หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 716 ลวงตาจนเพ้อ
เล่มที่ 24 ตอนที่ 716 ลวงตาจนเพ้อ
“แคว้นเหลียนไม่มีท่านหมอ องค์ชายรองโปรดจำเรื่องนี้ด้วย” เฟิ่งหลิงทำราวกับไม่ได้ยินความยั่วยุจางๆ ที่ปรากฏในน้ำเสียงของอีกฝ่าย ตงฟางรุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่มีท่านหมอ? นี่เป็นไปไม่ได้กระมัง ตนเองคาดเดาได้ว่าท่านหมอควรจะอยู่ที่แคว้นเหลียนถึงจะถูก! มิเช่นนั้นเหตุใดจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้และเสด็จพี่จึงหาเบาะแสของท่านหมอไม่พบจนกระทั่งวันนี้
ยามนั้นท่านหมอถูกลอบสังหารตอนกำลังกลับแคว้น หากคำนวณจากเวลา เขามั่นใจว่าเฟิ่งหลิงพาคนไปซ่อนที่แคว้นเหลียนแน่นอน
“ต่อให้ข้าเชื่อก็ไม่มีประโยชน์อันใด ต้องทำให้เสด็จพี่ของข้าและจักรพรรดิเซียวเชื่อถึงจะถูก หากพวกเขาร่วมมือกันคงเป็นอันตรายต่อองค์ชายใหญ่ไม่น้อย”
ตงฟางรุ่ยพิงศีรษะของตนบนแขนทั้งสอง ทำท่าทางราวกับรอดูเรื่องสนุก
“รีบจับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาเสีย หากเข้าใกล้ทางเข้าให้รีบเปิดค่ายกลลวงตา!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ทางเข้าของแคว้นเหลียนเป็นความลับอย่างยิ่ง หากว่ากันตามเหตุผลคนของแคว้นอี้คงหาไม่พบ แต่หากในแคว้นเหลียนมีหนอนบ่อนไส้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง
จากการข่มขู่ก่อนหน้านี้ของซ่างกวนเมิ่งทำให้เฟิ่งหลิงคาดเดาการเคลื่อนไหวของฮองเฮาได้แล้ว หากพระนางร่วมมือกับจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้จริงๆ …
ไม่ ต่อให้พวกเขาร่วมมือกัน เชื่อว่าฮองเฮาคงไม่มีความกล้าพอที่จะบอกทางเข้ากับจักรพรรดิเซียวเป็นแน่ นี่คือความลึกลับของแคว้นเหลียน ไม่ว่าพระนางจะกระทำเรื่องราวแทนผู้ใด คนผู้นั้นย่อมไม่อนุญาต!
เช่นนั้นมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว จักรพรรดิเซียวนั่งไม่ติดที่แล้ว คิดจะลองด้วยตนเองเสียหน่อย!
เฟิ่งหลิงจมลงสู่ความใคร่ครวญในพริบตา ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ตงฟางรุ่ยที่อยู่ข้างกายจึงคาดเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ มักจะรู้สึกว่าดวงตาอันลึกล้ำคู่นั้นมีประกายรู้แจ้งอันไร้ขีดจำกัด ราวกับอีกไม่นานจะมีคนโชคร้ายก็มิบาน
…
ม้าหนุ่มที่เหนื่อยล้าหลายตัวกำลังนอนพักผ่อนอยู่บนทุ่งหญ้า สายตาอันคมกริบทิ่มแทงมา เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาโหดเหี้ยม “เหตุใดจึงหยุดเล่า? เจิ้นเคยกล่าวว่าไม่อนุญาตให้ผู้ใดผ่อนคลายก่อนจะหาทางเข้าพบมิใช่หรือ?”
บุรุษผู้มีลักษณะหล่อเหลาคมเข้มบนหลังม้าเร็วปรากฎตัวออกมาจากป่า เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ บนใบหน้าจึงมีความไม่พอใจอันเข้มข้นปรากฏ
หลายคนรีบเดินเข้ามา “ฝ่าบาท ม้าเหงื่อโลหิตเหล่านี้วิ่งติดต่อกันมาแปดวันแล้ว พวกมันรับไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากพวกเขาเข้ามาในป่าก็เดินวนเวียนอยู่ที่เดิมมาโดยตลอด ตอนนี้ไม่เพียงแต่ม้าเท่านั้นที่เหนื่อย กระทั่งพวกเขาก็รับไม่ไหวเช่นกัน
กล่าวไปแล้วก็แปลกยิ่ง พวกเขาแต่ละคนเป็นยอดฝีมือระดับสูง ทว่าเมื่อเข้ามาในป่าแห่งนี้ราวกับมีอะไรบางอย่างที่ไร้ซึ่งรูปลักษณ์กำลังกดดันอยู่บนศีรษะของพวกเขา ทำลายการรับรู้และพลังกายของพวกเขา กระทั่งอวัยวะก็รู้สึกแข็งทื่อขึ้นมา
พบว่ามีประกายสีเงินสายหนึ่งส่องสว่าง บุรุษที่เอ่ยคำเมื่อครู่นี้ส่งเสียงร้องโอดครวญขึ้นมาโดยพลัน ทรุดลงกับพื้นอย่างยากจะเชื่อ รอบด้านพลันจมลงสู่ความเงียบงัน
“เจิ้นไม่เก็บคนไร้ประโยชน์ไว้แน่ ยังมีผู้ใดต้องการพักอีกหรือไม่?” เซียวอี้เชินดึงกระบี่กลับมา บนใบหน้าไม่มีรอยเลือดแปดเปื้อนแม้เพียงน้อย มุมปากของเขายกยิ้มโหดเหี้ยมดุดันบางเบา ความหมายในคำพูดก็คือหากยังมีผู้ใดกล้าพักผ่อนก็จะให้มันผู้นั้นพักผ่อนไปตลอดกาล
“กระหม่อมจะกระจายกำลังกันไปตรวจสอบพ่ะย่ะค่ะ!” การฆ่าไก่ให้ลิงดูมีประโยชน์ยิ่ง เพียงพริบตาเดียวทุกคนที่เมื่อครู่นี้ยังคงเซื่องซึมพลันกระตือรือร้นขึ้นมาสิบสองส่วน ผู้ใดก็ไม่อยากตายเฉกเช่นคนเมื่อครู่นี้
เซียวอี้เชินหรี่ตาทั้งสองมองไปยังป่าอันกว้างใหญ่ผืนนี้ ที่นี่มีความแปลกประหลาดบางอย่างที่เขามองไม่ออก
อารมณ์ของเขามืดมนยิ่งนัก ทั้งๆ ที่รู้ว่าทางเข้าอยู่ในเขตนี้ ทว่าจะอย่างไรก็หาทิศทางไม่พบ ราวกับของบางอย่างที่เขาเกือบจะคว้ามาอยู่ในมือ แต่กลับมีหมอกเมฆขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
“ฝ่าบาท” บุรุษผู้หนึ่งเดินมาจากด้านหลัง ในมืออุ้มนกพิราบสื่อสารอยู่ตัวหนึ่ง ที่ขาของมันมีกระดาษเล็กๆ ติดอยู่
“ข่าวจากเมืองหลวงหรือ?”
เซียวอี้เชินค่อยๆ เก็บสีหน้าของตนแล้วรับกระดาษแผ่นนั้นมาเปิดอ่าน อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ส่งมาเมื่อสี่วันก่อน?”
ในดวงตาของคนผู้นั้นเจือความแปลกประหลาด ปากก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำ “หรือว่า…นกพิราบตัวนี้ก็หลงทาง?” ผ่านไปสี่วันแล้ว ไม่ว่าข่าวในจดหมายจะเป็นเรื่องอะไรพวกเขาก็ไม่อาจหยุดได้แล้วกระมัง? แคว้นอี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาอ่อนไหว การหายตัวไปอย่างกะทันหันของตระกูลอวิ๋นทำให้ทั่วทั้งแคว้นรู้สึกกระวนกระวายใจ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโรคแปลกๆ เกิดขึ้นไม่หยุด ตามมาด้วยข่าวลือเรื่องการเสด็จสวรรคตของฮองเฮาซู ทำให้ชาวประชาโศกเศร้าและสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้มีกลุ่มอำนาจไม่น้อยฉวยโอกาสนี้ผงาดขึ้นมา ทั้งยังมีบางคนยั่วยุจักรพรรดิเซียวในท้องพระโรงอย่างโจ่งแจ้ง แต่ละพื้นที่เกิดความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน
ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนั้น ฝ่าบาทยังคงเลือกเวลานี้ออกมาจากเมืองหลวง ในใจของพวกเขาที่เป็นผู้น้อยรู้สึกสงสัย แต่มิกล้าเอ่ยปาก
“หึ เช่นนั้นก็ให้พวกมันก่อเรื่องไปเถิด” เซียวอี้เชินขยี้กระดาษในฝ่ามือโดยพลัน เมื่อคลายมือออกอีกครั้งก็กลายเป็นเศษผงปลิวไปตามลม ไม่มีเรื่องใดจะมาหยุดสิ่งที่เขาต้องการกระทำในวันนี้ได้อีก หลังจากสูญเสียเขายิ่งชัดเจนในสิ่งที่ตนต้องการ ก่อนหน้านี้เขาทำผิดไปแล้วครั้งหนึ่ง เสียเวลาไปสามปี ตอนนี้ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้เขาอีกครั้งแล้ว เขาก็จะต้องพาสตรีผู้นั้นกลับมาให้ได้ ให้นางอยู่ข้างกายตนไปตลอดกาล!
ต่อให้นางเกลียดชังตนก็ดี ไม่สิ ยิ่งเกลียดตนก็ยิ่งดี!
เซียวอี้เชินรู้เพียงว่าในใจของตนมีเสียงหนึ่งกำลังกรีดร้อง อวิ๋นซู ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปที่มุมใดของโลก ข้าเซียวอี้เชินก็จะจับเจ้ากลับมาด้วยมือของข้า! หากเจ้าทรยศข้า ข้าเซียวอี้เชินก็จะทำให้คนผู้นั้นอยู่ไม่สู้ตาย ให้เจ้าต้องเสียใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเคยกระทำ!
ในหน้าอกราวกับมีเปลวเพลิงแห่งโทสะกลุ่มหนึ่งกำลังลุกโชน เขารู้ว่าตนไม่อาจปล่อยนางไปเช่นนี้ ความวุ่นวายในแคว้นอี้ยามนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ขอเพียงพานางกลับมาได้ ทุกสิ่งก็จะฟื้นคืนสู่ยามปกติ สามปี สามปีจะนับเป็นอะไรได้? ในเมื่อนางเลือกมาปรากฏตัวต่อหน้าตนอีกครั้ง ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าตนเป็นคนที่ใจของนางมิอาจลืมเลือนได้ตลอดกาล!
“ผู้ใด?!”
ดวงตาของเซียวอี้เชินมีไอสังหารปรากฏ สายตาอันคมกริบจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่งในมุมมืด “ตามไป!”
บุรุษข้างกายทั้งหลายพลันทะยานตัวไล่ตามไปราวกับสายลม มุมปากของเซียวอี้เชินยกขึ้นเล็กน้อย เขากำลังกังวลอยู่เชียวว่าจะฝ่าออกไปไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะมีคนส่งตัวเองมาถึงที่!
ล้วนกล่าวกันว่าแคว้นเหลียนลึกลับยิ่งนัก เขาคิดว่าจะต้องมีคนจับตาดูการกระทำของพวกเขาอยู่บริเวณทางเข้าออกโดยเฉพาะเป็นแน่ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะเผยร่องรอยออกมาเร็วเพียงนี้
เงาร่างอึมครึมร่างหนึ่งทะยานผ่านป่าด้วยความรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นยังรักษาระยะห่างจากคนของเซียวอี้เชินอย่างมั่นคง เห็นเพียงทิศทางที่เขาหนีไปได้ลางๆ เท่านั้น
ในป่ามีเสียงฝีเท้าอันรวดเร็วดังแว่วมา เซียวอี้เชินพลันหยุดฝีเท้าของตนแล้วยกมือขึ้น ทุกคนรีบยืนคุ้มครองอยู่ข้างกายเขานิ่งตามวิสัยทหาร
เมื่อฟังให้ดี เมื่อครู่นี้มีเสียงการเคลื่อนไหวเพียงทิศทางเดียว ยามนี้ถึงกับกลายเป็นสามทิศทางแล้ว!
“หึ ลูกไม้ตื้นๆ” วิชาพรางกาย คิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะสลัดตนไปได้หรือ?
เซียวอี้เชินส่งสายตาครั้งหนึ่ง ทุกคนที่อยู่ด้านหลังรีบแยกย้ายไล่ตามไปทั้งสามทิศทาง เหลือองครักษ์เงาติดตัวเพียงสองนายไว้คุ้มกัน ที่ผ่านมาการกระทำของเขาล้วนรัดกุมและระมัดระวัง เพียงไม่นานก็ตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่รอการรายงานของลูกน้อง เป็นการป้องกันในกรณีที่อีกฝ่ายมีแผนคิดจะล่อเขาออกไป
ในป่าพลันจมลงสู่ความเงียบงัน กระทั่งเสียงนกร้องที่เคยมีก็หายไปไม่เหลือ บุรุษในป่าดวงตาสั่นไหว มองไปรอบๆ อีกครั้ง ทิวทัศน์แต่เดิมถึงกับถูกหมอกสีขาวปกคลุม!
หมอก?
เซียวอี้เชินสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดของหมอกเหล่านี้ พลันนั้นจึงยื่นมือไปจับกระบี่บริเวณเอวของตน
“คุ้มครองฝ่าบาท!”
องครักษ์เงาทั้งสองขยับเข้ามาใกล้ซ้ายขวา มองการเคลื่อนไหวรอบด้านด้วยความระมัดระวัง
ชี่ๆๆ…ด้านซ้ายมีเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นระลอกหนึ่ง “ผู้ใด?!” องครักษ์เงามองไปใต้เท้าตามสัญชาตญาณ รู้สึกราวกับด้านหลังมีคนแตะตัวจึงรีบหันไปตวัดกระบี่ “ฝ่าบาท?!” อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขาตื่นตะลึงก็คือ เมื่อเขาหันไปกลับพบว่าเซียวอี้เชินไม่อยู่แล้ว!
“เจิ้นอยู่นี่”
ไม่ทราบว่าตั้งแต่ยามใด หมอกรอบด้านเข้มข้นจนคนทั้งสามที่อยู่ใกล้กันมองกันไม่เห็น ทำได้เพียงส่งเสียงเพื่อแยกแยะเท่านั้น
“ผู้ใด?!”
“อั่ก! เจ้า…”
องครักษ์เงาตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง เขาก็ก้มหน้าลงมองกระบี่เปื้อนเลือดในมือของตน เมื่อครู่มีคนแตะตัวเขาอีกแล้ว เพียงแต่เมื่อฟาดฟันกระบี่ออกไป คล้ายกับไปทำร้ายคู่หูของตนเสียได้!
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ฝ่าบาทโปรดระวัง! กระหม่อมกลัวว่าจะทำร้ายฝ่าบาท!” องครักษ์เงารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา การมองไม่เห็นศัตรูนับเป็นเรื่องอันตรายที่สุด หากกระบี่เมื่อครู่ของตนไปทำร้ายฝ่าบาท เช่นนั้นตนคงมีเพียงเส้นทางแห่งความตายให้ก้าวเดิน
เสียงตุ้บดังขึ้น ทั้งสองได้ยินเสียงบางอย่างร่วงลงพื้น
“จิ้งเย่ เยว่เย่?”
“กระหม่อมอยู่!”
อย่างไรก็ตามมีเพียงผู้เดียวที่ตอบกลับ! เซียวอี้เชินและจิ้งเย่รับรู้ได้โดยพลัน เสียงเมื่อครู่นี้ เกรงว่าองครักษ์เงาอีกผู้หนึ่ง…คงถูกลอบสังหารแล้ว!
เซียวอี้เชินเข้าใจกระจ่างขึ้นมาแล้ว บางทีการที่ตนรั้งอยู่ที่นี่ถึงจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของอีกฝ่าย! กองกำลังที่แยกออกไปทั้งสามทางนั้นไม่ทราบว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ตอนนี้หมอกหนาคือศัตรูตัวฉกาจที่สุดของพวกเขา หากไม่รู้กระทั่งว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ใด เช่นนั้นการคุ้มครองตนเองคงไม่ใช่เรื่องง่าย!
ยามนี้เอง ไอสังหารระลอกหนึ่งถาโถมเข้ามาจากทั่วทุกทิศทาง บุรุษผู้เย็นชารีบทะยานตัวออกไป หลบธนูอันเย็นยะเยือกที่ถูกยิงออกมาจากมุมหนึ่งได้อย่างหวาดเสียว เสียงเคร้งดังขึ้น กระบี่อันไม่คุ้นเคยเสือกแทงเข้ามาจากทิศทางนั้น เซียวอี้เชินใช้กระบี่ขวางเอาไว้ ยกเท้าขึ้นออกแรงเหยียบ ถูกคนผู้นั้นเข้าพอดี เขาจึงรีบถือโอกาสแทงกระบี่ตามไปโดยพลัน มีเสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้น
“อั่ก ฝะ ฝ่าบาท…”
อะไรกัน?! เซียวอี้เชินเบนสายตาขึ้นมอง บุรุษที่อยู่ในระยะใกล้มองเขาอย่างยากจะเชื่อ องครักษ์เงาที่มีนามว่าจิ้งเย่ถูกกระบี่ของเขาแทงเข้าบริเวณเอว เลือดไหลหยดออกมาตามกระบี่ที่แทงทะลุไป
ดวงตาของเซียวอี้เชินเปล่งประกาย นี่คือผลลัพธ์ที่ศัตรูต้องการหรือ? ปล่อยให้พวกเขาสังหารกันเอง
เขาดึงกระบี่ในเมืองกลับมาอย่างเย็นชา องครักษ์เงาทรุดลงกับพื้นพร้อมเสียงร้องโอดครวญ ลมหายใจอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
ลูกน้องตายไปสองคนเท่านั้น เขาไม่รู้สึกเจ็บใจแม้แต่น้อย! เพียงแต่หมอกเหล่านี้ทำให้เขาไม่พอใจยิ่งนัก เขาปลดเสื้อนอกของตนออกอย่างฉับไว โคจรพลังภายในจากส่วนกลางแผ่กระจายไปรอบด้านจนเกิดลมร้อนพัดหมอกในระยะสิบหมี่สลายไป เซียวอี้เชินเห็นองครักษ์เงานามเยว่เย่ล้มอยู่ไม่ไกล บริเวณหน้าอกของเขามีธนูเงินดอกหนึ่งปักอยู่
“ยังไม่ตายอีกหรือ?”
ยามนี้เอง เสียงหัวเราะดังแว่วมาจากมุมหนึ่ง ดวงตาของเซียวอี้เชินหดเกร็ง เสียงนี้…
เขารีบหันไป พบว่าท่ามกลางหมอกอันพร่าเลือน มีเงาร่างอันคุ้นเคยคล้ายหลบซ่อนคล้ายปรากฏ บนใบหน้างดงามหาใดเปรียบประดับไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันอันไร้ก้นบึ้ง มองเขาอยู่เช่นนั้น
อวิ๋นซู?!
“ฝ่าบาทกำลังตามหาหม่อมฉันอยู่หรือ?” อีกเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากอีกทิศทาง เซียวอี้เชินหันไปมองโดยพลัน พบว่าสตรีสุภาพงดงามยืนอยู่บริเวณนั้น เพียงแต่ใบหน้าเปลี่ยนไป ดูคุ้นเคยและแปลกหน้า
สองคน สองใบหน้า
ไม่ พวกนางมิใช่ความจริง!
nitnit
เซียวอี้เชินจอมโหด ฆ่านางตายมาชาติหนึ่งยังหลงตัวเองว่านางยังรักตัวเองอยู่ ช่างน่าตายนัก
Venus36
หึ ตลกจริง จักรพรรดิเซียว เป็นฆ่าอวิ๋นซูเองกับมือ ยังมาบอกนางทรยศ ใครบ้าจะรักว่ะ คนที่ฆ่าเรา อยากให้เจอให้หนักกว่านี้ อวิ๋นซูเอ๊ย ทำไมไปรักคนสารเลวแบบนั้นได้ มาเกิดใหม่โชคดีเจอเฟิ่งหลิง