หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 26 ตอนที่ 778 องค์หญิงถูกพิษ
เล่มที่ 26 ตอนที่ 778 องค์หญิงถูกพิษ
ยามค่ำคืน
ภายในห้องขององค์หญิงเก้ามีเสียงร้องดังออกมา หน้าผากของดรุณีน้อยบนเตียงเต็มไปด้วยเหงื่อ พลิกตัวไปมา ส่งเสียงร้องไม่หยุด
“องค์หญิง? องค์หญิงเพคะ?” นางข้าหลวงที่คอยเฝ้ายามค่ำคืนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติจึงผลักประตูเบาๆ ก่อนจะเดินเข้ามา ภายในห้องอันมืดมิด สตรีผู้นั้นถีบผ้าห่ม นางข้าหลวงเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรหวงฝู่เสียก็ไม่ตื่น
เสียนเฟยคลุมเสื้อนอกแล้วรีบตามมาอย่างร้อนรน “เกิดอะไรขึ้น?”
“บ่าวเฝ้าอยู่นอกห้ององค์หญิง ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงเข้าไปดู ไหนเลยจะรู้ว่าเรียกองค์หญิงเช่นไรก็ไม่ตื่นเพคะ”
ในตอนที่เสียนเฟยมาถึงมีนางข้าหลวงสองคนเฝ้าอยู่ข้างกายหวงฝู่เสีย
“เสียเอ๋อร์? เสียเอ๋อร์?”
ใบหน้างดงามมีเสน่ห์ยามนี้หลงเหลือเพียงความอ่อนแรงซีดเซียวไม่สงบ ราวกับจมลงสู่ฝันร้ายอย่างไม่อาจถอนตัว
มือของเสียนเฟยสัมผัสผิวขององค์หญิง พลันต้องขมวดคิ้ว “เหตุใดจึงร้อนเช่นนี้? พวกเจ้าดูแลองค์หญิงอย่างไร? องค์หญิงตัวร้อนแล้วยังไม่รู้อีกหรือ?!”
“บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตาย!” คนในห้องพากันคุกเข่าลง เสียนเฟยเดินเข้ามาหาหวงฝู่เสีย พลันได้กลิ่นแปลกๆ นางดึงผ้าห่มออกด้วยความสงสัย พบว่ามือขวาขององค์หญิงอยู่ในสภาพกำมืออย่างผิดปกติ
“เสียเอ๋อร์?”
นางจับข้อมือของอีกฝ่ายขึ้นมาดู พลันนั้นทำให้หัวใจหดเกร็ง “ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้?”
หมอหลวงถูกเรียกตัวมาที่ตำหนักในยามค่ำคืน ยามที่เขาแกะผ้าพันแผลบนมือหวงฝู่เสียออก เสียนเฟยพลันได้กลิ่นเย็นๆ
“นี่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้?”
หมอหลวงยากจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้ ตอนที่เขามาตรวจในยามเช้ายังไม่สาหัสถึงเพียงนี้เลย! บาดแผลที่ตอนแรกยังเป็นรอยตื้น ยามนี้ถึงกับมีหนองที่ส่งกลิ่นเสียดแทงจมูกไหลออกมา มีรอยสีน้ำตาลเข้มอยู่ทั่วทั้งฝ่ามือ หมอหลวงพลิกดูหลังมือหวงฝู่เสีย พบว่าผิวขาวกระจ่างเกิดรอยสีม่วงอันน่าหวาดกลัว
“องค์หญิงถูกพิษ?!”
“ถูกพิษ จะเป็นไปได้อย่างไร?” สมองของเสียนเฟยขาวโพลน หมอหลวงเงยหน้าขึ้น “เรียนถามเหนียงเหนียง วันนี้องค์หญิงทายาอะไร?”
เสียนเฟยคิดขึ้นมาได้โดยพลัน “วันนี้คุณหนูกงซุนเข้ามาตรวจรักษา นางให้ยาไว้ขวดหนึ่ง องค์หญิงเก้าทาไปแล้ว!”
“ขอกระหม่อมดูยาขวดนั้นได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานก็มีนางข้าหลวงนำขวดกระเบื้องเล็กๆ มาวางลงบนมือหมอหลวง เขาเปิดออกยกขึ้นจ่อจมูกแล้วสูดดมเล็กน้อย พลันต้องรู้สึกหวาดกลัว “เหนียงเหนียง นี่ไม่ใช่ยาทาแผล นี่คือยาพิษ!”
“อะไรนะ?!”
…
จวนแม่ทัพกลางดึกมีขันทีผู้หนึ่งมาเยือนด้วยความร้อนรน แม่ทัพกงซุนถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับฝัน อารมไม่ดียิ่งนัก
เขามายังโถงรับแขกด้วยอารมณ์หงุดหงิด มองขันทีผู้นั้นก่อนจะกล่าวเสียงดัง “มีเรื่องอันใดจึงต้องมารบกวนการนอนของแม่ทัพเช่นข้า?!”
ขันทีผู้นั้นตกใจ ทว่าในวังเกิดเรื่องใหญ่ เขาไม่มาไม่ได้! “เรียนท่านแม่ทัพ เป็น เป็นเสียนเฟยสั่งให้ผู้น้อยมาเชิญคุณหนูกงซุนเข้าวังขอรับ…”
“เหลวไหล! นี่มันเวลาอะไรแล้ว สมองเสียนเฟยเลอะเลือนหรือไร? ถึงกับเชิญซูเอ๋อร์ของข้าเข้าวังยามนี้เชียวหรือ!”
มีเพียงแม่ทัพกงซุนพี่กล้ากล่าวคำพูดเช่นนี้ ขันทีผู้นั้นมีความจนใจเต็มหน้า “ในวังเกิดเรื่องใหญ่ เกี่ยวข้องกับคุณหนูกงซุนขอรับ ฝ่าบาททรงเสด็จไปที่ตำหนักเสียนเฟยแล้ว ท่านแม่ทัพ ท่านอย่าทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลย”
เกิดเรื่อง? “เรื่องอันใด?”
“นี่…ผู้น้อยกล่าวไม่ได้ขอรับ…”
“ไม่พูดหรือ? เด็กๆ ลากตัวมันออกไป!”
“หา ไม่ๆๆ ท่านแม่ทัพโปรดไว้ชีวิตด้วย! ท่านแม่ทัพโปรดไว้ชีวิตด้วย! ผู้น้อยไม่กล้าพูดขอรับ!”
“หากไม่พูดก็อย่าคิดจะให้ซูเอ๋อร์ของข้าเข้าวัง!”
ขันทีเช็ดเหงื่อบนศีรษะ “วันนี้องค์หญิงเก้าได้รับบาดเจ็บ เสียนเฟยเชิญคุณหนูกงซุนไปตรวจรักษา ผลกลับกลายเป็นว่าตอนกลางคืนองค์หญิงเก้าหมดสติยังไม่ฟื้น…”
“เกี่ยวอันใดกับซูเอ๋อร์ของข้า?”
“ท่านแม่ทัพ เป็นคุณหนูกงซุนที่รักษาให้องค์หญิงเก้า!” นับว่าขันทีผู้นี้เข้าใจกระจ่างแล้วว่าอะไรเรียกว่าไม่เข้าใจเหตุผล รู้สึกคุยกับแม่ทัพกงซุนไม่รู้เรื่อง
“องค์หญิงเก้าหมดสติยังไม่ฟื้น แสดงว่าพระวรกายขององค์หญิงอ่อนแอ กลับไปๆ!”
แม่ทัพกงซุนไม่อยากให้อวิ๋นซูถูกม้วนตลบไปอยู่ในวังวนแห่งความวุ่นวาย คิดใช้ท่าทีบีบบังคับเช่นนี้ไล่ขันทีผู้นั้นไป
หลังจากยื้อยุดกันมาระยะหนึ่ง เงาร่างแบบบางร่างหนึ่งพลันเดินเข้ามาใกล้ “ท่านพ่อ ในวังเกิดเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ซูเอ๋อร์ ดึกแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด ไม่มีเรื่องอะไรทั้งสิ้น!”
“โธ่ คุณหนูกงซุน มาได้พอดีเลยขอรับ รีบเข้าวังไปกับผู้น้อยเถิด เสียนเฟยและฝ่าบาททรงรออยู่!”
“เหลวไหล แม่ทัพเช่นข้าพูดแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับซูเอ๋อร์!”
ดวงตาของอวิ๋นซูมืดครึ้มลง “องค์หญิงเก้าเกิดเรื่องอันใดหรือ?”
“ใช่ขอรับ เชิญคุณหนูกงซุนเข้าวังไปเถิด บ่าวจะได้มีคำอธิบายดีๆ…”
แม่ทัพกงซุนรีบเดินมาเบื้องหน้าอวิ๋นซูเพื่อบดบังสายตาขันทีผู้นั้น “ซูเอ๋อร์ อย่าได้เข้าวังชั่วคราว หากองค์ชายใหญ่ทรงทราบจะต้องจัดการได้แน่”
อย่างไรก็ตามอวิ๋นซูกลับส่ายศีรษะเล็กน้อย “วันนี้ลูกไปรักษาองค์หญิงเก้า จะต้องเกิดเรื่องอันใดเป็นแน่ ลูกจำเป็นต้องไป”
“แต่ว่า…”
“ท่านพ่อ ลูกเป็นผู้ศึกษาวิชาแพทย์ ไม่อาจเห็นคนลำบากแล้วไม่ช่วยเหลือ” ดวงตากระจ่างใสของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง แม่ทัพกงซุนรู้นิสัยอวิ๋นซูดีแก่ใจ พลันนั้นจึงทอดถอนใจ “ได้ พ่อจะเข้าวังไปกับลูก ผู้ใดกล้าทำให้ลูกลำบากใจ พ่อจะไม่ปล่อยมันผู้นั้นไปแน่!” ในยามที่เขากล่าวคำนี้ยังไม่ลืมถลึงตาใส่ขันทีผู้นั้น
ในใจของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความโศกเศร้า นี่ตนถึงกับล่วงเกินแม่ทัพกงซุนไปแล้วหรือ เขาแค่ปฏิบัติตามรับสั่งเท่านั้น! วันหน้าหากพบกันในวัง ตนจะต้องหลบไปให้ไกล
…
“ฮือๆๆ ฝ่าบาท พระองค์ต้องคืนความยุติธรรมให้องค์หญิงเก้านะเพคะ! อยู่ดีๆ มือจะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?!” เสียนเฟยร้องไห้อย่างน่าสงสารราวกับดอกท้อยามฝนพรำ อย่างไรก็ตามนางรู้สึกปวดใจจริงๆ จะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าคุณหนูกงซุนจะใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้ กล้าวางยาพิษในยาทาแผลที่มอบให้เสียเอ๋อร์! ตอนนี้หมอหลวงกล่าวว่าพิษซึมไปถึงกระดูกแล้ว หากไม่รีบแก้พิษ เกรงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิต
ตั้งแต่ต้นจักรพรรดิเหลียนมิได้ตรัสคำใด ทำเพียงสอบถามหมอหลวงผู้นั้น ฟังต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวในวันนี้
“ทูลฝ่าบาท คุณหนูกงซุนและแม่ทัพกงซุนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพกงซุนก็มาด้วยหรือ? อย่างไรก็ตาม ในใจของเสียนเฟยยามนี้ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย คุณหนูกงซุนกล้าวางยาพิษทำร้ายหน่อเชื้อพระวงศ์ ต่อให้แม่ทัพกงซุนจะวางอำนาจบาตรใหญ่เพียงใดก็ต้องกระทำตามกฎราชวงศ์!
เพียงไม่นาน แม่ทัพร่างกำยำและสตรีสุขุมเยือกเย็นก็พากันเดินมาหยุดยืนเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเหลียน
“กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท”
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท”
“อืม ลุกขึ้นเถิด” จักรพรรดิเหลียนเอ่ยพระโอษฐ์ อวิ๋นซูสังเกตุเห็นสายตาดุดันจับจ้องมาที่ตน
เสียนเฟยไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป “คุณหนูกงซุนมีความแค้นลึกล้ำอันใดมาลงทีเปิ่นกงก็พอแล้ว เหตุใดต้องวางยาพิษองค์หญิงเก้าด้วย?!”
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว แต่กลับมองไปยังจักรพรรดิเหลียน ตอนนี้อารมณ์ของเสียนเฟยพลุ่งพล่าน นางไม่อาจสอบถามที่มาที่ไปได้ “เรียนถามฝ่าบาท ตอนนี้สภาพขององค์หญิงเก้าเป็นเช่นไรเพคะ?”
จักรพรรดิเหลียนมีท่าทีนิ่งเรียบมองอารมณ์ไม่ออก “หมอหลวงกล่าวว่าฝ่ามือขอองค์หญิงเก้าถูกพิษ ตอนนี้พิษซึมถึงกระดูกแล้ว หากไม่รีบรักษาคงไม่อาจรักษาชีวิตได้”
“คุณหนูกงซุน ยังไม่รีบนำยาถอนพิษออกมาอีก!”
“เสียนเฟย หม่อมฉันไม่รู้เรื่องนี้ ทุกอย่างโปรดรอให้หม่อมฉันรักษาก่อนค่อยหารือกันเถิดเพคะ”
“ครั้งแรกไม่สำเร็จ เจ้าคิดจะลงมือครั้งที่สองหรือ? ฝ่าบาท อย่าทรงให้สตรีงูพิษเช่นนี้แตะต้ององค์หญิงเก้าแม้แต่ปลายเส้นผมนะเพคะ!” เสียงของเสียนเฟยงแหบแห้ง แม่ทัพกงซุนไม่สนใจนางโดยสิ้นเชิง “ไม่ให้รักษาหรือ? ซูเอ๋อร์ พวกเรากลับ!”
อะไรนะ? เสียนเฟยชะงักอยู่กับที่โดยพลัน นางคิดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้แม่ทัพกงซุนจะวางท่าเช่นนี้อีก
“ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเถิด แม่ทัพกงซุนปกป้องนางเพียงนี้ องค์หญิงเก้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตอนนี้ยังทรงพระเยาว์กลับต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้แล้ว ฝ่าบาทจะต้องทวงความเป็นธรรมให้นางนะเพคะ!”
“หึ เสียนเฟย ไร้หลักฐานไร้พยาน ถึงกับใส่ร้ายว่าซูเอ๋อร์ของกระหม่อมวางยาพิษทำร้ายองค์หญิงเก้า ถามหน่อยเถิด พวกนางมีความแค้นลึกล้ำอันใดต่อกัน?” แม่ทัพกงซุนขัดหูขัดตานางสนมที่เล่นลูกไม้น่าสงสารเช่นนี้เป็นที่สุด ยามที่พวกนางลงมือเอาชีวิตผู้อื่นลับหลังกลับไม่แม้แต่จะกระพริบตา
เสียนเฟยเช็ดน้ำตาบนใบหน้า สายตาคมกริบจับจ้องไปทางอวิ๋นซู “เรื่องนี้เดิมทีเปิ่นกงไม่อยากพูด แต่ในเมื่อแม่ทัพกงซุนถามแล้ว เช่นนั้นฝ่าบาท วันนี้องค์หญิงเก้าบอกหม่อฉันว่านายน้อยลู่เซิ่งอวิ๋นมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับคุณหนูกงซุน! เป็นเพราะเรื่องนี้คุณหนูกงซุนจึงลงมือกับองค์หญิงเก้า ต้องการฆ่าคนปิดปาก!”
“เหลวไหล!” แม่ทัพกงซุนพลันตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว ในใจอยากจะกล่าวว่านางสนมผู้นี้บ้าไปแล้ว นายน้อยลู่อันใดกัน เหลวไหลทั้งเพ!
“ฝ่าบาทเพคะ แม้องค์หญิงจะซุกซนไปบ้างแต่นางไม่พูดโกหกเด็ดขาด วันก่อนนางออกจากวังด้วยตัวเอง พบกับนายน้อยลู่ในร้านเครื่องประดับ เขากำลังซื้อเครื่องประดับให้คุณหนูกงซุน! เช้าเมื่อวานองค์หญิงเก้ายังเห็นคุณหนูกงซุนประดับปิ่นเล่มนั้นด้วยเพคะ นี่คือข้อพิสูจน์!”
“ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ?” จักรพรรดิเหลียนขมวดขนง ทอดพระเนตรไปทางอวิ๋นซูโดยพลัน “คุณหนูกงซุน จะอธิบายเช่นไร?”
นายน้อยตระกูลลู่ จักรพรรดิเหลียนย่อมทราบว่าคือผู้ใด คนเช่นนั้น จะให้ดีไม่ควรไปมีความเกี่ยวข้องอันใดกับเขา
“ฝ่าบาทเพคะ อาการขององค์หญิงสำคัญกว่า โปรดอนุญาตให้หม่อมฉันไปตรวจอาการขององค์หญิงก่อนเถิด”
“ไม่ ไม่ได้ เปิ่นกงไม่เห็นด้วยเด็ดขาด!”
“เหนียงเหนียงยอมเสียเวลาอยู่ที่นี่แต่ไม่ยอมให้องค์หญิงได้รับการรักษาหรือ แม่ทัพเช่นข้ากลับอยากจะถามเสียหน่อย ในสายตาของเหนียงเหนียง ชีวิตขององค์หญิงมีน้ำหนักเพียงใด?” แม่ทำกงซุนถลึงตา รู้สึกว่าเสียนเฟยผู้นี้ไร้เหตุผลจริงๆ ! ธิดาของตนไปยืนอยู่หน้าประตูผีแล้ว นางถึงกับยังมาถามหาความผิดอยู่ที่นี่
“เจ้า…เปิ่นกง เปิ่นกงกลัวว่านางจะวางยาพิษอีกครั้ง!” นิ้วของเสียนเฟยชี้ไปทางอวิ๋นซูอย่างไร้มารยาท พูดด้วยท่าทีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
จักรพรรดิเหลียนไม่โปรดสภาพแวดล้อมน่าหงุดหงิดเช่นนี้ “เสียนเฟย มีเจิ้นอยู่ เจ้าคิดว่าคุณหนูกงซุนจะหาโอกาสวางยาพิษได้หรือ?”
“…ฝ่าบาท…”
ไม่รอให้เสียนเฟยกล่าวคำใด จักรพรรดิเหลียนก็หยัดพระวรกายลุกขึ้นยืน จะอย่างไรก็เป็นพระธิดาของพระองค์ ไม่อาจนั่งดูเฉยๆ ได้
มีจักรพรรดิเหลียนเดินเปิดทางอยู่เบื้องหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าขวางอวิ๋นซูอีก
ทุกคนเดินมาในห้องส่วนตัวขององค์หญิงเก้า สตรีท่าทีอ่อนแรงนอนอยู่บนเตียง ยังคงส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุด ใบหน้าที่เคยแดงระเรื่อยามนี้มีรอยสีดำ กระทั่งริมฝีปากก็ยังกลายเป็นสีเทา
อวิ๋นซูรีบตรวจสอบบาดแผลของนาง ถูกยาพิษจริงๆ ด้วย! นางรีบหยิบขวดกระเบื้องขวดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ทว่าการกระทำนี้กลับทำให้เสียนเฟยจับมือนางอย่างบ้าคลั่ง “เจ้า เจ้าคิดจะทำอะไร?!”
Pennybull
กลับจวนแม่ทัพเลย อย่าให้นางเองเสียเวลามาช่วยแก้ไขรักษาองค์หญิง 9 😬😬😬 ทำมัยในวังมีแต่คนโง่ทั้งนั้น
nitnit
เวลามีเรื่องทำไมไม่ถามเรื่องราวให้รู้เรื่องเอาแต่โวยวายหาสาระไม่ได้ ยาพิษที่วางคงเป็นฝีมือของฝูจีชีวิตอวิ๋นซูนี่นะ
Venus36
เสียนเฟยน่าตบจริงๆ