หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 26 ตอนที่ 755 เห็นของคิดถึงคน
เล่มที่ 26 ตอนที่ 755 เห็นของคิดถึงคน
“ข้ารู้แล้ว” ฝูจีดึงสายตากลับมา สาวใช้ผู้นี้นับว่าเป็นคนสนิทของนางและนับเป็นคนที่นางยอมพูดความคิดของตนออกมาเพียงคนเดียว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงต้องทำเรื่องโง่งมเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ข้าอยากจะเห็นท่าทีของเขาในยามนั้นจริงๆ ” นายน้อยตระกูลมหาราชครูที่หยิ่งยโสผู้นั้น ในยามที่เห็นตนปรากฏตัวในวังจะมีท่าทีเช่นไรออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เขารู้ว่าตนคือพระชายาในอนาคตของเขา
เชื่อว่าท่าทีนั้นจะต้องมีสีสันมากเป็นแน่
วันต่อมาในการประชุมเช้า
“ทูลฝ่าบาท อีกสิบวันจะจัดงานพระราชสมภพแล้ว ขอให้ฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตรด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเหลียนบนบัลลังก์สูงเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย “วันพระราชสมภพ?”
ขุนนางกรมพิธีการเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ “พ่ะย่ะค่ะ อีกสิบวันจะเป็นวันพระราชสมภพของฝ่าบาท ไม่นานก่อนหน้านี้กระหม่อมถวายฎีกาให้ฝ่าบาทแล้วครั้งหนึ่ง”
จักรพรรดิเหลียนเผยท่าทีเข้าใจกระจ่างออกมา “วันพระราชสมภพ ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะสุดท้ายเจือไปด้วยความไม่แยแสอยู่จางๆ พริบตานั้นทำให้ขุนนางกรมพิธีการรู้สึกกระอักกระอ่วน วันพระราชสมภพของฝ่าบาทนับเป็นงานใหญ่งานหนึ่ง ทุกอย่างในวังดำเนินไปอย่างราบรื่น เหตุใดฝ่าบาททรงลืมได้เล่า?
ขุนนางกรมพิธีการราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ทูลฝ่าบาท อีกหนึ่งเดือนจะเป็นวันคัดเลือกสนมในปีนี้ กระหม่อมจะรีบนำรายชื่อมาให้ฝ่าบาททอดพระเนตรพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากงานพระราชสมภพของจักรพรรดิเหลียนผ่านไปก็จะเวียนมาถึงมีพิธีการคัดเลือกสนมใหม่อีกครั้ง นี่เป็นงานที่ขุนนางทุกคนให้ความใส่ใจอย่างยิ่ง
“อืม ลำบากท่านแล้ว”
อะไรนะ? ขุนนางกรมพิธีการคิดว่าตนฟังผิดไป ก่อนหน้านี้หากกล่าวถึงการคัดเลือกสนม ฝ่าบาทไม่เคยมีท่าทีอ่อนโยนเพียงนี้มาก่อน วันนี้กลับพูดง่ายเช่นนี้เชียวหรือ? “เป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเลิกจากการประชุมเช้า จักรพรรดิเหลียนเงียบงันเป็นพิเศษ ขันทีใหญ่ที่อยู่ข้างพระวรกายรู้สึกกังวลยิ่งนัก เขาพบว่าบนพระวรกายของฝ่าบาทมีความโศกเศร้าจางๆ แผ่ออกมา ความรู้สึกเช่นนี้ดูเหมือนจะเริ่มตั้งแต่ที่ขุนนางกรมพิธีการท่านนั้นกล่าวว่างานพระราชสมภพของฝ่าบาทจะมีขึ้นในอีกสิบวัน
ยามนี้เอง จักรพรรดิเหลียนชะงักฝีเท้า สุรเสียงอันอึมครึมดังแว่วมาจากเบื้องหน้า “ไม่ต้องตามเจิ้น เจิ้นจะไปสถานที่แห่งหนึ่ง”
ไม่รอให้ขันทีใหญ่มีปฏิกิริยาอันใด เงาร่างของจักรพรรดิเหลียนก็หายไปในมุมแล้ว
จะไปสถานที่แห่งหนึ่ง? ไม่นานขันทีใหญ่จึงได้ทราบถึงสาเหตุที่จักรพรรดิเหลียนทรงอารมณ์ไม่ดี
ภายในตำหนักฮองเฮา บุรุษในอาภรณ ์สีดำผู้หนึ่งปรากฏตัวในตำหนักอย่างไร้เสียง “ทูลเหนียงเหนียง วันนี้ฝ่าบาทไม่อยู่ในวังพ่ะย่ะค่ะ”
อะไรนะ? ในดวงเนตรอันเยือกเย็นของฮองเฮาปรากฏความแปลกพระทัยพาดผ่าน “ไม่อยู่ในตำหนัก? เช่นนั้นทรงเสด็จไปที่ใดเล่า?”
“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ ทราบเพียงว่าหลังจากการประชุมเช้า พวกกระหม่อมที่เฝ้าอยู่ในแต่ละแห่งในวังล้วนไม่เห็นฝ่าบาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฮองเฮาวางหูตาไว้ข้างพระวรกายจักรพรรดิเหลียนไม่น้อย ทั้งยังกลับมารายงานร่องรอยคร่าวๆ ของจักรพรรดิเหลียนเป็นระยะ นอกจากนี้ข้างพระวรกายจักรพรรดิเหลียนก็มีองครักษ์เงาไม่น้อย ต่างฝ่ายต่างจับตาดูกันและกัน นับเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว
ฮองเฮาขมวดขนงแน่น ฝ่าบาทไม่ใช่คนที่จะเสด็จออกจากวังตามพระทัย คงมิใช่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกระมัง? บุคคลที่อยู่เหนือพระนางพระองค์นั้นเคยกำชับแล้วว่าหากจักรพรรดิเหลียนมีการเคลื่อนไหวผิดแปลกจะต้องรีบกราบทูลทันที
เพียงแต่ยามนี้ฮองเฮามีชนักติดหลัง ไม่อาจเคลื่อนไหวได้มากนัก
“รีบสั่งให้โรงครัวเตรียมน้ำแกงเม็ดบัว เปิ่นกงจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท”
ฮองเฮาพาคนกลุ่มหนึ่งเสด็จไปยังห้องทรงพระอักษรของจักรพรรดิเหลียนอย่างยิ่งใหญ่ พระนางไม่กังวลว่าฝ่าบาทจะตำหนิ พระนางเป็นห่วงสุขภาพของฝ่าบาทยิ่งนัก ในฐานะที่เป็นฮองเฮา พระนางให้โรงครัวเตรียมของหวานทั้งยังเสด็จมาส่งด้วยพระองค์เอง นี่เป็นเรื่องที่ปกติเป็นอย่างยิ่ง แม้จุดประสงค์ของพระนางคือต้องการมาตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ต้องการมาทอดพระเนตรดูเสียหน่อยว่าจักรพรรดิเหลียนไม่อยู่ในวังจริงๆ หรือไม่
“วันนี้ในราชสำนักเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ไม่มีเรื่องใหญ่อันใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแค่ขุนนางกรมพิธีการกล่าวเตือนฝ่าบาทว่าอีกหนึ่งเดือนจะมีพีธีคัดเลือกสนม”
คัดเลือกสนม? ฮองเฮาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย จากนั้นจึงแค่นเสียงเบาๆ เรื่องนี้พระนางได้ยินแล้วรู้สึกเสียดพระกรรณยิ่งนัก ขุนนางเหล่านี้ไม่มีเรื่องอันใดให้ทำแล้วหรือ? เอาแต่ใส่ใจเรื่องรับสนมในวังหลังแห่งนี้ ใส่ใจยิ่งกว่าฝ่าบาทเสียอีก
“ฮองเฮาเสด็จ…” นอกห้องทรงอักษรมีเสียงเล็กแหลมกระจ่างชัดดังขึ้น
บริเวณประตู ขันทีใหญ่เดินออกมาต้อนรับ “บ่าวถวายพระพรฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิ่นกงนำน้ำแกงเม็ดบัวมาให้ฝ่าบาท”
บนใบหน้าของขันทีใหญ่เผยรอยยิ้มจนใจออกมา “ทูลเหนียงเหนียง ฝ่าบาทมิได้ประทับอยู่ในห้องทรงอักษรพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ? มิใช่ว่าปกติยามนี้จะอยู่ในห้องทรงอักษรหรือ?” ในสุรเสียงเจือไปด้วยเจตนาสอบถาม
“พ่ะย่ะค่ะ หลังจากเลิกประชุมเช้าฝ่าบาทก็ไม่ยอมให้บ่าวตามเสด็จ” ขันทีใหญ่กล่าวความจริง และเพราะท่าทีที่ไม่ปิดบังเช่นนี้ของเขาทำให้ฮองเฮาผ่อนคลายลงได้บ้าง ฝ่าบาทมิได้เสด็จออกจากวังโดยพลการ ดูท่าทางคงเสด็จไปที่ใดสักแห่งด้วยพระองค์เอง…เพียงแต่ถึงกับสามารถหลบสายตาองครักษ์เงาของตนได้เช่นนี้ จะไปที่ใดได้…
ในสมองของฮองเฮามีประกายบางอย่างพาดผ่าน สุดท้ายจึงหลุบพระเนตรลง จะเป็นเช่นที่ตนคิดหรือไม่? หรือฝ่าบาทจะเสด็จไปที่แห่งนั้น
ภายในพระราชวังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ห้ามผู้ใดเหยียบย่างเข้าไปนอกจากจักรพรรดิเหลียนเพียงพระองค์เดียว
ภายในสวนเหมยกุ้ยอันรกร้าง เงาร่างโดดเดี่ยวนั่งอยู่บนชิงช้าดูเปล่าเปลี่ยว มองไปยังต้นไม้ใหญ่กลางสวนที่สูงเสียดฟ้าแต่กลับยืนต้นตาย ในดวงตาปรากฏความโศกเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หากมิใช่ว่าวันนี้ขุนนางกรมพิธีการกล่าวเตือน พระองค์คงลืมไปแล้วว่าพระองค์แก่ขึ้นอีกปี งานพระราชสมภพในปีนี้ยังคงไม่มีนางอยู่เคียงคู่ จักรพรรดิเหลียนรู้สึกราวกับชีวิตใกล้จะถึงจุดจบ มีความเศร้าที่ไม่ได้พบคนที่พระองค์รักอีกครั้ง
เหตุใดนางจึงมีความอดทนเพียงนี้ ทอดทิ้งตนไปยี่สิบปีแล้ว เหตุใดนางจึงโหดเหี้ยมเพียงนี้ ปล่อยให้ตนเผชิญหน้ากับร่องรอยแห่งอายุเพียงลำพัง ที่เคยกล่าวว่าจะอยู่ด้วยกันตราบฟ้าดินสลายเล่า? สวนเหมยกุ้ยแห่งนี้เป็นสถานที่ที่พวกเขาสองคนได้พบกันครั้งแรก มันเคยงดงามเพียงนั้น เต็มไปด้วยทะเลดอกเหมยกุ้ยทั่วทั้งผืนดิน ทั้งยังมีรอยยิ้มงดงามล่มแคว้นของนาง เพียงแต่ยามนี้เหลือเพียงหญ้ารกร้างผืนหนึ่งและต้นไม้อันน่าขันที่อยู่เป็นเพื่อนตน
เบื้องหลังมีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาเบาๆ
“โอหัง เจิ้นเคยสั่งแล้วว่าห้ามผู้ใดเหยียบย่างเข้ามาที่นี่มิใช่หรือ?!” ตั้งแต่ฮองเฮาพระองค์ก่อนหายตัวไป จักรพรรดิเหลียนก็ทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ต้องห้าม ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเหยียบย่างเข้ามาได้แม้แต่ก้าวเดียว
เพียงแต่คนเบื้องหลังกลับไม่ได้ตอบพระองค์ จักรพรรดิเหลียนก้มพระพักตร์เล็กน้อย พระองค์ทราบว่าผู้ที่กล้าขัดพระบัญชามีเพียงโอรสผู้ดื้อรั้นของพระองค์เท่านั้น
เฟิ่งหลิงยืนอยู่ข้างพระวรกายของจักรพรรดิเหลียนอย่างเงียบงัน ยื่นมือออกไปวางลงบนไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ
การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ทำให้จักรพรรดิเหลียนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น นางไปแล้ว แต่บุตรชายของนางกลับมาแล้ว
มุมพระโอษฐ์ยกขึ้นเป็นรอยสรวล “เจ้ากำลังเป็นห่วงพ่อหรือ?” เด็กคนนี้นี่ นิสัยเหมือนผู้ใดกันแน่? ทั้งๆ ที่เป็นห่วงตนแต่กลับไม่ยอมกล่าว
เฟิ่งหลิงเงยหน้าขึ้นทอดมองไปไกล “สวนเหมยกุ้ยนี้ทรุดโทรมมาหลายปีแล้ว ไม่คิดจะให้คนมาซ่อมแซมบ้างหรือ”
“คนที่รักพวกมันไม่อยู่แล้ว ซ่อมแซมไปแล้วผู้ใดจะมาชื่นชม?” ประโยคนี้ของจักรพรรดิเหลียนเจือไปด้วยเจตนาตำหนิอันเข้มข้น เหตุใดเฟิ่งหลิงจะฟังไม่ออก ในใจของเสด็จพ่อยังรู้สึกกล่าวโทษเสด็จแม่
จักรพรรดิเหลียนสูดพระอัสสาสะลึก จากนั้นจึงสรวลออกมาอย่างเย้ยหยัน “บางทีนางรู้ว่าพ่อจะรับสนมจึงไม่พอใจจนไม่ยอมกลับมากระมัง”
ยังล้อเล่นได้อยู่ คงมิร้ายแรงอันใดกระมัง
“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้หลายวันแม่ทัพกงซุนมาถามพ่อว่าจะพระราชทานสมรสให้เจ้ากับคุณหนูกงซุนเมื่อใด”
“…” บนใบหน้าของเฟิ่งหลิงปรากฏริ้วแดงอันน่าสงสัย “เขา…มิได้กล่าวอย่างอื่นหรือ?” สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือแม่ทัพกงซุนจะนำเรื่องที่อวิ๋นซูมิได้กลับมาทั้งคืนไปกราบทูลจักรพรรดิเหลียน
ไม่มีผู้ใดรู้ใจบุตรชายไปมากกว่าบิดา จักรพรรดิเหลียนสังเกตุเห็นความผิดปกตินั้น “คงมิใช่ว่าเจ้าทำอะไรคุณหนูกงซุนไปแล้วกระมัง?”
ดวงตาของเฟิ่งหลิงมืดครึ้มลง ท่าทีเคร่งขรึมเช่นนั้นยิ่งทำให้ทราบว่าคำพูดขบขันของจักรพรรดิเหลียนมีส่วนถูก
“แค่กๆ…พ่อเพียงอยากจะเตือนเจ้าว่าอย่าได้รอจนสูญเสียถึงจะรู้จักหวงแหน เรื่องอื่นไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือทุกวันที่พวกเจ้าได้อยู่ด้วยกัน เด็กโง่ ไม่ต้องใส่ใจมากเกินไปนัก อย่าได้ทำผิดเช่นเดียวกับพ่อ”
แม้คำพูดจะกล่าวเช่นนี้ แต่ความจริงไม่มีผู้ใดร้อนใจยิ่งกว่าเฟิ่งหลิงแล้ว เขาเองก็อยากแต่งกับอวิ๋นซูตามประเพณี แต่ก็กังวลว่าคนเหล่านั้นจะลงมือกับอวิ๋นซู พัวพันกันเช่นนี้ มีเพียงเจ้าตัวถึงจะสัมผัสได้
“ตอนนี้เหลือเพียงหลักฐานอย่างสุดท้าย”
เมื่อกล่าวจบ จักรพรรดิเหลียนก็เก็บสีพระพักตร์ของพระองค์ เช่นนั้นหรือ? เหลือเพียงอย่างสุดท้ายแล้ว
สองพ่อลูกพากันเงียบ พวกเขาพยายามมาจนถึงวันนี้จนคล้ายจะมองเห็นความหวัง ทั้งยังรู้สึกว่าอุปสรรคสุดท้ายที่ขวางกั้นอยู่ระหว่างพวกเขายากจะเข้าใกล้ประดุจยอดเขาสูงท่ามกลางเมฆหมอก
จักรพรรดิเหลียนยื่นพระหัตถ์ออกไปจับมือเฟิ่งหลิงแน่น “ต้องทำได้แน่ พวกเราต้องหานางพบ ปัญหายุ่งยากที่เสด็จแม่ของเจ้าทิ้งไว้ให้ พวกเราจะต้องแก้ไขได้แน่”
ภายในวังหลัง
“เช่นนั้นหรือ? พระองค์อยู่ที่นั่นจริงๆ หรือ?” มุมพระโอษฐ์ของฮองเฮายกขึ้นเป็นรอยสรวลเย็นชา โบกพระหัตถ์ครั้งหนึ่ง บุรุษอาภรณ์สีดำเบื้องหน้าพลันถอยออกไป
ฝ่าบาททรงประทับอยู่ที่สวนเหมยกุ้ยจริงๆ! จนกระทั่งวันนี้สถานที่แห่งนั้นก็มียอดฝีมือคอยเฝ้าไม่ให้ผู้ใดเข้าไป กระทั่งฮองเฮาก็คล้ายจะลืมไปแล้วว่าในวังมีสถานที่เช่นนี้อยู่ เพียงแต่จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ คิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะยังมีความคะนึงเช่นนี้ ไปสถานที่แห่งนั้น เห็นสิ่งเก่าๆ คะนึงถึงตัวคนหรือ?
เสียงเพล้งดังขึ้น ไม่ทราบว่าถ้วยชาข้างพระหัตถ์ตกพื้นได้อย่างไร แตกจนเป็นเสี่ยงๆ
ไม่ทันไรก็มีนางข้าหลวงเข้ามาเก็บกวาด ฮองเฮายกพระหัตถ์ขึ้นอย่างเย็นชา ไม่ให้นางเข้ามา
ฮองเฮาพระองค์ก่อนดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ นี่นับเป็นอะไรได้? หลังจากจากไปอย่างงดงามแล้วก็เหลือทิ้งไว้เพียงพระราชวังอันว่างเปล่า นางมีความสามารถเช่นไรกันแน่จึงทำให้บุรุษคิดคำนึงมิลืมเลือน ทั้งๆ ที่ในวังหลังมีสตรีงามมากมายเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ตนคอยอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทมาโดยตลอด! เพียงแต่เพราะเหตุใด? พระนางไม่ยินยอม! คนที่ทอดทิ้งฝ่าบาทไปแล้วกลับได้พระทัยฝ่าบาทหรือ!
นี่ไม่ยุติธรรม! ทั้งๆ ที่ตนเป็นคนที่เสียสละมากที่สุดแท้ๆ
ฝ่าบาทรอนางมานางเพียงใดแล้ว ตนรอฝ่าบาทมานานเพียงใดแล้ว เพียงแต่เหตุใดฝ่าบาทถึงได้เกลียดชังตนเพียงนี้?
พระหัตถ์ที่อยู่ในแขนเสื้อของฮองเฮากำแน่น ความอิจฉาและเคียดแค้นอันไร้ก้นบึ้งแผ่ขยายอยู่ในพระทัย
“เหมยเฟยยังไม่พูดอีกหรือ?”
“ทูลเหนียงเหนียง ระยะนี้ร่างกายของเหมยเฟยย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เกรงว่าจะยืนหยัดได้ไม่นานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ได้! ก่อนที่นางจะบอกว่าของนั้นอยู่ที่ใด ไม่อนุญาตให้นางตายเด็ดขาด! ใช้ยาที่ดีที่สุดดึงชีวิตนางไว้ให้ได้!” ในดวงเนตรของฮองเฮาเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว พระนางไม่เข้าใจ เหตุใดกระทั่งคนเฉกเช่นเหมยเฟยก็ยังปกป้องฮองเฮาพระองค์ก่อน คนจากไปนานเพียงนี้แล้ว ไหนเลยจะมีมิตรภาพมากมายเพียงนั้นอีก?
เหตุใดทุกแห่งทุกหนในวังแห่งนี้ล้วนมีเงาของห้องเอาพระองค์ก่อน? หรือว่าตนพยายามมาหลายปีเพียงนี้แล้วยังไม่อาจแทนที่นางได้อีก?
ฮองเฮาสูดพระอัสสาสะลึก จากนั้นจึงปล่อยให้ตนจมดิ่งลงสู่สายธารแห่งความเคียดแค้น คล้ายกับคนจมน้ำที่มิอาจคว้าจับฟางช่วยชีวิตไว้ได้
chaikan
ฮองเฮา และ ฝูจี มีนิสัยเหมือนกันเป็นคนที่หลงตนเองจิตใจเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา โหดเหี้ยมอำมหิต รอให้ตายก็ไม่มีใครรัก
Venus36
ฝูจีคงทั้งหลงใหลและอยากเอาชนะพระเอก และไม่ยอมแพ้อวิ๋นซู อย่างว่านางสวยนางดูสุงค่า แต่จิตใจต่ำนี่สิ ส่วนฮองเฮาก็สมน้ำหน้า อิจฉาไม่ดูตัวเองเลย แต่จะว่าไปสงสารจักรพรรดิอยู่หรอก แต่อ่อนแอเกินไป ไม่งั้นเมียคงไม่หนีไปซ่อนตัว ทิ้งลูกน้อยไว้ต่างแคว้น เพราะอันตรายมากมาย หากเป็นเหลิงหลิงและอวิ๋นซูคงเลือกวิธีการที่ต่างออกไปแน่ สองคนนี้นิสัยเหมือนกัน ถูกศัตรูจ้องเล่นงานพร้อมจะโต้กลับโดยไม่ปรานี อีกนัยคือชิงลงมือก่อนอันตรายมาเยือน