หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 788 บุกเข้ากับดักอย่างกล้าหาญ
เล่มที่ 27 ตอนที่ 788 บุกเข้ากับดักอย่างกล้าหาญ
ครืน…
สายฟ้าฟาดผ่า บริเวณท้องฟ้าในป่าลึกอันหนาวเหน็บและอึมครึมเกิดประกายสีเงินเย็นยะเยือกเป็นระยะ เม็ดฝนหนาวเย็นตกกระทบพื้นอย่างรุนแรง เสียงปังดังขึ้น หน้าต่างในห้องถูกลมพัดกระหน่ำ สตรีที่เดิมทีนอนหลับไม่สนิทสะดุ้งตื่นจนลุกขึ้นนั่ง
อวี๋เฟยรู้สึกว่าแผ่นหลังของตนเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ฝันร้ายเมื่อครู่ประทับอยู่ในสมองนางอย่างชัดเจน ภายในฝัน ใบหน้างามพิลาศของฝูจีดูน่าหวาดกลัวเป็นพิเศษ นางกล่าวประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา เพื่อพิสูจน์ความซื่อสัตย์ภักดีของนาง จงเสียสละชีวิตเพื่อตระกูลหวายหวังเถิด
อวี๋เฟยมิได้กลัวความตาย แต่กลับมีความหวาดกลัวที่นางบอกไม่ถูกแทรกซึมอยู่ในใจ มองไปยังหน้าต่างที่ถูกลมพัดจนเปิดออก ต้นไม้ด้านนอกไหวเอนรุนแรง น้ำฝนสาดเข้ามา คล้ายจะปลิวมากระทบถูกใบหน้าของนาง ความรู้สึกหนาวเหน็บจนถึงขั้วหัวใจแผ่ขยายไปทั้งร่าง ฝนฤดูหนาวเช่นนี้ร้ายกาจยิ่งนัก ทั่วทั้งพระราชวังถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันอึมครึมหนาวเน็บ
อวี๋เฟยขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกไม่ดีในใจเริ่มขยายใหญ่ ตกลงคุณหนูต้องการให้นางทำอะไรกันแน่? หรือนางจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สวนทะเลสาบบงกชจริงๆ?
…
ยามนี้ฝูจียังคงนั่งอยู่ข้างเชิงเทียนด้วยใบหน้าเย็นชา แสงเทียนสีเหลืองสาดส่องไปบนใบหน้าของนาง ทำให้ใบหน้างามเพริศพรายปรากฏบรรยากาศแปลกแปลก
นางใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วน คิดได้ว่าตนถูกฮองเฮาวางแผนใส่แล้ว พระนางแสร้งทำเป็นรับปากว่าจะช่วยตนล่อองค์ชายใหญ่เข้ามา คิดไม่ถึงว่ากลับเปลี่ยนเป็นจักรพรรดิเหลียนไปได้! วันคัดเลือกสนมใกล้เข้ามาแล้ว เชื่อว่าฮองเฮาคงคิดมอบตนเป็นของขวัญให้จักรพรรดิเหลียน ยิ่งไปกว่านั้นยังคิดจะครอบงำตนด้วย ก่อนหน้านี้พระนางเคยตรัสขึ้นโดยไม่ตั้งใจว่าจักรพรรดิเหลียนชื่นชมการร่ายรำอันงดงามของตน บางทียามนั้นฮองเฮาคงมีความคิดเช่นนี้แล้วกระมัง
ไม่ว่าจะเป็นฮองเฮาหรือองค์ชายใหญ่ ความแค้นนี้นางไม่ยอมจบง่ายๆ เป็นแน่!
แต่ก่อนอื่น นางต้องทำให้บุรุษผู้นั้นรู้ว่าผู้ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับตระกูลหวายหวังของพวกนางย่อมไม่มีจุดจบที่ดีอันใด! คิดจะตกแต่งภรรยาหรือ? นางจะทำให้เขาอยู่ไม่ถึงวันหมั้นหมาย!
ล้วนกล่าวกันว่าจักรพรรดิเหลียนรักใคร่โปรดปรานองค์ชายใหญ่ผู้นี้เป็นที่สุด มุมปากของฝูจียกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ในดวงตาเต็มไปด้วยแผนการ
ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก สาวใช้นางนั้นจัดการพันแผลเรียบร้อยแล้ว กำลังเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง
ฝูจีมิได้มองนาง สาวใช้เดินก้มหน้ามาเบื้องหน้าก่อนจะกล่าวเสียงเบา “คุณหนูยังไม่พักผ่อน มีสิ่งใดจะสั่งหรือไม่เจ้าคะ?” ยามนางเดินผ่านห้องของฝูจีพบว่ามีแสงเทียนส่องสว่างจึงเข้ามาถามไถ่
อย่างไรก็ตาม สตรีงามพิลาศกลับทำราวไม่ได้ยินคำพูดของนาง ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใดจึงค่อยเอ่ยปากอย่างสงบนิ่ง “เจ้าว่าจักรพรรดิเหลียนจะปกป้องถือหางโอรสของตนโดยไม่มีเงื่อนไขหรือไม่? เขาจะ…ทำเรื่องน่าขันคับฟ้าออกมาหรือไม่?” นางค่อยๆ หันไป บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มลึกล้ำ
สาวใช้กลั้นใจ “คุณหนูคิดจะใช้อวี๋เฟยหรือเจ้าคะ?”
ฝูจีค่อยๆ หันมา เลิกคิ้วให้นางเล็กน้อย “ข้าต้องคิดหาวิธีให้ดี จะต้องมอบความตื่นตะลึงครั้งใหญ่ให้เขาเป็นแน่…”
สาวใช้ไม่กล้าพูด นางรู้สึกว่าฝูจีที่อยู่เบื้องหน้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เมื่อก่อนคุณหนูไม่เคยเผยอารมณ์ให้เห็น แต่ครั้งนี้นางรับรู้ได้อย่างลึกล้ำว่าฝูจีถูกโจมตีอย่างแรงจนทำให้….เปลี่ยนไปมืดมนเพียงนี้
“คุณหนูเจ้าคะ ทางด้านฮองเฮาเหลียน…เกรงว่าคงไม่ยอมจบง่ายๆ เป็นแน่ เพื่อความปลอดภัยของคุณหนู มิสู้ออกจากวังให้เร็วเสียหน่อย…”
“เจ้าต้องการให้ข้ากล้ำกลืนฝืนทนหรือไร?!” ฝูจีกล่าว มองไปยังสาวใช้ผู้นั้น ท่าทีโหดเหี้ยมหาใดเปรียบ “กระทั่งคำสั่งของข้าก็ไม่ฟังแล้วหรือ?!”
สาวใช้นางนั้นรีบคุกเข่าลง “บ่าวไม่กล้า บ่าวไม่กล้า!”
“ไร้ประโยชน์ มีพวกเจ้าอยู่แล้วมีประโยชน์อันใด?!”
เสียงเพล้งดังขึ้น นางปัดจอกจชาบนโต๊ะลงพื้น “แก้แค้น ข้าจะต้องแก้แค้น! ข้าจะทำให้เขาได้ลิ้มลองรสชาติของความเสียใจ…” ดวงตาของฝูจีลุกโชน พูดพึมพำกับตนเองด้วยท่าทีดื้อรั้นและบ้าคลั่งอย่างไร้ก้นบึ้ง
…
สองวันผ่านไปพร้อมด้วยความกังวล ทว่าอวี๋เฟยกลับไม่ได้รับสัญญาณอันใดจากฝูจี ในเรือนพักแห่งนั้นเงียบสงบยิ่งนัก ทางด้านฮองเฮาก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ราวกับไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นก็มิปาน ความเงียบสงบเช่นนี้คล้ายกับความสงบก่อนพายุฝน ทำให้ผู้คนยากจะสงบใจ
“สั่งให้คนนำขนมเหล่านี้ไปส่ง หากมีความผิดปกติอันใดให้รีบกลับมารายงาน” ในที่สุดอวี๋เฟยก็ทนไม่ไหว นางคิดว่าหากต้องถูกเคี่ยวกรำทรมานอยู่เช่นนี้ มิสู้ไปทดสอบดูเสียหน่อยยังจะดีกว่า จึงเรียกนางข้าหลวงมา
คิดไม่ถึงว่ายามนี้เอง ด้านนอกกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“อวี๋เฟย”
เบื้องหน้าอวี๋เฟยสว่างวาบ รีบเปิดประตูก้าวออกไป พบว่าเป็นสาวใช้ข้างกายฝูจีผู้นั้นดังคาด เพียงแต่ชั่วขณะต่อมาสายตาของนางพลันต้องเปลี่ยนไป ด้านหลังนางข้าหลวงผู้นั้นมีเงาร่างอันคุ้นเคยยืนอยู่ร่างหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าถูกปิดซ่อนไปกว่าครึ่ง ทั้งยังมีสายตาหยิ่งยโสไม่เห็นหัวผู้ใดเช่นนั้นด้วย
“เหตุใดวันนี้…คุณหนูจึงออกมาจากเรือนได้”
ภายในตำหนักประทับ อวี๋เฟยยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม นางคิดไม่ถึงว่าฝูจีจะมาหาตนด้วยตัวเอง
สตรีงามพิลาศคล้ายจะกลับไปมีท่าทางเฉกเช่นตอนที่อวี๋เฟยพบนางเป็นครั้งแรก กระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวนางเซียน มือขาวนวลวาดไปตามขอบถ้วยเบาๆ
“อวี๋เฟย วันนี้ข้ามีเรื่องจะไหว้วานเจ้า”
อะไรนะ? อวี๋เฟยเงยหน้าขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย อย่างไรก็ตามไม่รอให้นางเอ่ยปาก ฝูจีก็แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย “อีกครู่ในตำหนักจะมีแขกผู้หนึ่งมาเยือน ข้าต้องการให้เจ้ารับรองเขาแทนข้าให้ดี!”
นี่หมายความว่าอย่างไร…อีกคู่หนึ่งจะมีแขกมาหรือ? เพียงแต่ตอนนี้ฟ้ายังมืดอยู่…
ฝูจีลุกขึ้นยืน ถอยออกไปท่ามกลางสายตาไม่เข้าใจของอวี๋เฟย ทว่าสาวใช้ผู้นั้นยังรั้งอยู่ เดินมาเบื้องหน้าอวี๋เฟยอย่างเชื่องช้า “อวี๋เฟย คราวนี้ลำบากท่านแล้ว”
องครักษ์เงาหลายคนที่อยู่ด้านนอกเดินเข้ามาล้อมอวี๋เฟยเอาไว้ใน ท่าทีของนางพลันแข็งค้าง “ไม่ทราบว่าคุณหนู…ต้องการให้ข้าทำอันใด…”
“เหนียงเหนียง ล่วงเกินแล้ว!”
เสียงบุรุษดังขึ้นข้างหู ได้ยินเสียงแคว่กดังขึ้น ลำคออวี๋เฟยเย็นยะเยือก องครักษ์ทั้งหลายยื่นมือออกไปฉีกอาภรณ์ของนางโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ยังไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้อง มุมปากของอวี๋เฟยกลับถูกคนเบื้องหลังอุดไว้แน่น ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ ไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน อย่างไรก็ตาม ภายในห้องมีเสียงดิ้นและทุบตีดังขึ้นหลายครั้ง เพียงไม่นานก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอีก…
ขณะเดียวกัน ภายในห้องทรงอักษรขององค์ชายใหญ่
“องค์ชาย เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ข้าราชบริพารผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งหลิง บุรุษรูปงามพยักหน้าเล็กน้อย “จำให้ดี เคลื่อนไหวเป็นความลับ”
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลังงานคัดเลือกสนมก็คือพิธีหมั้นหมาย ทุกอย่างต้องจัดการอย่างรอบคอบ วันเวลาที่เหลือไม่อาจเผยช่องว่างแม้แต่ครึ่งส่วน
นอกหน้าต่างปรากฏเงาคน ข้าราชบริพารผู้นั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไป “องค์ชาย…”
“ผู้ใดอยู่ตรงนั้น?!”
เฟิ่งหลิงหมุนตัวไป พบเข้ากับเงาร่างนั้นพอดีจึงรีบทะยานตัวออกมาจากห้อง คนผู้นั้นกระโดดผ่านกำแพงหายไปจากสายตาของเขา
“ทุกคน แยกย้ายกันไล่ตาม!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ถึงกับมีคนบุกเข้ามาในตำหนักเขาได้เชียวหรือ คนผู้นี้ไม่เพียงแต่ใจกล้าไม่เบา ทั้งยังมีความสามารถสูงอีกด้วย! เมื่อครู่เขากำลังสนทนาเรื่องแอบเคลื่อนย้ายเหมยเฟยออกจากวัง คงมิใช่คนที่ฮองเฮาส่งมากระมัง?
เสียงหนึ่งดังขึ้น ประกายสีเงินโจมตีมาจากด้านหลัง เฟิ่งหลิงสัมผัสได้ถึงไอสังหารจึงเอี้ยวตัวเล็กน้อย การลอบโจมตีคราวนี้เฉียดผ่านไปอย่างหวุดหวิด เขาหมุนตัวไป ไม่ทราบว่ามีบุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้หนึ่งยืนอยู่บนกำแพงฝั่งตรงข้ามตั้งแต่ยามใด เมื่อเห็นว่าเฟิ่งหลิงเจอตัวแล้ว อีกฝ่ายจึงรีบหมุนตัวกระโดดออกไป
บุรุษรูปงามยกชายอาภรณ์ไล่ตามไป หรือคนเมื่อครู่นี้ต้องการดึงองครักษ์เงาของตนออกไป? ถึงกับมีคนซุ่มโจมตีอยู่ที่นี่เชียวหรือ
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่มือสังหารธรรมดา ไม่มีใครโง่ถึงขั้นลอบสังหารในตำหนักของเขา! สัญชาตญาณของเฟิ่งหลิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีแผนการอื่น พลันนั้นจึงตามหลังบุรุษผู้นั้นไปติดๆ แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายมุ่งหน้าไปทางตำหนักของอวี๋เฟย ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้ยังดูคุ้นเคยกับพระราชวังเป็นอย่างยิ่ง เส้นทางนี้สามารถเลี่ยงการตรวจตราขององครักษ์ในวังได้พอดี
เฟิ่งหลิงราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบหยุดฝีเท้าลง ดูท่าทางคงมีคนคิดจะล่อให้เขาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง วิธีเช่นนี้เหลวไหลยิ่งนัก หากเขาไม่ร่วมมือเล่า?
สายลมเย็นยะเยือกโจมตีมาอีกครั้ง เฟิ่งหลิงคว้าจับวัตถุไม่แน่ชัดที่พุ่งเข้ามาไว้ได้อย่างเฉียบคม ถึงกับเป็นก้อนหินที่มีผ้าเช็ดหน้าห่อหุ้มเอาไว้
ประเดี๋ยวก่อน ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้…ซูเอ๋อร์?!
ดวงตาของเฟิ่งหลิงเย็นยะเยือก รีบไล่ตามไปโดนไม่สนใจอะไรอีก คล้ายกับพวกเขาคาดเดาได้แล้วว่าตนจะไม่ยอมตามไปด้วยดี คิดจะใช้ซูเอ๋อร์มาข่มขู่ตนหรือ? แม้เฟิ่งหลิงจะเข้าใจดีว่าซูเอ๋อร์อยู่ในจวนแม่ทัพกงซุนย่อมปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อคิดถึงคราวที่แล้วที่ซ่างกวนเมิ่งถูกฆ่าปิดปากโดยไร้ร่องรอย เห็นได้ว่าจวนแม่ทัพก็มีเหตุเหนือคาดได้เช่นกัน
ขอเพียงเกี่ยวกับความปลอดภัยของอวิ๋นซู เฟิ่งหลิงย่อมไม่ยอมให้มีเหตุเหนือคาดโดยเด็ดขาด
บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้นั้นบุกเข้าไปในตำหนักอวี๋เฟย ในสมองของเฟิ่งหลิงเกิดประกายบางอย่าง
ฝูจีมีความสัมพันธ์กับอวี๋เฟยจริงดังคาด คราวที่แล้วผู้ใต้บังคับบัญชารายงานว่าอวี๋เฟยไปยืมชุดผ้าไหมหลิงหลัว เป็นชุดที่ฝูจีสวมใส่วันนั้นมิใช่หรือ? หรือว่านางซ่อนตัวอยู่ในตำหนักอวี๋เฟย คราวนี้คิดจะล่อตนมา? นางคิดจะทำอะไรกันแน่? เฟิ่งหลิงสังเกตการเคลื่อนไหวรอบด้านอย่างระมัดระวัง เตรียมรับมือไปตามสถานการณ์ ไม่ว่านางคิดจะทำเรื่องอันใดออกมา เขาล้วนไม่หวาดกลัว
เฟิ่งหลิงลดความเร็วของฝีเท้าลงโดยพลัน มองไปยังเงาร่างที่บุกเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง
ยามนี้เอง เสียงกรีดร้องเสียงหนึ่งดังขึ้น เฟิ่งหลิงใจเต้นระรัวโดยไม่รู้ตัว หรือจะเป็นซูเอ๋อร์? การกระทำหลายครั้งนี้ของฝูจีล้วนบ้าคลั่ง เขาไม่สงสัยแม้แต่น้อยหากอีกฝ่ายจะใช้แผนการชั่วช้าอันใดมาทำร้ายอวิ๋นซู…เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฟิ่งหลิงพลันตามเข้าไปอีกครั้ง ผลักประตูไม้เข้าไปอย่างรวดเร็ว
ภายในตำหนักอันมืดมิด เยือกเย็นจนเสียดแทงกระดูก ผ้าม่านสีม่วงที่แขวนอยู่ด้านบนพริ้วไหวราวกำลังเต้นระบำ บดบังทัศนวิสัยของเขา
“ซูเอ๋อร์?”
มือของเฟิ่งหลิงวางอยู่ที่กระบี่บนเอว “ซูเอ๋อร์ เป็นเจ้าหรือ?”
“ฮือๆๆ…”
เสียงสะอึกสะอื้นของสตรีดังแว่วมาจากมุมหนึ่ง เฟิ่งหลิงชักกระบี่ออกมาฟันผ้าม่านที่บดบังทัศนวิสัยของเขาจนขาดสะบั้น ผ้าม่านโปร่งบางสีม่วงร่วงลงพื้น เงาร่างของสตรีผู้หนึ่งปรากฏที่มุมกำแพง อาภรณ์ไม่เรียบร้อยเผยเรือนร่างไปกว่าครึ่ง บนผิวยังมีรอยเขียวช้ำอันน่าหวาดกลัว เส้นผมยุ่งเหยิงดูน่าอนาจยิ่งนัก
อย่างไรก็ตาม เพียงมองเฟิ่งหลิงก็รู้ว่าไม่ใช่อวิ๋นซู
สตรีผู้นั้นร้องไห้สะอึกสะอื้น ค่อยๆ หันมา บนใบหน้ามีร่องรอยบาดเจ็บอ่อนล้า ใช้สายตาหวาดกลัวหาใดเปรียบมองมาที่เขา
“อวี๋เฟย?”
Venus36
โอ๊ยยย ติดกับซะงั้น โถ่ๆๆๆ องค์ชายใหญ่ จุดอ่อนคือซูเอ๋อร์ แต่คิดหน่อย อยิ๋นซูไม่ได้อยู่ในวัง