หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 26 ตอนที่ 777 ความคิดของเสียนเฟย
เล่มที่ 26 ตอนที่ 777 ความคิดของเสียนเฟย
อวิ๋นซูเดินตามเสียนเฟยไปหน้าเตียงโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี
“เสียเอ๋อร์ ยังไม่มาพบคุณหนูกงซุนอีก”
หวงฝู่เสียรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก นางลอบมองสีหน้าของอวิ๋นซู รู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายจะจำตนไม่ได้ พลันนั้นจึงพยักหน้าอย่างกระอักกระอ่วน
“ฮ่ะๆ องค์หญิงเก้ามีนิสัยขลาดเขลา หากเสียมารยาทที่ใดขอให้คุณหนูกงซุนโปรดอภัย”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย ท่าทีใจกว้างเปิดเผย มีคนนำม้านั่งเข้ามา อวิ๋นซูจึงนั่งลง
“ขอหม่อมฉันตรวจสอบบาดแผลขององค์หญิงได้หรือไม่เพคะ?”
นางจำตนไม่ได้จริงหรือ? หวงฝู่เสียจมอยู่ในความคิดของตน ไม่ได้ยินคำพูดของอวิ๋นซู
เสียนเฟยที่อยู่ด้านหลังกระแอ่มเตือน ดรุณีน้อยบนเตียงจึงได้สติกลับมา รีบยื่นมือตนออกไป
บาดแผลนี้ ดูจากสภาพแล้วคงได้รับมาเมื่อวาน ยิ่งไปกว่านั้นยังทายาผิด อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับลู่เซิ่งอวิ๋น
“คุณหนูกงซุน ท่านว่าบาดแผลนี้จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้หรือไม่?”
“เนื่องจากทายาผิดจึงยุ่งยากอยู่บ้าง โชคดีที่องค์หญิงเก้าทรงพระชนมายุน้อย พระวรกายย่อมฟื้นฟูได้เร็ว” ความหมายของคำพูดนี้ก็คือ บาดแผลขององค์หญิงเก้าจะหายดี
ในที่สุดเสียนเฟยก็วางใจ ยืนดูอยู่ด้านข้างอย่างสงบ
การเคลื่อนไหวของอวิ๋นซูดูแผ่วเบาเชี่ยวชาญ ไม่มีการอืดอาจยืดยาดแม้แต่น้อย เสียนเฟยไม่เห็นท่าทีไม่เหมาะสมอันใดจากใบหน้าของนาง กลับเป็นหวงฝู่เสียบนเตียงที่ผิดปกติ ร่างกายแข็งทื่อไม่ขยับ เมื่อการเคลื่อนไหวของอวิ๋นซูเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางพลันดึงมือกลับมาโดยไม่รู้ตัว ยากจะเชื่อใจอีกฝ่าย
กลางฝ่ามือมีความรู้สึกเย็นยะเยือกแพร่ออกมาระลอกหนึ่ง ความรู้สึกเจ็บปวดค่อยๆ หายไป อวิ๋นซูกำชับเสียนเฟยอีกหลายประโยคทั้งยังทิ้งขวดยาไว้ขวดหนึ่ง จากนั้นจึงถอยออกไปท่ามกลางเสียงขอบคุณ
หวงฝู่เสียมองฝ่ามือที่พันผ้าพันแผลไว้อย่างสมบูรณ์เรียบร้อยของตน จากนั้นจึงลงจากเตียงเดินไปข้างโต๊ะ หยิบขวดกระเบื้องเล็กๆ ที่อวิ๋นซูทิ้งไว้มาเปิดออกดู กลิ่นหอมสดชื่นโถมเข้าสู่จมูก อย่างไรก็ตามความแปลกใจเกิดขึ้นเพียงพริบตาแล้วหายไป นางพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “อะไรกัน ดูเรียบง่ายยิ่งนัก! หมอหลวงผู้นั้นจะต้องขี้เกียจเป็นแน่!”
“ลำบากคุณหนูกงซุนแล้ว เด็กๆ ยกชามา”
เสียนเฟยพาอวิ๋นซูไปยังสวนบุปผา ยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้า สตรีสุขุมรู้ว่าต่อไปเป็นช่วงเวลาเข้าสู่ปัญหาที่แท้จริงแล้ว
“ระยะนี้คุณหนูกงซุนดูผอมไปมาก เข้าวังไปรักษาองค์ชายสี่อยู่บ่อยๆ หรือ?”
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย มิได้กล่าววาจามากความ
“ได้ยินว่าคุณชายลู่หลานของอวี้กุ้ยเฟยเพิ่งเข้าวังเมื่อไม่นานนี้ คุณหนูกงซุนเคยพบหรือไม่?”
“เคยพบสองครั้งเพคะ”
เสียนเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เคยพบเพียงสองครั้งหรือ? “เปิ่นกงรู้ว่าคำพูดเช่นนี้ไม่เหมาะสมนัก แต่ตอนนี้คุณหนูกงซุนเป็นผู้มีพระคุณขององค์หญิงเก้า นับเป็นผู้มีพระคุณของเปิ่นกงเช่นกัน อีกไม่นานคุณหนูกงซุนจะได้แต่งงานกับองค์ชายใหญ่แล้ว เรื่องอื่นจำเป็นต้องใส่ใจให้มาก!”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้น มองไปยังประกายในดวงตาของเสียนเฟย จากนั้นจึงแย้มยิ้มอย่างเรียบเฉย “ขอบคุณเหนียงเหนียงที่ทรงกล่าวเตือน”
“ความจริงเปิ่นกงได้ยินข่าวลือไร้สาระมาเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าคุณหนูกงซุนทราบหรือไม่?” นางหยุดไปเล็กน้อย “มีคนบอกเปิ่นกงว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคุณหนูกงซุนและนายน้อยลู่ไม่ธรรมดา เฮ้อ เปิ่นกงย่อมไม่เชื่อคำพูดเช่นนี้เป็นแน่ แต่เป็นห่วงว่าคุณหนูกงซุนจะถูกว่าร้ายด้วยเรื่องนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาให้มากสักประโยคสองประโยค คุณหนูกงซุนคงไม่ตำหนิเปิ่นกงกระมัง?”
ไม่ต้องกล่าวก็รู้ว่าคนที่เสียนเฟยกล่าวถึงคือผู้ใด
“ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ? อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าด้วยพระปรีชาสามารถของเสียนเฟยคงไม่เชื่อข่าวลือไร้มูลเช่นนี้เป็นแน่” อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา ก้มหน้าลงจิบชาคำหนึ่ง ไม่มีท่าทางกังวลแม้แต่น้อย
เดิมทีเสียนเฟยคิดจะกระตุ้นให้อวิ๋นซูกล่าวออกมา คิดไม่ถึงว่าทั้งๆ ที่อีกฝ่ายรู้ดีว่าตนกำลังพูดอะไรแต่กลับปฏิเสธอย่างเรียบเฉยไม่ยอมรับใดๆ แต่คำพูดก็กล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว เสียนเฟยไม่อยากยอมแพ้
“ขอกล่าวความจริงโดยไม่ปิดบัง เป็นองค์หญิงเก้าที่บอกเปิ่นกง องค์หญิงเก้าอายุยังน้อยไม่รู้ความ หากล่วงเกินที่ใดหวังว่าคุณหนูกงซุนจะให้อภัย” ความหมายในคำพูดของนางก็คือ ต้องการบอกอวิ๋นซูว่านางเชื่อคำพูดขององค์หญิงเก้า
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับแสดงท่าทีแปลกใจออกมา “องค์หญิงเก้าทรงได้ยินเรื่องโกหกไร้มูลความจริงเช่นนี้มาจากที่ใดกันเพคะ? เชื่อว่าองค์หญิงคงถูกผู้มีใจคิดไม่ซื่อหลอกลวงเสียแล้ว”
“…” ทั้งๆ ที่รู้ว่าองค์หญิงเก้าเห็นเรื่องของพวกเขาแล้ว แต่ยังแสดงท่าทีราวกับเป็นผู้บริสุทธิ์เพียงนี้ออกมาได้
เสียนเฟยมีท่าทีเคร่งขรึมลงเล็กน้อย “คุณหนูกงซุน โชคดีที่เรื่องนี้มีเพียงองค์หญิงเก้าและเปิ่นกงที่รู้ มิเช่นนั้นหากแพร่ออกไป คุณหนูกงซุนจะอธิบายกับฝ่าบาทเช่นไร จะอธิบายกับองค์ชายใหญ่เช่นไร?”
“หม่อมฉันไม่เข้าใจ ข่าวลือที่ไม่เป็นจริง เหตุใดหม่อมฉันต้องอธิบายด้วยเพคะ”
“องค์หญิงเก้ากล่าวว่านางเห็นคุณหนูกงซุนประดับปิ่นที่นายน้อยลู่มอบให้ด้วยตัวนางเอง ไม่รู้ว่าเรื่องนี้คุณหนูกงซุนจะอธิบายเช่นไร?” ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเสียนเฟยถึงกับไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนได้ แผนการดั้งเดิมของนางก็คือ ต้องการเห็นท่าทีกระวนกระวายของอวิ๋นซู จากนั้นตนจะใช้ท่าทีใจกว้างปลอบโยนนาง บอกนางว่าตั้งแต่วันนี้ไปพวกนางนับเป็นผู้เดินบนเส้นทางเดียวกัน ไหนเลยจะรู้ว่าอวิ๋นซูกลับปากแข็งเช่นนี้
“ปิ่น? ปิ่นอันใดเพคะ หม่อมฉันไม่เข้าใจความหมายของเหนียงเหนียง”
“ปิ่นที่เมื่อวานนายน้อยลู่ซื้อให้คุณหนูกงซุนที่ร้านเครื่องประดับอย่างไรเล่า!”
อวิ๋นซูพลันแย้มยิ้มออกมา “มิใช่ว่าองค์หญิงเก้าทรงประทับอยู่ในวังหรือ เหตุใดทรงทราบว่านายน้อยลู่ไปที่ร้านเครื่องประดับได้เพคะ?”
คำถามประโยคเดียวทำเอาเสียนเฟยกล่าวคำใดไม่ออก ใช่แล้ว หน่อเชื้อพระวงศ์ผู้สง่างามอยู่ในตำหนักดีๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นนอกวัง ยามนี้เสียนเฟยจึงค่อยรู้ตัว สตรีเบื้องหน้าที่ดูผิวเผินอ่อนโยนนุ่มนวลมิใช่ลูกพลับนิ่มที่สามารถหยิบมาบีบเล่นได้ตามใจ หากกล่าวว่าองค์หญิงเก้าหนีออกไปนอกวัง มิใช่เป็นใช้สองมือถวายจุดอ่อนของตนให้อีกฝ่ายหรือไร?
เสียนเฟยไม่กล้าทำการค้าเช่นนี้จริงๆ อีกทั้งอวิ๋นซูยังมีท่าทางไม่ยอมหลุดปากออกมาง่ายๆ ดูแล้วอีกฝ่ายไม่เห็นโลงศพคงไม่หลั่งน้ำตา
“ฮ่ะๆๆ ดูแล้วคงเป็นเปิ่นกงเข้าใจผิดไปเอง คุณหนูกงซุนอย่าเก็บไปใส่ใจเป็นอันขาด องค์หญิงเก้ามักจะพูดจาเหลวไหล เปิ่นกงคงเคร่งเครียดเกินไปเสียหน่อย”
“เหนียงเหนียงไม่จำเป็นต้องตรัสเช่นนี้ หม่อมฉันรู้ว่าเหนียงเหนียงใส่ใจหม่อมฉันจึงได้เชื่อข่าวลือผิดๆ”
“คุณหนูกงซุนเป็นคนดีเข้าใจเหตุผลจริงๆ!” อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เสียนเฟยคิดในใจก็คือ รอให้นางตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน รวบรวมพยานหลักฐานที่มีประโยชน์ให้เพียงพอเสียก่อน เมื่อถึงตอนนั้น ดูสิว่าคุณหนูกงซุนจะปฏิเสธเช่นไร ตอนนั้นตนจะไม่พูดจาดีๆ เช่นตอนนี้เป็นแน่
เพียงไม่นานก็มีข่าวมาจากทางด้านอวี้กุ้ยเฟย หลังจากอวิ๋นซูและชุนเซียงออกจากวังก็ตรงไปยังร้านเครื่องประดับเมื่อวาน
“หลงจู๊”
“โอ้ นี่ นี่มิใช่คุณหนูกงซุนหรือ?!” ยามนี้อวิ๋นซูเป็นผู้มีชื่อเสียงในเมืองหลวง มีเพียงไม่กี่คนที่ไม่รู้จักนาง
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย ชุนเซียงที่อยู่ด้านหลังได้รับสัญญาณจึงเดินเข้ามา “หลงจู๊ คุณหนูของข้ามีบางคำต้องการถามท่านเสียหน่อย”
“ได้ขอรับ ได้ๆ ไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการทราบอะไร ผู้น้อยจะบอกคุณหนูทุกคำแน่นอน!”
พวกเขาไปยังมุมเงียบๆ มุมหนึ่ง ชุนเซียงหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ
“ไม่ทราบว่าหลงจู๊รู้จักปิ่นเล่มนี้หรือไม่?”
ภายในกล่องไม้เล็กๆ มีปิ่นหักๆ นอนอยู่อย่างสงบ หลงจู๊อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง “นี่ นี่มิใช่ปิ่นหยกหิมะหรือ?”
“หลงจู๊รู้จักจริงๆ หรือ?”
“รู้จักขอรับ เมื่อคืนถูกนายน้อยลู่แย่งชิงไป เหตุใดจึงอยู่ที่คุณหนูกงซุนได้…” หลงจู๊เบนสายตาขึ้น เพิ่งรู้ตัวว่าตนกล่าวผิดไปจึงแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
อวิ๋นซูรับสายตาของอีกฝ่ายอย่างนิ่งเรียบ จากนั้นจึงเอ่ยปากถาม “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือ เรื่องที่เกี่ยวกับปิ่นนี้”
จากการกระตุ้นเตือนของนางทำให้หลงจู๊เผยสีหน้าย่ำแย่ออกมา “ปิ่นเล่มนี้ เดิมทีเป็นที่ถูกใจคุณชายน้อยท่านหนึ่ง แต่ภายหลังถูกนายน้อยลู่แย่งชิงไป คุณหนูกงซุนเองก็ทราบ ร้านค้าเล็กๆ เช่นนี้ไหนเลยจะกล้าล่วงเกินนายน้อยลู่! กลับเป็นคุณชายน้อยท่านนั้นที่ถูกบาดมือโดยไม่ได้ตั้งใจ…”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เชื่อว่าองค์หญิงเก้าคงปลอมตัวเหมือนวันนี้ออกจากวัง เกิดทะเลาะกับลู่เซิ่งอวิ๋นในร้านเครื่องประดับ จากนั้นนางไปเห็นปิ่นที่ประดับอยู่บนผมของตนจึงคิดว่าลู่เซิ่งอวิ๋นกับตนมีความสัมพันธ์พิเศษต่อกัน
เมื่อเสียนเฟยทราบข่าวนี้จึงคิดจะใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ตน อย่างไรก็ตามนางกลับไม่ยอมรับเรื่องที่องค์หญิงเสด็จออกจากวังเป็นการส่วนพระองค์ จึงยอมประนีประนอมเรื่องนี้ไปชั่วคราว
เมื่อออกมาจากร้านเครื่องประดับ ชุนเซียงจึงเอ่ยปากด้วยท่าทีตำหนิตนเอง “คุณหนู ล้วนเป็นความผิดของบ่าว เป็นบ่าวนำปิ่นนี้มาประดับให้คุณหนู”
อย่างไรก็ตามสตรีข้างกายกลับทำเพียงแย้มยิ้มเล็กน้อย “วันนั้นลู่เซิ่งอวิ๋นถูกหามออกไป เชื่อว่าคงทิ้งของขวัญเอาไว้กระมัง ดูจากสภาพการณ์คงมีคนในจวนเข้าใจผิด ไม่จำเป็นต้องตำหนิเจ้า”
“แต่องค์หญิงเก้าท่านนั้นกล่าวว่าคุณหนู…” ชุนเซียงไม่ยอมกล่าวคำพูดนั้นออกมาจากปาก คิดว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงของอวิ๋นซู
“เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ” เรื่องที่ตั้งใจแต่งขึ้นมาโกหก ต่อให้แพร่ออกไป เมื่อได้รับการพิสูจน์ย่อมกระจ่างชัด อวิ๋นซูไม่เก็บเรื่องนี้ไปใส่ใจ นางกลับรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ดูแล้วเสียนเฟยต้องการดึงนางไปเป็นพวกจึงเชิญนางไปจริงๆ นอกจากนี้นางคิดว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับเรื่องของฟู่หย่า คนที่อยู่หลังม่านจะซ่อนตัวจนถึงเมื่อใดกัน นับว่ามีความอดทนจริงๆ
ตนเดินไปเดินมาอยู่ในวังหลายครั้ง ยังไม่นับเป็นการมอบโอกาสให้อีกฝ่ายอีกหรือ?
ในขณะที่อวิ๋นซูคิดอยู่ด้านนี้ ทางฝูจีก็ได้รับข่าว
“วันนี้เมื่อคุณหนูกงซุนออกจากตำหนักอวี้กุ้ยเฟยก็ถูกเสียนเฟยรับตัวไปขอรับ”
บนใบหน้าของสตรีงามพิลาศปรากฏรอยยิ้มถากถาง นังแพศยาเนื้อหอมยิ่งนัก ไปที่ใดล้วนกลายเป็นเป้าหมายของทุกคนกระมัง? “เสียนเฟยคิดจะดึงนางไปเป็นพวกหรือ?”
“ผู้น้อยเฝ้าอยู่ที่ตำหนักเสียนเฟย พบว่าองค์หญิงเก้าได้รับบาดเจ็บจึงให้กงซุนซูเข้ามารักษา”
พูดไปพูดมา หัตถ์เซียนก็เป็นเพียงบุคคลแสนดีที่ผู้ใดเรียกก็ต้องไป ในใจของฝูจีรู้สึกดีขึ้นมาก “องค์หญิงเก้าได้รับบาดเจ็บหรือ?”
“ผู้น้อยได้ยินมาจากสำนักหมอหลวง ดูเหมือนจะถูกบาดที่ฝ่ามือขอรับ”
กระทั่งบาดแผลถูกบาดเล็กๆ น้อยๆ คนของสำนักหมอหลวงก็ยังรักษาไม่ได้เชียวหรือ? ฝูจีย้อนคิดอีกครั้ง ดูแล้วคงบาดเจ็บไม่เบา
“ผู้น้อยยังพบอีกว่า วันนี้องค์หญิงเก้าปลอมตัวเป็นขันทีน้อย ทะเลาะกับคุณหนูกงซุนบนถนนในวังขอรับ” เมื่อกล่าวจบ สายตาฝูจีพลันสว่างวาบ “พวกนางกล่าวอันใดกัน?”
“ยามนั้นผู้น้อยอยู่ไกล ได้ยินเนื้อหาการสนทนาของพวกนางไม่ชัดเจน เพียงแต่ดูจากท่าทีขององค์หญิงเก้าแล้ว นางกลับไปด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก ทั้งยังปาของของกงซุนซูลงพื้นด้วยขอรับ”
ฮ่าๆ เรื่องอันใดทำให้ไม่พอใจเพียงนี้?
นิ้วมือเรียวยาวเคาะโต๊ะเบาๆ องค์หญิงเก้า องค์หญิงเก้า…
ความคิดหนึ่งแล่นขึ้นสู่สมอง มุมปากของฝูจียกขึ้นเป็นวงโค้ง ครั้งที่แล้วฟู่หย่าที่มีความสัมพันธ์อันดีกับกงซุนซูได้รับบาดเจ็บ เช่นนั้นคราวนี้เปลี่ยนเป็นหน่อเชื้อพระวงศ์ดูเสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองยังมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อน เสียนเฟยจะนั่งดูเฉยๆ หรือ?
“คงรู้แล้วกระมังว่าต้องทำเช่นไร?”
“ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ!” เพียงพริบตาเดียวบุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้นั้นก็หายไปกับสายลม
Venus36
เสียนเฟยยังห่างชั้นจ้า ส่วนฝูจีคืดเหรอว่าจะเล่นงานอวิ๋นซูได้ หึ มาดูกัน