หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 25 ตอนที่ 748 ได้รับชื่อเสียงกลับคืน
เล่มที่ 25 ตอนที่ 748 ได้รับชื่อเสียงกลับคืน
“คนด้านนอกเหล่านั้นเล่า? ข้าแม่ทัพต้องการให้พวกเขาได้เห็นกันเสียหน่อยว่าซูเอ๋อร์มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศเพียงใด!”
แม่ทัพกงซุนอยู่ในเรือนมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าด้านนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ท่านแม่ทัพขอรับ ชาวบ้านเหล่านั้นไม่ก่อความวุ่นวายแล้ว มีหมอชราจากโรงหมอก้าวออกมาแก้ไขความเข้าใจผิดแทนคุณหนู ทั้งยังกล่าวว่าผู้ใดกล้าก่อเรื่องอีก วันหน้าโรงหมอทั้งหมดในเมืองหลวงจะไม่รักษาให้คนผู้นั้น! ดังนั้น…” บนใบหน้าของพ่อบ้านชราเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม่ทัพกงซุนดวงตาสว่างวาบ ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ?
ยอดเยี่ยมจริงๆ ซูเอ๋อร์ถึงกับมีอิทธิพลมากมายเพียงนี้เชียว ยามนี้ดีแล้ว ดูเถิดว่าจะมีผู้ใดกล้าทำลายชื่อเสียงของซูเอ๋อร์อีก!
เสียร้องไห้อันกระจ่างชัดดังออกมาจากในห้อง ขณะเดียวกันสตรีผู้นั้นก็ได้สติขึ้นมามาก
“ลูก ลูกข้า…”
“ทารกน้อยผู้นี้งดงามมากจริงๆ!” หลิวมามาอุ้มทารกไว้ในอ้อมกอดพลางเดินเข้ามา “ยินดีด้วย เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ”
“ฮูหยิน ร่างกายรู้สึกอย่างไรบ้าง? ยังเจ็บที่ใดอยู่หรือไม่?” บนหน้าผากของอวิ๋นซูมีเหงื่อผุดออกมาชั้นหนึ่ง ชุนเซียงรีบเช็ดให้นางด้วยความปวดใจ
สตรีผู้นั้นน้ำตาใหล ยามที่อยู่บริเวณประตูจวนแม่ทัพกงซุนนางใกล้จะหมดสติแล้ว ทว่ายังคงรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบๆ
คล้ายกับว่าแม่ทัพกงซุนพานางเข้ามา หากิใช่ว่าจวนแม่ทัพกงซุนลงมือช่วยเหลือ เกรงว่าวันนี้นางและลูกคงต้องสิ้นชีพอยู่ที่นั่นแล้ว! เพียงแต่ก่อนหน้านี้ ตนถึงกับมาก่อเรื่องบริเวณประตูจวนแม่ทัพกงซุนกับคนอื่นเชียว
“คุณหนูกงซุน ข้า ข้าผิดต่อท่านแล้ว…”
“ฮูหยินมิจำเป็นต้องกล่าวเช่นนี้ หากรู้สึกไม่สบายที่ใดให้รีบเอ่ยปากบอกมาเถิด”
สตรีผู้นั้นอุ้มทารกในอ้อมกอดด้วยความซาบซึ้งใจ เพียงไม่นานข่าวทางด้านนี้ก็แพร่ออกไปถึงนอกจวน
สตรีที่เกิดอาการป่วยเมื่อครู่นี้ถูกช่วยไว้แล้ว ทั้งยังคลอดบุตรชายอ้วนท้วมออกมาคนหนึ่งด้วย!
ยามนี้ชื่อเสียงของอวิ๋นซูถูกปกคลุมไปด้วยรัศมีอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวถึงคำว่าโรคระบาดอีก รีบออกตามหาผู้วางยาพิษด้วยความขุ่นเคือง
สตรีผู้นั้นถูกองครักษ์ในจวนประคองออกมา ครอบครัวของนางมารออยู่ที่ประตูแล้ว
“ฮูหยิน!”
“สามี!”
ภาพครอบครัวโอบกอดและร้องไห้สะเทือนใจผู้คนไม่น้อย จวนแม่กับกงซุนที่เดิมทีทำให้ผู้คนหวาดกลัว พริบตาเดียวก็เต็มไปด้วยอารมณ์ของมนุษย์ ทุกคนคิดไปถึงภาพตอนนั้นที่แม่ทัพกงซุนยืดอกออกมาประคองสตรีผู้นี้โดยไม่สนใจอันตราย เดิมทีพวกเขามีความเคารพและหวาดกลัวต่อแม่ทัพกงซุนมากมายจนไร้ที่สิ้นสุด ทว่ายามนี้ภาพลักษณ์ของแม่ทัพกงซุนกลับสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านเคารพเลื่อมใสเขามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามกลับมีข่าวลือหนึ่งกำลังแพร่อยู่ในชาวบ้านจนมากเกินธรรมดา
“อะไรนะ? หากได้รับกลิ่นอายเซียนจากหัตถ์เซียนจะเพิ่มลูกชายให้ครอบครัวได้?” ฝูจีถูกข่าวลือเช่นนี้ทำให้ร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้ นางพลันเขวี้ยงถ้วยชาในมือลงพื้นอย่างแรง
คิดไม่ถึงว่าคุณหนูกงซุนผู้นี้จะถึงกับสามารถพลิกแพลงวิกฤตได้ เรื่องในคราวนี้ เดิมทีควรทำลายชื่อเสียงของนางไปจนสิ้นถึงจะถูก! ผลกลับกลายเป็นว่าทำให้นางฟื้นคืนชื่อเสียงได้รวดเร็วเพียงนี้ ทั้งยังมี “ความสามารถ” ที่ทำให้ผู้คนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้เช่นนี้เพิ่มมาด้วย มิใช่ว่าทำคลอดเพียงสองครั้ง แต่บังเอิญล้วนเป็นบุตรชายพอดีหรือ?
ชาวบ้านแคว้นเหลียนแห่งนี้ช่างโง่งมจนถึงขีดสุดจริงๆ!
“จัดการสะอาดเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”
“ขอรับ”
“ได้ยินว่ายังมีการตรวจหาผู้วางยาพิษอยู่ พวกเจ้าต้องระวังให้ดี อย่าได้เผยร่องรอยของพวกเรา”
“ขอรับ”
อย่างไรก็ตาม บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้นั้นกำลังจะจากไป แต่กลับต้องยืนค้างอยู่บริเวณประตู
“เหตุใดยังไม่ไปอีก”
“คุณหนู…”
ฝูจีจึงค่อยรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง รีบเงยหน้าขึ้นมอง ไม่ทราบว่าในห้องมีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตั้งแต่ยามใด กำลังใช้สายตาอันตรายมองมาที่นาง
เป็นเขาหรือ?
ในดวงตาของเฟิ่งหลิงไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย สตรีในห้องมีท่าทียโสโอหังไม่เห็นหัวผู้ใด ค่อยๆ เดินก้าวออกมา
วันนี้นางไม่ได้สวมผ้าแพรปิดหน้า ใบหน้าอันงดงามโดดเด่นเจือไปด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ งดงามเสียจนทำให้ผู้คนแทบตาบอด
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังแว่วมาจากริมฝีปากแดง “วันนี้องค์ชายไม่ยุ่งหรือเพคะ?” ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความถากถางอย่างเข้มข้น
ลมเบาๆ พัดมา เส้นผมยาวดุจเส้นไหมโบกสะบัด ใบหน้ารูปไข่มีองคาพยัพโดดเด่นงดงาม ดวงตาสีดำราวหมึกเจือไปด้วยประกายที่ผู้อื่นมองไม่ออก ทุกท่วงท่าการกระทำมีความงดงามที่ทำให้ผู้คนแทบหยุดหายใจ
ฝูจีค่อยๆ เดินมาเบื้องหน้าเฟิ่งหลิง ท่าทีเช่นนั้นไม่มีความโกรธเคืองที่บทสนทนาระหว่างตนกับผู้ใต้บังคับบัญชาถูกผู้อื่นได้ยินเลยแม้แต่น้อย กลับมีท่าทีไร้ความหวาดกลัวด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามมีเพียงฝูจีที่ทราบว่าในใจของตนฟุ้งกระจายไปด้วยความรู้สึกสูญเสียจางๆ
ต้องทราบว่าบุรุษทุกคนที่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของตน ไม่มีผู้ใดที่ไม่เหม่อลอย เพียงแต่เฟิ่งหลิงทำราวกับไม่เห็นอะไรก็มิปาน ท่าทีเช่นนี้ทำให้ฝูจีรู้สึกแปลกประหลาดยิ่งนัก ทำให้นางไม่พอใจมาก
เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปาก กลับทำให้ฝูจีรู้สึกแปลกใจ
“จู่ๆ ข้าก็คิดว่าการตัดสินใจของหวายหวังเมื่อปีนั้นเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว”
เหตุใดอยู่ดีๆ จึงกล่าวถึงหวายหวังได้? ฝูจีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่กลับไม่ยอมปล่อยให้ตนเผยสีหน้าสงสัยออกมาแม้เพียงครึ่งส่วน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เจือไปด้วยความลำพองใจอยู่หลายส่วน “เหตุใดองค์ชายทรงตรัสเช่นนี้?”
เฟิ่งหลิงค่อยๆ ก้มหน้าลง เผชิญกับสายตาของสตรีผู้นั้นโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว
“หากชนรุ่นหลังของตระกูลหวายหวังล้วนเป็นเหมือนแม่นาง ผู้ที่จะโชคร้ายก็คือชาวประชา”
“…” อะไรนะ?! “นี่พระองค์หมายความว่าอย่างไร” รอยยิ้มของฝูจีแข็งค้างไปหลายส่วน เฟิ่งหลิงใช้สายตาเย้ยหยันมองนาง
“ไม่ทราบว่าในสายตาของแม่นาง ชีวิตคนเทียบได้กับต้นหญ้าหรือไม่?”
สตรีงดงามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ที่แท้เขาก็กล่าวถึงเรื่องนี้
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากริมฝีปากบาง “องค์ชายใหญ่ทรงปวดพระทัยแทนประชาชนของพระองค์หรือ? เพียงแค่ชาวบ้านต่ำต้อยไม่กี่คนเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้องค์ชายต้องมีโทสะมากมายเพียงนี้จริงๆ”
ชาวบ้านต่ำต้อย? เฟิ่งหลิงหรี่ตาลง ยามนี้เอง ด้านหลังของเขามีองครักษ์เงาในอาภรณ์สีดำปรากฏขึ้นสองคน หนึ่งในนั้นทำให้สีหน้าของฝูจีเปลี่ยนไป
“นี่องค์ชายใหญ่ทรงหมายความว่าอย่างไร?”
สิ่งที่องครักษ์เงาผู้นั้นนำมาด้วยถึงกับเป็นองครักษ์เงาที่นางส่งออกไปวางยาพิษ! ทั้งๆ ที่เลือกยอดฝีมืออย่างระมัดระวังแล้วแท้ๆ ยามนี้กลับถูกอีกฝ่ายจับกุมโดยไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน ในฐานะที่เป็นเจ้านาย ฝูจีรู้สึกเสียหน้ายิ่งนัก
“ข้าองค์ชายเพียงจับกุมคนร้ายที่เป็นผู้วางยาพิษชาวบ้านในครั้งนี้เท่านั้น ทำไม แม่นางฝูจีปวดใจกับคนร้ายผู้นี้หรือ?”
เฟิ่งหลิงไม่ได้เผยความจริงทั้งหมดออกมา นับว่าไว้หน้าฝูจีแล้ว ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่นำพา “องค์ชายคิดจะเป็นศัตรูกับตระกูลหวายหวังของข้าเพียงเพราะชาวบ้านต่ำต้อยไม่กี่คนหรือ?”
“คำพูดนี้ของแม่นางฝูจีหมายความว่าอย่างไร ข้าองค์ชายเพียงจับกุมคนร้ายเท่านั้น หรือคนร้ายนี้เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลหวายหวังของพวกท่าน?”
“ท่าน…” ทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนของตน แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้! ใบหน้าอันงดงามของฝูจีถูกปกคลุมไปด้วยเมฆครึ้ม ต้องการให้นางยอมรับจากปากหรือ? คิดว่านางไม่กล้าหรือไร? ดูถูกนางเกินไปแล้วจริงๆ
“เหตุใดองค์ชายต้องทำเช่นนี้ให้มากความด้วย? ข้าฝูจีกล้าทำกล้ารับ มิสู้องค์ชายพาฝูจีไปมอบคำอธิบายให้ชาวบ้านเป็นอย่างไร?”
ฝูจีคาดเดาได้ว่าเฟิ่งหลิงจะไม่ทำเช่นนี้ มิเช่นนั้นเขาจะอธิบายให้ท่านมหาราชครูฟังได้อย่างไร หากตนปรากฏตัวขึ้นที่เมืองหลวงจนทำให้คนในราชวงศ์รับรู้ ตระกูลมหาราชครูก็ไม่อาจหนีความรับผิดชอบได้ ตระกูลหวายหวังและตระกูลมหาราชครูเป็นผู้ที่ลงเรือดำเดียวกันนานแล้ว
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง รอบด้านถูกห้อมล้อมไปด้วยบรรยากาศอันตึงเครียด
บุรุษรูปงามหล่อเหลาจ้องมองสตรีเบื้องหน้าอย่างเงียบงันเช่นนั้น จากนั้นจึงเก็บสายตากลับมา มุมปากของฝูจีเจือไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ เพียงแต่ชั่วขณะต่อมากลับต้องแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
ได้ยินเสียงร้องโอดครวญ องครักษ์เงาผู้นั้นล้มลงกับพื้น ชักกระตุกสองครั้งก่อนจะไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใดอีก ถึงกับกล้าฆ่าคนของนางต่อหน้านางเชียวหรือ?! นายน้อยของตระกูลมหาราชครูผู้นี้จะรังแกผู้อื่นเกินไปแล้ว!
ไม่รอให้ฝูจีเอ่ยปาก เหนือศีรษะพลันมีเสียงอันเย็นชาและเย้ยหยันดังแว่วา “เพียงแค่ชีวิตต่ำต้อย เชื่อว่าแม่นางฝูจีคงไม่ใส่ใจหรอกกระมัง?”
“…” ถึงกับนำคำพูดของนางมาย้อนนางเชียวหรือ? ท่าทีของฝูจีแข็งค้างไป กล่าวอะไรไม่ออก
เฟิ่งหลิงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ไม่มองอีกฝ่ายอีกแม้เพียงสายตา
เสียงของเขาราวกับดังมาจากอีกฟากฝั่งของเมฆหมอก ล่องลอยคล้ายมิใช่ความจริง “หากตระกูลหวายหวังปรากฏตัวขึ้นในเมืองหลวง จะต้องก่อให้เกิดความวุ่นวายเป็นแน่ พวกเจ้าปิดซ่อนตัวตนมานานเพียงนี้ เชื่อว่าคงไม่อยากถูกเผยร่องรอยในช่วงเวลาสำคัญกระมัง? แม่นางฝูจี หากมีครั้งต่อไปจะไม่จบง่ายดายเพียงฆ่าตัวตายตัวแทนเท่านี้แน่ ควรรู้จักหนักเบาเสียบ้าง เชื่อว่าในใจของแม่นางฝูจีคงใคร่ครวญได้”
บุรุษผู้นั้นหมุนตัวไปกำลังคิดจะจากไป ด้านหลังกลับมีเสียงมั่นใจของแม่นางฝูจีดังแว่วมา
“เพียงเพราะสตรีผู้นั้น องค์ชายใหญ่คิดจะเป็นศัตรูกับตระกูลหวายหวังของข้าจริงๆ หรือ?”
เฟิ่งหลิงหยุดฝีเท้าลงแต่กลับไม่ได้หันกลับไป “เป็นศัตรูเป็นสหาย ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแม่นางฝูจีเพียงผู้เดียว” หากนางคิดว่าตระกูลมหาราชครูเป็นศัตรูของพวกเขา เช่นนั้นความคิดของมหาราชครูที่ต้องการเป็นพันธมิตรกับพวกเขาย่อมไม่สามารถเป็นไปได้ตลอดกาล เนื่องจากมิอาจได้รับการปฏิบัติอันจริงใจจากอีกฝ่าย หากนางคิดว่าตระกูลมหาราชครูเป็นพันธมิตรของพวกเขา เช่นนั้นย่อมไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามกับเฟิ่งหลิง จะอย่างไรครั้งนี้คนที่หากนางเพ็งเล็งก็คืออวิ๋นซูผู้เดียวเท่านั้น
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ บุรุษรูปงาก็หายไปกับสายลมราวภาพฝัน ทิ้งไว้เพียงสตรีที่มีสีหน้าอึมครึมในห้อง และศพที่ไร้ลมหายใจบนพื้น
“คุณหนู!”
ด้านหลังมีองครักษ์เงาสามคนปรากฏตัวขึ้น ใช้สายตายากจะเชื่อมองไปยังสหายร่วมงานที่ลมหายใจขาดสะบั้นบนพื้น พวกเขาไม่ทราบกระทั่งว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใด “นายน้อยตระกูลมหาราชครูจะรังแกผู้อื่นเกินไปแล้ว คุณหนู มิสู้พวกเรากลับไปรายงานท่านหัวหน้าตระกูล…”
ฝูจียกมือขึ้น หยุดคำพูดขององครักษ์เงาผู้นั้น
นางมองไปยังทิศทางที่เฟิ่งหลิงจากไป แต่กลับไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ สายตาขององครักษ์เงาเต็มไปด้วยความสงสัยเนื่องจากนี่ไม่เหมือนนิสัยในยามปกติของฝูจีแม้แต่น้อย อีกฝ่ายฆ่าคนของพวกเขา จะยังทนกล้ำกลืนได้อย่างไร
สตรีงดงามค่อยๆ เอ่ยปาก “คนของตระกูลมหาราชครูล้วนไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม จะช้าจะเร็วก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่พวกเขาจะเสียใจต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทำในวันนี้”
ถึงกับสร้างความอัปยศให้ตนเพียงเพราะสตรีที่มีฐานะต่ำต้อยผู้หนึ่ง ฝูจีย่อมไม่ยอมจบง่ายๆ เช่นนี้แน่ นางเริ่มเข้าใจอารมณ์ของท่านพ่อในปีนั้นแล้ว ศักดิ์ศรีของชนรุ่นหลังแห่งตระกูลหวายหวังย่อมมิอาจถูกผู้อื่นเหยียบย่ำเช่นนี้ ความโกรธแค้นนี้ จะต้องตอบแทนคืนไปในสักวันหนึ่ง!
สำหรับบุรุษที่ไม่สนใจตน จะช้าจะเร็วก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่เขาจะนำร่างกายและหัวใจมาถวายให้ตนทั้งหมด กลายเป็นของของนางอย่างสิ้นเชิง!
…
“ลำบากเจ้าแล้ว”
เฟิ่งหลิงมองไปยังบุรุษในอาภรณ์สีดำที่อยู่ข้างกายเล็กน้อย อีกฝ่ายรีบคารวะ “ทำให้นายน้อยกังวลแล้วขอรับ”
การเคลื่อนไหวในมือของเขาแข็งทื่อไปบ้าง คนปกติย่อมมองไม่ออก แต่เฟิ่งหลิงกลับได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ จากร่างของเขา
ในฐานะที่เป็นไข่มุกกลางฝ่ามือของตระกูลหวายหวัง องครักษ์เงาของฝูจีจะอ่อนแอได้อย่างไร การฆ่าคนผู้นั้นทำให้องครักษ์เงาของตนได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
“เรื่องที่ให้เจ้าไปตรวจสอบได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”
“ตอบนายน้อย ผู้น้อยหาพบแล้วขอรับ ที่แท้เมื่อปีนั้นท่านมหาราชครูเคยคิดจะให้ฮองเฮาพระองค์ก่อนแต่งให้กับนายน้อยตระกูลหวายหวัง”
ดวงตาของเฟิ่งหลิงเปล่งประกาย “นายน้อยตระกูลหวายหวัง หรือจะเป็น…บิดาของฝูจี?!”
“ยามนั้นฮองเฮาพระองค์ก่อนมีความรักใคร่ต่อฝ่าบาทจึงปฏิเสธน้ำใจของนายน้อยท่านนั้น ผู้น้อยรู้เพียงเท่านี้ขอรับ”
ท่านมหาราชครูมีความคิดที่จะเป็นพันธมิตรกับตระกูลหวายหวังนานแล้ว เมื่อปีนั้น เรื่องของฮองเฮาพระองค์ก่อนกับจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนถูกต่อต้านจากไท่ซ่างหวงมาก ทว่าความจริงมาจากเจตนาส่งเสริมของมหาราชครูเช่นกัน เขาหวังจะยืมมือของไท่ซ่างหวงมาหยุดยั้งบุตรีของตน เพื่อให้นางไปเกี่ยวดองกับนายน้อยตระกูลหวายหวัง แต่เรื่องกลับอยู่เหนือการคาดเดาของเขาไปมาก นายน้อยตระกูลหวายหวังมีใจรักใคร่ต่อฮองเฮาพระองค์ก่อนตั้งแต่แรกพบ เรื่องการเป็นพันธมิตรระหว่างสองตระกูลจึงเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ไหนเลยจะรู้ว่ามหาราชครูกลับละเลยการตัดสินใจของฮองเฮาพระองค์ก่อน พระนางต่อต้านอย่างรุนแรง ยึดมั่นในความคิดของตนอย่างดื้อรั้น ทำให้นายน้อยตระกูลหวายหวังจากไปด้วยความคั่งแค้นใจ ตั้งแต่นั้นมหาราชครูก็ไม่เคยเห็นนายน้อยท่านนี้อีกเลย ส่วนฝูจีก็คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของนายน้อยตระกูลหวายหวังเมื่อปีนั้น
เรื่องนี้ฝูจีจะรู้หรือไม่?
Venus36
หึ ชอบองค์ชายใหญ่แสดงสีหน้า แววตา คำพูด ชัดเจนมากกก เสนอใบหน้างามๆ จิตใจต่ำตม พระเอกปากร้ายมาก อ่อนโยนกับนางเอกเพียงผู้เดียวจริงๆ และแล้วก็มีปมอดีตกันนี่เอง มหาราชครูกับตระกูลหวายหวัง ยังไม่เข็ดเนาะ ตอนรุ่นลูกยังดื้อรั้นไม่ยอมหมั้นหม้ายเลย คิดว่ารุ่นหลานอย่างเฟิงหลิ่งก็อีหรอบเดียวกันเด้อ คอยซิ ดื้อรั้นยิ่งกว่า
chaikan
ฝูจีนี่สมองมีปัญหา โทษแต่คนอื่น ไม่คิดถึงการกระทำของตนเองที่โหดเหี้ยม สวยแค่ไหนคนก็คงไม่แล