หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 715 เดินทางกลับแคว้น
เล่มที่ 24 ตอนที่ 715 เดินทางกลับแคว้น
คนชุดดำเหล่านี้…ตงฟางรุ่ยมองไปยังกระบวนท่าของอีกฝ่าย พลันเข้าใจกระจ่างว่าเป็นมือสังหารที่แคว้นเหลียนส่งมา กระบวนท่าราวกับออกมาจากสำนักเดียวกันกับคนที่ไล่สังหารตนเอง! หาที่นี่เจอได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นเฟิ่งหลิงที่อยู่ข้างกายเจ้าอาวาสแล้ว นั่นมิใช่…เขาไม่ค่อยสนิทสนมกับเฟิ่งหลิงนัก อย่างไรก็ตามกลับรู้ดีว่าทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกันอย่างแท้จริง
องครักษ์เงาของเฟิ่งหลิงมีฝีมือยอดเยี่ยม เพียงไม่นานก็ทำให้อีกฝ่ายตกเป็นรอง
บุรุษชุดดำเห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะหนี องครักษ์เงาทั้งหลายรีบดังค่ายกลข่ายฟ้า พริบตาเดียวคนที่เหลือก็ถูกขังอยู่ในค่ายกล กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นฟุ้งกระจาย สุดท้ายจึงเหลือเพียงลมหายใจรวยละริน ความพินาศของมือสองหารทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในพริบตาเช่นกัน
“ท่านเจ้าอาวาส…”
ชางติ้งโหวเดินมาข้างกายเจ้าอาวาส ในดวงตาปรากฏความเจ็บปวดเพียงพริบตา เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้?
“ท่านโหว อาตมา อาตมาเกรงว่าจะไม่มีโอกาส…รับรองท่านโหวอีกแล้ว”
“ท่านเจ้าอาวาส!” พระทุกรูปรีบเดินเข้ามา ในดวงตาของเจ้าอาวาสเต็มไปด้วยความเมตตาและคิดคำนึง พระเหล่านี้มีมากน้อยเพียงใดที่เขาเห็นเติบโตมากับตา ความรู้สึกเช่นนี้กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามิอาจตัดทิ้ง อย่างไรก็ตามลิขิตสวรรค์ยากต่อต้าน เขามองไปยังพระรูปหนึ่งที่อยู่ข้างกาย วางมือลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย “อู้ฟ่า วัดเทียนฝูต่อจากนี้ต้องมอบให้เจ้าแล้ว”
“ท่านเจ้าอาวาส!”
เจ้าอาวาสมองไปยังเฟิ่งหลิงที่ด้วยความอ่อนแรง “ภารกิจสุดท้ายของอาตมานับว่าสำเร็จแล้ว…คุณชายสาม ต่อไป…จำไว้ว่าให้บุตรชายทั้งสามของอาตมา…”
มืออันอ่อนแรงหยุดอยู่กลางอากาศ จากนั้นสายตาอ่อนโยนเมตตาจึงค่อยๆ ปิดลง เฟิ่งหลิงโศกเศร้าในใจ พระทุกรูปพากันเช็ดน้ำตา “ท่านเจ้าอาวาส…สิ้นใจแล้ว”
“หากข้ากลับมาเร็วกว่านี้ก็คงดี…”
มือของเฟิ่งหลิงสั่นเล็กน้อย ภาพเหตุการณ์ในอดีตปรากฏในสมอง ความเสียใจและเจ็บปวดอันไร้ก้นบึ้งเอ่อล้นออกมา หากเขากลับมาเร็วกว่านี้เสียหน่อยก็คงดี…
“หลิงเอ๋อร์ เป็นตายขึ้นอยู่กับโชคชะตา ท่านเจ้าอาวาสเคยกล่าวแล้วว่าเวลาสุดท้ายมาถึงแล้ว” ชางติ้งโหวยื่นมือออกไปวางลงบนไหล่ของเฟิ่งหลิงเบาๆ
“หากไม่ใช่เพราะข้า ท่านเจ้าอาวาสคงจากไปอย่างสงบ เหตุใดจะ…”
การจากไปของเจ้าอาวาสวัดเทียนฝูทำให้ผู้คนเสียใจยิ่งนัก แต่ชางติ้งโหวเข้าใจดี ตอนนี้มิใช่เวลามารั้งรอ คนที่ตามพวกเขามาเหล่านี้ไม่แน่ว่าจะมีเพียงกลุ่มเดียว
“หลิงเอ๋อร์ พวกเรารีบไปจากที่นี่เสียหน่อยเถิด อย่าได้เพิ่มการนองเลือดให้วัดเทียนฝูอีกเลย พ่อจะสั่งให้คนบูรณะวัดเทียนฝูเสียใหม่ และจัดการงานศพให้เจ้าอาวาส”
“ประสก ก่อนหน้านี้หลายวันท่านเจ้าอาวาสกล่าวว่าหากท่านสิ้นใจ พวกเราอย่าได้เศร้าโศก ท่านจะกลายเป็นต้นไม้ใบหญ้าภายในวัดเทียนฝู ยังคงมีชีวิตอยู่ด้วยกันกับพวกเรา ขอให้ประสกรีบไปเถิด ท่านเจ้าอาวาสก็มอบให้พวกเราจัดการ” พระที่ชื่อว่าอู้ฟ่าประคองเจ้าอาวาสขึ้นมา เขาเป็นห่วงว่าจะเป็นเฉกเช่นที่ชางติ้งโหวกล่าว หากมีมือสังหารอีกกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวและทำร้ายประสกทั้งหลาย เช่นนั้นมิใช่ว่าเจ้าอาวาสจะเสียสละเปล่าหรือ?
เฟิ่งหลิงหลับตาลงเบาๆ ลมเย็นพัดปะทะใบหน้าอันหล่อเหล่างดงามของเขา จากนั้นจึงสูดหายใจลึก “ลำบากพระอาจารย์ทั้งหลายแล้ว” เฟิ่งหลิงมองไปยังใบหน้าเมตตาของท่านเจ้าอาวาสด้วยความอาลัยก่อนจะยืนขึ้น “ท่านพ่อ พวกเราไปกันเถิด”
ชางติ้งโหวพยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงพาเขาเดินไปยังเส้นทางเล็กๆ ที่พวกเขาเพิ่งจากมาเมื่อครู่นี้
ระหว่างทาง เฟิ่งหลิงมีท่าทีเคร่งขรึมราวกับยังคงอาลัยอาวรณ์เรื่องเมื่อครู่นี้ องครักษ์เงาทั้งหลายหายตัวไปไม่เห็นร่องรอยอีกครั้ง เพียงแต่ชางติ้งโหวยังคงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของยอดฝีมือที่แผ่ออกมาจากด้านหลังเป็นระยะ พวกเขาตามคุ้มครองเฟิ่งหลิงอยู่รอบๆ ตลอดเวลา
“คุณชายสาม”
ตงฟางรุ่ยที่อดทนมาตลอดเอ่ยปากขึ้นในที่สุด เฟิ่งหลิงได้สติกลับมา ยามนี้จึงค่อยสังเกตเห็นบุรุษข้างกายชางติ้งโหว
ตงฟางรุ่ยปลอมแปลงใบหน้าเพื่อให้พวกเขาเคลื่อนไหวสะดวกแล้ว ยามนี้เฟิ่งหลิงจึงจำเขาไม่ได้โดยสิ้นเชิง
“หลิงเอ๋อร์ ลืมบอกเจ้าไป นี่คือองค์ชายรอง”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ออกมา ทั้งสองกลับไม่เห็นความแปลกใจในสายตาของเฟิ่งหลิงแม้แต่น้อย เขาทำเพียงมองสำรวจบุรุษที่ดูแปลกหน้าโดยสิ้นเชิงเบื้องหน้าด้วยสายตาลึกล้ำ
“องค์ชายรองปลอมแปลงพระพักตร์แล้ว พ่อคิดจะส่งพระองค์ไปที่แคว้นเหลียน”
“ท่านต้องการไปพบเหมยเฟยหรือ?”
ตงฟางรุ่ยดวงตาเปล่งประกาย “หมู่เฟยของข้ายังมีชีวิตอยู่จริงหรือ?!” เขารีบเดินเข้ามา ทว่าข่าวนี้กลับทำให้ชางติ้งโหวที่อยู่ด้านข้างมีท่าทีตกตะลึง เหมยเฟยยังมีชีวิตอยู่หรือ? เป็นเช่นนี้จริงๆ ยามนั้นเหมยเฟยหายตัวไปจากท้องพระโรงกะทันหัน แม้นางจะถูกพิษ แต่หากถูกคนของแคว้นเหลียนช่วยไปจริงๆ มิแน่ว่าพิษเพียงเล็กน้อยเช่นนั้นคงมินับเป็นอะไรได้
“ยังมีพระชายาของท่านด้วย”
“…” บนใบหน้าของตงฟางรุ่ยเกิดประกายแปลกประหลาด เนื่องจากเขารู้ว่าอู๋ฮุ่ยอวิ๋นถูกฮองเฮาแคว้นเหลียนจับตัวไปแล้ว นั่นก็เพื่อล่อให้ตนออกมา พระนางทำทุกวิถีทางจริงๆ
พวกเขาขึ้นไปบนรถม้าที่จัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว ยามนี้เฟิ่งหลิงจึงค่อยกล่าวขึ้นอย่างละเอียด “เพื่อความปลอดภัยของเหมยเฟยและพระชายา ขอเตือนองค์ชายรองว่าอย่าเพิ่งไปแคว้นเหลียนจะเป็นการดี”
พวกเขาต่างรู้จุดประสงค์ของฮองเฮาแคว้นเหลียนเป็นอย่างดี พระนางต้องการจับตงฟางรุ่ยมาข่มขู่เหมยเฟย หากเรื่องสำเร็จ เหมยเฟยและตงฟางรุ่ยก็มิอาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หากตงฟางรุ่ยไม่ปรากฏตัว เหมยเฟยก็จะไม่ถูกข่มขู่ ทำให้ฮองเฮาไม่ได้รับของที่ต้องการ เช่นนี้จึงนับว่ามีประโยชน์มากกว่า เหมยเฟยก็อาจจะมีชีวิตต่อไปได้
“ไม่ ข้าไม่อาจอยู่เฉยๆ มองนางถูกทรมานจนตายได้”
เฟิ่งหลิงไม่ได้กล่าวคำใด ตงฟางรุ่ยจึงมั่นใจในความคิดของตนยิ่งขึ้น เดิมทีเขาคิดว่าหนีไปให้ไกลแล้วตนจะลืมหมู่เฟยที่หายตัวไปสิบกว่าปีผู้นี้ได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินข่าวของนางอีกครั้ง ตงฟางรุ่ยจึงรู้ว่าตนไม่อาจตัดนางทิ้งได้อย่าสิ้นเชิง ยามนั้นจากกันโดยไม่ลา เป็นตนผิดต่อนาง ตอนนี้หมู่เฟยอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เขาจะมีความสุขอยู่ข้างนอกเพียงลำพังได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้นยังลากสตรีผู้นั้นเข้ามาพัวพันอีกด้วย
สำหรับอู๋ฮุ่ยอวิ๋น ตงฟางรุ่ยยังคงพูดไม่ออกว่าตนมีความรู้สึกเช่นไร อาจจะมีความรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน และอาจจะเป็นเพราะความหยิ่งทนงของบุรุษรจึงทำให้ทนมองผู้อื่นมารังแกสตรีของเขามิได้ ต่อให้เป็นสตรีของเขาในอดีตก็ตาม
เฟิ่งหลิงทำได้เพียงกล่าวเตือนเขาหลายประโยค เนื่องจากความกตัญอยู่เช่นนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจขัดขวาง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลิงเอ๋อร์ องค์ชายรองก็มอบให้เจ้าแล้ว” ชางติ้งโหวรู้ดีว่าสิ่งที่ตนทำได้มีเพียงเท่านี้แล้ว
บุรุษรูปงามพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากรถม้า นี่เป็นของที่ลูกนำมาให้ท่านย่าและท่านแม่ จะต้องให้พวกนางบำรุงรักษาร่างกายให้มาก”
ชางติ้งโหวรับกล่องไหมมาจากเมืองของเขาด้วยความชื่นชม ในดวงตาเปล่งประกายอ่อนโยน คิดถึงฮูหยินของตนที่มักจะเปรยบ่อยๆ ว่าไม่ทราบยามใดจึงจะได้พบเฟิ่งหลิง เพียงแต่ตอนนี้หากเขาปรากฏตัวที่จวนชางติ้งโหวกลับจะเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง
“เจ้ามีความกตัญญูก็พอแล้ว ครอบครัวเดียวกันไม่จำเป็นต้องเกรงใจถึงเพียงนี้”
“ลูกไม่อาจอยู่ปรนนิบัติข้างกาย เป็นลูกอกตัญญูแล้ว” เขาเองก็คิดถึงทุกคนในจวนชางติ้งโหวเช่นกัน ทั้งยังมีใบหญ้าทุกใบต้นไม้ทุกต้น เพียงแต่ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะมีโอกาสไปสถานที่ที่ตนเติบโตมาตั้งแต่เด็กอีกหรือไม่
ดวงตาของชางติ้งโหวเจือความเศร้า บุตรที่ตนเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เขาก็มีความอาลัยอาวรณ์ เพียงแต่รู้ดีว่าฐานะของเฟิ่งหลิงสูงส่ง เขามิอาจขัดขวางไม่ให้เด็กคนนี้ไปทำภารกิจของตนให้สำเร็จ หวังเพียงว่าสวรรค์จะคุ้มครองให้เขาปลอดภัย
เมื่อถึงทางแยก รถม้าของจวนชางติ้งโหวก็หยุดลงบริเวณนั้น
ยามต้องแยกจาก ท่านโหวกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง “องค์ชายรอง รักษาพระองค์ด้วย” จากนั้นจึงหายไปจากสายตาของพวกเขาพร้อมของขวัญจากเฟิ่งหลิง
ภายในรถม้า ตงฟางรุ่ยราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ไม่ทราบว่าคุณชายสามได้ติดต่อกับท่านหมอหรือไม่? ข้าจำได้ว่าพวกท่านคล้ายจะคุ้นเคยกันยิ่งนัก”
จู่ๆ อีกฝ่ายก็กล่าวประโยคนี้ออกมา ทำให้เฟิ่งหลิงปรายตามองเขาเล็กน้อย ตนยังไม่ลืมเรื่องที่องค์ชายรองเสียมารยาทต่อนางเอก ยามนี้จึงไม่ยอมตอบ ทำเพียงมองไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างอย่างสงบ
หึ ดูท่าทางจะตนคงไปล่วงเกินญาติผู้พี่ท่านนี้ยามใดก็ไม่ทราบ! มองไปยังใบหน้าไร้ที่ติของเฟิ่งหลิงอีกครั้ง นับเป็นคนแคว้นเหลียนโดยกำเนิดจริงๆ เพียงแต่น่าเสียดาย เหตุใดตนจึงไม่ได้รับสืบทอดความงามจากหมู่เฟย มิเช่นนั้นคงไม่ธรรมดาเฉกเช่นญาติผู้พี่ที่นั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกัน เอาเถิด อย่าคิดถึงเรื่องนี้เลย
รถม้าเเล่นเข้าไปในเส้นทางเล็กๆ ที่ไม่ปรากฏชื่อ ความโคลงเคลงตลอดทางเช่นนี้ สำหรับบุรุษทั้งสองที่มีวรยุทธติดตัวแล้วไม่นับเป็นอะไรได้
หน้ากากหนังมนุษย์ของตงฟางรุ่ยถูกปลดออก บนใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นเล็กน้อย รถม้าหยุดอยู่ข้างลำธาร เขามองเงาร่างในน้ำของตน ทอดถอนใจอย่างจนใจยิ่งนัก เมื่อมองไปยังบุรุษผู้มีรูปลักษณ์ราวเทพเซียนที่นั่งอยู่ไม่ไกลอีกครั้ง จู่ๆ พลันรู้สึกว่าสวรรค์ลำเอียงยิ่ง เหนื่อยล้าจากการเดินทางเช่นเดียวกันแท้ๆ เหตุใดผู้อื่นจึงมีท่าทีงดงามหล่อเหลาเพียงนั้น ส่วนตนกลับแหกคอก!
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาจึงรีบควักน้ำเย็นในลำธารมาล้างหน้า ยามนี้เอง ในน้ำสะท้อนกลับสะท้อนเงาร่างในอาภรณ์ชุดดำร่างหนึ่งขึ้น
“ผู้ใด?!”
ตงฟางรุ่ยหันไป ชักกระบี่บริเวณเอวออกมาด้วยอาการสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รอบด้านพลันจมลงสู่ความเงียบงัน
บุรุษผู้ปรากฏตัวอย่างกะทันหันยืนอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งหลิง ทั้งสองมองไปยังบุรุษที่มีท่าทีป้องกันเต็มหน้าด้วยความสงสัย
“…” องครักษ์เงาผู้นี้โผล่ออกมาไม่ให้ซุ่มให้เสียง คิดจะทำให้ผู้ใดตกใจตายหรือไร?! ตงฟางรุ่ยถูกตามสังหารมาหลายครั้งจนมีสัมผัสเฉียบแหลมต่อคนที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง เขาเก็บกระบี่กลับมาด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน “วิชาตัวเบาล้ำเลิศยิ่งนัก!”
บุรุษชุดดำพยักหน้าอย่างเคารพ เข้าใจได้โดยพลันว่าอีกฝ่ายเห็นตนเป็นมือสังหาร
“ทูลองค์ชาย ระยะนี้มีกองกำลังน่าสงสัยปรากฏตัวขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
ที่นี่อยู่ใกล้ชายแดนแคว้นเหลียน มีกองกำลังน่าสงสัยหรือ? เขาพลันคิดไปถึงคำพูดของฮองเฮาก่อนหน้านี้ที่ว่าชายแดนมักจะมีกลุ่มอำนาจของแต่ละฝ่ายปรากฏตัวขึ้นมา
“เป็นของแคว้นใด?”
“กระหม่อมตรวจสอบแล้ว ดูเหมือนจะเป็นกองกำลังของแคว้นอี้ นอกจากนี้ยังมีกองกำลังอีกกลุ่มหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา ดูจากทิศทางแล้วคงจะไปรวมตัวกับกองกำลังแคว้นอี้”
คนของจักรพรรดิเซียวถึงกับหาที่นี่เจอจริงๆ! สีหน้าของเฟิ่งหลิงเจือไปด้วยความเย็นยะเยือกอยู่หลายส่วน “เรื่องราวมิอาจรั้งรอ พวกเรารีบกลับกันเถิด”
“ประเดี๋ยวก่อน กองกำลังอีกกลุ่มหนึ่งเป็นของแคว้นเฉินใช่หรือไม่?” ตงฟางรุ่ยคิดถึงสิ่งที่เฟิ่งอวี่กล่าวก่อนหน้านี้ ดูเหมือนเสด็จพี่คิดจะร่วมมือกับจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้เพื่อตามหาท่านหมอ ยามนี้คนของแคว้นอี้ปรากฏตัวที่นี่แล้ว เช่นนั้นคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นไปได้มากว่าจะเป็นกองกำลังที่เสด็จพี่ส่งมา
“กระหม่อมเองก็มิแน่ใจ”
“องค์ชายรองได้ยินอะไรมาหรือ?” เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตงฟางรุ่ยมีท่าทางคล้ายกับรู้อะไรบางอย่าง
พบว่าอีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง “เสด็จพี่ของข้าป่วยเป็นโรคคิดถึงหนักจนแทบจะธาตุไฟเข้าแทรกแล้ว! หากเป็นคนของแคว้นเฉินจริงๆ เช่นนั้นกองกำลังทั้งสองฝ่ายอาจต้องการไปยังแคว้นเหลียนเพื่อตามหาตัวท่านหมอ องค์ชายใหญ่คิดเห็นอย่างไร?”
ตงฟางรุ่ยจงใจเน้นหนักในคำว่าป่วยเป็นโรคคิดถึง อยากจะเห็นปฏิกิริยาของเฟิ่งหลิง เขาไม่คิดตำหนิว่านางเอกเป็นต้นตอของปัญหา เพียงรู้สึกว่าเสด็จพี่กระทำการไม่สมควรเกินไป อีกทั้งเขาอยากจะรู้ยิ่งนัก เป็นบุรุษเช่นเดียวกัน ญาติผู้พี่ท่านนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร
nitnit
ตงฟางซวี่กับเซียวอี้เชินแทคทีมกัน แล้วไปเอี่ยวกับฮองเฮาแคว้นเหลียน เฟิ่งหลิงจะเจอศึกหนัก เค้า เอาใจช่วยนะตัวเอง
Venus36
อวิ๋นซูนางฮอตจริงๆ มีแต่บุรุษแย่งชิง ทว่าใจของอวิ๋นซูมีเพียงเฟิงหลิงจ้า