หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 26 ตอนที่ 751 หินหล่นจากฟ้า
เล่มที่ 26 ตอนที่ 751 หินหล่นจากฟ้า
ฝูจีแค่นเสียงเบาๆ สายตาที่มองผ่านทุกคนไปยังตงฟางรุ่ยราวกับมองศพศพหนึ่งก็มิปาน นางเชื่อมั่นในความสามารถในการลอบฆ่าของลูกน้องตนยิ่งนัก พลันนั้นจึงค่อยๆ หมุนตัวคิดจะพาคนของตนจากไปด้วยความลำพองใจ แต่กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังแว่วมา
“ยังมีทางช่วย”
อะไรนะ ยังมีทางช่วย?
ฝูจีหยุดฝีเท้าลงโดยพลัน มองไปยังทิศทางตรงกันข้าม ทว่าการมองเห็นของนางกลับถูกองครักษ์กลุ่มนั้นขวางเอาไว้ เห็นเพียงชายอาภรณ์อันงดงามของอีกฝ่าย ไม่ทราบว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่
อวิ๋นซูหาเข็มเงินที่ปักอยู่บนข้อมือของตงฟางรุ่ยได้อย่างรวดเร็ว บนเข็มถูกทายาพิษรุนแรงไว้ดังคาด
นางรีบหยิบเข็มเงินออกมาปักลงบนจุดชีพจรบนร่างของตงฟางรุ่ยเพื่อสกัดการไหลเวียนของพิษในเลือด ป้อนยาแก้พิษให้เขาเม็ดหนึ่ง จากนั้นจึงดึงกระบี่ออกมาจากเอวขององครักษ์ที่อยู่ด้านข้าง เฉือนลงบนข้อมือของตงฟางรุ่ยโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย มีเลือดสีดำไหลทะลักออกมาจากบาดแผลโดยพลัน
ได้ยินเสียงครางต่ำ ตงฟางรุ่ยขมวดคิ้ว แม้ทั่วทั้งร่างจะไร้เรี่ยวแรง แต่การรับรู้กลับกระจ่างชัดยิ่งนัก สตรีผู้นี้ลงมือไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อยจริงๆ เห็นท่าทางนางชักกระบี่เช่นนั้นทำให้จิตใต้สำนึกของตงฟางรุ่ยอดคิดไม่ได้ว่าอวิ๋นซูอยากทำเช่นนี้นานแล้วใช่หรือไม่?
ฝูจีมองการเคลื่อนไหวของอวิ๋นซูไม่ชัด แต่ในใจกลับคิดว่าอีกฝ่ายไม่สามารถช่วยคนที่ถูกยาพิษรุนแรงในเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ได้แน่
เพียงแต่ไม่นานองครักษ์กลุ่มนั้นก็มีการเคลื่อนไหว พวกเขาแบกตงฟางรุ่ยขึ้นมาแล้วเดินจากไปโดยไม่มองพวกฝูจีที่อยู่ด้านข้าง ทำให้นางไม่มีโอกาสแม้แต่จะขัดขวาง
สาวใช้ในอาภรณ์สีอ่อนทั้งหลายมีปฏิกิริยากลับมาเป็นพวกแรก เดิมทีคิดจะเดินเข้าไปหยุด แต่พบว่าเจ้านายของตนมิได้เอ่ยปาก พวกนางจึงไม่กล้ากระทำการด้วยตัวเอง
จนกระทั่งคนกลุ่มนั้นหายไปจากสายตาของพวกนาง ฝูจีมองเงาร่างนั้นเดินจากไป เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “มีข่าวอันใดให้รีบมารายงานทันที”
เมื่อครู่นางไม่มีความคิดที่จะหยุด อย่างไรเสียคนของตนก็ใช้อาวุธลับลอบโจมตีบุรุษโอหังผู้นั้นไปแล้ว หากคำพูดเพียงประโยคเดียวของอวิ๋นซูทำให้นางสับสนวุ่นวายได้ เช่นนั้นตนคงยังสุขุมไม่มากพอ
นางกล่าวว่าช่วยได้ก็ช่วยได้หรือ ใต้หล้านี้จะฉุดดึงคนขึ้นมาจากความตายได้มากมายเพียงนั้นที่ไหนกัน
ทว่าในใจยังคงรู้สึกไม่วางใจ หากบุรุษผู้นั้นไม่ตาย ฝูจีคงไม่พอใจจริงๆ แต่อีกด้านหนึ่งฝูจีก็นำความไม่พอใจทั้งหมดนี้ไปโยนให้จวนแม่ทัพกงซุน ตั้งแต่นางมาอาศัยอยู่ที่นี่ ก็มีเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดใจเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ท่าทางคงต้องคิดหาวิธีบีบบังคับให้องค์ชายใหญ่ปรากฏตัวเพื่อพาตนเข้าวัง รีบทำเรื่องที่มหาราชครูมอบหมายก่อนหน้านี้ให้สำเร็จ
ภายในห้อง อวิ๋นซูมองไปยังบุรุษบนเตียงที่ลมหายใจเริ่มสงบ รู้สึกวางใจได้บ้าง
หยิบผ้าสีขาวที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมา ด้านบนมีเข็มเงินอาบยาพิษเล่นนั้นนอนอยู่อย่างสงบ ชุนเซียงมองไปยังใบหน้าเหม่อลอยของนาง “คุณหนูเจ้าคะ คุณชายตงฟางไม่เป็นไรแล้วใช่หรือไม่?”
อวิ๋นซูถอนพิษให้ตงฟางรุ่ยแล้ว อีกฝ่ายก็หลับลึกไปแล้ว อวิ๋นซูมองไปยังเข็มเงินที่ดูโดดเด่น อดไม่ได้ที่จะคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องโรคระบาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองหลวง
ตระกูลหวายหวังมีความสามารถเช่นไรกันแน่ หรือจะกล่าวว่าพวกเขาเองก็เชี่ยวชาญการใช้พิษ?
พิษที่ตงฟางรุ่ยได้รับ หากมิใช่ว่ามาพบกับอวิ๋นซู ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องลมหายใจดับดิ้น ตายไปในระยะเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปแน่นอน เห็นได้ว่าพิษชนิดนี้รุนแรงเป็นอย่างมาก ไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาจะปรุงออกมาได้ อวิ๋นซูพลันคิดไปถึงเมื่อปีนั้นที่หวายหวังแยกตัวออกไปจากราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียน พวกเขาจะพาคนตระกูลอู่ส่วนหนึ่งไปด้วยหรือไม่?
โรคระบาดในเมืองหลวงครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับฝูจีหรือไม่?
“ดูท่าทางคงไม่อาจปล่อยให้เขาอยู่ในจวนแม่ทัพได้อีก”
อวิ๋นซูคิดว่า หากฝูจีรู้ว่าตงฟางรุ่ยปลอดภัยไร้อันตรายย่อมไม่ยอมจบง่ายๆ เช่นนี้แน่ และด้วยนิสัยของตงฟางรุ่ย หากต้องการให้เขาอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างสงบก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน ดูจากครั้งนี้ เขาถึงกับขโมยยาสลายพลังจากชุนเซียงแล้วหนีออกไป ทั้งยังก่อความยุ่งยากครั้งใหญ่เช่นนี้อีก มากเพียงพอที่จะทำให้ผู้อื่นหมดความอดทน
“ซูเอ๋อร์”
ด้านนอกมีเสียงแม่ทัพกงซุนดังแว่วมา ประตูถูกเปิดออก บุรุษร่างกำยำเดินก้าวเข้ามา มองไปยังตงฟางรุ่ยที่อยู่บนเตียงด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นจึงหันมาทางอวิ๋นซูอย่างจนใจ “พ่อจะสั่งให้คนไปแจ้งองค์ชายใหญ่ พรุ่งนี้จะมีคนมารับตัวเขา”
กระทั่งแม่ทัพกงซุนยังรู้ดี ตงฟางรุ่ยไม่อาจอยู่ที่จวนแม่ทัพได้อีกต่อไป
อีกอย่าง แขกสูงศักดิ์ในเรือนฝูหรงท่านนั้น หากมีโอกาสจะต้องรีบส่งออกไปให้เร็วเสียหน่อย แขกที่เปรียบดังพระพุทธรูปสูงส่งเช่นนี้จวนแม่ทัพของพวกเขารับไม่ไหว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจของแม่ทัพกงซุนมักจะเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี ราวกับฝูจีจะทำเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาอันใดออกมาได้ทุกเมื่อ เฉกเช่นโรคระบาดในเมืองหลวงครั้งนี้ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่กลับพูดไม่ออกว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นในจวนแม่ทัพยังมีความลับซ่อนอยู่มากมายเกินไป จะช้าจะเร็วก็ต้องถูกผู้อื่นขุดออกมา
ความวุ่นวายในยามนี้ ทำได้เพียงแก้ไขไปทีละอย่างเท่านั้น
ยามเช้า บริเวณป่าผืนใหญ่ใกล้ทางเข้าแคว้นเหลียนฟุ้งกระจายไปด้วยหมอกประหนึ่งแดนเซียน หมอชาวบ้านในเขตยังคงทำกิจวัตรเฉกเช่นที่เป็นมา แบกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นเขา หาสมุนไพรอย่างชำนาญ
เสียงหนึ่งดังสนั่น จู่ๆ พื้นก็สั่นไหว หมอชาวบ้านที่อยู่เส้นทางภูเขามองไปรอบด้านด้วยความตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้น? เสียงดังยิ่งนัก!”
ยามนี้เอง ท้องฟ้าบริเวณไม่ไกลมีกลุ่มควันหนาแน่นพวยพุ่ง พลันนั้นมีคนได้สติกลับมา “แย่แล้ว ทางนั้นมันแปลงสมุนไพร!”
ในยามที่ทุกคนมาถึง พื้นที่เบื้องหน้ามอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน ทำให้คนไม่น้อยตื่นตะลึงในใจ หมอชาวบ้านหนึ่งในนั้นเดินไปเบื้องหน้า ก้มตัวลงด้วยอาการสั่นเทา ดวงตาเปียกชื้นโดยพลัน “สะ สมุนไพรที่ข้าปลูกมาสามเดือน…” มืออันหยาบกร้านของเขากอบกุมสมุนไพรที่ยังมีควันพวยพุ่งออกมาจากบนพื้น สมุนไพรประเภทนี้ปลูกยากเป็นที่สุด ปุ๋ยที่ใช้บำรุงสมุนไพรทั้งก่อนและหลังต้องใช้เงินทองไปไม่น้อย อีกไม่นานจะได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว ผลกลับกลายเป็นว่าถูกเผาจนราบเป็นหน้ากลอง
สภาพสมุนไพรในตอนนี้สูญเสียคุณค่าไปทั้งหมดแล้ว ความพยายามของเขาถูกเผาไหม้จนสิ้น คิดจะใช้สมุนไพรเหล่านี้หาเงินเสียหน่อย แต่ตอนนี้กลับ…
“สมุนไพรของข้าก็เช่นกัน ไหม้ไปหมดแล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีใครเฝ้าอยู่ที่นี่หรือไม่ เหตุใดอยู่ดีๆ จึงเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ได้?” ชั่วขณะนี้เอง มีบุรุษวัยกลางคนสวมชุดผ้าหยาบผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากพุ่มไม้บริเวณไม่ไกลด้วยท่าทีร้อนใจ ทุกคนเห็นเขาเดินเข้ามาโดยพลัน “วันนี้มิใช่เวรเจ้าเฝ้ายามหรือ? เหตุใดแปลงสมุนไพรทั้งหมดจึงถูกไฟไหม้ได้?!”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า เมื่อครู่พวกเจ้าไม่เห็นหรือ? จู่ๆ ก็มีลูกไฟก้อนใหญ่ตกลงมาจากฟ้า คงจะตกมายังที่ดินผืนนี้เข้าพอดี!” คนผู้นั้นมองไปรอบด้าน ยื่นมือออกไปชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “ดู! อยู่ตรงนั้น!”
ลูกไฟที่ตกลงมาจากฟ้า?
ทุกคนมองไปตามการชี้ของเขา พบว่าแปลงสมุนไพรบริเวณไม่ไกลมีของบางอย่างกำลังส่งควันพวยพุ่งออกมา ยิ่งพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นเผาไหม้ก็ยิ่งเข้มข้น เมื่อมองอีกครั้ง บนพื้นถูกกวาดเป็นรอยไหม้ยาว ทุกสิ่งถูกเผาจนสิ้น
“นี่มันอะไร?”
ทุกคนล้อมอยู่รอบกลุ่มควันหนาแน่นนั้น มีคนอดรนทนไม่ไหวรีบยื่นมือเข้าไปแตะ ทว่ากลับต้องดึงมือกลับโดยพลัน “ร้อนยิ่ง!”
ลมเย็นสายหนึ่งพัดมา พัดควันกลุ่มนั้นให้สลายไป หินก้อนใหญ่มหึมาปรากฏรางๆ ทุกคนรออยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เห็นวัตถุที่ตกจากฟ้าลงมาเบื้องหน้านี้อย่างชัดเจน
“เหตุใดจึงเป็นก้อนหินไปได้?”
คนไม่น้อยมองไปบนฟ้า เหตุใดจึงมีก้อนหินใหญ่มหึมาเพียงนี้ตกลงมาจากท้องฟ้าได้เล่า?
“ดู คล้ายกับด้านบนมีตัวอักษรบางอย่าง!”
ตัวอักษร? บนก้อนหินมีรอยสีดำอันหนาแน่นอยู่ชั้นหนึ่ง บริเวณที่นูนเข้าไปปรากฏเป็นตัวอักษรอันพร่าเลือน ทุกคนเป่าเขม่าด้านบนอย่างระมัดระวัง ตัวอักษรเหล่านั้นจึงชัดเจนยิ่งขึ้น
“…หวายปรากฏเหลียนล่มสลาย…นะ นี่หมายความว่าอย่างไร?”
“หวายปรากฏเหลียนล่มสลาย? เหลียนล่มสลาย?! สวรรค์คงมิได้จะกล่าวว่าแคว้นเหลียนของพวกเราจะล่มสลายหรอกกระมัง? นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!” ยามนี้เอง ความตื่นตระหนกพลันแผ่ขยาย ปกคลุมไปในหมู่หมอชาวบ้าน
เพียงไม่นาน เรื่องที่มีก้อนหินก้อนใหญ่ปรากฏบนยอดเขาก็แพร่ไปทุกทั่วท้องถนน
“พวกเจ้ารู้หรือไม่? มีคำพยากรณ์ร่วงลงมาจากฟ้า! บนหินก้อนใหญ่เขียนไว้ว่าหวายปรากฏเหลียนล่มสลาย นี่จะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด! แคว้นเหลียนของพวกเราเงียบสงบมาหลายปีเพียงนี้ หรือจะเกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้น?”
ภายในโรงเหล้าโรงน้ำชา ไม่มีผู้ใดไม่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้
“แต่คำว่าหวายปรากฏหมายความว่าอย่างไร?”
ชายชรานักเล่าเรื่องผู้หนึ่งชะงักไปเล็กน้อย “หวายปรากฏ? เจ้ากล่าวว่าบนก้อนหินสลักคำว่าหวายปรากฏเหลียนล่มสลายหรือ?”
“ใช่แล้ว หรือท่านผู้นี้จะทราบความหมายในประโยคนี้?” คนไม่น้อยมองไปยังชายชรานักเล่าเรื่อง แต่ละคนเผยสายตาเคร่งเครียดออกมา
อีกฝ่ายจิ๊ปาก “ตัวอักษรหวายนี้คงมิได้หมายถึงหวายหวังกระมัง?”
“หวายหวัง?”
คนที่รู้จักหวายหวังมีไม่น้อย เพียงแต่ในเวลาเพียงสั้นๆ ทุกคนกลับยังไม่มีปฏิกิริยากลับมา จะอย่างไรเรื่องของตระกูลหวายหวังก็เรียกได้ว่าเป็นคำต้องห้ามของแคว้นเหลียน หากมีคนกล่าวถึงและถูกคนของราชสำนักได้ยินจะต้องมีปัญหาใหญ่เป็นแน่
“ปีนั้นหวายหวังยอมถอยออกจากตำแหน่ง หานหน้าหายตาไปนานเพียงนี้ จะต้องลอบชุบเลี้ยงกองกำลังอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นแน่ ยามนี้จู่ๆ ก็มีก้อนหินใหญ่ตกมาจากฟ้า หรือจะเป็นการส่งสัญญาณให้พวกเราทราบว่าแคว้นเหลียนจะเปลี่ยนฟ้าใหม่แล้ว!” คำพูดของนักเล่าเรื่องผู้นี้ปลุกทุกคนให้ตื่นจากความฝัน ทุกคนที่มีสภาพราวกับเพิ่งตื่นจากฝันรู้สึกว่าเขากล่าวได้มีเหตุผล
“ใช่แล้ว ว่ากันว่าเมื่อปีนั้นหวายหวังมีคุณสมบัติที่จะได้รับสืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิมากที่สุด เหตุใดจู่ๆ เขาจึงยอมถอยจากตำแหน่งจักรพรรดิด้วยตัวเองเล่า มิแน่ว่าเรื่องนี้อาจมีลับลมคมในกระมัง?”
“จะต้องเป็นเช่นนี้แน่นอน! ล้วนกล่าวกันว่าเมื่อปีนั้นหวายหวังจากไปด้วยท่าทีแปลกๆ ดูท่าตอนนี้คนรุ่นหลังของหวายหวังคงกลับมาแก้แค้นแล้ว!”
“โธ่ พวกเจ้าไม่รู้กระมัง หินก้อนใหญ่ตกลงมาจากฟ้านับเป็นลางร้าย กล่าวกันว่าสมุนไพรบนเขาถูกเผาไปไม่น้อย ดูท่าทางภัยพิบัติของแคว้นเหลียนของพวกเราใกล้จะมาถึงแล้ว!”
บรรยากาศอันอึมครึมฟุ้งกระจายไปทั่วทุกท้องถนนและตรอกซอกซอย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนชราล้วนกล่าวกันว่าตระกูลหวายหวังจะกลับมา ต้องการมาแก้แค้นราชวงศ์ของแคว้นเหลียน ข่าวลือเช่นนี้แพร่ไปถึงในวังอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ข่าวลืออีกข่าวหนึ่งกำลังแพร่กระจาย “ว่ากันว่าก่อนหน้านี้ไม่นานมีคนเห็นคนน่าสงสัยกลุ่มหนึ่งบนถนน การเคลื่อนไหวดูผิดปกติ ทั้งยังฆ่าขอทานผู้หนึ่งไปด้วย!”
“อ้อ? เจ้ากล่าวถึงสตรีกลุ่มหนึ่งกระมัง? ข้าว่าแล้วเชียว ยามนั้นข้ามิได้ตาฝาด! ดูเอาเถิด ไม่แน่ว่าพวกนางอาจเป็นคนรุ่นหลังของตระกูลหวายหวังจริงๆ ก็ได้? ช่างโหดเหี้ยมจริงๆ กระทั่งขอทานน้อยก็ยังไม่ละเว้น”
“เช่นนี้ไม่ได้แล้ว หากปล่อยให้คนตระกูลหวายหวังสมปรารถนา วันหน้าพวกเรายังจะมีชีวิตที่ดีอีกหรือ?”
“ใช่แล้ว พวกเขาจะต้องเกลียดราชวงศ์เข้ากระดูกดำเป็นแน่ จะมาใส่ใจความเป็นความตายของชาวบ้านอย่างเราได้อย่างไร?”
“ได้ยินว่าการเก็บเกี่ยวทางใต้ลดลง จะต้องเป็นเพราะตระกูลหวายหวังกลับมาแก้แค้นเป็นแน่!”
ชั่วขณะนั้น ภัยพิบัติทางธรรมชาติทุกประเภทที่เกิดในแคว้นเหลียนล้วนถูกชาวบ้านโยนไปเป็นความผิดที่ตระกูลหวายหวังกลับมา ไม่นานก็มีคนเริ่มออกตามหาร่องรอยของคนรุ่นหลังแห่งตระกูลหวายหวัง หากพบคนน่าสงสัยจะรีบไปแจ้งทางการทันที
nitnit
สงสารแม่ทัพกงซุนในจวนจำต้องรับตัวหายนะไว้ เป็นอันตรายต่ออวิ๋นซูจริงๆ
Venus36
เป็นฝีมือพระเอกแน่ๆ เริ่มลงมือแล้วว นางฝูจีดูเบาฝีมืออวิ๋นซูตาำไปจ้า 555555 ตระกูลอู๋ไม่ธรรมดาจริงๆ เล่นเข้าสองขั้วเลยว่างั้น หึๆๆ มีอิวิ๋นซูอยู่คงยากแผนการจะสำเร็จ