หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 786 พบความลับ
เล่มที่ 27 ตอนที่ 786 พบความลับ
ฮองเฮาหลับพระเนตรสูดพระอัสสาสะลึก ยามเมื่อพระเนตรเบิกขึ้นอีกครั้ง ในนั้นหลงเหลือเพียงความเย็นชาสงบนิ่ง “หม่อมฉันเสียมารยาทแล้วเพคะ ในเมื่อองค์ชายใหญ่อยู่ด้านใน เชื่อว่าจะต้องดูแลฝ่าบาทได้เป็นแน่ หม่อมฉันทูลลาก่อนเพคะ” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ พระนางก็ค่อยๆ หมุนตัวเดินยืดอกออกไปจากตำหนักประทับโดยไม่หันกลับมามอง
เสียงครางต่ำดังออกมาจากปากของบุรุษในน้ำ เฟิ่งหลิงจึงค่อยดึงความสนใจกลับมาจากฮองเฮา
“เสด็จพ่อ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
พบว่าจักรพรรดิเหลียนขมวดขนงแน่น เล็บแทบจะจิกลงไปในเนื้อแขน พระองค์หลับตา ท่าทีคล้ายเจ็บปวดยิ่งยวด “ไม่เป็นไร เจ้า…เจ้าก็ถอยไปก่อนเถิด…”
พระองค์ไม่อยากให้โอรสของตนเห็นสภาพน่าอับอายในยามนี้ ในพระทัยรู้สึกอยากสังหารฮองเฮาเสียตอนนี้เลย นางยังมีหน้ามาพบตนอีกหรือ?
เฟิ่งหลิงไม่กล่าวอะไรอีก เขาเข้าใจดีว่ายามนี้เสด็จพ่อของตนต้องการรักษาความภาคภูมิใจในตัวเองจึงทำได้เพียงกลับไปยืนที่เดิม ขณะนั้นบ่าวไพร่ด้านนอกนำน้ำเย็นเข้ามาเพิ่มอีกหลายถัง
“วางไว้ตรงนั้น”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เฟิ่งหลิงเข้าใจดีว่าจักรพรรดิเหลียนกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเดินตรงไปยกถังน้ำเย็นนั้นมา “เสด็จพ่อ หากทรงเปลี่ยนความคิดตอนนี้ยังทัน”
มุมปากของบุรุษในน้ำยกขึ้นเล็กน้อย “ให้โอกาสเจ้าได้แก้แค้นพ่อ ไม่ดีหรือ?”
เวลาเช่นนี้แล้วยังมีอารมณ์ล้อเล่นอีก เขาไม่อยากให้ตนเป็นห่วงกระมัง? เฟิ่งหลิงไม่ได้กล่าวคำใด ได้ยินเสียงซู่ซ่าตามมาด้วยควันขาวโพลนที่แผ่พุ่งออกมา เฟิ่งหลิงสาดน้ำเย็นไปบนพระวรกายของจักรพรรดิเหลียน บุรุษผู้นั้นหลับตาสูดหายใจเย็นยะเยือกโดนพลัน
ขันทีด้านนอกได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวนี้พลันเคร่งเครียดหาใดเปรียบ เพียงแต่ไม่มีรับสั่งจากฝ่าบาทเขาก็ไม่กล้าเข้าไป ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ตลอดคืน ตำหนักของจักรพรรดิเหลียนตกอยู่ในสภาพตึงเครียดถึงขีดสุด ไม่ทราบว่าส่งน้ำเย็นเข้าไปด้านในมากน้อยเพียงใด มีเสียงครางต่ำด้วยความอดกลั้นดังแว่วมาไม่หยุด จนกระทั่งขอบฟ้าส่องประกายสีขาวเรืองรอง ด้านในจึงค่อยมีเสียงของเฟิ่งหลิงดังขึ้น
“ใครก็ได้!”
ขันทีใหญ่รีบเดินโค้งตัวเข้าไปโดยพลัน พบว่าเฟิ่งหลิงกำลังแบกจักรพรรดิเหลียนที่มีสีพระพักตร์ม่วงเขียวพระเกศาเปียกชื้นเอาไว้ “เร็ว ส่งคนไปที่จวนแม่ทัพกงซุน!”
ทุกคนวางร่างจักรพรรดิเหลียนลงบนเตียงมังกรอย่างระมัดระวัง เฟิ่งหลิงเฝ้าอยู่ด้านข้าง มองไปยังสีพระพักตร์ขาวซีดราวกระดาษ
ตลอดคืนพระองค์อาศัยเพียงน้ำเย็นมาลดอุณหภูมิในพระวรกายและรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ จนกระทั่งทนรับไม่ไหวจึงได้สลบไป วันนี้นับว่าเฟิ่งหลิงต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อจักรพรรดิเหลียนไปโดยสิ้นเชิง
ความยืนหยัดอดกลั้นเช่นนี้ไม่เหมือนเสด็จพ่อในยามปกติที่มักจะแสดงท่าทีไม่สนใจสิ่งใด เขาทั้งเป็นห่วงและนับถือพระองค์ยิ่งนัก เฟิ่งหลิงจินตนาการได้เลยว่าหากวันนี้จักรพรรดิเหลียนเดินตามแผนการฮองเฮาจริงๆ บางทีพระองค์คงไม่อาจยืนหยัดตามหาเสด็จแม่ได้อีกต่อไป
เพราะหากเสด็จพ่อเป็นเช่นนั้นจะมีค่าพอให้เสด็จแม่กลับมาอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตหรือ? โชคดีที่จักรพรรดิเหลียนไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง
รถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่พระราชวังอย่างรวดเร็ว อวิ๋นซูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่ดูแล้วขันทีในตำหนักของฝ่าบาทที่มาหาตนมีท่าทีเคร่งเครียดจริงจังยิ่งนัก กล่าวว่าองค์ชายใหญ่ส่งคนมารับนางเข้าวัง ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามบางอย่าง
ในยามที่อวิ๋นซูเข้าใกล้ตำหนักของจักรพรรดิเหลียนกลับพบว่าใต้ต้นไม้บริเวณไม่ไกลมีเงาร่างอันคุ้นเคยยืนอยู่ร่างหนึ่ง อวิ๋นซูเงยหน้ามองไป คนผู้นั้นกลับไม่หลบซ่อนแม้แต่น้อย ทำเพียงเอี้ยวตัวเล็กน้อยมิได้สบตากับนาง
นั่นมิใช่แม่นมข้างกายฮองเฮาหรือ?
“คุณหนูกงซุน ฝ่าบาททรงรออยู่ด้านในแล้วขอรับ”
อวิ๋นซูตอบรับเสียงเบา เก็บสายตากลับมาจากร่างของแม่นม ยกชายกระโปรงเดินหน้าต่อไป
ในตำหนักประทับเงียบจนไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ เฟิ่งหลิงยืนเฝ้าอยู่ข้างพระวรกายจักรพรรดิเหลียนอย่างไร้เสียงอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งด้านนอกมีเสียงการเคลื่อนไหวดังแว่วมา
“คุณหนูกงซุน เชิญทางนี้”
เงาร่างสุขุมเยือกเย็นปรากฏตัวเบื้องหน้า เฟิ่งหลิงรีบคลายมือของตนแล้วเดินไปต้อนรับ “พวกเจ้าถอยออกไปเถิด!”
เมื่อข้าราชบริพารทั้งหมดถอยออกไป สายตาของอวิ๋นซูพลันหยุดอยู่บนเตียงมังกร “นี่…”
“ซูเอ๋อร์ อาการของเสด็จพ่อไม่ดีนัก”
อวิ๋นซูเข้าใจบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน “วางใจเถิด มอบให้ข้าจัดการ”
อย่างไรก็ตามเมื่อเดินเข้าไปใกล้ อวิ๋นซูกลับถูกพระพักตร์ที่ขาวซีดจนผิดปกติของจักรพรรดิเหลียนทำเอาตกใจ บริเวณแก้มมีรอยเขียวจนม่วง ดวงตาเป็นสีดำ “ฝ่าบาททรงถูกความเย็นจากที่ใดกัน?”
เฟิ่งหลิงไม่ได้ตอบนาง ทำเพียงถอนใจเบาๆ
เมฆหมอกแห่งความสงสัยทั้งหมดสลายไปยามเมื่อนิ้วของอวิ๋นซูจับลงบนชีพจรของจักรพรรดิเหลียน นางเงยหน้ามองไปยังเฟิ่งหลิงด้วยความแปลกใจ “ฝ่าบาทถูกยาปลุกกำหนดหรือ?!” ยิ่งไปกว่านั้นยังมิใช่ยาปลุกกำหนัดธรรมดาเสียด้วย
ดูแล้วฝ่าบาทคงฝืนใช้น้ำเย็นระงับฤทธิ์ของยาในร่างจึงทำให้พระองค์มีสภาพเช่นนี้
“จะสะเพร่าเกินไปแล้วจริงๆ หากมีอุบัติเหตุอันใด…”
อวิ๋นซูมิได้กล่าวต่อ นางเชื่อว่าเฟิ่งหลิงเป็นคนที่รู้จักแยกแยะ เกรงว่าเป็นจักรพรรดิเหลียนที่ยืนหยัดเพียงนี้กระมัง
อย่างไรก็ตาม จากสภาพของจักรพรรดิเหลียน สามารถยืนหยัดมาจนถึงตอนนี้ได้ก็นับเป็นปาฏิหาริย์แล้ว เหตุใดจึงต้องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ด้วย ไปหาสนมนางหนึ่งโดยตรงมิใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้แล้วหรือ
แน่นอนว่าอวิ๋นซูเข้าใจดี เรื่องนี้จะต้องมีบางอย่างที่ตนไม่ทราบเป็นแน่
นางใช้การฝังเข็มช่วยปรับลมหายใจให้จักรพรรดิเหลียนก่อน จากนั้นจึงเขียนเทียบยา “อากาศหนาวเย็น ฝ่าบาททนรับอากาศหนาวเช่นนี้ไม่ไหว ในเทียบยาทั้งหมดต้องเพิ่มขิงที่ต้มจนข้นลงไปด้วย”
อวิ๋นซูกำชับอย่างระมัดระวัง จู่ๆ นางกลับชะงักไป เฟิ่งหลิงพบความผิดปกตินี้จึงเอ่ยปากเสียงเบา “ซูเอ๋อร์ ทำไมหรือ?”
“หรือเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับฮองเฮา?” นางพลันคิดไปถึงแม่นมที่มาจับตาดูนางผู้นั้น
เมื่อกล่าวถึงฮองเฮา สายตาของเฟิ่งหลิงพลันมืดครึ้มลงหลายส่วน “อาการประชวรของเสด็จพ่อไม่จำเป็นต้องเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ เมื่อคืน…”
เขาเล่าเรื่องเมื่อคืนให้อวิ๋นซูฟังโดยพยายามไม่ให้ฟังดูหนักหนาเกินไปนัก เรื่องไร้สาระเช่นนี้ อวิ๋นซูได้ฟังยังอดไม่ได้ที่จะมีท่าทีแปลกใจ
คิดไม่ถึงว่าฝูจีจะร่วมมือกับฮองเฮา นี่จะใจกล้าเกินไปแล้ว! หรือฮองเฮาคิดจะใช้นางเป็นของขวัญให้ฝ่าบาท? อย่างไรก็ตาม…อวิ๋นซูมั่นใจว่าฮองเฮาต้องไม่รู้ฐานะของฝูจีเป็นแน่
เดิมทีเฟิ่งหลิงไม่อยากกล่าวให้มากความ แต่เขาคิดว่าอวิ๋นซูเป็นคนฉลาด ไม่นานก็คงสังเกตุเห็นร่องรอยบางอย่าง
“ยานี้…เดิมทีเตรียมไว้ให้ข้า”
อะไรนะ? ดวงตาของอวิ๋นซูลุกโชน เฟิ่งหลิงกล่าวเสียงขรึม “เชื่อว่าฮองเฮาคงหลอกฝูจี ทำให้ฝูจีคิดว่าคนผู้นั้นคือข้า…”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! เลอะเลือนดีจริงๆ เช่นนี้ก็สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดคนที่หยิ่งทนงเฉกเช่นฝูจีจึงไปร่วมมือกับฮองเฮาได้! ความจริงด้วยฐานะของนาง หากต้องการเตรียมแผนการเช่นนี้ในวังนับว่ายากลำบากยิ่งนัก มีเพียงต้องได้รับความช่วยเหลือจากฮองเฮาเท่านั้นจึงจะสำเร็จ ไม่นึกว่านางกลับถูกฮองเฮาหลอกลวง
เพียงแต่…เฟิ่งหลิงยังกล่าวอีกว่าเมื่อคืนฮองเฮาก็เสด็จมา เหตุใดคนที่มีความคิดรอบคอบอย่างพระนางจึงมาปรากฏตัวในช่วงเวลาเปราะบางเช่นนี้เล่า มิใช่ว่าจะทำให้ผู้อื่นสงสัยว่าพระนางมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือ?
“ใกล้จะถึงวันคัดเลือกสนมแล้ว เกรงว่าฮองเฮาคงต้องการยัดเยียดคนของตนมาอยู่ข้างกายเสด็จพ่อกระมัง” นี่เป็นเรื่องที่เฟิ่งหลิงคิดว่าเป็นไปได้ที่สุด
เมื่อออกมาจากตำหนักประทับของจักรพรรดิเหลียน อวิ๋นซูพลันย้อนคิดไปถึงคำพูดของเฟิ่งหลิงไม่หยุด เกรงว่าเมื่อผ่านบทเรียนครั้งนี้ไป ความภาคภูมิใจในตัวเองของฝูจีคงถูกทำร้ายอย่างลึกล้ำ แต่สำหรับสตรีที่มีความหยิ่งยโสผู้หนึ่ง เรื่องนี้ย่อมไม่จบง่ายๆ แน่นอน สัมผัสที่หกของอวิ๋นซูกำลังบอกนางว่าบางทีฝูจีอาจทำเรื่องเหนือคาดอันใดออกมาเพื่อแก้แค้นเฟิ่งหลิงก็เป็นได้
“คุณหนูกงซุนโปรดหยุดก่อน”
ยามนี้เอง ด้านหลังกลับมีคนหยุดนางไว้
อวิ๋นซูหันกลับไป แม่นมผู้นั้นวิ่งเหยาะๆ ตามมา
“คุณหนูกงซุน ฮองเฮาเชิญคุณหนูไปพบเจ้าค่ะ”
อวิ๋นซูรู้สึกเหนือความคาดหมาย นี่ดูคล้ายกับเมื่อคืน วันนี้ฮองเฮาส่งคนมาจับตาดูตนโดยไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย อวิ๋นซูไม่ได้ต่อต้าน นางอยากทราบเช่นกันว่าฮองเฮามีแผนอันใดกันแน่
สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นรออยู่ในศาลาริมทะเลสาบ เมื่อเห็นอวิ๋นซูปรากฏตัวกลับไม่เผยรอยสรวลอย่างที่คุ้นชินเฉกเช่นก่อนหน้านี้ แต่กลับมีท่าทีหนักอึ้งอยู่หลายส่วน
“หม่อมฉันถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
“คุณหนูกงซุนละเว้นมารยาทเถิด” สุรเสียงของฮองเฮาฟังดูอึมครึม อวิ๋นซูเพียงมองก็สังเกตุเห็นดวงเนตรขุ่นมัวของพระนาง ดูแล้วเมื่อคืนฮองเฮาทรงบรรทมไม่ดีนัก
“คุณหนูกงซุนกลับมาจากตำหนักของฝ่าบาท ไม่ทราบว่าอาการของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฮองเฮาไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย ในเมื่อกระทำไปแล้วพระนางก็ไม่คิดปกปิด ฝ่าบาทในตอนนี้ยังไม่กล้าทำอะไรตน ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นเพียงการถามไถ่พระอาการของฝ่าบาท มิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
ในสมองของอวิ๋นซูเกิดประกายบางอย่าง “ฝ่าบาททรงต้องลมหนาวรุนแรง ตอนนี้ยังไม่ได้สติเพคะ”
ต้องลมหนาว?! ฮองเฮาพลันคิดถึงเรื่องที่คนรายงานขึ้นมาได้ กล่าวว่าเมื่อคืนฝ่าบาทใช้น้ำเย็นแช่ตัว การกระทำนี้ของฝ่าบาทจะเลินเล่อเกินไปหรือไม่? พระองค์ไม่รู้จักหวงแหนพระวรกายของตนเลยหรือไร?
ในพระทัยของฮองเฮาปรากฏความโกรธเกรี้ยว ฝ่าบาทยอมทรมานพระวรกายของพระองค์เช่นนี้แต่ไม่ยอมเรียกนางสนมมาช่วยแก้พิษจากยาปลุกกำหนัด ไม่ต้องกล่าวก็ทราบว่าเป็นเพราะผู้ใด
ความอิจฉาลุกโชนในอกอีกครั้ง ฮองเฮาคิดถึงคำพูดเย็นชาที่ฝ่าบาททรงตรัสกับพระนางเมื่อคืน คิดอยากให้พระองค์รับผลการกระทำของตนไปเสีย มิใช่ว่าอยากแสดงความรักลึกซึ้งที่มีต่อฮองเฮาพระองค์ก่อนหรือไร? มิสู้ตายไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเป็นอย่างไรเล่า! แม้ในใจจะคิดเช่นนี้ ทว่าฮองเฮายังคงอดไม่ได้ที่จะสั่งให้คนไปสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของตำหนักจักรพรรดิเหลียน
การปรากฏตัวของอวิ๋นซูยิ่งทำให้พระนางอดอยากรู้ไม่ไหว ฝ่าบาทปลอดภัยไร้อันตรายแล้วใช่หรือไม่
ท่าทีของฮองเฮาทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของอวิ๋นซู นางมั่นใจกับการคาดเดาในใจของตนมากขึ้นหลายส่วน
“คุณหนูกงซุนมีวิธีหรือไม่? ฝ่าบาทเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนของพวกเรา มิอาจขาดไปได้แม้เพียงวันเดียว” พิษจากยาปลุกกำหนัดยังไม่ถูกแก้ไข อีกทั้งยังฝืนใช้น้ำเย็นกดข่ม เห็นได้ว่าพระวรกายของฝ่าบาทบาดเจ็บไม่น้อย
“หม่อมฉันไม่มีความมั่นใจเพคะ อาการประชวรทั้งหมดสาหัสประหนึ่งขุนเขา ไข้ลมหนาวครั้งนี้รุนแรงยิ่งนัก หม่อมฉันออกเทียบยาไปแล้ว ทำได้เพียงรักษาไปช้าๆ เพคะ”
รักษาไปช้าๆ? ฮองเฮาคิดว่าการที่อวิ๋นซูกล่าวเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าอาการของฝ่าบาทไม่ดี
“มิใช่ว่าคุณหนูกงซุนเป็นหัตถ์เซียนหรือไร? กระทั่งโรคระบาดยังรักษาได้ เหตุใดไข้ลมหนาวเล็กน้อยเช่นนี้กลับไม่มั่นใจเล่า?” สุรเสียงของฮองเฮาเจือไปด้วยความร้อนรน
อวิ๋นซูหลุบตาลงเล็กน้อย “ความหนาวเย็นแทรกซึมถึงกระดูก หม่อมฉันทำได้เพียงพยายามสุดความสามารถเพคะ”
“ไม่ได้ เจ้าต้องรักษาฝ่าบาทให้หาย!” ไหนเลยฮองเฮาจะสนใจสิ่งอื่นใด พระนางรู้เพียงว่าพระนางไม่ยอมเห็นฝ่าบาทเกิดเรื่องเหนือคาดอันใดเป็นแน่
กระทั่งแม่นมที่อยู่ด้านหลังฮองเฮายังถูกสุรเสียงของพระนางทำเอาตกใจ “เหนียงเหนียง คงเป็นเพราะพระนางยังมิได้พักผ่อนตั้งแต่เมื่อคืนกระมัง คุณหนูกงซุนต้องพยายามรักษาฝ่าบาทสุดความสามารถเป็นแน่เพคะ!” ฮองเฮาร้อนใจไปชั่วขณะ ทว่าหากจุดอ่อนเช่นนี้แพร่ไปถึงหูผู้อื่น คงไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหา
คำพูดของแม่นมทำให้ฮองเฮารู้ตัวว่าเมื่อครู่ตนเสียกิริยาไปแล้ว ยามนี้จึงค่อยพบว่าอวิ๋นซูกำลังใช้สายตาลึกล้ำมองสำรวจมาที่พระนาง ในพระทัยอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนัก ราวกับความลับของตนถูกนางขุดคุ้ยก็มิปาน
Venus36
อวิ๋นซูฉลาดล้ำลึกจริงๆ มองฮองเฮาออกแล้ว อีฝูจีทำไรอีกแน่