หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 789 ตลกร้าย
เล่มที่ 27 ตอนที่ 789 ตลกร้าย
“กรี้ด! อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา!”
เฟิ่งหลิงเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง อวี๋เฟยถอยหลังไปอย่างต่อเนื่องพลางกรีดร้องไม่หยุด “อย่าตีข้า อย่าตีข้า!”
สตรีผู้อยู่ในสภาพน่าอนาถน้ำตาไหลนอง ราวกับได้รับความตกใจอย่างใหญ่หลวง ดวงตาของนางเกิดประกายสับสน ท่าทีเช่นนี้เฟิ่งหลิงดูแล้วมิใช่การเสแสร้งจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นบาดแผลบนร่างของนางทั้งเล็กทั้งใหญ่ล้วนยากปลอมแปลงขึ้นมา ดูแล้วคล้ายกับถูกทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยม
เฟิ่งหลิงรีบมองไปรอบด้านโดยพลัน ตำหนักประทับอันกว้างใหญ่ดูระเกะระกะ บนพื้นมีอาภรณ์และเครื่องกระเบื้องหล่นอยู่เต็มพื้น ดูท่าทางคงเกิดการต่อสู้ขึ้นที่นี่
เป็นผู้ใดใจกล้าถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าข่มเหงนางสนมเชียว?
ไม่ถูก คนเหล่านั้นล่อตนมาที่นี่เพราะต้องการให้เขาเห็นละครฉากนี้หรือ?
“อวี๋เฟย ผู้ใดเป็นคนทำ?”
สตรีบนพื้นพยายามขดตัว ทั่วทั้งร่างสั่นระริก เงยหน้าขึ้นมองไปทางเฟิ่งหลิง เผยอริมฝีปากที่มีเลือดไหลออกมาเล็กน้อยราวกับต้องการกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่าจู่ๆ นางกลับมองไปรอบด้านด้วยท่าทีตึงเครียด ราวกับในมุมมืดยังมีใครบางคนกำลังจับตามองทุกการกระทำของนางอยู่ก็มิปาน เฟิ่งหลิงหรี่ตาลงเล็กน้อย หรือว่าที่นี่จะมีผู้อื่นอยู่อีก?
“อะ องค์ชายใหญ่…พระองค์มานี่หน่อยเพคะ…”
นางกวักมือเล็กน้อยคล้ายจะนำความลับที่ซ่อนอยู่ในใจทั้งหมดออกมาเปิดเผยจนสิ้น เฟิ่งหลิงลังเลครู่หนึ่ง อวี๋เฟยสั่นไปทั้งร่าง “ฮือๆๆ…พวกเขาตีหม่อมฉัน…น่ากลัวยิ่งนักพวกเขาต้องการฆ่าหม่อมฉัน…”
“ผู้ใด? พวกเขาคือผู้ใด? คือฝู…”
“องค์ชายใหญ่! อา! อย่า อย่ากล่าวชื่อนั้น มิเช่นนั้นองค์ชายใหญ่จะตกอยู่ในอันตราย!”
อวี๋เฟยในตอนนี้มีท่าทีตึงเครียดราวกับเสียสติก็มิปาน “คุณหนู คุณหนูกล่าวกับหม่อมฉันว่า…ต้อง…ฝ่าบาท”
ท่าทีของอวี๋เฟยราวกับกำลังย้อนคิดถึงอะไรบางอย่าง “แผนการใหญ่! ตระกูลหวายหวัง…มีแผนการใหญ่…องค์ชายใหญ่ หมอ่มฉันเชื่อใจพระองค์ได้หรือไม่? มานี่เถิดเพคะองค์ชายใหญ่ หม่อมฉันจะบอกพระองค์…”
ตระกูลหวายหวังมีแผนการใหญ่? เฟิ่งหลิงสังเกตการเคลื่อนไหวรอบด้าน เดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง
“องค์ชายใหญ่จะช่วยหม่อมฉันใช่หรือไม่? หม่อมฉันไม่อยากตาย หม่อมฉันไม่อยากตายจริงๆ…”
“เป็นคนของฝูจีทำให้ท่านมีสภาพเช่นนี้หรือ?” หรือการคาดเดาของตนก่อนหน้านี้จะผิดพลาด? อวี๋เฟยไม่ใช่คนของฝูจีหรือ?
“ฮือๆๆ…คุณหนูจะฆ่าหม่อมฉัน คุณหนูจะฆ่าหม่อมฉัน…หม่อมฉัน หม่อมฉันรู้ความลับของนาง…”
ความลับของฝูจี? เฟิ่งหลิงยกชายอาภรณ์ก่อนจะย่อตัวลงยื่นมือออกไปทางสตรีที่กำลังหวาดกลัวผู้นั้น “อวี๋เฟยโปรดวางใจ ข้าองค์ชายจะคุ้มครองท่านเอง มาเถิด ข้าจะพาท่านไปตรวจบาดแผลเสียก่อน…”
อวี๋เฟยมองฝ่ามือของเฟิ่งหลิงที่ยื่นเข้ามาด้วยความลังเล ราวกับกำลังกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างก็มิปาน
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านถูกทำร้ายอีก” องค์ชายใหญ่ต้องการลดทอนความระแวงของอวี๋เฟย ดูท่าทางนางสนมท่านนี้จะได้รับการโจมตีอย่างหนักจนยากจะเชื่อใจผู้อื่น อย่างไรก็ตามนางกล่าวว่ารู้ความลับของฝูจี ไม่แน่ว่าตระกูลหวายหวังก็คงมิอาจสงบใจ สามารถใช้โอกาสนี้สอบถามข้อมูลที่มีประโยชน์ได้พอดี
“หม่อมฉัน หม่อมฉัน หม่อมฉันกลัว…” อย่างไรก็ตามอวี๋เฟยกลับไม่ยอมให้ความร่วมมืออยู่นาน ไม่ทันไรก็เบนหน้าออกพลางโบกมือปฏิเสธ
เฟิ่งหลิงเห็นว่าเสียเวลานานเกินไปแล้วจึงยื่นมือออกไปจนสุด คิดจะประคองอวี๋เฟยขึ้นมาจากบนพื้น
ยามนี้เอง จู่ๆ อวี๋เฟยกลับกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง
“กรี้ด! อย่าแตะต้องหม่อมฉัน! อย่าแตะต้องหม่อมฉัน! องค์ชายใหญ่ทรงอย่าตีหม่อมฉันอีกเลย หม่อมฉันทำทุกอย่าง หม่อมฉันยอมทำทุกอย่าง!”
“อวี๋เฟย นี่ท่านกำลังทำอะไร? ข้าจะช่วยท่าน!” เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วมองไปยังท่าทีปฏิเสธอย่างรุนแรงของสตรีผู้นั้น ยามนี้เองด้านนอกพลันมีแสงโคมสว่างวาบ คล้ายมีใครหลายคนกำลังเข้ามาใกล้พวกเขา
อวี๋เฟยที่อยู่ในมุมพลันพุ่งออกไปกอดขาเฟิ่งหลิง “องค์ชายใหญ่ขอร้องเถิดเพคะ อย่าตีหม่อมฉันอีกเลย! หม่อมฉันไม่กล้าต่อต้านแล้ว หม่อมฉันรับปาก จะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้อื่นเป็นอันขาด! องค์ชายใหญ่โปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันเถิด!”
“อวี๋เฟย ท่าน…”
“จะไม่บอกเรื่องใดผู้อื่นหรือ? หือ?” เสียงเคร่งขรึมอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านนอก ฮองเฮาในชุดฮว๋าฝูถึงกับพาข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่งมายืนอยู่นอกประตู สีพระพักตร์ของพระนางเคร่งขรึมจริงจังหาใดเปรียบ มีคนเดินเข้ามาดูด้านใน อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “เหนียงเหนียง ทรงทอดพระเนตรเถิด นั่นมิใช่อวี๋เฟยหรือ…”
ทุกคนเห็นอวี๋เฟยอาภรณ์ไม่เรียบร้อยกำลังกอดขาองค์ชายใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ทั้งยังมีรอยช้ำอันน่าหวาดกลัว ดูแล้วคล้ายถูกทำร้ายข่มเหงอย่างรุนแรง
เฟิ่งหลิงรับรู้ได้โดยพลันว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง คิดจะแกะมืออวี๋เฟยออก แต่กลับพบว่าเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายมากจนน่าตกใจ
“องค์ชาย ทรงไว้ชีวิตหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันไม่กล้าแล้ว หม่อมฉันไม่กล้าแล้วเพคะ!”
“เกิดอะไรขึ้น? องค์ชายใหญ่ทำอะไรอวี๋เฟย?” ยามนี้ในตำหนักประทับถูกแสงโคมสาดส่องเข้ามา ดวงตาหลายคู่จับจ้องความเละเทะวุ่นวายด้านใน ทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยเศษอาภรณ์ของสตรี ภาพเช่นนี้ทำให้ผู้อื่นอดคิดเชื่อมโยงกันไม่ได้ บุรุษสตรีอยู่กันเพียงลำพัง อีกทั้งอวี๋เฟยยังมีสภาพเช่นนี้ จะมองอย่างไรก็เป็นองค์ชายใหญ่ทำเรื่องน่าหวาดกลัวบางอย่างกับนาง
ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเย็นยะเยือกก็คือ องค์ชายใหญ่ถึงกับบุกตำหนักนางสนมยามค่ำคืน ทำเรื่องไม่ดีกับนางสนม! นับเป็นการขายหน้าราชวงศ์โดยสิ้นเชิง ผิดศีลธรรมจริงๆ!
เฟิ่งหลิงมีสีหน้าเคร่งขรึมลง ที่แท้เมื่อครู่อวี๋เฟยทำเพื่อถ่วงเวลา…อย่างไรก็ตามเบื้องหน้ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้อง ตนคิดจะอธิบายอย่างไรคงไม่มีผู้ใดเชื่อกระมัง?
ภายใต้แสงเทียน บนพระพักตร์ของฮองเฮาปรากฏรอยสรวลเย็นชาที่ไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย สายตาเช่นนั้นราวกับกำลังกล่าวว่า เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังไม่ยอมรับผิดดีๆ อีก ดูสิว่าเขาจะหนีไปที่ใดได้
“ฮองเฮาเข้าพระทัยผิดแล้ว คืนนี้มีคนบุกเข้าไปในตำหนักของกระหม่อม กระหม่อมจึงไล่ตามคนผู้นั้นมาจนถึงตำหนักอวี๋เฟยและเห็นสภาพเช่นเดียวกับที่ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรอยู่” เฟิ่งหลิงอธิบายอย่างสงบนิ่ง น้ำเสียงนิ่งเรียบเช่นนี้ไม่มีอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
“อ้อ? เช่นนั้นหรือ? เปิ่นกงก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล อวี๋เฟย เรื่องเป็นดังที่องค์ชายใหญ่กล่าวจริงหรือไม่?”
ทุกคนมองไปยังสตรีบนพื้นโดยพลัน พบว่านางเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทีน่าสงสาร ยามนี้จึงค่อยพบว่าบนหน้าผากของนางมีเลือดไหล
“เหนียงเหนียง หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเพคะ…”
“วางใจเถิด เปิ่นกงจะทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง”
เมื่อเห็นว่ามีประโยคนี้ของฮองเฮา อวี๋เฟยจึงค่อยคลายมือออกออก กระชับอาภรณ์ขาดวิ่นของตน พลันนั้นมีข้าราชบริพารนำเสื้อคลุมมาคลุมให้นางแล้วประคองขึ้นมา
“เป็นฝันร้ายจริงๆ เพคะ…ในฝันหม่อมฉันรู้สึกว่ามีคนบุกเข้ามา พอลืมตาตื่นก็เห็นองค์ชายใหญ่…องค์ชายลงมือกับหม่อมฉัน จากนั้น จากนั้น…” หลังจากคำว่าจากนั้นย่อมไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ ทุกคนล้วนรู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น สายตาที่ทุกคนมองไปยังเฟิ่งหลิงเจือไปด้วยความเหนือคาด
“องค์ชายใหญ่ทรงตรัสว่าหากหม่อมฉันกล้าบอกผู้อื่น จะ จะเอาชีวิตหม่อมฉัน…” อวี๋เฟยคุกเข่าให้ฮองเฮา “เหนียงเหนียง หม่อมฉันไม่ได้รับความโปรดปราน ไหนเลยจะกล้าต่อต้านองค์ชายใหญ่ เพียงแต่ตอนนี้…ตอนนี้หม่อมฉันไม่อาจมีชีวิตอยู่อย่างอัปยศได้แล้วจริงๆ!”
“อา! เหนียงเหนียง!”
ทุกคนยังไม่ทันมีปฏิกิริยากลับมาอวี๋เฟยก็สะบัดตัวออกจากข้าราชบริพารข้างกาย พุ่งชนเสาด้านข้าง ได้ยินเสียงหนึ่งดังสนั่น อวี๋เฟยทรุดลงกับพื้น มีเลือดไหลออกมาจากศีรษะ ลมหายใจรวยระริน
“เด็กๆ เร็ว! ตามหมอหลวง!”
ทันใดนั้นฮองเฮาสั่งให้คนประคองอวี๋เฟยขึ้นจากพื้นแล้วจึงมองไปยังเฟิ่งหลิงก่อนจะกล่าวเสียงขรึม “คุมตัวองค์ชายใหญ่ไว้!”
ยามนี้เอง บุรุษในอาภรณ์ชุดดำหลายคนพังหน้าต่างเข้ามา พากันล้อมอยู่ข้างกายเฟิ่งหลิง
“องค์ชายกระหม่อมมาช้าแล้ว! คนผู้นั้นล่อกระหม่อมไปยังป่านอกพระราชวัง จากนั้นก็ไม่เห็นร่องรอยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เฟิ่งหลิงทำเพียงตอบรับเสียงเบา สภาพเช่นนี้ยากที่ผู้ใดจะเข้าใกล้
ฮองเฮาถลึงพระเนตร บรรยากาศทั่วทั้งพระวรกายพลันเปลี่ยนไป “นี่คิดจะต่อต้านหรือ?! เด็กๆ จับตัวองค์ชายให้เปิ่นกงเสีย!”
พลันนั้นมีองครักษ์กลุ่มใหญ่พุ่งเข้ามาในตำหนัก ล้อมเฟิ่งหลิงและองครักษ์เงาของเขาเอาไว้ การต่อสู้อันดุเดือดคล้ายกำลังจะเริ่มขึ้น
“ในฐานะที่เป็นองค์ชายใหญ่ถึงกับกล้าทำเรื่องชั่วช้ากับสนมในวังหลัง มีโทษประหาร! ตอนนี้องค์ชายยังไม่เคารพเปิ่นกงอีกหรือ?!” ฮองเฮาถือโอกาสที่ยามนี้ตนกุมจุดอ่อนไว้ในมือ อดไม่ได้ที่จะยโสโอหัง “วันนี้เปิ่นกงต้องคืนความสง่างามให้ราชวงศ์ให้ได้!”
พริบตานั้นคนสองกลุ่มพลันพุ่งเข้าหากัน มีเสียงอาวุธกระทบดังเข้าหู
“คุ้มครองฮองเฮา! คุ้มครองฮองเฮา!”
ฮองเฮาถูกทุกคนคุ้มครองอยู่ด้านหลัง มีเสียงดังสนั่นแว่วเข้าหู อย่างไรก็ตามในเวลาเพียงไม่นานองครักษ์กลุ่มนั้นถึงกับถูกซัดจนกระเด็นออกมา กระแทกประตูหน้าต่างจนพังยับ การเคลื่อนไหวทางด้านนี้สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งพระราชวัง คนจำนวนนับไม่ถ้วนพากันมายังตำหนักอวี๋เฟย
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
เสียงเล็กแหลมดังขึ้น จักรพรรดิเหลียนคลุมเสื้อนอกเดินก้าวใหญ่ๆ เข้ามา สีพระพักตร์ของพระองค์ยังดูซีดเซียวอยู่บ้าง พระวรกายยังคงไม่หายดี
ฮองเฮาก้าวออกมาจากการคุ้มครองของทุกคน “หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท! ฝ่าบาทเสด็จมาได้เวลาพอดี หม่อมฉันกำลังจะไปกราบทูลฝ่าบาทเรื่องการกระทำชั่วช้าขององค์ชายใหญ่เลยเพคะ”
จักรพรรดิเหลียนทอดพระเนตรไปยังตำหนักที่ดูคล้ายจะถล่ม แล้วจึงทอดพระเนตรไปยังบุรุษรูปงามที่มีใบหน้านิ่งเรียบอีกครั้ง
“ดึกดื่นเช่นนี้จะไม่ให้เจิ้นได้อยู่สงบเลยหรือไร” สุรเสียงเจือไปด้วยความจนพระทัยที่กล่าวไม่ถูก แต่เมื่อฮองเฮาได้ยินกลับรู้สึกคละเคล้าไปด้วยรสชาติอื่น
“ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันอับจนหนทางจริงๆ เพคะ ขอให้ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรอวี๋เฟยดูเถิด หม่อมฉันได้ยินการเคลื่อนไหวทางด้านนี้จึงพาข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่งตามมา เห็นองค์ชายใหญ่กำลังลงมือโหดเหี้ยมกับอวี๋เฟยเข้าพอดี! บาดแผลและโลหิตบนร่างเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเท็จ!” ฮองเฮาตรัสพลางให้ข้าราชบริพารข้างกายเข้าไปหามอวี๋เฟยที่หมดสติไปแล้วออกมา
จักรพรรดิเหลียนขมวดขนง “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ฝ่าบาท พวกหม่อมฉันเห็นเพคะ องค์ชายใหญ่บุกมาที่ตำหนักอวี๋เฟยยามค่ำคืน ข่มเหงรังแกอวี๋เฟย! เมื่อพฤติกรรมชั่วช้าเช่นนี้ถูกพบ ไม่เพียงแต่จะไม่ยอมรับผิด ทั้งยังทำร้ายองครักษ์ด้วยเพคะ หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ราชวงศ์ของพวกเราจะต้องขายหน้าเป็นแน่!”
ฮองเฮาตรัสมีเหตุผลมีพลัง อีกทั้งบาดแผลบนร่างของอวี๋เฟยก็มิใช่เรื่องเท็จ พระองค์ทอดพระเนตรไปทางเฟิ่งหลิง “เจ้าใหญ่ มีอะไรจะพูดหรือไม่?”
เฟิ่งหลิงก้าวออกมาเล็กน้อย คารวะครั้งหนึ่ง “หม่อมฉันถวายพระพรเสด็จพ่อ ที่ฮองเฮาทรงตรัสมิใช่ความจริงพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาท! เมื่อครู่อวี๋เฟยคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีความอัปยศ รอให้นางตื่นเสียก่อนฝ่าบาทย่อมสามรารถไต่ถามด้วยพระองค์เอง จะได้รู้ว่าที่หม่อมฉันกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ!”
เฟิ่งหลิงปลายตามองฮองเฮา “ฮองเฮาทรงคิดว่าองค์ชายเช่นกระหม่อมจะต้องใจความงามของอวี๋เฟยหรือ” น้ำเสียงขบขันเช่นนี้ราวกับไม่เห็นคำกล่าวหาของฮองเฮาอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
“องค์ชายใหญ่โปรดปรานสตรีเช่นไร เปิ่นกงไม่อาจทราบ ทว่าเปิ่นกงและคนมากมายเพียงนี้ล้วนเห็นกับตา ยิ่งองค์ชายใหญ่พลิกลิ้นยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าคิดไม่ซื่อ!” ตอนนี้อีกฝ่ายจะพูดอันใดก็ไม่อาจปิดปากผู้อื่นได้ ฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกลำพองใจ
“สิ่งที่ฮองเฮาเห็นมีเพียงอวี๋เฟยเกาะขากระหม่อมไม่ยอมปล่อยเท่านั้น กระหม่อมกล่าวได้เลยว่า อวี๋เฟยถูกใจความหล่อเหลางดงามของกระหม่อมจึงคิดวางแผนชั่วช้ากับกระหม่อม”
“…” อะไรกัน? นี่ นี่มันคำพูดอันใดกัน?!
Venus36
เฟิงหลิ่งเอาให้สุดจ้า