หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 26 ตอนที่ 770 แย่งชิงของล้ำค่า
เล่มที่ 26 ตอนที่ 770 แย่งชิงของล้ำค่า
หึ ตระกูลลู่ของพวกเขามิได้สิ้นไร้ไม้ตอก! จะต้องรีบบอกข้อมูลนี้กับท่านพ่อท่านแม่ให้เร็วเสียหน่อยถึงจะถูก…
ลู่เซิ่งอวิ๋นรีบลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกไป
ประเดี๋ยวก่อน ไม่ถูก เรื่องยังมิได้แก้ไข หากตนกลับไปกะทันหัน มิใช่ว่าเป็นการเผยพิรุธตนเองหรือ? ลู่เซิ่งอวิ๋นกลับเข้าไปนั่ง ตนต้องขออภัยคุณหนูกงซุนเสียก่อนถึงจะถูก รอให้นางหายโกรธแล้วค่อยประจบประแจงนางให้ดี เมื่อถึงตอนนั้นจึงค่อยกลับจวนไปบอกกับท่านพ่อท่านแม่ว่าตนหาอำนาจใหม่ให้ตระกูลลู่พึ่งพิงได้แล้ว จะต้องได้รับการสนับสนุนจากพวกเขาเป็นแน่!
ยิ่งคิดลู่เซิ่งอวิ๋นก็ยิ่งตื่นเต้น ต้องทราบว่าเขาเชี่ยวชาญเรื่องการเอาอกเอาใจสตรีเป็นที่สุด เช่นเดียวกับที่สตรีเหล่านั้นเอาอกเอาใจตน อย่างไรเสียก็มีกลยุทธ์ในการเอาใจอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น
คืนนั้นลู่เซิ่งอวิ๋นเรียกคนสนิทที่ติดตามตนเองเข้ามา หลังจากที่องครักษ์ผู้นี้ตรวจสอบพื้นเพของคุณหนูกงซุนแล้วจึงรีบกลับมารายงาน
คิดไม่ถึงว่าสตรีผู้นั้นจะเป็นบุตรีของแม่ทัพกงซุนที่สูญหายไปหลายปี! บนหน้าผากของลู่เซิ่งอวิ๋นเต็มไปด้วยเหงื่อ มิน่าเล่าท่าป้าจึงเคร่งเครียดถึงเพียงนั้น แม่ทัพกงซุน กระทั่งเขายังรู้ว่าเป็นคนที่หาเรื่องไม่ได้ เขาถึงกับกล้าไปหยอกล้อไข่มุกกลางฝ่ามือของอีกฝ่ายเชียว!
ลู่เซิ่งอวิ๋นความรู้สึกได้ถึงความอันตราย ราวกับกระบี่ของแม่ทัพกงซุนพาดอยู่บนลำคอของตนเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานศีรษะจะร่วงลงพื้น
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านป้าถึงกับไม่บอกเขาว่าคุณหนูกงซุนผู้นั้นมีฐานะเช่นนี้ ทั้งยังให้ตนนั่งรอความตายอยู่ในพระราชวังอีกหรือ?
ในที่สุดลู่เซิ่งอวิ๋นก็ทราบแล้วว่าเหตุใดสตรีที่มีหน้าตาธรรมดาเช่นนั้นจึงกลายเป็นว่าที่พระชายาองค์ชายใหญ่ได้ นั่นเป็นเพราะมีบิดาที่แข็งแกร่งห้าวหาญเพียงนี้เช่นไรเล่า! เมื่อคิดดูอีกครั้ง วันนั้นข้างกายคุณหนูกงซุนมีสาวใช้ที่รู้วรยุทธอยู่ด้วย ที่แท้ก็เป็นคนของจวนแม่ทัพ
ยามนั้น ต่อให้สาวใช้ผู้นั้นตีตนจนพิการก็เกรงว่าตนจะไม่ได้รับความยุติธรรมกระมัง? ตอนนี้เมื่อย้อนคิดดู ในที่สุดลู่เซิ่งอวิ๋นก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว ตนถึงกับกล้าก่นด่าคุณหนูกงซุนให้อับอาย หากแม่ทัพกงซุนทราบเข้า ชีวิตน้อยๆ ของตนยังจะรักษาไว้ได้อีกหรือ?
“เร็วเข้า รีบติดต่อร้านอัญมณีที่ดีที่สุดในเมืองหลวง!”
…
บนถนนอันคึกคัก
ผู้เยาว์หน้าตาเกลี้ยงเกลาสองคนส่งเสียงอุทานออกมาอย่างกระตือรือร้นเป็นระยะ
“อา! คะ คุณชาย ดูเถิด กังหันลมนั่นน่าสนใจยิ่งนัก!”
“ยังมีขนมกุ้ยฮวานี่อีก ดูผิวเผินไม่น่าสนใจ แต่กลิ่นหอมยิ่งนัก!”
“โอ้ คุณชาย คุณชายรีบมาดูเร็วเข้า ที่นั่นคือที่ใดกัน? มีคนมากยิ่งนัก คึกคักเพียงนี้เชียว…”
“แค่กๆ หลิ่งตาง เจ้าสงวนท่าทีหน่อยได้หรือไม่?” ผู้เยาว์ที่อยู่ข้างกายพบว่ารอบด้านมีคนไม่น้อยมองมาด้วยสายตาแปลกๆ พลันนั้นจึงรีบเก็บรอยยิ้มของตน ดึงเด็กรับใช้ข้างกายที่ไม่อาจข่มความตื่นเต้นไว้ได้
อีกฝ่ายชะงักไป จากนั้นจึงเม้มปากด้วยท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ “ขอรับ บะ บ่าวทราบแล้ว”
“อย่าลืมเสียเล่า วันนี้พวกเราแอบออกมา อย่าได้วุ่นวายมากไปนัก!” ผู้เยาว์ดีดปลายจมูกของเด็กรับใช้ด้วยท่าทีเคร่งขรึม อีกฝ่ายจึงผงกหัวอย่างระมัดระวัง
ผู้เยาว์แย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงเดินไปเบื้องหน้าด้วยท่าทีผึ่งผาย “อากาศด้านนอกบริสุทธิ์จริงๆ คึกคักกว่าในวัง…กว่าในจวนมากนัก!” มองดูใบหน้าไม่คุ้นเคยมากมายเดินผ่านข้างกายไป รู้สึกมีความสุขในใจจนบรรยายไม่ถูก
“คะ คุณชาย พวกเราจะกลับไปเมื่อใดขอรับ?”
“หึ ดูท่าทีเจ้าแล้วไม่เหมือนอยากกลับเสียเลย ทำไม อยากอยู่เที่ยวเล่นข้างนอกให้มากขึ้นหรือ?”
เด็กรับใช้ส่ายหน้าระรัว ไม่กล้ากล่าวคำพูดเช่นนี้ “ไม่ๆๆ บ่าวเพียงเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณชาย แม้ว่า…ไม่ง่ายเลยกว่าที่พวกเราจะหาโอกาสออกมาได้ก็ตาม” เด็กรับใช้พูดพลางกระชับห่อสัมภาระด้านหลังด้วยเกรงว่าจะมีคนเห็นของด้านใน
“วางใจเถิด คุณชายเช่นข้าจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนฟ้ามืดค่อยกลับไป ไม่มีผู้ใดรู้เป็นแน่!” ตนวางแผนสวมชุดสามัญออกมาเที่ยวเล่นในครั้งนี้กว่าครึ่งปี ถือโอกาสที่ระยะนี้ในวังวุ่นวาย ในที่สุดก็หาโอกาสออกมาจนได้! จะให้นางรีบกลับไปหรือ? นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน หาได้ยากที่จะไม่มีองครักษ์ติดตามอยู่ข้างกาย ทั้งยังไม่มีแม่นมที่พูดจามากความเหล่านั้นด้วย นางจะต้องเที่ยวเล่นให้หนำใจ!
“อา คุณชาย ร้านอัญมณีด้านหน้าคึกคักยิ่งนัก! มิสู้พวกเราไปดูเสียหน่อยเป็นอย่างไร?”
ร้านอัญมณี? ผู้เยาว์เผยสีหน้าเย้ยหยันออกมา ของนอกวังจะสู้ของในวังได้หรือ? อย่างไรก็ตาม ภาพผู้คนมากมายประหนึ่งทะเลมนุษย์เช่นนั้น มิแน่ว่าอาจมีของแปลกใหม่อันใดก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้เยาว์ทั้งสองจึงเดินเข้าไปใกล้ร้านอัญมณีด้วยท่าทีลิงโลด
“โอ้ คุณชายน้อยทั้งสอง มาซื้อเครื่องประดับหรือขอรับ?” หลงจู๊เห็นคุณชายหนึ่งในนั้นมีริมฝีปากแดงฟันขาว อีกทั้งผิวกระจ่างใสอ่อนนุ่มหาใดเปรียบ เพียงมองก็ทราบทันทีว่าเป็นเจ้านายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี เมื่อมองการแต่งตัวเช่นนั้นอีกครั้ง คงจะเป็นคุณชายน้อยร่ำรวยผู้หนึ่งเป็นแน่
“เอาเครื่องประดับที่ดีที่สุดของเจ้าออกมาให้ดูเสียหน่อย!”
“ฮ่าๆ นับว่าคุณชายมาถูกที่แล้ว! ผู้ใดบ้างไม่ทราบว่าเครื่องประดับที่ทำจากอัญมณีของร้านข้าดีที่สุดในเมืองหลวง กระทั่งสนมในวังบางท่านยังชอบเครื่องประดับที่นี่เลยขอรับ!”
ฮ่าๆ คุยโวไปเถิด! เครื่องประดับที่เจ้านายฝ่ายหญิงในวังสวมใส่ล้วนเป็นของที่เลือกเฟ้นอย่างพิถีพิถัน ไหนเลยจะเวียนมาถึงของจากร้านอัญมณีด้านนอกได้ ผู้เยาว์มิได้ใส่ใจคำพูดคุยโวของหลงจู๊ผู้นี้ ทำเพียงเลิกคิ้วรอดูเท่านั้น
ไม่นานก็มีเด็กรับใช้ถือถาดสลักลายบุปผาอันประณีตงดงามออกมา ด้านบนมีปิ่นมุกวางเรียงอยู่แปดชิ้น
“คุณชายต้องการมอบให้แม่นางในใจใช่หรือไม่ขอรับ? ด้วยฐานะของคุณชายย่อมต้องการของที่ดีที่สุดเป็นแน่ ดูเถิด นี่เป็นไข่มุกที่ทำจากมุกทะเลตงไห่ คุณชายลองดู คุณภาพเช่นนี้ไม่ธรรมดาเลยขอรับ!”
“มุกเช่นนี้ ในกล่องเครื่องประดับของข้ามีอยู่สามชิ้นแล้ว!”
กล่องเครื่องประดับ? หลงจู๊ชะงักไป ผู้เยาว์พลันรู้ตัวว่าตนเองกล่าวผิดไปแล้ว “ข้าหมายถึงกล่องเครื่องประดับของมารดาข้า!”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มุกทะเลตงไห่มีค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงกับมีอยู่สามชิ้นแล้ว ดูท่าทางคุณชายน้อยจะร่ำรวยมากจริงๆ
หลงจู๊ส่งสายตาครั้งหนึ่ง เด็กรับใช้จึงหยิบของล้ำค่าที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดีออกมาจากด้านหลัง
“เช่นนั้นคุณชายลองดูชิ้นนี้ ปิ่นหยกหิมะ”
หยกหิมะ? ผู้เยาว์ปรายตามองเล็กน้อย “อ้อ เพียงปิ่นธรรมดาเท่านั้น เจ้ากำลังดูถูกข้าอยู่กระมัง?”
“คุณชายท่านลองดูให้ละเอียดเถิด!” หลงจู๊หยิบปิ่นนั้นขึ้นสูงจนอยู่ในระดับสายตาของผู้เยาว์ พบว่าในปิ่นสีขาวราวหิมะที่ใสจนมองทะลุได้มีลวดลายสีชมพูอยู่จางๆ หยกเช่นนี้นางยังไม่เคยพบเห็นจริงๆ อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัส ทว่าหลงจู๊ผู้นั้นกลับรีบดึงกลับมา “คุณชายระวังหน่อยขอรับ ปิ่นนี้มีเพียงเล่มเดียวในเมืองหลวง ล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง!”
ผู้เยาว์พลันหน้าเปลี่ยนสี “ทำไม เจ้ากลัวว่าคุณชายเช่นข้าจะไม่มีเงินจ่ายเช่นนั้นหรือ? หลิ่งตาง นำตั๋วเงินออกมา!”
“ขอรับ!” เด็กรับใช้รีบควักตั๋วเงินออกมาจากแขนเสื้อ วางกระแทกลงเบื้องหน้าหลงจู๊
ตั๋วเงินปึกหนา หลงจู๊มองจนตาพร่า
“คุณชายมือเติบจริงๆ ดีๆๆ คุณชายดูให้ดีเถิดขอรับ หากชอบ ผู้น้อยจะขายให้คุณชายในราคาพิเศษ นับเป็นวาสนาของพวกเรา!”
หลงจู๊ส่งปิ่นไปให้ด้วยความระมัดระวัง ชั่วขณะที่ผู้เยาว์กำลังจะรับมากลับต้องดึงมือกลับโดยพลัน “หวา ทำไมจึงเย็นเช่นนี้?”
“ฮี่ๆ คุณชาย หยกหิมะก็เป็นเช่นนี้ กระจ่างใสเย็นยะเยือก ยามค่ำคืนหากถูกแสงจันทร์จะเกิดประกายแสงด้วยขอรับ!”
อัศจรรย์เช่นนี้เชียวหรือ? นางไม่เคยเห็นปิ่นที่ส่องแสงได้จริงๆ
“หลงจู๊!”
ยามนี้เอง เสียงก้องกังวานดังมาจากด้านนอก หลงจู๊เงยหน้าขึ้นมอง “อา นายน้อยลู่!”
“อืม วันนี้ข้าได้รับคำสั่งมาเป็นพิเศษ ยังไม่รีบนำออกมาอีก”
“ขอรับๆ ยังไม่รีบนำออกมาอีก!” หลงจู๊รีบหันไปสั่งเด็กรับใช้ข้างกาย สายตาของลู่เซิ่งอวิ๋นหยุดอยู่บนร่างของผู้เยาว์ทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้า แค่นเสียงออกมาเบาๆ อายุน้อยเพียงนี้รู้จักซื้อเครื่องประดับเอาใจแม่นางบ้านอื่นแล้วหรือ! พวกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
“นายน้อยลู่ นี่คือของที่ท่านต้องการ…”
สายตาของลู่เซิ่งอวิ๋นรวมอยู่บนเครื่องประดับหลายชิ้นนั้นโดยพลัน คิดไม่ถึงว่าเพียงมองก็รู้สึกโกรธเกรี้ยว
“นี่มันของอันใดกัน?! นายน้อยเช่นข้าบอกว่าต้องการของดีที่สุดมิใช่หรือ?!”
หลงจู๊รีบร้อนอธิบาย “ตอบนายน้อยลู่ ของเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องประดับที่ดีที่สุดของร้านนี้แล้วขอรับ!”
“หึ เจ้าเห็นนายน้อยเช่นข้าเป็นตัวโง่งมหรือไร สินค้าเช่นนี้ยังนำออกมาได้โดยไม่อายอีก?”
ผู้เยาว์ที่อยู่ด้านข้างหรี่ตาเล็กน้อย พบว่าบนถาดสีแดงมีเครื่องประดับวางอยู่หลายชิ้น มองคราแรกนับว่างดงามยอดเยี่ยมจริงๆ ทว่าเมื่อมองให้ละเอียด อัญมณีด้านบนกลับเป็นของชั้นรอง ของเช่นนี้มีไว้หลอกลวงผู้อื่นเท่านั้น สำหรับนางที่พบเห็นของล้ำค่าจนชินตา ไม่นานก็มองข้อตำหนิออก
หลงจู๊เช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ในใจรู้สึกร้อนตัวอยู่บ้าง ความจริงเขารู้ว่าเครื่องประดับที่ตนนำออกมามิใช่ของดีที่สุด นายน้อยตระกูลลู่ผู้นี้ประจบประแจงไม่ง่ายเลยจริงๆ ก่อนหน้านี้เขามาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่บัญชีที่ติดค้างไว้ทั้งหมด กระทั่งตอนนี้ก็ยังมิได้จัดการให้เรียบร้อย จะให้เขากล้านำของที่ดีที่สุดออกมาอีกได้อย่างไร
เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของหลงจู๊ ลู่เซิ่งอวิ๋นจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ทำไม กลัวว่านายน้อยเช่นข้าจะไม่มีเงินจ่ายหรือ?”
“มิใช่ขอรับ ไหนเลยผู้น้อยจะมีความคิดเช่นนั้น เจ้าตัวสารเลว ข้าบอกให้เจ้านำของที่ดีที่สุดออกมามิใช่หรือ? ยังไม่รีบไปอีก! นายน้อยลู่โปรดระงับโทสะ เจ้าหนูนี่เลอะเลือนหยิบมาผิด ข้าจะให้เขาไปหยิบมาใหม่…”
ลู่เซิ่งอวิ๋นแค่นเสียงเย็น เสียงหัวเราะขึ้นจมูกเบาๆ ทำให้เขาขมวดคิ้ว ผู้ใดมีความกล้ายิ่งใหญ่เพียงนี้ ถึงกับกล้าหัวเราะเขาเชียว?
เพียงไม่นาน สายตาของเขาก็หยุดนิ่งอยู่บนร่างของผู้เยาว์ทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้า
“นี่! เมื่อครู่เจ้ากำลังหัวเราะเยาะนายน้อยเช่นข้าใช่หรือไม่?”
เขายกขาข้างหนึ่งขึ้นเหยียบบนม้านั่งด้านข้างด้วยท่าทีหยาบคาย ผู้เยาว์ทั้งสองหันกลับมา “คุณชายท่านนี้กล่าวอันใด พวกเราไม่เข้าใจ”
“ไม่เข้าใจ? หึ เมื่อครู่คุณชายอ้อนแอ้นราวสตรีเช่นเจ้าหัวเราะเยาะนายน้อยเช่นข้ามิใช่หรือ?”
อ้อนแอ้นสตรี? ผู้เยาว์ขมวดคิ้ว เจ้าบุรุษไร้การศึกษานี่! เดิมทีตนก็เป็นสตรีอยู่แล้ว! แต่เมื่อครู่คนที่หัวเราะคือนางจริงๆ หากจะตำหนิก็ตำหนิที่บุรุษผู้นี้น่าขบขันเกินไปเถิด
“พูดมา! เจ้ารู้หรือไม่ว่านายน้อยเช่นข้าคือผู้ใด?”
ลู่เซิ่งอวิ๋นมิอาจทนให้ผู้อื่นมองตนด้วยสายตาดูถูกได้ “เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม มาซื้อเครื่องประดับไปใช้เองหรือไร? อ้อนแอ้นเป็นสตรีไปได้!”
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา ชาวบ้านที่มาล้อมดูความครึกครื้นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“เจ้า…”
“โอหัง เจ้าไม่รู้หรือว่าคุณชายของข้าเป็นใคร ถึงกับกล้าเสียมารยาทเช่นนี้เชียว!” เด็กรับใช้ผู้นั้นรีบก้าวออกมา ชี้จมูกลู่เซิ่งอวิ๋นพลางกล่าวตำหนิ
“มีฐานะอันใดเล่า? ยังไม่รีบกลับไปร้องไห้สะอึกสะอื้นอีก!” ลู่เซิ่งอวิ๋นเชิดคางขึ้นอย่างยโส ไม่เห็นเด็กรับใช้ผู้นี้อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ในด้านความป่าเถื่อนและความพาล ไหนเลยผู้เยาว์ทั้งสองจะเทียบลู่เซิ่งอวิ๋นได้ ผู้เยาว์ไม่คิดจะสนใจเขาอีก รู้สึกว่าการยืนกับคนเช่นนี้นับเป็นความอัปยศอย่างหนึ่ง “หลงจู๊ข้าซื้อปิ่นชิ้นนี้!”
“ขอรับๆ”
“ประเดี๋ยวก่อน!” ตอนนี้ลู่เซิ่งอวิ๋นจึงค่อยสังเกตเห็นปิ่นในมือของอีกฝ่าย
“หลงจู๊ ปิ่นนี้ไม่เลวเลย ห่อให้นายน้อยเช่นข้าเถิด”
“นี่…”
ผู้เยาว์พลันเผยท่าทีโกรธเกรี้ยว “เจ้า…ข้าเห็นปิ่นนี้ก่อน!”