หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 26 ตอนที่ 752 ฆ่าไก่ให้ลิงดู
เล่มที่ 26 ตอนที่ 752 ฆ่าไก่ให้ลิงดู
จวนแม่ทัพ เรือนฝูหรง
“รายงานคุณหนู ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด วันนี้บนถนนจึงมีข่าวลือว่าตระกูลหวายหวังของพวกเรามาถึงเมืองหลวงแล้ว ทั้งยังวางแผนชิงบัลลังก์ด้วยขอรับ”
อะไรนะ? ฝูจีขมวดคิ้ว “เป็นผู้ใดทำข่าวหลุด?”
“วันนี้มีหินก้อนใหญ่ตกไปยังป่าบนภูเขาในเขตชายแดน บนหินมีตัวอักษรสลักไว้ว่าหวายปรากฏเหลียนล่มสลาย ทั้งยังมีข่าวลือว่าก่อนหน้านี้มีคนเห็นคุณหนูฆ่าขอทานน้อยด้วยขอรับ”
ฝูจีใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้…ดูเหมือนนางจะฆ่าขอทานที่ขโมยของนางไปจริงๆ หินร่วงลงมาจากฟ้าหรือ? หวายปรากฏเหลียนล่มสลายหรือ? นี่เป็นลูกไม้ของผู้ใดกัน นางไม่เชื่อเรื่องเช่นนี้!
สาวใช้ในอาภรณ์สีอ่อนมีความยินดีเต็มใบหน้า “คุณหนูเจ้าคะ หรือนี่จะเป็นสัญญาณที่สวรรค์ส่งถึงพวกเรา แผนใหญ่ของท่านหัวหน้าตระกูล…”
“เหลวไหล! กล่าวไร้สาระอันใดกัน!” ฝูจีรีบหยุดคำพูดของสาวใช้ผู้นี้ มองไปนอกหน้าต่างอย่างลึกล้ำแฝงความหมาย จะอย่างไรก็ต้องระวังหน้าต่างมีหูประตูมีตา “เห็นได้ชัดว่านี่เป็นสิ่งที่ผู้คนกระทำขึ้น ต้องการเผยร่องรอยของพวกเรา!” ความปรารถนาของตระกูลหวายหวังจะสำเร็จหรือไม่หาได้ขึ้นอยู่กับสวรรค์ พวกนางวางแผนกันมาหลายปี ของที่เป็นของพวกนาง จะช้าจะเร็วก็ต้องแย่งชิงกลับคืนมา!
“ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองเป็นอย่างไร?”
“ชาวบ้านไม่น้อยกลัวว่าจะต้องพบเจอวิกฤตจนต้องบ้านแตกสาแหรกขาด เริ่มตามหาร่องรอยของพวกเราแล้ว คุณหนูขอรับ เกรงว่าวันหน้าพวกเราจะต้องระวังให้มากยิ่งขึ้น”
ใบหน้าของฝูจีราวกับฉาบด้วยน้ำแข็ง หากท่านพ่อรู้เรื่องนี้ มิแน่อาจตำหนิว่าตนกระทำการไม่ระมัดระวัง
เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้ เป็นแผนการของผู้ใดกัน? จู่ๆ สมองพลันสว่างวาบ จะเป็นเขาหรือไม่?
อีกด้านหนึ่ง ภายในพระราชวังแห่งแคว้นเหลียน
“องค์ชาย เรื่องราวกำลังดำเนินไปในทิศทางที่พวกเราคาดเดา ชาวบ้านเชื่อคำพยากรณ์บนหินก้อนนั้น กำลังตามหาร่องรอยของคนรุ่นหลังแห่งตระกูลหวายหวังไปทั่วแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์เงากลับมารายงาน บนใบหน้าของเฟิ่งหลิงเจือไปด้วยรอยยิ้มจางๆ โบกมือเล็กน้อย บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้นั้นจึงหายไปจากสายตาของเขา
ไม่ต้องให้เขาออกมือก็บีบบังคับฝูจีให้กลับไปได้ นี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุด ยืมพลังของชาวบ้านและพลังของข่าวลือ หากนางกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีกจะต้องดึงดูดความสนใจของชาวบ้านเป็นแน่ เมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลมหาราชครูของพวกเขาอีก
ความจริงตอนเช้าคนของเฟิ่งหลิงก็ทำหินก้อนใหญ่ก้อนนี้แล้ว และเลือกสร้างแผนการคำพยาการณ์เช่นนี้ในยามที่หมอชาวบ้านขึ้นเขา ทั้งยังสั่งให้คนแต่งกายเป็นนักเล่าเรื่องทำให้ข่าวลือแพร่ไปในเมืองจนสำเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามแผนการของเขา ส่วนท่านตาจะตำหนิหรือไม่ เขาย่อมไม่มีหลักฐานอันใดมาพิสูจน์ว่าเรื่องนี้เป็นแผนการของตน
ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มอบคำเตือนถึงคนของตระกูลหวายหวังได้พอดี หากพวกเขามีความคิดเป็นอื่นจริงๆ ชาวบ้านก็จะกลายเป็นพลังต่อต้านพวกเขา เนื่องจากชาวบ้านแห่งแคว้นเหลียนมีชีวิตอย่างสงบสุขมาหลายปี ไม่มีผู้ใดอยากมีชีวิตอยู่ท่ามกลางน้ำลึกไฟร้อน หากพวกเขามีความคิดเช่นนั้นจริงๆ นอกจากจะมีความสามารถทำให้ราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนหายไปเงียบๆ ได้ มิเช่นนั้นตระกูลหวายหวังที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาแก้แค้นจะยิ่งไม่ได้ใจประชาชน
การประชุมเช้าในท้องพระโรงวันนี้เคร่งเครียดเป็นพิเศษ
“ทูลฝ่าบาท วันนี้ที่ป่าบนภูเขาบริเวณชายแดนมีหินก้อนใหญ่ตกลงมาจากฟ้า ชาวบ้านล้วนหวาดกลัว ฝ่าบาท สมควรส่งคนไปตรวจสอบและสงบข่าวลือพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิเหลียนที่อยู่บนบัลลังก์มีพระพักตร์เคร่งขรึม “ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ?”
“ฝ่าบาท กล่าวกันว่าบนหินก้อนใหญ่สลักอักษรไว้ว่าหวายปรากฏเหลียนล่มสลาย ไม่เป็นผลดีกับการปกครองของราชวงศ์เราจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางอีกผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าว
“เหตุใดจึงไม่เป็นผลดี?”
“ฝ่าบาท เพราะหินก้อนนี้ ในเมืองจึงมีข่าวลือแพร่ออกไป กล่าวกันว่าคนรุ่นหลังของตระกูลหวายหวังกลับมาแก้แค้นราชวงศ์ของพวกเรา หินก้อนนั้นเป็นคำเตือนที่สวรรค์ส่งมาถึงพวกเรา จำเป็นต้องให้ความสำคัญพ่ะย่ะค่ะ!”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ไม่ทราบว่ายามนี้ท่านมหาราชครูอยู่ที่ใด? เรื่องใหญ่เพียงนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้ท่านราชครูจึงไม่ตรวจสอบตำแหน่งดวงดาวเพื่อสืบหาเบาะแสออกมาก่อน? หากท่านมหาราชครูกล่าวเตือนสักประโยค กระหม่อมจะได้รวบรวมกำลังคนไปหยุดเรื่องราวก่อนจะใหญ่โต!”
สายตาของทุกคนมองไปยังตำแหน่งที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า ระยะนี้ท่านมหาราชครูมักจะไม่อยู่ในวัง คนไม่น้อยนำเรื่องนี้มาเป็นฎีกาถวายให้แก่จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน กล่าวว่ามหาราชครูละเลยหน้าที่ ไร้ซึ่งคุณสมบัติในการเป็นราชครู หวังว่าจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนจะเลือกผู้อื่นมาแทน
เพียงแต่ตลอดมาจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนมิได้ให้คำตอบอันใด ฎีกาเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนหินก้อนที่โยนลงมหาสมุทร ยามนี้กลับมีขุนนางใช้ข้ออ้างเรื่องก้อนหินตกจากฟ้าในครั้งนี้สร้างเรื่องยุ่งยากอีกครั้ง
“อืม” จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนบนบัลลังก์ทำเพียงตอบรับอย่างเรียบเฉย ยังมิได้ให้คำตอบอันใดออกมา
ขุนนางหลายคนสบตากัน ยังคงไม่ยอมล้มเลิก “ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าเรื่องหินตกจากฟ้านี้มีลับลมคมใน ไม่ทราบว่าท่านมหาราชครูมีความเห็นใดต่อเรื่องนี้หรือไม่? ยามนี้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ควรเห็นภาพรวมเป็นสำคัญ จำเป็นต้องให้ท่านมหาราชครูออกหน้าปลอบใจประชาชน พิสูจน์ว่าการปกครองของแคว้นเหลียนของพวกเรายังคงยิ่งใหญ่มีเกียรติ!”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเอนพระวรกายไปด้านหลัง ในพระเนตรเต็มไปด้วยความลึกล้ำ อย่างไรก็ตาม ขุนนางหลายคนยังคงยืดอกตรง ไม่มีเจตนาถอยแม้แต่น้อย
“ขุนนางที่รัก พวกท่านคิดว่าประชาชนแคว้นเหลียนของเจิ้นโง่งมจนเชื่อเรื่องคำพยากรณ์เช่นนี้หรือ?”
“…นี่…”
สุรเสียงของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเคร่งขรึมอย่างบรรยายไม่ถูก “หรือจะกล่าวว่า ในฐานะที่พวกท่านเป็นสมาชิกแห่งราชสำนักอันสำคัญยิ่ง พวกท่านคิดว่าหินจากฟ้านี้จะทำลายรากฐานนับร้อยปีของแคว้นเหลียนได้หรือ?”
ทุกคนจมลงสู่ความเงียบงัน เนื่องจากหากผู้ใดตอบรับ ย่อมแสดงให้เห็นว่าในสายตาของพวกเขารากฐานนับร้อยปีของแคว้นเหลียนเทียบไม่ได้แม้กระทั่งหินสลักอักษรเพียงก้อนเดียว
“ดูท่าทางแคว้นเหลียนของเจิ้นจะปิดแคว้นนานเกินไปแล้วจริงๆ ไม่ว่าใครก็สามารถพูดจาเหลวไหลได้!” สุรเสียงของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเคร่งขรึมหนักแน่น ทำให้คนไม่น้อยใจสั่น
“ประชาชนแคว้นเหลียนของเจิ้นโง่งมเพียงนี้เชียวหรือ ถึงได้ถูกผู้อื่นปลุกระดมตามแต่ใจเช่นนี้ คิดว่าแคว้นเหลียนจะล่มสลายหรือ? เพียงเพราะก้อนหินก้อนเดียว ถึงกับต้องการให้มหาราชครูแห่งแคว้นเหลียนออกหน้าสยบข่าว นี่มิใช่เป็นการแสดงให้เห็นว่าราชสำนักหวาดกลัวตระกูลหวายหวังเพียงเพราะหินจากฟ้าก้อนนั้นหรือ? กระทั่งพวกเจ้ายังไม่เชื่อ แล้วประชาชนจะเชื่อในการปกครองของเจิ้นได้อย่างไร?!”
เสียงปังดังขึ้น พระองค์ตบลงพนักวางแขนอย่างแรง ขุนนางทุกคนรีบก้มหน้าคารวะอย่างนอบน้อม “ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ!”
“ใต้เท้าเว่ย ใต้เท้าหลี่!”
ขุนนางทั้งสองตัวสั่น รีบก้าวออกมา “กระหม่อมอยู่”
“พวกท่านว่า หากมหาราชครูไม่ออกหน้าชี้แจง แคว้นเหลียนของเจิ้นจะล่มสลายเพราะหินก้อนเดียวหรือไม่?”
“ไม่ๆๆ กระหม่อมมิได้คิดเช่นนั้นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นพวกท่านหมายความว่าอย่างไร?” วันนี้จักรพรรดิเหลียนแตกต่างจากยามปกติ ทำให้ขุนนางทุกท่านไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรไปชั่วขณะ ต้องทราบว่าก่อนหน้านี้ไม่ว่าพวกเขาจะถวายฎีกาอันใด จักรพรรดิเหลียนล้วนรับไว้ มีเพียงเรื่องเกี่ยวกับมหาราชครูที่จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนมักจะผ่อนหนักให้เป็นเบาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เพียงแต่วันนี้พระองค์กลับบีบบังคับผู้คนอย่างชัดเจน ทำให้เหล่าขุนนางรู้สึกว่าไม่ว่าจะตอบเช่นไรล้วนผิดทั้งสิ้น
“นี่…กระหม่อม กระหม่อมเพียง…เพียงรู้สึกว่าท่านมหาราชครูดูเหมือนจะไม่ได้มาประชุมเช้านานแล้ว…”
ความจริงมิได้มีเพียงเพราะสาเหตุนี้ ตอนแรกองค์ชายใหญ่เฟิ่งหลิงก็ถูกมหาราชครูพากลับมา องค์ชายผู้มีความขัดแย้งมากมายพระองค์นี้นำพาความยุ่งยากมาให้มหาราชครูไม่น้อย ทว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านมหาราชครูก็ออกหน้าน้อยมาก ทั้งยังดึงดูดสายตาของศัตรูมากมาย แต่ยังคงหาโอกาสลงมือกับมหาราชครูไม่ได้
ยามนี้พวกเขาคิดจะใช้ข้ออ้างเรื่องก้อนหินตกจากฟ้าในครั้งนี้มาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำให้หมวกขุนนางของท่านมหาราชครูต้องหลุดจากศีรษะ
ไม่ทราบว่ามีสายตามากน้อยเพียงใดที่กำลังจับจ้องตำแหน่งมหาราชครู เพียงแต่ตลอดมา มหาราชครูจะรับคำสั่งจากจักรพรรดิเหลียนโดยตรง และจะเลือกออกมาจากบุคคลผู้มีความสามารถโดดเด่นในตระกูลมหาราชครูเท่านั้น เพียงแต่ยามนี้ตระกูลมหาราชครูเก็บงำตัวตน อำนาจแต่ละฝ่ายย่อมรู้สึกไม่สงบใจ ในเมื่อถอยออกไปแล้วเหตุใดจึงให้คนของพวกเขาสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องราชสำนักอีก ยิ่งไปกว่านั้นพระมารดาแท้ๆ ขององค์ชายใหญ่ก็เป็นคนของตระกูลมหาราชครู นี่ทำให้คนไม่น้อยรู้สึกอัดอั้นตันใจ
“ท่านมหาราชครูมีภารกิจรัดตัว เป็นเจิ้นที่มอบอำนาจนี้ให้เขา ไม่ทราบว่าขุนนางที่รักทั้งสองมีสิ่งใดจะเสนอแนะหรือ?”
“…กระหม่อมมิกล้า!” วันนี้ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไป คล้ายกับอารมณ์ไม่ดียิ่งนัก
“เด็กๆ!” อะไรนะ?! ขุนนางทั้งสองเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ พลันสบเข้ากับพระเนตรอันมืดครึ้มของจักรพรรดิเหลียนโดยตรง “ลากตัวพวกเขาออกไป พูดจาเหลวไหลหลอกลวงผู้อื่น ในฐานะที่เป็นขุนนางในราชสำนักถึงกับเชื่อข่าวลือไร้สาระของประชาชน ทำให้ราชสำนักของเจิ้นวุ่นวาย มิอาจทนได้!”
พลันมีองครักษ์จำนวนมากเดินเข้ามา ขุนนางทั้งสองยังไม่ทันมีปฏิกิริยาอันใดก็ถูกคุมตัวไว้ “ฝะ ฝ่าบาท…”
“ยังไม่รีบลากออกไปอีก!”
“ฝ่าบาท! กระหม่อมสำนึกผิดแล้ว กระหม่อมสำนึกผิดแล้ว!” ภายในท้องพระโรงมีเสียงอ้อนวอนของขุนนางทั้งสองดังก้อง จักรพรรดิเหลียนบนบัลลังก์สูงยืนขึ้นด้วยท่าทีเย็นชา ทุกคนรีบก้มหน้าลงไม่กล้าสบพระเนตรด้วยกลัวว่าเรื่องเลวร้ายจะหมุนเวียนมาตกใส่ศีรษะของตน
จักรพรรดิเหลียนแค่นเสียงเย็นก่อนจะสะบัดชายฉลองพระองค์ “เลิกประชุม!” จากนั้นจึงเดินก้าวใหญ่ออกไปจากสายตาของทุกคน
ทุกคนสบตากัน ผู้ใดก็ไม่ทราบว่าขุนนางทั้งสองจะถูกพาตัวออกไปเพียงเพราะเรื่องนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากพวกเขาคิดจะกล่าวหามหาราชครูจำเป็นจะต้องใคร่ครวญให้ดีว่าตนจะมีจุดจบเช่นนี้หรือไม่
บนระเบียงทางเดิน จักรพรรดิเหลียนที่เดิมทีมีพระพักตร์อึมครึมถึงกับเปลี่ยนอารมณ์ เสียงฝีเท้าก็เบาสบายขึ้นมาก
ขันทีใหญ่ที่อยู่ข้างพระวรกายเอ่ยปากอย่างกังวล “ฝ่าบาทอย่าทรงฟังคำพูดของใต้เท้าทั้งสองเลยพ่ะย่ะค่ะ หินจากฟ้าก็เป็นเพียง…”
“ฮ่าๆ…” คิดไม่ถึงว่ากลับมีเสียงสวรลเบาๆ แว่วมาจากพระโอษฐ์ของจักรพรรดิเหลียน ขันทีใหญ่เงยหน้าขึ้นมอง พลันพบกับอารมณ์เปี่ยมความสุขของจักรพรรดิเหลียน
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ดูเหมือนฝ่าบาทจะอารมณ์ดียิ่งนัก
“มีความสุข! มีความสุขจริงๆ !”
ขันทีใหญ่เข้าใจกระจ่างในพริบตา ที่แท้…ที่แท้ฝ่าบาทเพียงใช้โอกาสนี้โจมตีขุนนางทั้งสองเท่านั้น! มิใช่เฉกเช่นที่ตนคิด
แม้จะกล่าวว่าเรื่องของหวายหวังผ่านมานานหลายปีแล้ว อีกทั้งไม่มีใครทราบว่าเรื่องเมื่อปีนั้นเป็นเช่นไรกันแน่ ราชวงศ์ทุกพระองค์ต่างกังวลเรื่องนี้ ขันทีใหญ่จึงคิดไปว่าจักรพรรดิเหลียนจะอารมณ์ไม่ดีเพราะเรื่องนี้ ส่วนขุนนางทั้งสองก็มายืนอยู่ปลายหอกเข้าพอดีจึงกลายเป็นที่ระบายอารณ์ อย่างไรก็ตามวันนี้ขันทีใหญ่เข้าใจกระจ่างแล้ว มิแน่ว่าฝ่าบาทคิดจะจัดการขุนนางทั้งสองท่านนั้นอยู่นานแล้ว เพียงแค่ใช้เรื่องนี้มาลงโทษได้พอดี เพียงแต่น่าเสียดาย เดิมทีขุนนางสองท่านนั้นคิดจะลากมหาราชครูลงน้ำ ผลกลับกลายเป็นว่าประสบโชคร้ายเองเสียได้
Venus36
ว่าแล้วต้องเป็นฝีมือพระเอก อยากให้ช่วยเหมยเฟยออกใาโดยไว กลัวว่าฝูจีจะได้เข้าวังแล้วถูกจีดการซะก่อน อยากรูัด้วยว่าเหมยเฟยกุมความลับเอาไว้ จิตใจนางแข็งแกร่งมาก ทนมาได้จนตอนนี้เพื่อแม่พระเอก (พี่สะใภ้) และทนเพื่อลูกชายเจ้าปัญหา