หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 787 แผนการร้าย
เล่มที่ 27 ตอนที่ 787 แผนการร้าย
ฮองเฮารีบสงบอารมณ์ของตน คิดไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิง นางต้องไม่กล้าปิดบังเป็นแน่
“เชื่อว่าคุณหนูกงซุนยังมีเรื่องต้องทำ เปิ่นกงไม่ทำให้เสียเวลาแล้ว” พระนางดึงดวงเนตรกลับมา ก้มหน้าจิบชาช้าๆ ไม่ปิดบังเจตนาส่งแขกแม้แต่น้อย
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ”
อวิ๋นซูคารวะ จากนั้นจึงถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ เชื่อว่าฮองเฮาคงทราบว่าพระองค์เสียกิริยาไปแล้ว กลัวว่าหากทั้งสองสนทนากันต่อไปจะเผยความคิดในพระทัยออกมามากกว่านี้กระมัง อย่างไรก็ตาม ในใจของอวิ๋นซูมั่นใจอยู่หลายส่วน
ตามเพิ่งจะเดินไปไม่ไกล เฟิ่งหลิงกลับพาข้าราชบริพารหลายคนเดินเข้ามา เมื่อเห็นอวิ๋นซูจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น “ซูเอ๋อร์…” ประกายเย็นยะเยือกในดวงตาทิ่มแทงไปยังขันทีที่ออกมาส่งอวิ๋นซู
อีกฝ่ายแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “บ่าวทูลลา ทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮองเฮาทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่?” เมื่อครู่เขาเห็นว่าอวิ๋นซูถูกแม่นมข้างกายฮองเฮาพาตัวไปจึงรีบตามออกมา มองสำรวจสตรีเบื้องหน้า เมื่อมั่นใจว่านางมิได้รับบาดเจ็บจึงวางใจลงได้
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย ส่งสายตาเป็นสัญญา เฟิ่งหลิงเข้าใจโดยพลัน ทั้งสองจึงรีบเดินไปยังสวนแห่งหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้คน
“ฮองเฮาเพียงถามข้าเรื่องอาการประชวรของฝ่าบาท ดูท่าทางใส่พระทัยยิ่งนัก”
เมื่อกล่าวจบ เฟิ่งหลิงกลับตอบรับอย่างเย็นชาครั้งหนึ่ง
“ฮองเฮามิใช่คนของไท่ซ่างหวงหรือ? แต่ดูแล้ว คล้ายพระนางมีใจให้ฝ่าบาท”
ในดวงตาของเฟิ่งหลิงไม่ได้มีความแปลกใจมากนัก ความจริงพฤติกรรมของฮองเฮาก่อนหน้านี้ล้วนเปิดเผยความคิดในพระทัยของพระนางจนสิ้นแล้ว เพียงแต่ต่อให้พระนางรักเสด็จพ่อแล้วอย่างไรเล่า พระนางได้ตำแหน่งฮองเฮาเพราะฐานะผู้จับตามอง เพียงแค่จุดยืนของพระนาง เสด็จพ่อก็มิอาจยอมรับเป็นภรรยาได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น มิใช่ว่าเสด็จพ่อไม่ทราบทุกการกระทำในวังหลังของพระนาง สตรีเช่นนี้ยิ่งไม่ควรค่าให้บุรุษมองความรักของนางอย่างตรงไปตรงมา เฟิ่งหลิงไม่เห็นใจฮองเฮาแม้แต่น้อย จักรพรรดิเหลียนยิ่งไม่มีความสงสารอันใดต่อพระนาง
อวิ๋นซูมองท่าทีของเฟิ่งหลิง คาดเดาได้ว่าเขารู้เรื่องนี้นานแล้ว
“ฮองเฮาฆ่าคนเป็นผักปลามาหลายปีเพียงนี้ แต่ฝ่าบาทกลับไม่แตะต้องพระนาง เพราะเหตุใดหรือ?”
“การกระทำของฮองเฮาละเอียดรอบคอบมาโดยตลอด ไม่มีหลักฐานพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งมารดาแห่งแคว้นได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น หลายปีมานี้เสด็จพ่อกำลังสะสมความแข็งแกร่ง ไม่อยาก…ตั้งตัวเป็นศัตรูซึ่งหน้ากับคนผู้นั้น” คนผู้นั้นที่เฟิ่งหลิงกล่าวก็คือไท่ซ่างหวงที่อยู่หลังม่าน
“เช่นนั้นตอนนี้เล่า?”
ในดวงตาของอวิ๋นซูมีประกายบางอย่าง สายตาเช่นนี้ตกอยู่ในดวงตาของเฟิ่งหลิง น้ำเสียงพลันเปลี่ยนไป “ซูเอ๋อร์มีความคิดใดหรือ?”
ยามนี้จักรพรรดิเหลียนมิใช่หุ่นกระบอกเฉกเช่นกาลก่อนอีกต่อไป จากการลอบสับเปลี่ยนขุนนางในราชสำนักหลายครั้งหลายครานี้ย่อมสามารถมองออกได้ว่าพระองค์เตรียมตัวสู้กับไท่ซ่างหวงแล้ว
“ตลอดมาการกระทำของฮองเฮาล้วนไม่มีช่องโหว่ เพียงแต่คราวนี้เป็นเพราะเรื่องของฝ่าบาทกลับกระวนกระวายจนสับสน บางทีพวกเราอาจใช้ความรู้สึกของฮองเฮาทำให้พระนางทำผิดจนไม่อาจแก้ไข อีกทั้งความผิดนี้จะต้องทำให้ท่านนั้นไม่สามารถปกป้องพระนางได้อีก…”
เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจ ความผิดพลาดแบบใดที่ทำให้ไท่ซ่างหวงยอมละทิ้งหมากที่ชุบเลี้ยงมาหลายปีได้เล่า? ความจริงเขาและจักรพรรดิเหลียนต้องการกำจัดหนามตำตาที่ฝังลึกในวังหลังชิ้นนี้มาหลายปีแล้ว เพียงแต่น่าเสียดาย ที่ผ่านมาฮองเฮาชอบใช้วิธีการยืมมีดฆ่าคน มีคนมากน้อยเพียงใดที่เป็นตัวตายตัวแทนของพระนาง อีกทั้งอำนาจของบ้านเดิมของฮองเฮายังยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้เพื่อให้ไท่ซ่างหวงใช้งาน หากสามารถกำจัดพระนางได้ถึงรากถึงแก่นและสร้างความแตกหักระหว่างตระกูลฮองเฮาและไท่ซ่างหวงได้จริงๆ เฟิ่งหลิงก็อยากรู้ยิ่งนักว่าอวิ๋นซูจะทำให้ฮองเฮากระทำความผิดใหญ่จนไม่อาจย้อนคืนได้อย่างไร
“การคัดเลือกสนมใกล้เข้ามาแล้ว ในเมื่อฮองเฮาต้องการจัดเตรียมคนของตนไว้ข้างกายฝ่าบาท เหตุใดพวกเราจะทำไม่ได้เล่า?”
“ความหมายของซูเอ๋อร์ก็คือ…”
“หลายปีมานี้ฝ่าบาทโปรดปราณสนมน้อยมากกระมัง?” นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดฮองเฮาที่มีจิตใจคับแคบเช่นนั้นจึงสามารถอดทนอยู่ในวังหลังได้นาน เป็นเพราะพระนางรู้ว่าผู้ที่อยู่ในพระทัยของฝ่าบาทคือผู้ใด ในพระราชวังไม่มีสนมแม้แต่นางเดียวที่ได้ใจพระองค์ นี่ทำให้ฮองเฮารับได้บ้าง
เฟิ่งหลิงยังคงมองความคิดอวิ๋นซูไม่ออก ทว่าสตรีเบื้องหน้ากลับไม่คิดกล่าวให้ชัดเจน ทำเพียงแย้มยิ้มอย่างสงบนิ่ง “ในวังหลังสมควรปรับเปลี่ยนผู้คนบ้างแล้ว”
…
“เหนียงเหนียง” ในดวงตาของแม่นมเต็มไปด้วยความกังวล “ครั้งสองครั้งนี้เหนียงเหนียงจะบุ่มบ่ามเกินไปแล้วเพคะ”
ฮองเฮาทอดพระเนตรไปที่นางแต่กลับมิได้ตรัสคำใด
“ความรักที่พระนางมีต่อฝ่าบาท บ่าวเห็นอยู่ในสายตามาตลอด เพียงแต่หากเรื่องนี้แพร่ไปถึงหูท่านผู้นั้นจะไม่เป็นผลดีต่อเหนียงเหนียงอย่างยิ่งเพคะ”
พระหัตถ์ที่ถือจอกชาสั่นเทา พยายามฝืนสรวลออกมา “เปิ่นกงเพียงกลัวว่าพระวรกายล้ำค่าของฝ่าบาทจะเสียหาย ในฐานะที่เป็นฮองเฮาจะไม่สามารถเป็นห่วงอาการประชวรของฝ่าบาทได้เชียวหรือ?”
ความจริงไม่มีผู้ใดทราบว่าตอนที่ไท่ซ่างหวงคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นฮองเฮามีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือต้องเป็นคนที่ไม่มีความรักต่อจักรพรรดิเหลียน เมื่อสตรีเกิดความรู้สึกจะกระทำบุ่มบ่ามได้ง่ายจนทำลายการใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในสมัยที่ฮองเฮายังทรงพระเยาว์ก็มีความรักต่อจักรพรรดิเหลียนเพียงผู้เดียวแล้ว และเพื่อให้ได้นั่งในตำแหน่งฮองเฮา เมื่ออยู่เบื้องหน้าไท่ซ่างหวงพระนางจึงแสร้งทำเป็นไม่มีความรู้สึกอันใดต่อจักรพรรดิเหลียน ด้วยความสามารถของพระนาง ในที่สุดก็ได้รับความมั่นใจจากไท่ซ่างหวงจนมีวันนี้ หากไท่ซ่างหวงรู้ว่าที่แท้ฮองเฮามีความรักนานแล้ว เกรงว่าสถานการณ์ของพระนางคงอันตรายยิ่งนัก
แม่นมเห็นฮองเฮายังคงปากไม่ตรงกับใจถึงทอดถอนใจเบาๆ “เหนียงเหนียง บ่าวได้รับคำสั่งจากฮูหยินให้มาคุ้มครองความปลอดภัยของเหนียงเหนียง บ่าวไม่อาจเห็นเหนียงเหนียงกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้จริงๆ…”
“ห้ามบอกท่านแม่ของข้า!” ฮองเฮาตะโกนออกมาโดยพลัน เมื่อพระนางได้สติกลับมาจึงกล่าวด้วยสุรเสียงอ่อนโยนลง “วางใจเถิด เปิ่นกงกระทำสิ่งใดย่อมรู้จักแยกแยะ จะไม่เกิดเรื่องเหนือคาดอันใดแน่นอน”
“เหนียงเหนียง บ่าวเพียงหวังดีกับพระนางเพคะ เกรงว่าเด็กสาวผู้นั้นจะใช้งานไม่ได้แล้ว”
สำหรับฮองเฮา ฝูจีถูกเผยฐานะเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเหลียนแล้ว หากใช้งานนางอีก ในช่วงงานคัดเลือกนางสนมฝ่าบาทคงไม่เก็บนางไว้ข้างกายเป็นแน่ หมากตัวนี้ไม่มีค่าให้ใช้งานแล้ว
“หึ ครั้งนี้นับว่านางโชคร้าย ถึงกับถูกองค์ชายใหญ่ทำลายเรื่องดีๆ เสียได้”
…
อีกด้านหนึ่ง
อวี๋เฟยรู้สึกว่าตำหนักของตนในวันนี้มีบรรยากาศแปลกประหลาด นางเดินไปเดินมาอยู่นอกเรือนพักของฝูจีหลายครั้ง แต่กลับมองไม่เห็นเงาร่างผู้ใด
ตอนนี้นางไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามด้วยเกรงว่าฝูจีจะสงสัยความภักดีของนาง
ยามนี้สตรีผู้นั้นกำลังนั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง ใบหน้าขาวซีด มองไปเบื้องหน้าด้วยอาการเหม่อลอย ในสมองปรากฏภาพสายตาเหยียดหยันของเฟิ่งหลิง กำมือแน่นจนหลังมือปรากฏเส้นเลือดสีเขียว
ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก สาวใช้และองครักษ์เงาหลายคนพาร่างกายอ่อนแอของตนเดินเข้ามา “คุณหนู…”
ในที่สุดฝูจีก็มีปฏิกิริยา สายตาของนางเลื่อนไปยังคนทั้งหลาย เสียงอันอึมครึมดังขึ้น “รู้จักไสหัวมาแล้วหรือ?”
เสียงพลั่กดังขึ้นหลายเสียง คนทั้งหลายพากันคุกเข่า “บ่าวสมควรตาย!” “ผู้น้อยสมควรตาย!”
เมื่อคืนฝูจีไม่ได้ไปหาลูกน้องของตน นางกลับมายังตำหนักอวี๋เฟยเพียงลำพัง ในใจอัดแน่นไปด้วยความเสียใจและโกรธเกรี้ยว นางรู้สึกว่าตนตาบอดจริงๆ ถึงกับต้องพบเจอความอัปยศเช่นนี้เพียงเพราะบุรุษผู้เดียว เคียดแค้นเสียจนไม่อาจหลับตาลงได้ทั้งคืน
“พวกบ่าวถูกคนขององค์ชายใหญ่กักตัวไว้ทั้งคืน…”
“เหตุใดยังไม่ตายเล่า?” ฝูจีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นชาจนผิดปกติ
คนทั้งหลายที่อยู่บนพื้นก้มหน้าลงโดยพลัน ทันใดนั้นสตรีข้างโต๊ะหยิบกาน้ำชาข้างมือขึ้นมาเขวี้ยงไปยังคนทั้งหลายที่อยู่บนพื้น ถูกหน้าผากสาวใช้นางหนึ่งเข้าพอดี เลือดสดๆ ไหลทะลัก กาน้ำชาแตกกระจายเต็มพื้นจนเกิดเสียงดัง
“พวกตัวไร้ประโยชน์ ล้วนเป็นเพราะพวกเจ้าทำให้ข้าได้รับความอัปยศมากมายเพียงนี้! ตอนนี้ถึงกับมีหน้ากลับมาหาข้าเชียวหรือ?!”
“บ่าวสมควรตาย!” “ผู้น้อยสมควรตาย!”
นายน้อยตระกูลมหาราชครูผู้นั้นถึงกับปล่อยพวกเขากลับมาเชียวหรือ คงต้องการแสดงถึงความสามารถและความยิ่งใหญ่ของเขากระมัง? อย่างไรก็ตาม ฝูจีคิดว่าอีกฝ่ายทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ตนอับอาย! ราวกับกำลังโอ้อวดว่าลูกน้องของตนต้องได้รับความเมตตาจากเขาถึงจะมีชีวิตกลับมาได้!
เพล้งๆๆ โลหิตของสาวใช้นางนั้นไหลลงพื้นดูน่ากลัวเป็นพิเศษ เพียงแต่นางกลับทำเพียงกัดฟันก้มหน้า ไม่กล้าส่งเสียงใดออกมา
ภายในห้องมีเสียงข้าวของถูกทำลายดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดอวี๋เฟยที่อยู่ด้านนอกก็ได้ยิน
นี่มันเกิดอะไรขึ้น คุณหนูโมโหหรือ? ความจริงอวี๋เฟยได้ยินว่าเมื่อคืนมีการเคลื่อนไหวผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณสวนทะเลสาบบงกช คล้ายกับมีสนมของตำหนักใดต้องการแย่งชิงความโปรดปรานจึงกระทำการเลอะเลือนที่สวนทะเลสาบบงกช คิดจะได้รับความรักจากฝ่าบาท ผลกลับกลายเป็นว่าจู่ๆ ฝ่าบาทก็เสด็จจากไป ทิ้งนางไว้เพียงผู้เดียว สุดท้ายไม่ทราบว่าไปเกี่ยวข้องกับองค์ชายใหญ่ได้อย่างไร ในวังมีข่าวลือแพร่มานานแล้ว ต่างพากันคาดเดากันว่าเป็นสนมนางใดกันแน่
คงมิใช่ว่าเกี่ยวข้องกับข่าวลือนี้หรอกกระมัง? ไม่ จะเป็นไปได้อย่างไร คุณหนูจะไปข้องเกี่ยวกับฝ่าบาทได้อย่างไร…ประเดี๋ยวก่อน!
ในใจของอวี๋เฟยตื่นตะลึง ไม่ ไม่ถูกต้อง หรือว่าเป็นฮองเฮา…นางอดรนทนไม่ไหวจนต้องใช้มือปิดปาก หรือคุณหนูจะถูกฮองเฮาวางแผนร้ายใส่จนเกิดเรื่องไม่ดีอันใดขึ้นจริงๆ? ต้องทราบว่าเมื่อคืน เรือนพักของคุณหนูไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย! เมื่อผนวกเข้ากับช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ให้ตนไปหยิบยืมชุดผ้าไหมหลิงหลัว…
ลางสังหรณ์ไม่ดีทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เป็นไปไม่ได้กระมัง คงไม่เป็นเช่นที่ตนคิดจริงๆ กระมัง?
ในห้องค่อยๆ เงียบลง จากนั้นบุรุษในอาภรณ์ชุดดำและสาวใช้หลายคนก็ถูกไล่ออกมา อวี๋เฟยเห็นดังนั้นพลันใจเต้น ลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ ขณะนั้นเองมีสาวใช้เลือดท่วมหน้านางหนึ่งเดินออกมาจากห้อง
“อวี๋เฟย คุณหนูเชิญด้านในเพคะ”
“เจ้า…” อวี๋เฟยมองสาวใช้ ใบหน้าขาวซีดตลอดจนเลือดบนใบหน้าเช่นนั้น ถูกคุณหนูลงโทษหรือ?
สาวใช้ก้มหน้าลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เหนียงเหนียงเชิญด้านในเพคะ”
อวี๋เฟยรู้สึกไม่ดี เดินเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง จริงดังคาด ในห้องเต็มไปด้วยความระเกะระกะ สตรีงามพิลาศผู้นั้นอยู่ในอาภรณ์สีขาวโปร่งบาง นั่งอยู่ข้างโต๊ะ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชาที่ทำให้ผู้อื่นไม่กล้ามองตรงๆ
“…ไม่ทราบว่าคุณหนู…มีคำสั่งใดเจ้าคะ?”
ฝูจีมิได้กล่าวคำใด ทำเพียงมองไปยังอากาศด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
หวงฝู่หลิง อย่ามาตำหนิว่านางไม่เมตตาเล่า! ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพราะเขาทำตัวเอง!
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดฝูจีก็เอ่ยปาก “อวี๋เฟย เจ้าซื่อสัตย์ภักดีต่อตระกูลหวายหวังของข้าหรือไม่?”
อวี๋เฟยสูดหายใจลึก จากนั้นจึงคุกเข่าลง “ภักดีจนวันตายเจ้าค่ะคุณหนู”
“ดี ดียิ่ง”
มุมปากของฝูจีปรากฏรอยยิ้มลึกล้ำ อวี๋เฟยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง สาวใช้ผู้มีเลือดท่วมหน้านางนั้นยืนอยู่ด้านหลังฝูจี ส่วนสตรีงามพิลาศ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่น ภาพเช่นนี้ตกอยู่ในดวงตาของอวี๋เฟย ทำให้นางรู้สึกราวกับมีงูพิษตัวหนึ่งกำลังเลื้อยเข้ามารัดพันหัวใจนางอย่างเชื่องช้า รู้สึกแย่ยิ่งนัก
Venus36
อวิ๋นซูฉลาดเป็นกรด ในหัวมาแผนแล้วแน่ ชอบๆๆๆ คงไม่ใช่หาสนมที่มีหน้าตาเหมือนกับแม่พระเอกหรอกนะ ฮองเฺากระอักเลือดแน่ เฟิงหลิ่งคงไม่คาดคิดแน่หากนางเอกคิดแผนแบบนั้นจริง หาสนม แบบไหนมานะ แต่ๆๆ ฝูจีวาวแผนอะไรอีก เป็นห่วงอวิ๋นซูแล้วสิ