หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 25 ตอนที่ 750 ไม่ยอมถอยให้กัน
เล่มที่ 25 ตอนที่ 750 ไม่ยอมถอยให้กัน
ในดวงตาอันเย็นเยียบของสตรีผู้นั้นไม่ปกปิดเจตนาข่มขู่แม้แต่น้อย บรรยากาศที่แพร่ออกมาบนร่างราวกับต้องการแยกร่างตงฟางรุ่ยออกเป็นห้าส่วนก็มิปาน
ฝูจีไม่เคยโกรธเพียงนี้มาก่อน เพียงแต่คำพูดเพิ่งจะกล่าวออกมา องครักษ์เงาที่เดิมทีควรปรากฎตัวกลับยังไม่ปรากฏ “เกิดอะไรขึ้น คนเล่า?”
ยามนี้เอง ลมสายหนึ่งพัดมา บุรุษในอาภรณ์สีดำสองคนปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขาในที่สุด
“เหตุใดจึงมีเพียงพวกเจ้าสองคน?” บนใบหน้าของฝูจีเต็มไปด้วยความไม่พอใจ หรือองครักษ์เงาของตนจะละเลยหน้าที่?
บุรุษหนึ่งในนั้นปรายตามองไปยังตงฟางรุ่ยด้วยท่าทีระมัดระวัง “คนของพวกเราหายไปแล้วขอรับ!”
หายไปแล้ว? นี่หมายความว่าอย่างไร
“คุณหนู!”
ยามนี้เอง ด้านหลังมีเสียงคนเอ่ยขึ้น พบว่าสตรีผู้หนึ่งชี้ไปยังมุมมืดด้วยท่าทีหวาดกลัว ทุกคนรีบล้อมเข้ามา ในพุ่มไม้อันมืดมิดมีคนในอาภรณ์สีดำล้มอยู่หลายคน พวกเขาถูกปิดปากเอาไว้ ใช้สายตาทั้งอับอายทั้งไร้เรี่ยวแรงมองไปยังทุกคน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“คุณหนู พวกเขาถูกพิษเจ้าค่ะ”
มุมปากของตงฟางรุ่ยยกขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้มีเพียงสตรีในอาภรณ์สีอ่อนสี่นางที่มองมาทางเขา นับเป็นโอกาสดีที่สุดหากคิดจะฝ่าวงล้อมออกไป
“คิดจะไปหรือ?!”
เสียงกระดิ่งอันกระจ่างใสดังแว่วมาจากด้านหลังพร้อมการโจมตี ผ้าแพรสีขาวพุ่งออกมาโดยพลัน มัดร่างของเขาไว้แน่นพลางดึงถอยหลังมาอย่างรุนแรง
ตงฟางรุ่ยส่งเสียงครางต่ำ ล้มลงบนพื้นอย่างอเนจอนาจ สตรีสี่นางลากเขาไปอยู่ใต้เท้าจนหมดสภาพ เดิมทีคิดจะโจมตีเขาอีกครั้ง ไม่นึกว่าจู่ๆ บุรุษบนพื้นจะพลิกตัวขึ้น ยื่นมือออกมาสาดผงสีขาวใส่พวกนาง กลิ่นยาหอมอบอวลโถมเข้าใส่ สตรีทั้งสี่นางคิดไม่ถึงว่าจะพบกับการลอบโจมตีกะทันหันเช่นนี้จึงสูดผงนั้นเข้าไปเต็มที่ พริบตาเดียวก็มีความรู้สึกชาแล่นไปทั่วทั้งร่าง จากนั้นทั้งสี่ต่างพากันล้มลงบนพื้น ทั่วทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง
เสียงฉีกขาดดังขึ้น ตงฟางรุ่ยโคจรพลังภายในทำลายผ้าแพรสีขาวบนร่างของตน อย่างไรก็ตามร่างกายของเขากลับต้องโอนเอน การใช้แรงเช่นนี้ทำให้บาดแผลเดิมของเขาฉีกขาด ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาลังเลอีก พริบตานั้นเขารีบอดทนข่มความเจ็บปวดก่อนจะทะยานร่างขึ้นไปบนหลังคา ไม่ลืมหันกลับมายิ้มเยาะให้ฝูจีครั้งหนึ่ง “ต้องการชีวิตข้าหรือ? รอชาติหน้าเถิด!”
ยามนี้เอง ได้ยินเสียงเคร้งดังขึ้น ตาข่ายอันใหญ่พุ่งทะยานมาจากอีกด้านหนึ่ง คลุมลงบนร่างของเขาอย่างแม่นยำไม่ผิดพลาด ตงฟางรุ่ยถูกการโจมตีนี้ลากลงกับพื้นโดยพลัน กลิ้งตัวไปมาอย่างอเนจอนาถ จากนั้นจึงก่นด่าออกมา “กระบวนท่านี้อีกแล้ว!”
เสียงฝีเท้าระลอกหนึ่งดังแว่วมา “โดนแล้ว! เขาอยู่ในเรือนฝูหรง!”
พริบตานั้น ด้านนอกมีแสงโคมไฟสาดส่องเข้ามา เพียงไม่นานองครักษ์ภายในจวนแม่ทัพก็วิ่งเข้ามาล้อมตงฟางรุ่ยเอาไว้อย่างดุดัน
“คุณหนู พบคุณชายตงฟางแล้วเจ้าค่ะ!” ชุนเซียงรีบนำข่าวนี้ไปบอกอวิ๋นซู สตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ยังดีที่บุรุษเจ้าเล่ห์ผู้นั้นหนีไปไม่ได้ “อยู่ที่ใด?”
“ในเรือนฝูหรงเจ้าค่ะ”
“…” อะไรนะ? จะไปที่ใดไม่ไป กลับจะไปเรือนฝูหรงเสียได้!
ตงฟางรุ่ยถมน้ำลายด้วยความโกรธเกรี้ยว “จวนแม่ทัพของพวกเจ้ามีความสามารถเพียงเท่านี้หรือ? ไม่เปลี่ยนกระบวนท่าใหม่บ้างหรือไร?” ยิ่งไปกว่านั้นคราวนี้ยังตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชต่อหน้าสตรีโอหังผู้นั้นด้วย ช่างทำให้ผู้คนไม่พอใจยิ่งนัก
ไหนเลยองครักษ์ในจวนแม่ทัพจะมาต่อล้อต่อเถียงกับเขา ทำท่าจะเข้ามาแบกเขาออกไป
“ช้าก่อน!” ยามนี้เอง ฝูจีที่เงียบมาโดยตลอดเอ่ยปากขึ้น “คนผู้นี้มิอาจมีชีวิตออกไปจากเรือนนี้ได้!”
“นี่…” องครักษ์ทั้งหลายสบตากัน ตงฟางรุ่ยแย้มยิ้มพลางเอ่ยปาก “อ้อ? เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า? ทำให้ผู้อื่นลำบากเสียจริง” เขากล่าวราวกับเป็นเรื่องของผู้อื่น
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงสุขุมดังแว่วมาจากด้านหนึ่ง ทุกคนเงยหน้ามองไป เงาร่างสุขุมเยือกเย็นเดินเข้ามาภายใต้การคุ้มครองของทุกคน
อวิ๋นซูยืนอยู่นอกลานเรือน ได้ยินประโยคนั้นของฝูจีอย่างชัดเจน สายตาหยุดอยู่บนร่างของบุรุษผู้อยู่ในสภาพอเนจอนาถ พอจะคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ด้วยนิสัยของตงฟางรุ่ย หากจะไปล่วงเกินฝูจีนับเป็นเรื่องง่ายจริงๆ
ทางกลุ่มของฝูจีมิได้เอ่ยคำใด มีเพียงท่าทีเจือไอสังหารอันเข้มข้น สตรีงดงามผู้นั้นเชิดคางที่อยู่ภายใต้ผ้าแพรขึ้นเล็กน้อย “ข้าต้องการชีวิตของคนผู้นี้”
ชีวิตของคนคนหนึ่ง เมื่อถูกกล่าวออกมาจากปากของนางราวกับเป็นเพียงสิ่งของที่สามารถยื่นมือออกมาหยิบไปได้ตามใจ
อวิ๋นซูขมวดคิ้วเล็กน้อย กวาดตามองไปยังตงฟางรุ่ย ต้องการทราบว่าระหว่างพวกเขาเกิดอะไรขึ้น เหตุใดฝูจีจึงต้องการฆ่าเขา
ตงฟางรุ่ยที่อยู่ในตาข่ายหัวเราะ “นายท่านเช่นข้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ผู้ใดจะรู้ว่าดึกดื่นเพียงนี้แล้วยังมีคนแช่น้ำในห้องอีกเล่า? ฮ่าๆ”
สตรีในอาภรณ์สีอ่อนทั้งหลายสูดหายใจเย็นยะเยือก มีคนชักกระบี่ออกมาคิดจะจบชีวิตของบุรุษปากไม่มีหูรูดบนพื้นนั่นเสีย เพียงแต่องครักษ์ของจวนแม่ทัพกลับก้าวออกมาห้อมล้อมตงฟางรุ่ยเพื่อปกป้อง ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้
แช่น้ำ? สายตาของอวิ๋นซูหยุดอยู่บนอาภรณ์บางบนร่างฝูจี จากนั้นจึงมองไปในห้องอีกครั้ง ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
“หรือคุณหนูกงซุนคิดจะปกป้องชีวิตของคนผู้นี้?” ในน้ำเสียงของฝูจีเต็มไปด้วยความข่มขู่ อวิ๋นซูลอบทอดถอนใจอยู่ในใจ “คนผู้นี้เป็นแขกสูงศักดิ์ของจวนแม่ทัพ หากทำสิ่งใดผิดไป ขอให้คุณหนูโปรดอภัย” นางมิได้เอ่ยชื่อฝูจีออกมา เนื่องจากไม่อยากให้คนรับรู้ถึงการมีอยู่ของนางมากเกินไป
ภายใต้ผ้าแพรมีเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยันดังแว่วมา “มิว่าผู้ใดก็ล้วนเป็นแขกสูงศักดิ์ของจวนแม่ทัพได้ทั้งสิ้น ไม่ทราบว่าจวนแม่ทัพยังมีผู้อื่นอีกหรือไม่?” บุรุษไร้มารยาทก่อนหน้านี้ก็ใช่ บุรุษโอหังผู้นี้ก็เช่นกัน ฝูจีจะเชื่อคำพูดเช่นนี้ได้อย่างไร “หรือจะกล่าวว่านี่เป็นวิธีการปฏิบัติต่อแขกของจวนแม่ทัพ?”
นางมองไปยังบุรุษที่ถูกตาข่ายปกคลุมบนพื้น บอกว่าเขาเป็นแขกสูงศักดิ์หรือ? เหตุใดจึงตกอยู่ในสภาพน่าอนาจเช่นนี้ได้เล่า
“แขกสูงศักดิ์ท่านนี้ค่อนข้างพิเศษ เชื่อว่าเขาคงไม่มีเจตนาทำผิดต่อคุณหนู ครั้งนี้ขอให้เห็นแก่หน้าจวนแม่ทัพ ยกโทษให้เขาสักครั้ง ทั้งยังเป็นการแสดงความใจกว้างของคุณหนูด้วย”
อะไรนะ หากตนดื้อรั้นต้องการชีวิตคนผู้นี้ เช่นนั้นจะแสดงว่าตนใจแคบหรือ? ปากเช่นนั้นทำให้นางไม่พอใจจริงๆ!
“ทุกคนบนโลกนี้ที่ทำผิดต่อคุณหนูของข้าล้วนถูกส่งไปโลกหน้าทั้งสิ้น!” ทันใดนั้นมีสาวใช้ในอาภรณ์สีอ่อนผู้หนึ่งเอ่ยปาก คำพูดหยาบกร้านเช่นนี้ย่อมต้องให้พวกนางเป็นคนกล่าว
ชั่วขณะนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างพากันชักกระบี่ออกมา ไม่ว่าใครก็ไม่ยอมถอยให้ใคร
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงดังกังวาลดังมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง แม่ทัพกงซุนร่างกำยำปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสายตาของทุกคน
สายตาคมกริบมองไปยังบุรุษบนพื้นโดยพลัน เขาสร้างความวุ่นวายให้จวนแม่ทัพอีกแล้วหรือ?!
ตงฟางรุ่ยที่อยู่ในตาข่ายเบนสายตาออกไปช้าๆ ทำท่าทางราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน หากพวกเขาปล่อยตนไปก่อนหน้านี้ มิใช่ว่าจะไม่มีเรื่องมากมายเพียงนี้หรือ? อีกอย่าง ใครจะรู้ว่าในเรือนนั้นมีเจ้านาย “สูงศักดิ์” เช่นนี้อยู่เล่า! ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็จะเอาชีวิตผู้อื่นแล้ว
ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนกล่าวอันใด แม่ทัพกงซุนก็คาดเดาเรื่องส่วนใหญ่ได้ เขามองไปทางฝูจี “หากคนผู้นี้ทำความผิดต่อคุณหนู ข้าแม่ทัพจะชดเชยให้คุณหนูแทนเขาเอง หวังว่าคุณหนูจะยอมทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก ให้อภัยต่อการกระทำอันบุ่มบ่ามของคนผู้นี้”
ในดวงตาของแม่ทัพกงซุนมีประกายไหลผ่าน เจตนาในคำพูดก็คือต้องการบอกฝูจีว่านางมีฐานะพิเศษ ไม่อาจทำให้เรื่องราวใหญ่โตได้จริงๆ เพื่อตระกูลหวายหวัง นางควรจบเรื่องอย่างสงบ
เพียงแต่ยามนี้สตรีงดงามผู้นั้นมีความหงุดหงิดยากบรรยาย ต้องทราบว่าหากนางต้องการเอาชีวิตใคร ไม่เคยมีผู้ใดขัดขวางนางมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นมิอาจปล่อยให้บุรุษผู้นี้มีชีวิตออกไปได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นจะไม่เป็นการทำลายชื่อเสียงตนหรอกหรือ?
ฝูจีเงียบไปครู่หนึ่ง ในตอนที่แม่ทัพกงซุนคิดว่านางจะยอมปล่อยไปนั้นเอง สตรีงดงามกลับมีปฏิกิริยากลับมา
“ไม่ฆ่าเขาย่อมได้ แต่ต้องทิ้งดวงตาทั้งสองของเขาไว้เป็นสิ่งชดเชยให้ข้า”
“หึ? ดวงตา?” ตงฟางรุ่ยผู้มีเชื้อสายราชวงศ์อุทานออกมาอย่างอดรนทนไม่ไหว จากนั้นจึงหัวเราะเสียงดัง สตรีบ้าผู้นี้ถึงกับกล่าวให้ควักลูกตาของตนออกมาเชียวหรือ!
แม่ทัพกงซุนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว คิดไม่ถึงว่าดรุณีน้อยผู้นี้จะไม่ยอมเลิกรา หากมิใช่ว่านางมีฐานะพิเศษและเป็นแขกสูงศักดิ์ที่ท่านมหาราชครูไหว้วาน เขาคงไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนรุ่นหลังของตระกูลหวายหวังอันใด ผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา กล้าไม่เห็นจวนแม่ทัพอยู่ในสายตา ย่อมต้องจับมันผู้นั้นโยนออกไปจากจวน!
ฝูจีเดินก้าวมาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง ปรายตามองไปทางอวิ๋นซู น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง “ทิ้งดวงตาทั้งสองของเขาไว้เสีย ข้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
อวิ๋นซูสัมผัสได้ถึงเจตนาอันเป็นศัตรูจากในดวงตาของอีกฝ่ายที่ไม่คิดจะปกปิดแม้แต่น้อย ยามนี้นางมีสัญชาตญาณบางอย่าง คิดว่าฝูจีนำความเคียดแค้นที่มีต่อตนไประบายบนร่างตงฟางรุ่ย
“สตรีบ้า ต้องการดวงตาของนายท่านเช่นข้าหรือ? รอชาติหน้าเถิด!” ตงฟางรุ่ยที่อยู่ในตาข่ายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากด่า ปัญหาเช่นนี้ผ่านการเห็นชอบจากเขาผู้เป็นเจ้าของเหตุการณ์แล้วหรือไม่? สตรีบ้าผู้นี้จะทำให้ผู้อื่นอับอายก็ทำไปเสียให้พอ จะต้องให้เขาตายจริงๆ หรือไร?
“หึ หุบปาก!”
พลันนั้นมีองครักษ์เงาชักกระบี่ออกมาจากเอว เดินก้าวออกมาคิดจะจบชีวิตตงฟางรุ่ยเสีย ลมเย็นสายหนึ่งพัดมา เกิดเสียงฟุ่บๆๆ ดังหลายครั้ง มีองครักษ์จำนวนมากทะยานมาขวางอยู่เบื้องหน้าเขา ปกป้องบุรุษบนพื้น
สายตาของฝูจีจับจ้องไปยังแม่ทัพกงซุนราวกับต้องการมอบโอกาสสุดท้ายให้เขาใคร่ครวญให้ดีว่าจะล่วงเกินตน ล่วงเกินตระกูลหวายหวังของพวกนางเพราะบุรุษผู้นี้หรือไม่
ภายใต้แสงจันทร์ ประกายสีเงินดึงดูดความสนใจของอวิ๋นซู จากมุมของนางสามารถมองเห็นสาวใช้ในอาภรณ์สีอ่อนและองครักษ์เงาผู้หนึ่งมีประกายไหลเวียนในดวงตา
“ระวัง!”
นางเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้โดยพลัน คำพูดเพิ่งจะจบ ประกายสีเงินก็พุ่งออกมาจากมุมมืด บุรุษบนพื้นส่งเสียงโอดครวญ ดวงตาทั้งสองของตงฟางรุ่ยเบิกกว้าง ชักกระตุกไปทั้งร่างก่อนจะนอนอ่อนแรงอยู่บนพื้น ยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาอันใด ดวงตาคมกริบกระจ่างชัดทั้งสองพลันพร่าเลือนอ่อนแสง
“ซูเอ๋อร์?”
สตรีสุขุมเยือกเย็นเดินไปข้างกายตงฟางรุ่ยภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์ทั้งหลายก่อนจะย่อตัวลงตรวจสอบ “เขาถูกพิษ!”
ถูกพิษ? แม่ทัพกงซุนเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน รีบมองไปทางฝูจี
สตรีผู้สวมผ้าแพรปิดบังใบหน้าที่อยู่ตรงข้ามมีประกายเย้ยหยันพาดผ่านดวงตา ราวกับไม่กลัวว่าเรื่องจะถูกเปิดเผยแม้แต่น้อย พิษนั้นเป็นฝีมือของผู้ใต้บังคับบัญชาของนาง เช่นนั้นแล้วจะอย่างไรเล่า? ภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์แห่งจวนแม่ทัพ นางยังฆ่าคนที่ตนเองต้องการฆ่าได้ นี่นับเป็นการเยาะเย้ยและไม่เห็นจวนแม่ทัพอยู่ในสายตาโดยไม่ต้องสงสัยเลย
Pennybull
อันที่จริง ตงฟางรุ่ย ก็เป็นหลานของจักรพรรดิแห่งแค้วนเหลียน ( แม่ของตงฟางรุ่ยก็คือน้องสาวของจักรพรรดิเหรียญ) เป็นองค์ชายรอง เกียรติยศศักดิ์ศรีดีกว่าอีฝูจีมาก
Pennybull
นังฝูจี กำแหงมาก เมื่อไหร่จะมีใครจัดการกับนางเสียที มัวแต่นั่งเขียนชมเชยอยู่นั่นแหละ เฮ้อ😩😩😩
Malii123
อีดอก
Venus36
แอบสมน่ำหน้าองค์ชายรองนะ หากบาดเจ็บจริงจะได้สำนึก แต่คนแบบนั้นคงยาก
Venus36
ใจจริงฝูจี จะดูสิจะวางอำนาจไปถึงไหน อยากเห็นวิธีเอาคืนของอวิ๋นซูบ้างงงง