หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 26 ตอนที่ 773 กลับตำหนักอย่างอนาถ
เล่มที่ 26 ตอนที่ 773 กลับตำหนักอย่างอนาถ
“คุณหนูเช่นข้ากำลังรักษาให้นายน้อยของพวกเจ้า หากผู้ใดกล้าขวาง ต้องรับผิดชอบเอง” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามที่ทำให้ผู้คนต้องสั่นสะท้าน องครักษ์หลายคนไม่กล้าเคลื่อนไหวบุ่มบ่ามจริงๆ ที่นี่คือจวนแม่ทัพ หยิบเลือกองครักษ์มาตามใจผู้หนึ่งก็มีวรยุทธสูงส่งแล้ว ไหนเลยพวกเขาจะกล้าล่วงเกิน
“ใช่แล้ว เอวของนายน้อยลู่ยังไม่ได้รักษา ให้ซูเอ๋อร์ฝังเข็มให้เสียหน่อยเถิด รับประกันเลยว่านายน้อยลู่จะเดินออกไปจากจวนแม่ทัพได้อย่างสง่างามแน่นอน”
ฝะ ฝังเข็ม?! ในดวงตาของลู่เซิ่งอวิ๋นเต็มไปด้วยเส้นเลือด จนใจที่ขาทั้งสองของเขามิอาจขยับได้จึงไม่สามารถหนีได้โดยสิ้นเชิง เขาในยามนี้รู้สึกเสียใจกับความบุ่มบ่ามของตนอย่างหาใดเปรียบ เหตุใดต้องหาเรื่องให้คุณหนูกงซุนรับความผิดเช่นนี้ด้วย นางไม่รับของขวัญก็ไม่รับไปเถิด ทำตัวเองจริงๆ!
เข็มเงินเรียวยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นระหว่างนิ้วของอวิ๋นซู เปล่งประกายภายใต้แสงอาทิตย์ แต่กลับทำให้ลู่เซิ่งอวิ๋นรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว คราวนี้ตนจบสิ้นแล้วจริงๆ
“คุณหนูกงซุนไว้ชีวิตด้วย! คุณหนูกงซุนไว้ชีวิตด้วย! ผู้น้อย ผู้น้อยแซ่ลู่ผิดไปแล้ว คุณหนูกงซุนปล่อยผู้น้อยแซ่ลู่ไปเถิด…”
“นายน้อยลู่กล่าวอันใด? จวนแม่ทัพของพวกเราไม่ทันระวังทำให้นายน้อยลู่บาดเจ็บ หากแพร่ออกไปจะมิเป็นการทำลายชื่อเสียงจวนแม่ทัพของพวกเราหรือ?” อวิ๋นซูใช้คำพูดเมื่อครู่นี้ของลู่เซิ่งอวิ๋นมายอกย้อน ในที่สุดลู่เซิ่งอวิ๋นก็เข้าใจแล้วว่าอะไรที่เรียกว่าโยนหินทับเท้าตัวเอง
หางตาของเขาแขวนไปด้วยน้ำตา “ไม่ เป็นผู้น้อยแซ่ลู่ไม่ระวังจึงหกล้มเอง ไม่เกี่ยวกับจวนแม่ทัพ ผู้น้อยแซ่ลู่จะไม่กล่าวเหลวไหลกับภายนอกเป็นแน่ คุณหนูกงซุนเอาตามนี้เถิด ขาทั้งสองของผู้น้อยใกล้จะใช้การไม่ได้แล้ว”
เมื่อเห็นว่าบุรุษเบื้องหน้าไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อต้าน น้ำมูกน้ำตาใหลเต็มหน้า อวิ๋นซูและชุนเซียงจึงสบตากัน ค่อยๆ ปล่อยเขาไป
“นายน้อย…”
องครักษ์หลายคนรีบเดินเข้ามา เสียงโอดโอยดังขึ้น ลู่เซิ่งอวิ๋นพลันตะโกนด่าออกมา “เจ้าของไร้ประโยชน์ เบาหน่อย นายน้อยเช่นข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
“บ่าวผิดไปแล้วขอรับ นายน้อยโปรดระวัง…”
“สารเลว ตรงนั้นก็เจ็บ!”
ทุกคนช่วยกันพยุงลู่เซิ่งอวิ๋นขึ้นมา บุรุษผู้นั้นส่งเสียงร้อง ถูกพาออกไปจากสายตาอวิ๋นซูด้วยความเร่งร้อน
ในที่สุดชุนเซียงก็อดไม่ไหวจนหัวเราะออกมา “คุณหนู นายน้อยลู่ผู้นี้สมควรแล้วจริงๆ!”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือคนไร้ยางอายก็คือสั่งสอนเขาให้ฝังลึกถึงกระดูกสักครั้ง ทำให้เขาไม่กล้าใช้ลูกไม้เก่าๆ ในภายหลังอีก
ลู่เซิ่งอวิ๋นถูกพาออกจากจวนแม่ทัพในสภาพน่าอนาจหาใดเปรียบ เพียงไม่นานรถม้าคันหนึ่งก็หยุดลงบริเวณประตูจวนแม่ทัพ
“ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วหรือขอรับ?” พ่อบ้านชรารีบเดินเข้าไปต้อนรับ แม่ทัพกงซุนตอบรับครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงมองไปยังชาวบ้านที่ยังไม่แยกย้ายกันไป “ทำไม เกิดอะไรขึ้น?”
พ่อบ้านชราอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้ม “เมื่อครู่ในจวนมีแขกมา ตอนนี้ไปแล้วขอรับ”
แขก? แม่ทัพกงซุนทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้คิดอะไรมาก “คุณหนูอยู่ในจวนหรือ?”
“ขอรับ”
บุรุษร่างกำยำเดินไปยังโถงด้านหน้า สายตากลับหยุดอยู่บนกล่องไหมสีแดงแต่ละกล่อง
“นี่คือ…”
แย่แล้ว! นายน้อยลู่ผู้นั้นลืมนำของกลับไปด้วย! เมื่อครู่คุณหนูกำชับแล้วว่าอย่าได้นำเรื่องวันนี้ไปบอกท่านแม่ทัพเป็นอันขาด “นี่…เป็นของที่แขกผู้นั้นนำมาด้วย แต่คุณหนูบอกแล้วว่าไม่รับ”
แม่ทัพกงซุนเดินไปข้างกองกล่องไหมเหล่านั้น เลือกหยิบขึ้นมาเปิดดูตามใจกล่องหนึ่ง ถึงกับเป็นปิ่นงดงามโดดเด่น
“ปิ่นนี้ไม่เลวเลย! เหมาะกับซูเอ๋อร์ยิ่งนัก โยนทิ้งไปก็น่าเสียดาย เก็บไว้เถิด อีกเดี๋ยวบอกให้คนนำไปให้คุณหนูเสีย!”
“ขอรับ…” พ่อบ้านชรารับมาอย่างระมัดระวัง แม่ทัพกงซุนไม่พบความผิดปกติอันใด
อีกด้านหนึ่ง
“โอ้ย…โอ้ย…”
ภายในตำหนักอวี้กุ้ยเฟย ในห้องแห่งหนึ่งมีเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังแว่วมา
“เหนียงเหนียง ดูเหมือนนายน้อยลู่จะได้รับบาดเจ็บ บ่าวตามหมอหลวงมาแล้วเพคะ”
อวี้กุ้ยเฟยหยุดการเคลื่อนไหวในมือ “วันนี้เขาออกไปข้างนอกหรือ?”
“เพคะ”
เจ้าเด็กไม่เอาไหนผู้นี้ หรือจะออกไปก่อเรื่องที่ใดอีก? “ไป ตามเปิ่นกงไปดูเสียหน่อย”
ลู่เซิ่งอวิ๋นในยามนี้นอนตัวตรงอยู่บนเตียง หมอหลวงขมวดคิ้ว ตรวจขาทั้งสองที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ จะอย่างไรก็คิดไม่ออก
“หมอหลวง ขาของข้าพิการแล้วใช่หรือไม่…” เสียงของลู่เซิ่งอวิ๋นแหบแห้ง นับว่ามีความลำบากแต่ไม่อาจกล่าวจริงๆ
หมอหลวงลูบเคราของตน “นายน้อยลู่รู้สึกเจ็บหรือไม่?”
“เจ็บ! เพียงแตะเบาๆ ก็เจ็บเสียจนทำให้ข้าฟื้นจากความตายได้เลย…” นี่เขาไม่ได้กำลังพูดไร้สาระอยู่ใช่หรือไม่? หรือคิดว่าเมื่อครู่นี้ตนเสแสร้ง?
“อืม นี่นับเป็นเรื่องดี”
“หึ เจ้านับเป็นหมอหลวงอันใดได้ นายน้อยเช่นข้าเจ็บจนเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าถึงกับกล่าวว่าเป็นเรื่องดีหรือ?!” ลู่เซิ่งอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะตะโกนด่าออกมา
เสียงด่านี้ดังเข้าหูอวี้กุ้ยเฟยที่อยู่ด้านนอกพอดี สตรีสูงศักดิ์เดินเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น?”
“กระหม่อมถวายพระพรเหนียงเหนียง”
“ท่านหมอละเว้นมารยาทเถิด เซิ่งอวิ๋น เจ้าก่อเรื่องอะไรอีกใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของลู่เซิ่งอวิ๋นเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ “ท่านป้า ขาของข้าใช้ไม่ได้แล้ว…”
ใช้ไม่ได้แล้ว?! นี่หมายความว่าอย่างไร?
“ทูลเหนียงเหนียง ขาทั้งสองของนายน้อยลู่ไม่เป็นอะไรมากพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตรวจดูแล้ว ในเมื่อนายน้อยลู่รู้สึกเจ็บ เช่นนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าชีพจรมิได้รับบาดเจ็บ ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดจึงรู้สึกเจ็บนั้น ดูจากสถานการณ์แล้วควรจะเกิดจากการจัดกระดูกพ่ะย่ะค่ะ” เพียงแต่การจัดกระดูกเช่นนี้ ตามปกติมีเพียงคนที่ข้อเท้าเคล็ดจึงจะกระทำกัน ทว่าขาทั้งสองของนายน้อยลู่ไม่มีอาการเคล็ดอันใด
ดังนั้นหมอหลวงจึงรู้สึกแปลกยิ่งนัก อยู่ดีๆ ลู่เซิ่งอวิ๋นไปจัดกระดูกทำไมกัน?
“เหลวไหล ข้าเจ็บจนเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าถึงกับกล่าวว่าไม่เป็นไรมากเชียวหรือ? ท่านป้า รีบลากเจ้านักต้มตุ๋นนี่ออกไปตัดหัวเถิด!”
อวี้กุ้ยเฟยสูดหายใจลึก จ้องมองไปยังบุรุษบนเตียงด้วยสายตาดุดัน จากนั้นจึงมองไปทางหมอหลวงอย่างอ่อนโยน “ลำบากหมอหลวงแล้ว เด็กๆ ส่งหมอหลวง”
“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านป้า!” ลู่เซิ่งอวิ๋นรู้สึกอยุติธรรมยิ่งนัก เหตุใดท่านป้าจึงไม่ยอมเชื่อเขา?
จนกระทั่งหมอหลวงผู้นั้นจากไป อวี้กุ้ยเฟยจึงเดินมาข้างเตียง ใบหน้าเจือรอยน้ำตาเช่นนั้น จะอย่างไรก็ทำให้ผู้อื่นเห็นใจไม่ลง
“พูดมา วันนี้เจ้าไปที่ใด?”
ลู่เซิ่งอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย แต่กลับไม่กล้ากล่าวแม้เพียงครึ่งคำ
อวี้กุ้ยเฟยหรี่ตา เมื่อเห็นท่าทางร้อนตัวของอีกฝ่าย ลางสังหรณ์ไม่ดีจึงบังเกิด
“หากเจ้าไม่พูด ข้าจะสั่งให้คนพาเจ้ากลับจวนลู่ทันที!”
“ไม่ๆๆ อย่าทำเช่นนั้นเด็ดขาด!” ตอนนี้ลู่เซิ่งอวิ๋นไม่กล้ากลับ เขารู้ว่าตนล่วงเกินคุณหนูกงซุนไปแล้ว ตอนนี้ท่านป้าโกรธเกรี้ยวเพียงนี้ ไม่ทราบจะไปต่อว่าตนให้ท่านพ่อท่านแม่ฟังอย่างไร เพียงแต่…หากไม่กล่าวความจริงแล้วเรื่องนี้แพร่ไปถึงหูของท่านป้า ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดผลลัพธ์ที่แย่ยิ่งกว่าก็เป็นได้
“ท่านป้าขอรับ…” เสียงนี้เจือไปด้วยความร้อนตัวอยู่หลายส่วน
อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกลมหายใจหนักอึ้ง ฟังเขาเอ่ยปากต่อไปอย่างเงียบงัน
“วันนี้เซิ่งอวิ๋น…ไปจวนแม่ทัพกงซุนมาขอรับ…”
“อะไรนะ?!” คำพูดยังไม่ทันจบ อวี้กุ้ยเฟยพลันโกรธเกรี้ยวประหนึ่งพายุโหมกระหน่ำ ท่าทีเช่นนั้นราวกับต้องการกินเขาทั้งเป็นก็มิปาน
ลู่เซิ่งอวิ๋นรีบอธิบาย “ท่านป้าฟังข้าพูดก่อนเถิด! เซิ่งอวิ๋นเพียงต้องการนำของขวัญไปขออภัยคุณหนูกงซุนเท่านั้น เพียงเท่านี้จริงๆ ขอรับ!”
“ดียิ่ง! บอกให้เจ้าอยู่ในตำหนักอย่างเชื่อฟัง เจ้าถึงกับกล้าออกไปก่อเรื่องเชียวหรือ! พูดมา เจ้าทำอย่างไรจึงกลับมาในสภาพเช่นนี้? ไปทำให้คนของจวนแม่ทัพตบตีมาใช่หรือไม่?” ไม่ต้องคิดอวี้กุ้ยเฟยก็คาดเดาได้ เจ้าเด็กนี่จะต้องทำเรื่องเสียมารยาทอันใดเป็นแน่ จึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกเสียใจหาใดเปรียบ เหตุใดตอนแรกตนจึงใจอ่อนไปชั่วครู่จนปล่อยให้เขาอยู่ต่อได้เล่า!
“ไม่ ไม่ใช่ขอรับ! เพียงแค่…คุณหนูกงซุนไม่ยอมรับของขวัญ เซิ่งอวิ๋นไม่มีวิธีจึงขอร้องอย่างยากลำบาก แต่สาวใช้ข้างกายของนางจะโอหังเกินไปแล้วจริงๆ ถึงกับกล้าลงมือกับเซิ่งอวิ๋น! ดังนั้นเซิ่งอวิ๋นจึงได้รับบาดเจ็บกลับมา…”
ไหนเลยเรื่องราวจะง่ายดายเฉกเช่นที่เขากล่าว อวี้กุ้ยเฟยไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว คุณหนูกงซุนเป็นผู้ที่มองภาพรวมเป็นสำคัญ จะต้องเป็นเจ้าเด็กนี่เสียมารยาทก่อนแน่!
อวี้กุ้ยเฟยโกรธจนต้องหมุนตัวไป เกรงว่าหากตนยังมองเขาอีกจะอดรนทนไม่ไหวจนสั่งให้คนลากเขาออกไปโบยจนตาย!
เช่นนี้จะดีไปได้อย่างไร เรื่องก่อนหน้านี้นางยังไม่ทันแก้ไข ลู่เซิ่งอวิ๋นก็หาเรื่องวุ่นวายมาให้นางอีกแล้ว ช่างทำให้นางปวดหัวเสียจริง!
“เด็กๆ ดูแลนายน้อยลู่ให้ดี หากไม่มีคำสั่งของเปิ่นกง ไม่อนุญาตให้เขาก้าวออกจากประตูตำหนักแม้เพียงก้าวเดียว!”
มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าอวี้กุ้ยเฟยกล้ำกลืนฝืนทนมากเพียงใด แต่นางเข้าใจดี ตอนนี้โกรธไปก็ไม่อาจแก้ไขเรื่องราว จำเป็นต้องคิดหาวิธีขออภัยคุณหนูกงซุนให้ได้
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากได้พบเรื่องเช่นนี้คงไม่อาจปล่อยวางได้โดยสิ้นเชิง ตอนนี้คุณหนูกงซุนยังรักษาองค์ชายสี่อยู่ หากในใจของนางรู้สึกคับข้องใจ มิใช่ว่าจะส่งผลกับสถานการณ์ของโอรสตนหรือ? อวี้กุ้ยเฟยย่อมไม่อนุญาตให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด ส่วนลู่เซิ่งอวิ๋น จะเป็นเช่นไรย่อมได้ทั้งสิ้น อวี้กุ้ยเฟยตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปล่อยปละหลานผู้นี้อีก
เพียงไม่นานก็มีคนในวังมาพบ นำเทียบเชิญมามอบให้ถึงมืออวิ๋นซู
เมื่อเปิดเทียบเชิญออกอ่าน เนื้อหาด้านในเต็มไปด้วยข้อความขออภัยอันไร้ที่สิ้นสุด ยิ่งไปกว่านั้นยังเชิญให้อวิ๋นซูไปรับประทานอาหารที่ตำหนักของอวี้กุ้ยเฟยในวันพรุ่งนี้อย่างจริงใจ เรื่องของลู่เซิ่งอวิ๋น อวิ๋นซูมิได้พาลโกรธไปถึงอวี้กุ้ยเฟย แต่นางเข้าใจดี ในฐานะที่เป็นป้าของลู่เซิ่งอวิ๋น อวี้กุ้ยเฟยย่อมต้องร้อนใจและลำบากใจยิ่ง
เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด อวิ๋นซูจะเก็บไปใส่ใจได้อย่างไร นางทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา จากนั้นจึงวางจดหมายฉบับนั้นไว้ด้านข้าง
“คุณหนูเจ้าคะ เป็นจดหมายที่อวี้กุ้ยเฟยส่งมาขออภัยใช่หรือไม่?” ในน้ำเสียงของชุนเซียงเจือไปด้วยความขบขันอยู่หลายส่วน ไม่กล่าวไม่ได้ว่าการรักษาลู่เซิ่งอวิ๋นในวันนี้ทำให้นางมีความสุขยิ่งนัก ยามนี้นับว่านางเข้าใจแล้วว่าอะไรที่เรียกว่าทางสวรรค์มีไม่เดินกลับจะเดินสู่ประตูนรก
อวิ๋นซูตอบรับอย่างเรียบเฉย ไม่เคยเห็นคนเช่นนั้นอยู่ในสายตา
สตรีสุขุมค่อยๆ มีสีหน้าเคร่งขรึมลง “ส่งคนไปจวนฟู่แล้วหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูฟู่กำลังพักรักษาตัว” เพราะเรื่องของฟู่หย่า สองสามวันมานี้อวิ๋นซูจึงไม่อาจวางใจได้เลย หากมิอาจหาบุคคลหลังม่านออกมาได้ นางจะยิ่งรู้สึกผิดต่อฟู่หย่า
ชีวิตขึ้นอยู่กับสวรรค์ลิขิต อวิ๋นซูคิดว่าชีวิตของสาวใช้ในจวนฟู่ที่สูญเสียไปหลายชีวิตล้วนเป็นเพราะตน
นี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมระยะนี้นางจึงเข้าวังบ่อยๆ หากผู้บงการเพ่งเล็งนาง จะต้องหาโอกาสลงมืออีกครั้งเป็นแน่ เฟิ่งหลิงส่งคนมาคุ้มครองข้างกายนางมากขึ้นแล้ว เพียงแต่อวิ๋นซูคิดว่าจะต้องมอบโอกาสให้คนผู้นั้นอีกครั้งถึงจะถูก มิเช่นนั้นจะทำให้ผู้บริสุทธิ์ถูกลากเข้ามาพัวพันมากขึ้น
“คุณหนู…” ชุนเซียงมองไปยังสายตาของอวิ๋นซู รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
“ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจ” อวิ๋นซูรู้ดีว่าชุนเซียงเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง
บรรยากาศภายในห้องแปรเปลี่ยนไปหนักอึ้งขึ้นโดยพลัน ชุนเซียงทอดถอนใจ จากนั้นจึงแย้มยิ้มออกมา “บ่าวจะไปเตรียมอาภรณ์ให้คุณหนูสำหรับสวมใส่วันพรุ่งนี้เจ้าค่ะ” จากนั้นจึงถอยออกไปอย่างเงียบงัน ปล่อยอวิ๋นซูอยู่ในห้องเพียงลำพัง
ภายใต้แสงเทียน สตรีมสุขุมผู้นั้นดำดิ่งลงสู่การใคร่ครวญอันล้ำลึก
Venus36
มีเรื่องไม่หยุดหย่อน นางเอกยอมเป๋นเหยื่อล่อ เกิดเรื่อองอะไรอีกไม่รู้