หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 25 ตอนที่ 742 อาทิตย์ขึ้นบนยอดเขา
เล่มที่ 25 ตอนที่ 742 อาทิตย์ขึ้นบนยอดเขา
เมื่อเห็นสีหน้าของเฟิ่งหลิง อวิ๋นซูจึงคิดถึงจวนชางติ้งโหวขึ้นมา “คุณชายใหญ่เฟิ่งเขา…”
“วางใจเถิด ตลอดมาพี่ใหญ่ทำเรื่องใดล้วนแยกแยะได้ ยิ่งไปกว่านั้น รัชทายาทยังคงระลึกถึงความสัมพันธ์พี่น้องแต่เก่าก่อน คงมิทำให้เขาลำบากใจ” เฟิ่งหลิงไม่ได้บอกอวิ๋นซูว่าเฟิ่งอวี่และหลิ่วอวิ๋นเฟิงมีความขัดแย้งกับตงฟางซวี่ในราชสำนักเช่นกัน ความสัมพันธ์พี่น้องมิได้ลึกล้ำเฉกเช่นกาลก่อนอีกต่อไป เพียงแต่เฟิ่งอวี่ยังไม่ยอมแพ้ คิดจะหาวิธีดึงตงฟางซวี่กลับมายังเส้นทางที่ถูกต้องให้ได้ แม้ว่าความคิดนี้จะอันตรายมากก็ตาม
อยู่กับจักรพรรดิก็เหมือนอยู่กับพยัคฆ์ ยามนี้พวกเขาสัมผัสได้อย่างแท้จริงแล้ว
“อย่างไรก็ตาม ยามนี้ชางหรงโหวได้รับความสำคัญจากรัชทายาทมากทีเดียว”
อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นั่นคือทางเลือกของเขา หวังเพียงว่าชางหรงโหวจะใคร่ครวญให้กระจ่างชัดได้ด้วยตัวเอง ตงฟางซวี่ในยามนี้มิใช่คนที่ผู้ใดจะควบคุมได้
“ตงฟางรุ่ยเล่า หลายวันมานี้สร้างความลำบากให้เจ้าหรือไม่?”
เฟิ่งหลิงรู้สึกจนใจอยู่บ้าง เหตุใดคนยุ่งยากเหล่านี้ล้วนถูกส่งมาที่จวนแม่ทัพทั้งสิ้น ช่างทำให้ซูเอ๋อร์ของเขาลำบากจริงๆ
เมื่อกล่าวถึงตงฟางรุ่ย อวิ๋นซูก็อดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้ม “วันแรกที่มาถึง เขาก็วางแผนจะหลบหนีแล้ว แต่ภายหลังจึงได้รับบทเรียน ตอนนี้อยู่รักษาบาดแผลในห้องอย่างเชื่อฟัง เพียงแต่…อาจคิดรอโอกาสเคลื่อนไหวก็เป็นได้” เมื่อคิดถึงวันที่ตงฟางรุ่ยต้องอับอาย ในดวงตาของอวิ๋นซูพลันเจือไปด้วยความสนุกสนานอยู่หลายส่วน เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของนาง เฟิ่งหลิงจึงรู้ว่าต้องเกิดเรื่องน่าสนุกที่ตนคาดไม่ถึงเป็นแน่
ญาติผู้น้องคนนี้ของตนกระทำการใดไม่เหมือนองค์ชายพระองค์หนึ่งจริงๆ อย่างไรก็ตาม เขากลับเห็นความเปลี่ยนแปลงบนร่างของตงฟางรุ่ย ยังจำได้ว่าตอนที่อยู่ในสนามม้าของแคว้นเฉิน เขาทำให้อวิ๋นซูตกอยู่ในอันตรายโดยไม่คิดเสียดายเพียงเพื่อจะกลั่นแกล้งนาง ยามนั้นตนอดไม่ได้อยากจะสังหารเขายิ่งนัก บางทีอาจเป็นเพราะผ่านเรื่องการกบฎของเหมยเฟยมาแล้ว เมื่อตงฟางรุ่ยออกจากแคว้นเฉินจึงสัมผัสได้ถึงอิสระภาพ บนร่างของเขาไม่มีกลิ่นอายอำมหิตเช่นนั้นอีก เมื่อเทียบกับตงฟางซวี่แล้ว….
ดูแล้ว พระราชวังนับเป็นสถานที่กลืนกินผู้คนอย่างแท้จริง
ทั้งสองพลันจมลงสู่ความเงียบงัน สบตากันโดยไม่รู้ตัว ชั่วขณะนั้นต่างไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูรู้สึกพร้อมกันว่า เหตุใดยามพวกเขาอยู่ด้วยกันล้วนต้องสนทนาเรื่องที่ทำให้วุ่นวายใจเหล่านี้ด้วย? ทั้งๆ ทีอยากจะมีเวลาอยู่ด้วยกันแท้ๆ แต่กลับถูกเรื่องหงุดหงิดเช่นนี้ปกคลุมความคิด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสียงทอดถอนใจสองเสียงพลันดังแว่วมาอย่างเข้าใจกัน
“…ฮ่ะๆ” เฟิ่งหลิงหัวเราะเบาๆ เขาเข้าใจโดยพลันว่าทั้งสองคิดเช่นเดียวกัน จึงจับมืออวิ๋นซูเบาๆ “ซูเอ๋อร์ ยากนักที่จะไม่มีผู้อื่นรบกวนเฉกเช่นวันนี้ เจ้าไปเดินเล่นในป่าเป็นเพื่อนข้าหน่อยเป็นอย่างไร?”
บนใบหน้าของสตรีสุขุมปรากฏริ้วแดงอันยากจะสังเกตุเห็น จากนั้นจึงปล่อยให้ฝ่ามืออันอบอุ่นของบุรุษกอบกุมนาง
ภายในป่ามีลำธารอยู่สายหนึ่ง เกิดเสียงน้ำไหลดังแว่วมาเบาๆ ตามมาด้วยเสียงแมลงยามฤดูหนาวตามพุ่มไม้ ขับกล่อมให้รู้สึกสงบใจ
เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาเดินไปมาอยู่ในป่า ต่อให้มิได้มีบทสนทนามากมาย แต่สำหรับเงาร่างทั้งสองที่คลอเคลียกันอยู่นับว่ามีความสุขแล้ว
เฟิ่งหลิงรู้สึกหวงแหนช่วงเวลาเช่นนี้ยิ่งนัก มืออันอ่อนนุ่มอยู่กลางฝ่ามือของตนราวกับไม่มีผู้ใดมาแยกพวกเขาได้ ขณะเดียวกันในใจก็เกิดความรู้สึกผิด ตนพานางมาที่แคว้นเหลียนแต่กลับไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนนางมากพอ ทำได้เพียงนำปัญหาและความยุ่งยากไม่รู้จบมาให้นาง
ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่ยินยอมปล่อยมือนาง
ยิ่งอยู่ในช่วงเวลายากลำบาก เขายิ่งหวังว่านางจะอยู่เป็นเพื่อนตน เมื่อคิดว่านางอยู่ในสถานที่ไม่ไกลจากมือตน เฟิ่งหลิงพลันรู้สึกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาล้วนยืนหยัดต่อไปได้ เพื่อที่ว่าวันหน้าจะสามารถอิงแอบอยู่กับนางในยามค่ำคืนอย่างเงียบสงบเช่นนี้ได้อีก
ลมเย็นสายหนึ่งพัดมา พัดพากลิ่นสมุนไพรจางๆ จากบนร่างของนางเข้ามา มือของเฟิ่งหลิงแข็งชะงัก ลอบปรายตามองไปยังสตรีข้างกาย
ยามนี้เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าด้านข้างที่ดูซูบผอมและขาวนวลของนาง ริมฝีปากบางกลับกลายเป็นสิ่งล่อใจ
อวิ๋นซูสังเกตุเห็นความผิดปกติของบุรุษข้างกายจึงหยุดฝีเท้าลง กำลังคิดจะเอ่ยปากถาม ทว่ายามเมื่อสายตาของตนสัมผัสได้ถึงสายตาของอีกฝ่ายพลันลืมเลือนทุกสิ่งอย่าง
ดวงตาประดุจดวงดาราอันสดใสมีประกายอ่อนโยนไหลผ่าน ยามนี้ในสายตาสะท้อนภาพนางเพียงผู้เดียว ราวกับต้องการสูบกลืนทั้งกายใจของนางเข้าไปจนสิ้น มือใหญ่อันอบอุ่นวางบนไหล่ของนางเบาๆ ล้วนเป็นไปอย่างธรรมชาติ
ใบหน้าของอวิ๋นซูเห่อร้อน ค่อยๆ ก้มหน้าลงหลีกเลี่ยงสายตาเร่าร้อนของเขา ทั้งๆ ที่ผ่านมาสองชีวิตแล้ว แต่นางยังทำตัวคล้ายกับดรุณีน้อยที่เพิ่งมีความรักก็มิปาน เขินอายจนอดไม่ได้ที่จะหมุนตัวหนีไป
แต่เฟิ่งหลิงไม่ได้มอบโอกาสนี้ให้นาง ใบหน้างดงามหล่อเหลาใกล้เข้ามาอย่างเชื่องช้า จมูกอุ่นประทับลงบนหน้าผากของนาง ริมฝีปากอ่อนนุ่มจุมพิตลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลา อวิ๋นซูรู้สึกราวกับเรี่ยวแรงทั้งร่างถูกดึงออกไปในพริบตา โชคดีที่เฟิ่งหลิงจับนางไว้ มิเหลือช่องว่างให้นางหลีกหนีแม้แต่น้อย
จุมพิตลงบนสันจมูกของนางอย่างอ่อนโยน ไหล่ทั้งสองของนางถูกจับอย่างเบามือคล้ายกลัวนางเจ็บ ราวกับกับนางเป็นของของล้ำค่า เฟิ่งหลิงค่อยๆ เลื่อนมือไปยังเอวบางของนางแล้วดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด
ริมฝีปากอันปราณีตราวกับต้องการดูดกลืนพลังชีวิตก็มิปาน ทำให้ในสมองของเฟิ่งหลิงลืมเลือนสิ่งอื่น ค่อยๆ หลับตาลง ขนตายาวบดบังทัศนวิสัยในโลกหล้าโดยพลัน สัมผัสเบาบางราวขนนก ความอบอุ่นอ่อนนุ่มครอบคลุมอยู่ขณะหนึ่ง
ในจมูกเต็มไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ จากบนร่างของเขา อวิ๋นซูราวกับได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตนเอง เพียงแต่การเคลื่อนไหวของเขาอ่อนโยนเพียงนั้น ราวกับเห็นนางเป็นกระต่ายน้อยที่ตื่นตกใจได้ง่าย ปกป้องอย่างระมัดระวัง
หัวใจแทบจะถูกเขาหลอมละลาย ความเหน็ดเหนื่อยและความหงุดหงิดใจในหลายวันมานี้สลายไปราวกับไม่เคยดำรงอยู่
ทั้งสองจุมพิตกันลึกล้ำยิ่งขึ้น รู้สึกราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงกันและกัน
เขาโอบกอดบุคคลอันเป็นที่รัก จากความอ่อนโยนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเผด็จการเล็กน้อย คล้ายกับต้องการระบายความเปล่าเปลี่ยวในหลายวันมานี้ออกมาทั้งหมด เพียงแต่ก็กลัวว่าจะทำให้นางตกใจ ความอดกลั้นเช่นนี้ทำให้อวิ๋นซูรู้สึกปวดใจนัก สตรีค่อยๆ ยกมือขึ้นวางบนแผ่นหลังแกร่งของเขาราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบรับ เฟิ่งหลิงดวงตาสว่างวาบ คล้ายกับได้รับการยินยอม ครอบครองริมฝีปากของนางจนลืมเลือนเรื่องราว
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด กระทั่งเสียงแมลงเลือนหายไป ภายใต้แสงจันทร์ บุรุษตรีโอบกอดกัน เต็มไปด้วยความรักใคร่
ฝ่ามืออุ่นค่อยๆ ประคองใบหน้าอันเย็นเยียบของนาง หน้าผากก้มลงประทับหน้าผาก ดื่มด่ำลมหายใจของกันและกัน จากนั้นบุรุษจึงเปลี่ยนมาจุมพิตบนหน้าผากเกลี้ยงเกลา การเคลื่อนไหวของอวิ๋นซูชะงักไป ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเช่นนี้ทำให้เฟิ่งหลิงขยับออกเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง คล้ายกับมีน้ำเย็นไหลหยดลงมาในสมอง ทำให้เขาได้สติขึ้นมา
เมื่อมองไปอีกครั้ง อวิ๋นซูกำลังใช้สายตาอันแปลกประหลาดมองเขาอยู่ ใบหน้างดงามหล่อเหลาพลันแดงก่ำในพริบตา รีบหันหลังไป ใช้แผ่นหลังปิดบังใบหน้าของตน
“…” บรรยากาศแปรเปลี่ยนไปร้อนรุ่มและกระอักกระอ่วน เฟิ่งหลิงไม่กล้าหันไปมองท่าทีของอวิ๋นซู ในใจของเขารู้สึกหดหู่ บางทีอาจเป็นเพราะไม่ได้พบนางนานเกินไปจึงควบคุมตนเองไม่ได้ไปชั่วขณะ ไม่ทราบว่าจะทำให้นางตกใจหรือไม่?
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเขินอายราวกับบุรุษแรกแย้ม อวิ๋นซูพลันไม่ทราบว่าควรจะพูดอะไรไปชั่วขณะ เห็นแผ่นหลังที่แข็งทื่ออยู่เช่นนั้น อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างไร้เสียง
“ถ้าหาก…แต่งงานได้เร็วเสียหน่อยคงดี…” เสียงเบาวิวของเฟิ่งหลิงดังมา
“อะไรนะ?”
“มะ ไม่มีอะไร…” เขากัดริมฝีปากของตนเบาๆ บนนั้นยังมีความอ่อนนุ่มของอวิ๋นซูหลงเหลืออยู่ ใช่แล้ว หากแต่งงานกันได้เร็วเสียหน่อยคงดี เขารู้สึกฮึกเหิม สตรีผู้เป็นที่รักอยู่ในอ้อมกอดเช่นนี้ เขาอดกลั้นอย่างยากลำบากมากทีเดียว
ระหว่างทั้งสองยิ่งกระอักกระอ่วนมากขึ้น เขาสูดหายใจลึกแล้วจึงค่อยๆ หันกลับมาเผยรอยยิ้มเขินอาย “ซูเอ๋อร์ มิสู้พวกเราไปดูอาทิตย์ขึ้นบนภูเขาเป็นอย่างไร?”
เขาพยายามสลายบรรยากาศเช่นนี้อย่างสุดกำลัง แต่ก็ไม่อยากให้อวิ๋นซูจากไปเร็วเช่นนี้ ดูอาทิตย์ขึ้นเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย เฟิ่งหลิงรวบรวมความกล้าขึ้นอีกครั้ง จับมือนางเบาๆ
ถนนบนภูเขายามค่ำคืนมีแสงจันทร์สาดส่อง มิได้มืดมิด ข้างกายมีบุรุษเช่นนี้อยู่เป็นเพื่อน ฝ่ามืออันอบอุ่นของเขาจับนางไว้ตลอด มอบความรู้สึกปลอดภัยอันสมบูรณ์แบบให้แก่นาง
ถนนหนทางที่ทอดยาวทว่าเมื่อพวกเขาอยู่เคียงข้างกันกลับกลายเป็นสั้น ภายใต้การดูแลอย่างระมัดระวังของบุรุษ ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด ทั้งสองจึงหยุดยืนอยู่บนยอดเขาสูงในที่สุด ทิวทัศน์ทั่วทั้งเมืองหลวงสะท้อนสู่ม่านสายตา ดวงดาราเปล่งประกายเรียงเป็นเส้นทางดวงดาวระยิบระยับ มองข้ามสรรพสิ่งในโลกหล้า มอบความรู้สึกอิสระเสรี
มองหาต้นไม้แห่งหนึ่งแล้วนั่งลงใต้ต้นไม้ เฟิ่งหลิงถอดเสื้อคลุมบนร่างของตนไปคลุมให้อวิ๋นซูแล้วจึงดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้ง ให้สตรีซบอยู่บนไหล่ของเขา ความรู้สึกอิงแอบกันและกันเช่นนี้ทำให้รู้สึกถึงความพึงพอใจและความสุขที่บรรยายไม่ถูก
มองไปยังทิวทัศน์อันห่างไกล ยามค่ำคืนอันน่าหลงใหลราวกับจะหลอมรวมไปกับพื้นดินจนเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเขาสัมผัสได้ถึงความเล็กจ้อยของตน กุมมือกันและกันแน่น คล้ายกับบนโลกใบนี้ ขอเพียงพวกเขายังมีกันย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกลัว
“หลังจากนี้พวกเรามาดูอาทิตย์ขึ้นที่นี่บ่อยๆ เป็นอย่างไร?”
“อืม” อวิ๋นซูตอบรับเสียงเบา ปล่อยให้เขาโอบกอดตนแน่น
ในชีวิตของนางมิเคยสัมผัสกับความสงบใจเช่นนี้มาก่อน ยามนี้เมื่อได้กอบกุมอยู่ในมืออย่างแท้จริง นางจึงได้รู้ว่าตนเองสิ้นเปลืองเวลาไปกับการแย่งชิงอำนาจมากน้อยเพียงใดกันแน่
มีตำแหน่งสูงศักดิ์และอำนาจมากล้นอยู่ในมือแล้วอย่างไรเล่า จะมีคนจริงใจมากน้อยเพียงใดที่จะอยู่ข้างกายนางได้ ในวังเต็มไปด้วยความหรูหราและเกียรติยศแล้วอย่างไรเล่า จะเทียบกับทิวทัศน์งดงามและความสงบเบื้องหน้าได้อย่างไร ต่อให้นี่มิใช่แคว้นของตน แต่ก็กลายเป็นภาพที่ประทับเข้าสู่ใจของนางแล้ว ไร้ซึ่งภาระใดๆ
ยามค่ำคืนเริ่มผันผ่าน คล้ายกับกระทั่งสวรรค์ก็ไม่อยากรบกวนคู่รักคู่นี้ รอบด้านสงบเงียบ เหลือเพียงเงาร่างที่กำลังอิงแอบกันของพวกเขา
ลมหายใจของสตรีเรียบนิ่ง เฟิ่งหลิงค่อยๆ ก้มหน้าลงมองอวิ๋นซูที่ไม่ทราบว่าเข้าสู่ความฝันไปตั้งแต่ยามใด มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย จุมพิตลงบนหน้าผากนางเบาๆ แย้มยิ้มราวกับเด็กชายที่คิดแอบกินน้ำผึ้งก็มิปาน กระซิบข้างหูนางเสียงเบา “ฝันดี”
สำหรับอวิ๋นซู ค่ำคืนนี้มีเพียงความฝันงดงามอันไร้ที่สิ้นสุด นางไม่ทราบว่าตนมิได้เข้าสู่การหลับใหลอันสงบเงียบเช่นนี้มานานเพียงใดแล้ว
ลมยามเช้าพัดมา ทำให้ขนตาของสตรีสุขุมเยือกเย็นสั่นไหว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น เบื้องหน้าเป็นทิวทัศน์สีแดงที่ปรากฏเข้ามาต้อนรับ
“ตื่นแล้วหรือ?”
เหนือศีรษะมีเสียงอ่อนทุ้มดังแว่วมา อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาอ่อนโยนของเฟิ่งหลิง
“ข้า…หลับไปหรือ?”
“หลับได้พอดีแล้ว” เขายื่นมือออกไปลูบจมูกของนางเบาๆ จากนั้นจึงชี้ไปเบื้องหน้า “ดูเถิด”
บริเวณขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ ดวงอาทิตย์สีแดงเผยออกมากว่าครึ่ง อาบย้อมท้องฟ้าจนกลายเป็นสีแดงเรืองๆ จากนั้นแสงสีขาวนวลพลันสะท้อนเข้าสู่ม่านสายตาของพวกเขา
บรรยากาศอันแตกต่างโถมเข้ามา เฟิ่งหลิงจับมือเล็กๆ ของนางเดินไปเบื้องหน้า ถึงกับมีความรู้สึกคล้ายกับว่าจะสามารถคว้าดวงอาทิตย์มาไว้ในมือได้ก็มิปาน อย่างไรก็ตาม นิ้วทั้งสิบกอบกุมเข้าหากัน ไม่ทราบว่ากำลังสาบานกับดวงอาทิตย์สีแดงหรือต้องการให้ดวงอาทิตย์เป็นพยานในการตัดสินใจอันนิรันดร์ของพวกเขา ช่วงเวลานี้จะสลักลึกอยู่ในสมองและหัวใจของพวกเขาไปชั่วกาล
Venus36
เต็มอิ่มมากเลย ตั้งแต่อ่านมาตอนที่แล้วกับตอนนี้เต็มอิ่มมากที่ให้พระเอกนาวเอกได้ใกล้ชิดอิงแบบกัรแบบนั้น คนอ่านยังเขินยิ้มไปหมด 55555 พ่อหนุ่มเขิน นางเอกก็ดันดรุณีร้อยเขินเช่นกัน และตอนต่อไปควไม่มีบรรยากาศสีขมพูแบบนี้อีกแล้วแน่