หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 25 ตอนที่ 722 สาดน้ำ
เล่มที่ 25 ตอนที่ 722 สาดน้ำ
รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่พระราชวัง ในมุมมืด ดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องไปยังรถม้าคันนั้น เพียงไม่นานก็มีคนหายไปท่ามกลางเงามืด
สตรีสุภาพงดงามก้าวลงสู่พื้น จากนั้นจึงหันไปมองยังทิศทางหนึ่ง
“ซูเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” แม่ทัพกงซุนสังเกตุเห็นความผิดปกติของอวิ๋นซูจึงมองไปตามสายตาของนาง แต่กลับพบเพียงกำแพงวัง
“ไม่มีอะไร บางทีข้าคงคิดมากไปเอง” สายตาของอวิ๋นซูกวาดมองไปมาบนกำแพงวัง นางคิดไปเองหรือ? เหตุใดจึงรู้สึกไม่สบายไปทั้งร่าง ราวกับมีคนกำลังจับตามองนางอยู่ในมุมมืด
ยามนี้เอง ขันทีน้อยผู้หนึ่งเดินเข้ามากระซิบอะไรบางอย่างข้างหูแม่ทัพกงซุน บุรุษร่างกำยำผู้นั้นพลันขมวดคิ้ว “ซูเอ๋อร์ เจ้าไปรอพ่อข้างหน้าก่อน อีกสักครู่พวกเราค่อยไปพบฝ่าบาทด้วยกัน”
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงมองแม่ทัพกงซุนตามขันทีน้อยผู้นั้นไปด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวจางๆ
ดวงตาแฝงประกายโหดเหี้ยมอันตรายจับจ้องทุกการกระทำของสตรีผู้นั้น ริมฝีปากสีเทาซีดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโหดเหี้ยม เพียงแค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้หนึ่งถึงกับทำลายเรื่องดีๆ ของตนครั้งแล้วครั้งเล่า เขากลับอยากจะเห็นเสียจริง สตรีแคว้นเฉินผู้นี้มีความสามารถเพียงใดกันแน่
ลมหนาวสายหนึ่งพัดมา ในมุมมืดไม่มีเงาร่างของบุรุษชุดดำผู้นั้นอยู่อีก
อวิ๋นซูกำลังทอดมองไปไกลด้วยท่าทีเรียบเฉย ไม่ทราบว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ตอนนี้เอง นางสังเกตเห็นว่าบริเวณไม่ไกลมีนางข้าหลวงผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาหานาง
“คุณหนูกงซุน”
ในมือของนางข้าหลวงผู้นั้นถือจดหมายอยู่ฉบับหนึ่ง หยุดยืนเบื้องหน้าอวิ๋นซูด้วยท่าทีนอบน้อม “บ่าวเป็นนางข้าหลวงในตำหนักฮองเฮา ได้รับพระบัญชาจากเหนียงเหนียงให้นำจดหมายมาส่งให้คุณหนูกงซุนเจ้าค่ะ”
จดหมาย? สายตาของอวิ๋นซูหยุดอยู่บนจดหมายในมือของอีกฝ่าย เนิ่นนานผ่านไปกลับยังไม่มีการเคลื่อนไหว
นางข้าหลวงผู้นั้นยื่นมือออกมารออวิ๋นซูรับไปอย่างสงบ ไหนเลยจะรู้ว่าสตรีสุภาพงดงามเบื้องหน้ากลับทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา “อีกสักครู่ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทและฮองเฮาแล้ว”
นางข้าหลวงดวงตาเปล่งประกาย “แต่ว่า…นี่เป็นจดหมายที่เหนียงเหนียงทรงมีรับสั่งให้บ่าวนำมามอบให้คุณหนู บางทีอาจจะมีเรื่องสำคัญอะไรก็เป็นได้ ขอให้คุณหนูเปิดอ่านด้วยเจ้าค่ะ”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา ยื่นมือออกไปกำลังจะสัมผัสจดหมายฉบับนั้น แต่กลับหยุดชะงักกลางอากาศมิได้เคลื่อนไหว ในดวงตาของนางข้าหลวงผู้นั้นเกิดประกายอันยากจะสังเกตุเห็นไหลผ่าน อย่างไรก็ตามสีหน้าเช่นนี้ย่อมมิพลาดสายตาของอวิ๋นซู มือของนางที่ยื่นออกไปเปลี่ยนทิศทางโดยพลัน จัดเส้นผมบนศีรษะของตนเล็กน้อย มิได้กล่าวคำใด
“คุณหนูกงซุน?”
“บิดาของข้ามีธุระบางอย่างจึงเสียเวลาเล็กน้อย รบกวนรอสักครู่”
“แต่นี่คือจดหมายที่ฮองเฮาทรงมอบให้คุณหนู”
นางข้าหลวงขมวดคิ้ว เบนสายตาขึ้นมอง แต่กลับพบว่าสายตาเจือประกายสนุกสนานของอวิ๋นซูกำลังมองมาที่นาง ดวงตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย “คุณหนูกงซุน บ่าวยังต้องกลับไปรายงานเจ้าค่ะ”
“ซูเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?”
แม่ทัพกงซุนเห็นเงาร่างทั้งสองยืนแข็งทื่ออยู่บริเวณไม่ไกลจึงรีบเดินเข้ามา นางข้าหลวงผู้นั้นราวกับเห็นดาวช่วยชีวิต “เรียนท่านแม่ทัพนี่ คือจดหมายที่ฮองเฮามอบให้ท่านทั้งสอง โปรดรับไว้ด้วยเจ้าค่ะ”
“จดหมาย? อีกครู่พวกเราก็จะไปเข้าเฝ้าแล้ว ฮองเฮามีพระดำรัสใดที่มิอาจตรัสได้หรือถึงต้องให้เจ้ามาส่งจดหมาย?” แม่ทัพกงซุนกล่าวตามตรงโดยไม่อ้อมค้อม สายตามองไปยังจดหมายฉบับนั้นด้วยความระมัดระวัง คงมิใช่ว่ามีแผนการอันใดหรอกกระมัง
“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวเพียงได้รับพระบัญชามาเท่านั้น”
ฮองเฮาพระองค์นี้กำลังเล่นละครอันใดอยู่อีก แม่ทัพกงซุนขมวดคิ้ว กำลังคิดจะยื่นมือออกไป ไม่นึกว่าอวิ๋นซูกลับหยุดเขาเอาไว้ “ในเมื่อท่านพ่อกลับมาแล้ว มิสู้พวกเราไปเข้าเฝ้าฮองเฮาโดยตรงเถิดเจ้าค่ะ”
นางแย้มยิ้ม ดึงมือแม่ทัพกงซุน คิดจะพาออกจากข้างกายนางข้าหลวงผู้นั้น
“ท่านแม่ทัพ คุณหนู นี่…” นางข้าหลวงผู้นั้นร้อนรน กำลังคิดจะบีบบังคับยัดจดหมายใส่มืออวิ๋นซู แม่ทัพกงซุนสัมผัสได้ถึงแรงบีบจากมือของอวิ๋นซูอย่างชัดเจน พลันนั้นจึงหลบเลี่ยงการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
เสียงของอวิ๋นซูเจือไปด้วยความเย็นชาอยู่หลายส่วน “ในเมื่อเป็นจดหมายที่ฮองเฮามอบให้ก็ควรจะเก็บรักษาให้ดีถึงจะถูก เชื่อว่าซองจดหมายนี้คงถูกสิ่งสกปรกอะไรบางอย่างแล้ว มิสู้คุณหนูท่านนี้กลับไปเปลี่ยนซองจดหมายมาเป็นอย่างไร?”
ซองจดหมาย? แม่ทัพกงซุนรู้สึกได้ว่าอวิ๋นซูคล้ายจะระแวงซองจดหมายนั้นยิ่งนัก จากการกล่าวเตือนของนางทำให้เขาสังเกตุเห็นความผิดปกติของจดหมายฉบับนี้ได้โดยพลัน
ท่าทีของนางข้าหลวงผู้นั้นแข็งค้างไป ดึงมือกลับมาเพื่อหลบเลี่ยงสายตาสำรวจของแม่ทัพกงซุนโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งนางมีปฏิกิริยากลับมาอีกครั้ง อวิ๋นซูก็พาคนข้างกายเดินไปหลายก้าวแล้ว
“เชื่อว่าฝ่าบาทคงรอจนร้อนพระทัยแล้ว ท่านพ่อ พวกเรารีบไปกันก่อนเถิด”
แม่ทัพกงซุนตอบรับ หันไปมองนางข้าหลวงที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ตามมาด้วยสายตาอันตราย “ซูเอ๋อร์ นั่นมัน…”
“จะเป็นนางข้าหลวงในตำหนักของฮองเฮาหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ จดหมายฉบับนั้นเป็นฮองเฮาส่งมาหรือไม่จึงจะสำคัญกว่า” น้ำเสียงของอวิ๋นซูสงบนิ่ง ทว่าแม่ทัพกงซุนยังคงเห็นความลึกล้ำในดวงตาของนาง
อวิ๋นซูสังเกตได้อย่างเฉียบแหลมว่าบริเวณขอบของจดหมายฉบับนั้นมีสีดำอยู่เล็กน้อย นี่ทำให้นางจำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีวันนี้เข้าวังมาเพราะเป็นความต้องการของฮองเฮา จู่ๆ ก็มีจดหมายฉบับนี้ปรากฏ ยากจะไม่ให้ผู้คนสงสัย หากเป็นเฉกเช่นที่นางคาดเดาจริงๆ ถึงตอนนั้นหากฮองเฮาไม่ยอมรับ ต่อให้ตนมีสิบปากก็กล่าวได้ไม่ชัดเจน
เพียงแต่เรื่องนี้จะเป็นเจตนาของฮองเฮาหรือ? อวิ๋นซูไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตาม นางสัมผัสได้ว่าตนกลายเป็นเป้าหมายของใครบางคนแล้ว
“เป็นพ่อลำพองใจเกินไป” เมื่อคิดว่าเมื่อครู่นี้ตนเกือบจะแตะจดหมายฉบับนั้น แม่ทัพกงซุนพลันเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ซูเอ๋อร์คิดว่าผู้อื่นวางอุบายบนจดหมายฉบับนั้นกระมัง
“ไม่ บางทีอาจเป็นลูกคิดมากไปเอง” อวิ๋นซูแย้มยิ้ม เพียงไม่นานเงาร่างของคนทั้งสองก็หายไปท่ามกลางระเบียงทางเดิน
“ผู้อาวุโส”
ในมุมมืด นางข้าหลวงยืนอยู่เบื้องหน้าบุรุษในเสื้อคลุมสีดำด้วยความนอบน้อม
“หึ เป็นเด็กเจ้าเล่ห์จริงๆ” ผู้อาวุโสรับจดหมายฉบับนั้นมา เล็บสีดำทำให้ผู้คนหวาดกลัวเป็นพิเศษ เด็กคนนั้นรู้ได้อย่างไรว่าตนวางอุบายไว้บนจดหมายฉบับนี้ พิษของตนไร้สีไร้กลิ่น กล่าวได้เพียงว่าความสามารถในการสังเกตของนางเฉียบแหลมจริงๆ
เขาโบกมือครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงเบื้องหน้าจึงถอยออกไป ผู้อาวุโสขยับเล็กน้อย จดหมายในมือพลันถูกเผาไหม้ ส่งกลิ่นอันเสียแทงจมูกออกมา
อีกด้านหนึ่ง จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนและฮองเฮากำลังรออยู่ในห้องทรงพระอักษร
“ทูลฝ่าบาท แม่ทัพกงซุนและคุณหนูกงซุนขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเมิ่งเอ๋อร์เล่า?”
ฮองเฮาที่อยู่ด้านข้างเลิกขนงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพระโอษฐ์ ขันทีผู้นั้นก้มหน้าลง “กระหม่อม…ไม่เห็นคุณหนูซ่างกวนพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาท! เมิ่งเอ๋อร์เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ด้วยเพคะ! เสียทีที่ฝ่าบาททรงเชื่อแม่ทัพกงซุน คิดไม่ถึงว่า…”
“ฮองเฮาสงบใจเสียหน่อยเถิด ฟังแม่ทัพกงซุนอธิบายเสียก่อนค่อยตัดสินก็ยังไม่สาย” จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนมิได้มีความอดทนพอที่จะดูการแสดงของฮองเฮา พระองค์เชื่อว่าแม่ทัพกงซุนจะต้องไม่ทำเรื่องที่จะทำให้ตนลำบากเป็นแน่ พระองค์เตือนพวกเขาไปแล้ว เชื่อว่าคงมีการเตรียมพร้อมมาบ้าง
เพียงไม่นาน เงาร่างทั้งสองก็ปรากฏในห้องทรงพระอักษร
“กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท ฮองเฮา”
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท ฮองเฮา”
“ไม่จำเป็นต้องมากพิธี” จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนสังเกตสีหน้าของทั้งสอง มุมพระโอษฐ์ปรากฏรอยสรวล ทอดพระเนตรท่าทีที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นของพวกเขา ดูแล้วคงมีความคิดอยู่ในใจ
ยามนี้เอง แม่ทัพกงซุนกลับเบนสายตาขึ้นมอง “ไม่ทราบว่าฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้นางข้าหลวงนำจดหมายมาส่งหรือไม่?”
ในดวงเนตรของฮองเฮามีประกายแห่งความสงสัยพาดผ่าน “เปิ่นกงสั่งให้คนไปส่งจดหมายตั้งแต่เมื่อใด…”
ท่าทีของแม่ทัพกงซุนพลันเปลี่ยนไปเคร่งขรึมยิ่งขึ้น “เมื่อครู่มีนางข้าหลวงผู้หนึ่งบอกว่าตนเป็นสาวใช้ในตำหนักฮองเฮา นำจดหมายแปลกๆ ฉบับหนึ่งมามอบให้บุตรีของกระหม่อม ดูแล้วคงเป็นแผนชั่วของใครบางคนกระมัง” เสียงนี้เจือไปด้วยความไม่พอใจอันเข้มข้น ไม่ปกปิดท่าทีดุดันเลยแม้แต่น้อย
ฮองเฮาไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่เมื่อดูจากท่าทีเช่นนี้ของแม่ทัพกงซุน คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างที่ตนไม่รู้ ส่งจดหมายหรือ? เป็นผู้ใดที่ใช้ชื่อของตนไปส่งจดหมายให้คุณหนูกงซุนกันแน่…
ประเดี๋ยวก่อน ยามนี้มิใช่เวลาที่จะถูกเบี่ยงเบนความสนใจ ฮองเฮาจัดการสีหน้าของตน “แม่ทัพกงซุน ไม่ทราบว่าหลานสาวของเปิ่นกงอยู่ที่ใด?”
แม่ทัพกงซุนไม่ได้มองฮองเฮาแม้เพียงสายตา แต่กลับหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ส่งมอบให้ถึงพระหัตถ์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน
“กระหม่อมมีเรื่องสำคัญต้องการกราบทูล ขอฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตร”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนทอดพระเนตรไปยังลายมือไม่คุ้นเคยในพระหัตถ์ ดวงเนตรของฮองเฮาปลายมองไป นี่พวกเขากำลังเล่นลูกไม้อันใดอยู่?
จักรพรรดิที่อยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษรค่อยๆ เปิดจดหมายฉบับนั้นออกอ่าน จากนั้นจึงขมวดขนง สุรเสียงเจือไปด้วยความเคร่งขรึม “นี่เป็นสิ่งที่ซ่างกวนเมิ่งทิ้งไว้หรือ?”
แม่ทัพกงซุนยืดอกตรง สายตาปลายมองไปทางฮองเฮาที่อยู่ด้านข้าง “พ่ะย่ะค่ะ
“ฝ่าบาท นี่…”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเบนดวงเนตรขึ้น ทอดพระเนตรไปยังพระพักตร์ของฮองเฮา จากนั้นจึงดันของในพระหัตถ์ออกไป “ฮองเฮาลองดูเองเถิด”
พระนางรับจดหมายฉบับนั้นมาอ่านด้วยความสงสัย สีหน้าพลันเปลี่ยนไปครั้งใหญ่ “ฝ่าบาท จดหมายนี้เป็นของปลอมเพคะ!” จากนั้นจึงทอดพระเนตรไปทางแม่ทัพกงซุนด้วยท่าทีดุดัน “นี่หมายความว่าอย่างไร แม่ทัพกงซุนโอหังยิ่งนัก ถึงกับกล้าใส่ร้ายเปิ่นกง!”
อย่างไรก็ตาม บุรุษผู้นั้นกลับไม่ได้สนใจพระนางโดยสิ้นเชิง
“ทูลฝ่าบาท ซ่างกวนเมิ่งฆ่าตัวตายไปแล้ว นี่คือจดหมายที่นางเขียนไว้ก่อนตายด้วยมือของนางเอง กระหม่อมย่อมมิกล้าพูดปด!”
“เหลวไหล! เมิ่งเอ๋อร์จะฆ่าตัวตายได้อย่างไร? จวนแม่ทัพของพวกเจ้าจัดการได้ไม่ดี ตอนนี้ยังกล้ามาใส่ร้ายเปิ่นกงอีกหรือ?” น่าขัน เพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวก็คิดจะใส่ร้ายตนเชียวหรือ จดหมายเช่นนี้พระนางคิดจะทำขึ้นมามากเท่าใดก็ย่อมได้!
“ฮองเฮา นี่เป็นลายมือของซ่างกวนเมิ่งจริงๆ หากฮองเฮษไม่เชื่อ สามารถส่งให้คนไปตรวจสอบได้”
บนพระพักตร์ของฮองเฮาปรากฏรอยสรวลถากถาง “เปิ่นกงกำลังคิดเช่นนี้อยู่พอดี! เด็กๆ…”
เพียงไม่นานก็มีขุนนางฝ่ายอักษรผู้หนึ่งปรากฏตัวท่ามกลางสายตาของทุกคน ข้าราชบริพารนำลายมือก่อนหน้านี้ของซ่างกวนเมิ่งมามอบให้ “ลำบากใต้เท้าหลี่ตรวจดูอักษรทั้งสองฉบับนี้เสียหน่อยว่าออกมาจากคนผู้เดียวกันหรือไม่”
ของเลียนแบบทั้งหมดมักจะทิ้งร่องรอยบกพร่องเอาไว้ ใต้เท้าหลี่เป็นยอดฝีมือทางด้านนี้ ฮองเฮามั่นใจว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของที่ถูกสร้างขึ้น ไม่หวาดกลัวการกระทำของแม่ทัพกงซุนแม้แต่น้อย
พบว่าใต้เท้าท่านนั้นใคร่ครวญอย่างละเอียดครู่หนึ่ง “ทูลฝ่าบาท ลายมือทั้งสองออกมาจากมือของคนผู้เดียวกันพ่ะย่ะค่ะ”
อะไรนะ? “ไม่ เป็นไปไม่ได้!” ฮองเฮาแย่งจดหมายทั้งสองฉบับมาเปรียบเทียบกัน เหตุใดเด็กคนนั้นจึงเขียนของเช่นนี้ออกมาได้? เนื้อหาในจดหมายแต่ละประโยคล้วนชี้มาที่ฮองเฮา กล่าวว่าเมิ่งเอ๋อร์ได้รับการข่มขู่จากพระนางจึงวางยาพิษอวี้กุ้ยเฟยและองค์ชาย นางสิ้นไร้หนทางด้วยรู้นิสัยของฮองเฮาเป็นอย่างดี พระนางจะต้องฆ่าคนปิดปากเป็นแน่ เพื่อที่จะตายสบาย ซ่างกวนเมิ่งจึงชิงฆ่าตัวตายเสียก่อน
น้ำโคลนนี้ ถูกสาดใส่ฮองเฮาจนรับมือไม่ทัน
Pennybull
ผู้อาวุโสนี้มีกี่คน? ไอ้เฒ่าหัวงูคนนี้ใช่คนเดียวกันกับที่เป็นแข็กของอวิ๋นเม่ย ที่แคว้นอี้ และไอ้บ้านี่ดื่มเลือดสาวๆถึง 16 คน ใครรู้ช่วยตอบด้วยจ้า Thx
Venus36
อวิ๋นซุผู้มาเหนือเมฆอะ เกือบไปแล้ว…… สมน้ำหน้าฮองเฮา คิดแต่จะทำชั่วป้ายสีใส่คนอื่น โดนซะบ้าง เป็นไงล่ะ จะว่าไปนางเอกก็น่ะ ศัตรูรอบทิศแล้วววว