หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 25 ตอนที่ 738 ประหารก่อนรายงานทีหลัง
เล่มที่ 25 ตอนที่ 738 ประหารก่อนรายงานทีหลัง
“หมอเทวดาหญิง?” ภายในห้อง บนใบหน้าของสตรีงดงามปรากฏความเย้ยหยัน ตนดูเบานางเกินไปจริงๆ วิธีผ่าท้องทำคลอดหรือ? นี่มันวิธีการต่ำช้าอำมหิตอันใดกัน ฝูจีไม่เชื่อข่าวลือที่กำลังแพร่กระจายนี้แม้เพียงคำเดียว กล่าวได้เพียงว่านางโชคดียิ่งนัก ตนทำให้ม้าคลั่งตัวนั้นเปลี่ยนทิศทาง ชี้นำสัตว์โง่งมตัวนั้นหวังให้มันเหยียบกงซุนซูให้ตาย อุบัติเหตุเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดสงสัยมาถึงนาง ต่อให้ไม่ตาย ถูกม้าเหยียบจนบาดเจ็บสาหัสเช่นนั้นก็นับเป็นการลงโทษนางแล้ว ไหนเลยจะรู้ว่าไม่เพียงแต่ไม่สำเร็จ กลับจะทำให้อวิ๋นซูมีชื่อเสียงโด่งดังเสียได้
ฝูจีรู้สึกว่ามีความโกรธเคืองอัดแน่นอยู่เต็มอก ตั้งแต่เล็กจนโต นางพบเจอเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจน้อยมาก หากต้องการสั่งสอนคนผู้หนึ่งย่อมเป็นเรื่องง่ายดายเฉกเช่นการขยี้มดตัวหนึ่ง สิ่งที่นางเกลียดชังที่สุดก็คือพวกดวงแข็งเช่นนี้ อย่างไรก็ตามนางกลับอยากจะเห็นเสียจริง โชคของสตรีผู้นี้จะดีไปได้ตลอดหรือไม่
อีกด้านหนึ่ง
“ซูเอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” แม่ทัพกงซุนเดินเข้ามาด้วยท่าทีเคร่งเครียด “พ่อได้ยินว่าวันนี้บนถนนเกิดเรื่องวุ่นวาย เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า เพียงแต่ใบหน้าอันซีดขาวอย่างชัดเจนของนางกลับทำให้แม่ทัพกงซุนรู้สึกไม่สบายใจ “เหตุใดสีหน้าจึงย่ำแย่เช่นนี้ หากได้รับบาดเจ็บอย่าได้ปิดบังพ่อเป็นอันขาด!”
“ลูกเพียงล้าเท่านั้น”
ยามนี้เอง พ่อบ้านชราที่อยู่ด้านนอกกลับวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน “ท่านแม่ทัพขอรับ! ราชครูซุนให้คนส่งของขอบคุณมาให้ กองอยู่ในลานแล้วขอรับ!”
อะไรนะ ราชครูซุน? ชายชราหัวดื้อที่มีแต่คนคำพูดเปี่ยมหลักการอยู่เต็มปากผู้นั้นหรือ? แม่ทัพกงซุนมีสีหน้าเหม่อลอย ต้องทราบว่าเขากับราชครูซุนมิได้มีการติดต่ออันใดกัน ยามปกติเมื่อพบกันในราชสำนัก กระทั่งทักทายก็ยังคร้านจะทำ
ผู้ที่มีชื่อเสียงเรื่องความป่าเถื่อนอย่างแม่ทัพกงซุน ราชครูซุนจะทำเช่นไรก็รู้สึกขัดตา เขาให้ความสำคัญกับคุณธรรมอันสูงส่ง ทั้งยังให้คำแนะนำเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเหลียนอยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าย่อมเคยกล่าวคำพูดย่ำแย่เกี่ยวกับแม่ทัพกงซุนไปไม่น้อย เห็นได้ว่าจักรพรรดิเหลียนทรงไม่มีเจตนาจะทำโทษแม่ทัพกงซุนแม้แต่น้อย สุดท้ายจึงทำได้เพียงปล่อยวาง ดังนั้นวันนี้เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ประหนึ่งอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกโดยแท้
“ตาเฒ่านั่นส่งของขวัญขอบคุณอันใดมา? โยนกลับไปเสีย!”
“นั่น…ท่านแม่ทัพขอรับ คนที่ราชครูซุนส่งมากล่าวว่าต้องการขอบคุณคุณหนูที่ช่วยอนุสามของเขารวมไปถึงเด็กในครรภ์ของนาง…” พ่อบ้านชรามองไปยังอวิ๋นซู แม่ทัพกงซุนพลันชะงักไป “อะไรนะ ซูเอ๋อร์ นี่เจ้า…””
อวิ๋นซูอธิบายอย่างอดทน “วันนี้บนถนนมีม้าตัวหนึ่งเกิดคลั่ง ทำร้ายชาวบ้านไปไม่น้อย กู้สวิ๋นฟางหยุดม้าคลั่งตัวนั้นได้ทันเวลา แต่กลับพบว่าอนุสามของราชครูซุนอยู่ในรถม้า บาดเจ็บสาหัสจนเหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย ดังนั้นลูกจึงออกมือช่วยเหลือ”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! บุตรีของตนกลับกลายเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของตาเฒ่าหัวดื้อนั่นแล้ว! อารมณ์ของแม่ทัพกงซุนไม่เลวเลย พ่อบ้านชราจึงค่อยกล้าเอ่ยปากต่อไป “คนผู้นั้นยังกล่าวอีกว่า ยามนี้ราชครูซุนกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการเรื่องผู้บาดเจ็บ หากจัดการเรียบร้อยจะมาเยี่ยมเยียนถึงประตูด้วยตนเอง ทั้งยังกล่าวว่า…”
“ยังกล่าวอันใด?” แม่ทัพกงซุนยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ เขาชอบฟังผู้อื่นชื่นชมบุตรีของเขาเป็นที่สุด
“ยังกล่าวว่าแม่ทัพกงซุนมีบุตรตรีที่ดีเช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง…”
“ฮ่าๆๆ ย่อมเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว บุตรีของแม่ทัพเช่นข้า…” ประเดี๋ยวก่อน เหตุใดประโยคนี้จึงฟังดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง? อย่างไรก็ตาม แม่ทัพกงซุนเป็นผู้ที่มีสมองตรงไปตรงมา เพียงไม่นานก็ปัดความสงสัยนี้ทิ้งไป เพียงแต่ผู้อื่นกลับลอบหัวเราะ
สายตาที่พ่อบ้านชราใช้มองอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความนับถือ “ด้านนอกลือกันว่าคุณหนูเป็นหมอเทวดาผู้มีใจอารีดังโพธิสัตว์ในโลกหล้า ทั้งยังมีชาวบ้านไม่น้อยส่งผักและผลไม้ที่ปลูกด้วยตัวเองมาเพื่อขอบคุณคุณหนูด้วยขอรับ!”
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว “ทำเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด บอกให้พวกเขากลับไปเถิด อย่าได้รับของจากชาวบ้าน”
“ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ”
ในใจของแม่ทัพกงซุนรู้สึกชื่นชมนัก คิดว่าบุตรีของตนโดดเด่นจริงๆ “ฮ่าๆๆ ไปๆๆ ไปดูเสียหน่อยว่าตาเฒ่าหัวดื้อผู้นั้นส่งของสิ่งใดมา ข้าผู้เป็นแม่ทัพจะรับไว้อย่างใจกว้าง อนุสามหรือ? นั่นมิใช่บุตรที่ได้มายามแก่ของเขาหรือ? ก่อนหน้านี้เขาอดรนทนไม่ไหว ชอบอวดพวกเราว่าได้บุตรชายในยามแก่ ยามนี้ยังต้องพึ่งซูเอ๋อร์ของข้า หากของขวัญขอบคุณน่าอนาจเกินไป หลังจากเข้าวังไป ข้าแม่ทัพจะหัวเราะเยาะเขาให้ดีเชียว!”
ภายในวัง
“อะไรนะ? วันนี้บนถนนในเมืองหลวงเกิดเรื่องวุ่นวาย คุณหนูกงซุนก็อยู่ที่นั่นด้วยหรือ?” เมื่อได้ยินข่าวนี้ เฟิ่งหลิงที่เพิ่งกลับมาถึงพลันต้องมือสั่น จับไหล่องครักษ์ผู้นั้นด้วยความเคร่งเครียด “นางได้รับบาดเจ็บหรือไม่? บาดเจ็บหนักหรือไม่? เป็นผู้ใดกระทำ? ไม่ได้ ข้าต้องไปดูเสียหน่อย…”
“องค์ชาย!” องครักษ์รีบดึงบุรุษผู้นั้นไว้ น้ำเสียงเจือไปด้วยความจนใจอย่างชัดเจน “คุณหนูกงซุนไม่ได้รับบาดเจ็บพ่ะย่ะค่ะ กลับกัน ยังทำดีมากมายเสียด้วยซ้ำ ไม่เพียงแต่จะช่วยอนุภรรยาของราชครูซุน ทั้งยังได้รับความขอบคุณจากผู้บาดเจ็บเหล่านั้นด้วย ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูกงซุนโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว กล่าวกันว่านางคือหมอเทวดาหญิงผู้มีหัตถ์วิเศษ”
เฟิ่งหลิงชะงักไป “เจ้าพูดจริงหรือ? นางมิได้รับบาดเจ็บหรือ?”
“กระหม่อมมิกล้าปิดบัง!”
ในที่สุดบุรุษรูปงามหล่อเหลาก็ผ่อนคลายลง ขอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอวิ๋นซู เขามักจะเคร่งเครียดจนสูญเสียความสามารถในการวิเคราะห์
“คุณหนูกงซุนมิได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามความยุ่งยากครั้งใหญ่ของคุณหนูกงซุนมาถึงแล้ว!” ยามนี้เอง บริเวณประตูมีเสียงอันเคร่งเครียดดังขึ้น เฟิ่งหลิงหันไป พบกับหลานอวิ๋นยืนอยู่บริเวณนั้นด้วยท่าทีหนักอึ้ง
“เจ้ากล่าวว่าความยุ่งยากครั้งใหญ่หรือ?”
หลานอวิ๋นส่งสายตาครั้งหนึ่ง องครักษ์ผู้นั้นจึงถอยออกไป
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ซูเอ๋อร์เป็นอะไรไปหรือ?”
“ท่านไม่รู้จริงด้วย!” ในสายตาของหลานอวิ๋นเจือไปด้วยความแปลกใจ ทั้งยังแฝงไปด้วยความเข้าใจอยู่หลายส่วน “กระหม่อมยังคิดอยู่ว่าเกิดเรื่องใหญ่เพียงนี้ เหตุใดพระองค์จึงไม่รีบคิดหาวิธี ยังมีอารมณ์ไปจากพระราชวังอีก”
บุรุษหล่อเหลาเดินมานั่งลงด้านข้าง ใช้สายตาคิดไม่ถึงมองไปยังเฟิ่งหลิง “พระองค์ทราบหรือไม่ว่าตอนนี้ผู้ใดอาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพกงซุน?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา เฟิ่งหลิงพลันมีลางสังหรณ์ไม่ดี เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่พอจะคาดเดาอะไรได้บ้างแล้ว
“พระองค์ว่าหากคุณกงซุนรู้เรื่องนี้ จะมองพระองค์อย่างไร?”
คงไม่ใช่ว่า… “นางอยู่ที่จวนแม่ทัพหรือ?!”
“พระชายาในอนาคตของพระองค์ที่ท่านมหาราชครูจัดเตรียมให้คงชื่อฝูจีกระมัง” เฟิ่งหลิงให้หลานอวิ๋นใส่ใจเรื่องจวนแม่ทัพ หากมีข่าวไม่ดีอันใดให้รีบกลับมารายงานเขา ทว่าเมื่อคืนเฟิ่งหลิงไม่อยู่วัง ดังนั้นแม้หลานอวิ๋นจะรู้ว่าฝูจีเข้าไปอาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพแล้วก็ไม่มีทางแจ้งเขาในทันที
“นางมิใช่” เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คู่หมั้นที่ถูกยัดเยียดเช่นนี้เขาย่อมไม่ยอมรับเด็ดขาด แต่ท่านตายังไม่ยอมแพ้ ถึงกับส่งคนมาให้เชียว ยิ่งไปกว่านั้นยังจัดให้ไปยังจวนแม่ทัพโดยไม่มีการบอกกล่าวตนก่อนแม้เพียงคำเดียว เห็นได้ชัดว่าต้องการยั่วยุความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอวิ๋นซู
“ดูท่าทางท่านมหาราชครูคิดจะรอให้เกิดความยุ่งยากขึ้นเสียก่อนแล้วจึงบีบบังคับให้พระองค์จำเป็นต้องไปพบหน้าฝูจี ดังนั้นจึงไม่ได้ส่งคนมาบอกพระองค์” เพื่อที่จะบีบให้เฟิ่งหลิงประนีประนอม ท่านมหาราชครูทำทุกวิถีทางจริงๆ “เดาว่าก่อนหน้านี้พระองค์มิได้ตอบจดหมายผู้อื่น ท่านมหาราชครูจึงไม่พอใจยิ่ง”
ไม่อยากพบหรือ? มีวิธีมากมายที่ทำให้เขาต้องไปพบ! ส่งไปอยู่ข้างกายอวิ๋นซู ให้สตรีสองนางเผชิญหน้ากัน เฟิ่งหลิงจะไม่เคร่งเครียดได้อย่างไร? เช่นนั้นย่อมต้องแยกคนทั้งสองออกโดยพลัน อย่างไรก็ตามฐานะของฝูจีค่อนข้างพิเศษ วิธีการที่ดีที่สุดก็คือรับนางเข้าวังแล้วปกป้องให้ดี นี่คือความคิดของท่านมหาราชครู
“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่?” เฟิ่งหลิงไม่สนใจความคิดของฝูจี สิ่งที่เขากังวลก็คืออวิ๋นซูจะไม่พอใจเขาเพราะเรื่องนี้หรือไม่ เพื่อไม่ให้นางฟุ้งซ่าน เฟิ่งหลิงจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องสตรีผู้นี้กับนางอย่างละเอียด แต่วันนี้ท่านตาถึงกับทำเช่นนี้ เขากังวลว่าอวิ๋นซูจะมีความคิดบางอย่าง
“พระองค์คิดว่าจะไม่มีหรือ?” หลานอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คนที่เขาส่งไปกลับมารายงานแล้ว หลานอวิ๋นพลันมีความคิดกับฝูจีผู้มีฐานะสูงศักดิ์ท่านนี้ไม่น้อย นับว่ามีฐานะพิเศษจริงๆ อีกทั้งนิสัยยังพิเศษยิ่ง ดูแล้วเฟิ่งหลิงคงพบเจอเรื่องวุ่นวายครั้งใหญ่แล้วจริงๆ “คุณหนูท่านนี้ปรนนิบัติได้ยากยิ่งนัก วันแรกที่มาถึงจวนแม่ทัพก็สั่งสอนคนในจวนแล้ว ลูกน้องก็โหดเหี้ยมอย่างไม่ธรรมดา โชคดีที่กู้สวิ๋นฟางผู้นั้นมิใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน…”
คำพูดของหลานอวิ๋นยังไม่ทันจบเฟิ่งหลิงก็คาดเดาได้เป็นส่วนใหญ่ ดูแล้วกู้สวิ๋นฟางและฝูจีคงมีการปะทะกัน
ความจริงเฟิ่งหลิงพอจะรับรู้ได้บ้างว่าฝูจีผู้นั้นเป็นคนเช่นไร จดหมายที่นางส่งมาก่อนหน้านี้เขียนด้วยมือตัวเอง แม้การเขียนจะไม่นับว่าเสียมารยาท ทว่าเขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงความหยิ่งทนงบนร่างของสตรีผู้นี้ ในจดหมายยังเน้นย้ำว่านางเคารพความคิดของผู้นำตระกูลหวายหวัง แต่ก็ลอบบอกกับเขาเป็นนัยว่าตนต้องทำให้นางพึงพอใจ นางจึงจะยอมรับการหมั้นหมายในครั้งนี้
ส่งจดหมายมาหลายฉบับ เฟิ่งหลิงกลับไม่เคยตอบ เขาต้องการใช้วิธีเช่นนี้ทำให้ฝูจีรับรู้และยอมถอย เจตนาของตนถูกใส่ไว้ในการกระทำอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเขียนจดหมายตอบกลับไปเช่นไรล้วนเป็นสิ่งผิด ด้วยนิสัยหยิ่งยโสของฝูจี หากจดหมายที่นางส่งออกมาไม่ได้รับการตอบรับ มิแน่ว่าคงโกรธจนจากไปหรือกระทั่งอาจกลับไปฟ้องท่านตา อย่างไรก็ตามท่านไป๋ลอบส่งจดหมายมาให้เขาเป็นการส่วนตัว การคาดเดาของเฟิ่งหลิงไม่ผิดจริงๆ ฝูจีไปยังจวนนั้น เพียงแต่จะพูดคุยสิ่งใดท่านไป๋ก็ไม่ชัดเจนนัก จะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าท่านตาถึงกับจะใช้วิธีเช่นนี้มาบีบบังคับตน เขาไม่เป็นห่วงว่าสองตระกูลจะต้องฉีกหน้ากัน เฟิ่งหลิงเข้าใจดี ท่านตาจับจุดอ่อนเขาได้แล้วนั่นก็คือใจอ่อนเกินไป
นี่ไม่ใช่เรื่องของเขาเพียงผู้เดียว แต่เกี่ยวพันถึงตระกูลมหาราชครูทั้งหมด การล่วงเกินตระกูลหวายหวังย่อมมิใช่เรื่องดีอันใด ดังนั้นเฟิ่งหลิงจึงเลือกใช้วิธีการละมุนละม่อมมาปฏิเสธฝูจี ทางที่ดีก็คือทั้งสองอย่าได้พบหน้ากันไปตลอดการ เช่นนั้นท่าทีของตนมิใช่ว่าชัดเจนมากแล้วหรือ
“พระองค์คิดจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร?”
เฟิ่งหลิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ข้าคิดจะไปพบซูเอ๋อร์เสียก่อน” ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เขาไม่อยากเห็นที่สุดก็คือการที่อวิ๋นซูเข้าใจผิด ขอเพียงนางยืนอยู่ข้างตน เฟิ่งหลิงจึงจะรู้สึกว่าจะต้องมีวิธีรับมือฝูจีได้เป็นแน่ อีกทั้งเฟิ่งหลิงยังเชื่อว่าท่านมหาราชครูยังมิได้บอกฐานะของอวิ๋นซูกับฝูจี เนื่องจากหากทำเช่นนี้จะนับเป็นความอัปยศอย่างหนึ่งของฝูจี ยิ่งไปกว่านั้นท่านตายังไม่คิดจะใช้อวิ๋นซูมาข่มขู่ตน ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการให้ฝูจีรู้ว่าอวิ๋นซูคือคนในใจ
“หากมีอะไรที่ช่วยได้ ศิษย์พี่ย่อมช่วยแน่นอน!” บนใบหน้าของหลานอวิ๋นเผยรอยยิ้มออกมา มีเพียงเวลาเช่นนี้เขาถึงจะเรียกตนเองว่าศิษย์พี่ เห็นเฟิ่งหลิงตกลงสู่ความยากลำบากเช่นนี้ เขาย่อมมิอาจไม่ช่วยเหลือ หวังว่าอีกฝ่ายจะขอความช่วยเหลือจากตน “อย่างไรเสียเรื่องเกี้ยวพาสตรี ศิษย์พี่อาจจะเชี่ยวชาญกว่าเสียหน่อย”
เฟิ่งหลิงย่อมมิพลาดความหยอกล้อในน้ำเสียงของเขา ปรายตามองไปเล็กน้อย “ท่านเกี่ยวพาคุณหนูฟู่เช่นนี้หรือ?”
“…” ช่างเถิด ยามนี้จุดอ่อนของตนอยู่ในมืออีกฝ่าย พยายามอย่าหาเรื่องเขาจะเป็นการดี หลานอวิ๋นรีบเก็บรอยยิ้มหยอกล้อกลับมา “ดูแล้วองค์ชายทรงมีราชกิจรัดตัว กระหม่อมขอตัวก่อน ทูลลาพ่ะย่ะค่ะ!” กล่าวจบก็หายไปจากสายตาของเฟิ่งหลิง
Plapriga
พ่อตากับลูกเขยก็คือคลั่งรักไม่ต่างกัน
nitnit
ถ้าเฟิ่งหลิ่งบอกอวิ๋นซูให้รู้เรื่อง จะได้รู้ทันเล่ห์กลของคน ถ้าสองคนใจเป็นหนึ่งเดียวก็จะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้
Venus36
กว่าจะตาสว่างนะเฟิงหลิง หึ ฝูจี ผู้หญิงแบบนี้พลาดมานักต่อนัก คืดว่านางเิกหงิมๆ หรือไง หึ จะได้รู้ว่าใครคือตัวจริงยะ