
อีกฝ่ายพยักหน้า พระรูปหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา “ประสกทั้งสอง ท่านเจ้าอาวาสให้อาตมานำทาง”
“ลำบากพระอาจารย์น้อยแล้ว”
พระรูปนั้นเลือกเส้นทางเล็กๆ แห่งหนึ่งเพื่อลงเขา เส้นทางตอนมาและเส้นทางตอนกลับไม่เหมือนกัน เห็นได้ว่าเจ้าอาวาสท่านนี้ละเอียดรอบคอบยิ่งนัก ตงฟางรุ่ยไม่ได้คิดอะไรมาก รู้สึกเพียงว่าบนภูเขาแห่งนี้อากาศหนาวเย็น ทำให้ผู้คนรู้สึกอ้างว้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังรู้สึกว่างเปล่าในใจ ราวกับอะไรบางอย่างกำลังจะหายไป
“รอก่อน”
จู่ๆ ชางติ้งโหวที่อยู่ด้านหลังก็เอ่ยปาก คนทั้งสองที่อยู่ด้านหน้าจึงหยุดฝีเท้าลงด้วยความสงสัย
“พวกท่านได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?”
ตงฟางรุ่ยกับพระรูปนั้นสบตากัน ต่างพากันส่ายหน้า
ชางติ้งโหวขมวดคิ้วแน่น เขาหันกลับไปมองทางที่ลงมา ความรู้สึกอันแปลกประหลาดนี้มิอาจสลัดออกจากใจ ใช่แล้ว! เสียงนกร้อง เสียงนกร้องที่ควรจะดังมาเป็นระยะกลับไม่ปรากฏ เงียบเสียจนดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง?
“ไป พวกเรากลับไปดูเสียหน่อย!”
…
“ประสกทั้งหลาย บนหลังคาหนาวเย็น มิสู้เข้ามาดื่มชาอุ่นๆ ในห้อง ฟังอาตมาสวดมนตร์เป็นอย่างไร?”
เสียงปังดังขึ้น พลันมีบุรุษในอาภรณ์ชุดดำหลายคนทะยานตัวเข้ามาทางหน้าต่าง หลังคา และประตู ล้อมเจ้าอาวาสชราเอาไว้
สายตาของทุกคนเจือไปด้วยประกายกล่าวเตือน “ส่งของที่ฮองเฮาทิ้งไว้มาเสีย!”
“คำพูดของประสกทั้งหลายหมายความว่าอย่างไร อาตมาไม่เข้าใจ”
บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้เป็นหัวหน้าหัวเราะเสียงเย็น “หากเจ้าไม่อยากเห็นพวกเราใช้เลือดย้อมวัดเทียนฝูก็รีบส่งของออกมาเสีย พูดจาไร้สาระให้มันน้อยหน่อย!”
เจ้าอาวาสเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสูดหายใจลึก “คิดไม่ถึงว่าเวลาผ่านไปหลายปี อาตมาจะต้องก่อกรรมอีกครั้ง”
อะไรนะ?
บรรยากาศของพระที่อยู่บนตั่งพลันเปลี่ยนไป ได้ยินเสียงปังครั้งหนึ่ง เขาซัดฝ่ามือลงไปยังกระดานหมากข้างกาย หมากจำนวนนับไม่ถ้วนบินพุ่งเข้าไปยังบุรุษชุดดำเหล่านั้นราวกับคมมีด พวกเขาพากันพลิกตัวหลบเลี่ยง ชูอาวุธในมือขึ้นมา “สมควรตาย!”
การเคลื่อนไหวทางด้านนี้ดึงดูดพระรูปอื่นๆ ในวัดเทียนฝูเข้ามาโดยพลัน ยามที่ทุกคนมาถึง บุรุษชุดดำทั้งหลายก็กระเด็นออกมาแล้ว
“ผู้ใดมาเยือน? อยู่ในรั้ววัด ควรเกรงใจสถานที่อันสงบเสียบ้าง!”
อย่างไรก็ตามมือสังหารแคว้นเหลียนเหล่านี้จะรับมือได้ง่ายเช่นนั้นที่ไหนกัน พบว่ามีควันสีเขียวลอยมา เจ้าอาวาสพลันตะโกนลั่น “ระวัง มีพิษ!””
“อ้าก!” ทว่าไม่ทันเสียแล้ว พระหลายรูปที่อยู่เบื้องหน้ามีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ทรุดลงกับพื้นร้องโอดครวญ เพียงไม่นานก็สิ้นลม พระรูปอื่นๆ รีบฉีกอาภรณ์ออกมาปิดปากปิดจมูกของตน ยามนี้คนชุดดำเริ่มลงมือสังหารแล้ว
เดิมทีเจ้าอาวาสมีอาการป่วยอยู่กับตัว การฝืนโคจรลมปราณทำให้สิ้นเปลืองแรงของเขาไปมาก นานไปก็มิอาจยืนหยัดสู้ศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าได้ หน้าอกถูกฝ่ามือหนึ่งโจมตีอย่างรุนแรง พริบตานั้นก็กระอักเลือดออกมา กระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว
“ท่านเจ้าอาวาส!”
พระหลายรูปรีบเข้ามาประคองเขาเอาไว้ “ไม่ พวกเจ้ารีบไป…รีบไป…”
“หึ? คิดจะไปหรือ? ฆ่า อย่าให้เหลือแม้แต่ผู้เดียว! แล้วค่อยขุดพื้นหาของออกมา!” บุรุษชุดดำผู้เป็นหัวหน้าออกคำสั่ง ไอสังหารคละคลุ้งไปทั่วฟ้า
ทันใดนั้นเสียงลมหนาวดังหวีดหวิว คนชุดดำอีกกลุ่มหนึ่งล้อมสังหารเข้ามา พริบตาเดียวประกายดาบเงากระบี่และกลิ่นเลือดพลันปกคลุมไปทั่ว
“ท่านเจ้าอาวาส?!”
เสียงนี้…เจ้าอาวาสที่อยู่บนพื้นลืมตามอง “อา คะ คุณชายสาม…”
เฟิ่งหลิงเลือกหยิบผ้าสีดำมาปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งแล้วเดินมาข้างกายเจ้าอาวาส มองจีวรที่ถูกอาบยอมไปด้วยสีแดงของเขา “ท่านเจ้าอาวาส ข้ามาช้าไป…”
“คุณชายสาม เหตุใดท่านจึง…” จึงมาอยู่ที่นี่ได้?
“อา! องค์ชายใหญ่?” บุรุษผู้เป็นหัวหน้าพบเฟิ่งหลิงได้โดยพลัน คนในอาภรณ์สีดำทั้งหมดต่างหน้าเปลี่ยนสี ในเมื่อองค์ชายใหญ่มาแล้ว เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะลงมือไว้ไมตรี หากฆ่าเขาได้ ก็สามารถอธิบายกับฮองเฮาได้แล้ว!
“แค่กๆ …” เจ้าอาวาสกระอักโลหิตออกมาอีกครั้ง เฟิ่งหลิงพบว่าลมหายใจของเขาอ่อนแรงยิ่งนัก ใบหน้างดงามหล่อเหลาราวกับมีน้ำแข็งหนาวเหน็บฉาบเอาไว้ ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายเย็นชา “ฆ่าไม่เว้น”
“ขอรับ!”
คนทั้งสองกลุ่มเข้าต่อสู้โรมรันกันอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นการปกป้องเฟิ่งหลิงอย่างแยบยล
“ท่านเจ้าอาวาส ท่านอดทนไว้ก่อน…” กำลังคิดจะโคจรพลังรักษาบาดแผลให้เขา เจ้าอาวาสกลับแย้มยิ้มอย่างอ่อนแรง “คุณชายสามไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองความคิด เดิมทีอาตมาก็เป็นคนใกล้ตายแล้ว เพียงแต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เดินหมากกับคุณชายสามอีก…”
เฟิ่งหลิงกุมมือแห้งผากและหนาวเน็บของเขาแน่น มีเสียงสะอื้นออกมาจากลำคอ “ไม่ ท่านเจ้าอาวาสจะต้องไม่เป็นอะไร พวกเราจะได้เดินหมากกันอีกทั้งคืน!”
“ของ อาตมามอบของให้ท่านโหวแล้ว…คุณชายสามไป ไปหาเขา…เพิ่งจะไปได้ไม่นาน…”
“หลิงเอ๋อร์?!” เสียงอันสั่นสะท้านดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย ในยามที่ชางติ้งโหวและตงฟางรุ่ยตามมาถึงก็พบภาพเช่นนี้แล้ว “ท่านเจ้าอาวาส?!”
nitnit
ฮองเฮาแม่ของเฟิ่งหลิ่งทิ้งอะไรไว้ให้นะ คงเป็นลายแทงหรือสิ่งที่จะบอกถึงของสำคัญที่ไท่ซ่างฮองแคว้นเหลียนหาอยู่ละมั้ง
Venus36
องค์ชายรองและท่านพ่อมาเจอกับเฟิงเลิงแล้ว หวังว่าคงรอดกันนะ แม่ของพระเอกเหมือนอวิ๋นซูจริงๆ