หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 790 ตรวจรักษาอวี๋เฟย
เล่มที่ 27 ตอนที่ 790 ตรวจรักษาอวี๋เฟย
เมื่อพูดจบ กระทั่งจักรพรรดิเหลียนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง อย่างไรก็ตามเพียงไม่นานก็มีปฏิกิริยากลับมา โอรสผู้นี้ของตนกล่าวได้น่าดูชมจริงๆ ความหมายก็คือสนมในวังหลังของพระองค์งดงามสู้เขาไม่ได้หรือ?
“องค์ชายใหญ่…คำพูดนี้จะไม่ไร้สาระเกินไปหรือ?” คำตอบของเฟิ่งหลิงทำให้ฮองเฮารับมือไม่ทัน นี่ไม่เหมือนนิสัยในยามปกติของเขาเลยจริงๆ
อย่างไรก็ตาม บุรุษที่ทำให้ทุกคนต้องปากอ้าตาค้างด้วยความตื่นตะลึงกลับทำท่าทีราวกับสมเหตุสมผลเต็มประดา “หรือฮองเฮาทรงคิดว่าใบหน้าของอวี๋เฟยดงามกว่ากระหม่อม? กระหม่อมถึงต้องเสี่ยงอันตรายที่จะทำลายเกียรติของตนมาเอารัดเอาเปรียบนางเช่นนี้?”
ข้าราชบริพารโดยรอบก้มหน้าลงด้วยสีหน้าแตกต่างกันไป ไม่กล่าวไม่ได้ว่าความงดงามขององค์ชายใหญ่นับเป็นอันดับต้นๆ ในแคว้นเหลียนจริงๆ ต่อให้กล่าวว่าเป็นบชายงามอันดับหนึ่งในแคว้นเหลียนก็ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย อีกอย่างอวี๋เฟยผู้นั้น…เดิมทีก็เป็นผู้มีหน้าตาธรรมดาในวังหลัง จะมีที่ใดดึงดูดองค์ชายใหญ่กันเล่า หากไม่ได้เห็นกับตาพวกเขาคงรู้สึกไร้เหตุผล
“หึ องค์ชายใหญ่คิดจะถือโอกาสที่ตนมีใบหน้างดงามโดดเด่นมาเป็นเหตุผลตบตาหรือไร? บางทีองค์ชายใหญ่อาจดื่มสุรามาจากด้านนอกจึงเกิดเลอะเลือนไปชั่วขณะก็เป็นได้ ขอเพียงองค์ชายใหญ่ยอมรับก็พอแล้ว คนเราย่อมทำผิดพลาดกันได้ทุกคน เชื่อว่าฝ่าบาทจะต้องมีพระเมตตาเป็นแน่ ทว่าหากองค์ชายยังดื้อรั้นไม่ยอมรับผิด เช่นนั้นฝ่าบาทจะต้องลงโทษอย่างหนักแน่นอน!” ความหมายในคำพูดนี้ของฮองเฮาก็คือเฟิ่งหลิงพ่ายแพ้แล้ว อย่าได้ดิ้นรนอย่างไร้ความหมายอีก มิเช่นนั้นจะทำให้ตนลำบากเปล่าๆ
อย่างไรก็ตาม เฟิ่งหลิงกลับไม่เห็นการข่มขู่เช่นนี้อยู่ในสายตาโดยสิ้นเชิง “ฮองเฮาทรงตรัสผิดไปแล้ว เรื่องที่กระหม่อมไม่ได้ทำย่อมไม่อาจยอมรับได้ กลับเป็นอวี๋เฟยที่หลงใหลในความหล่อเหลางดงามของกระหม่อมมานาน วันนี้ประจบเอาใจไม่สำเร็จจึงคิดจะใส่ร้ายกระหม่อม ฮองเฮาปกป้องถือหางนางเพียงนี้ ไม่คิดว่าลำเอียงหรือไร?”
ไม่ทราบว่าจักรพรรดิเหลียนต้องใช้ความพยายามมากน้อยเพียงใดจึงจะทำให้ตนไม่ส่งเสียงหัวเราะออกมาได้ แต่ไหนแต่ไรพระองค์ไม่เคยเห็นโอรสของตนกล่าวคำพูดหลงตนเองเช่นนี้ออกมาต่อหน้าผู้อื่น คำพูดหักล้างอันเหนือคาดเช่นนี้กลับทำให้ฮองเฮาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่ทราบว่าจะตอบเช่นไรไปชั่วขณะ
“เช่นนั้น เช่นนั้นองค์ชายใหญ่ลองกล่าวเสียหน่อยเถิด บาดแผลบนร่างอวี๋เฟย เกิดขึ้นได้อย่างไร?!”
เฟิ่งหลิงไม่สนใจสายตาดุดันของฮองเฮาแม้แต่น้อย ทำท่าทีจนใจยิ่งนัก “กระหม่อมก็สงสัยเช่นกัน ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว เกรงว่าบุรุษชุดดำเหล่านั้นเป็นคนที่อวี๋เฟยส่งมาล่อกระหม่อมให้มายังตำหนักของนาง คิดใช้แผนเจ็บตัวเพื่อทำให้กระหม่อมสงสารเห็นใจกระมัง เพียงแต่น่าเสียดายที่กระหม่อมปฏิเสธนาง แต่นางกลับไม่ยอมแพ้ คิดไม่ถึงว่าจะถูกฮองเฮาพบในสภาพน่าอับอายเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความเคียดแค้นจึงคิดจะสาดน้ำโคลนใส่กระหม่อมเบื้องพระพักตร์ฮองเฮา เหนียงเหนียงเป็นผู้มีพระปรีชาสามารถ เหตุใดจึงมองลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ ของอวี๋เฟยไม่ออกเล่า?”
ความหมายในคำพูดของเฟิ่งหลิงก็คือ ทั้งๆ ที่ฮองเฮาทรงทราบว่าอวี๋เฟยใส่ร้ายเขา แต่กลับคิดจะทำตามแผน แสดงความเห็นแก่ตัวอย่างชัดเจน
“ฝ่าบาทเพคะ! มิใช่เพียงหม่อมฉันที่เห็น แต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเห็นทั้งสิ้น ไม่ว่าองค์ชายใหญ่จะพูดจาสำบัดจำนวนเพียงใดก็ไม่อาจปิดบังความผิดของเขาได้ อวี๋เฟยเป็นสนมของฝ่าบาท เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ฝ่าบาทจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?! จะต้องลงโทษองค์ชายใหญ่อย่างหนักนะเพคะ! ไม่สิ เพราะการกระทำอันผิดศีลธรรมเช่นนี้ของเขา ย่อมไม่คู่ควรที่จะเป็นองค์ชาย!”
“เสด็จพ่อ เรื่องนี้นับเป็นความผิดของลูกจริงๆ ”
อะไรนะ? จักรพรรดิเหลียนรู้สึกตื่นตะลึงอยู่บ้าง เมื่อครู่เจ้าเด็กคนนี้ยังพูดจาทรงพลัง เหตุใดตอนนี้จึงยอมอ่อนข้อเล่า? “เจ้า…ผิดที่ใด?”
“กระหม่อมผิดที่เกิดมามีหน้าตางดงามเกินไป ทำให้สนมของเสด็จพ่อเกิดความคิดบางอย่างกับกระหม่อม นี่นับเป็นการไม่เคารพต่อเสด็จพ่อเลยจริงๆ” เฟิ่งหลิงเอ่ยปากพูด มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“…” ฮองเฮาถูกทำให้โกรธจนแทบสิ้นสติ บุรุษปกติย่อมไม่กล่าวคำเช่นนี้ออกมาแน่!
จักรพรรดิเหลียนยื่นพระหัตถ์ออกไป ใช้ชายแขนเสื้อบดบังพระพักตร์ของพระองค์ไปกว่าครึ่ง เกือบทนไม่ไหวจนต้องส่งเสียงสรวลออกมา เจ้าเด็กนี่จงใจหรือ? คำพูดเช่นนี้ไม่ทำให้ฮองเฮาโกรธตายก็แปลกแล้ว
“อ่ะแฮ่ม รูปร่างกายเนื้อล้วนมาจากพ่อแม่ อย่าลืมเล่า เนื้อหนังนี้ของเจ้าเป็นเจิ้นมอบให้ หากเจ้าผิด เจิ้นมิยิ่งผิดกว่าหรือ?”
“…ฝะ ฝ่าบาท!” ฮองเฮารู้สึกมุมพระโอษฐ์ของตนแข็งค้างอยู่บ้าง พ่อลูกคู่นี้เกินไปแล้ว!
เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาล้วนเห็นท่าทีเคียดแค้นของฮองเฮาอยู่ในสายตา ในใจแค่นเสียงเบาๆ ครั้งหนึ่ง บนโลกใบนี้มิได้มีเพียงสตรีที่รู้จักเล่นละคร เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเสด็จพ่อจะกล่าวชื่นชมตัวเองในเวลาเช่นนี้ได้ สถานการณ์ที่เดิมทีเคร่งเครียดพลันแปรเปลี่ยนไปขบขันขึ้นหลายส่วน ไม่ง่ายเลยกว่าฮองเฮาจะจัดฉากเช่นนี้ขึ้นมาได้ แต่กลับถูกเหตุผลอันน่าขันทำให้สลายไป จะคิดอย่างไรพระนางก็ยากจะทำใจ
“ฝ่าบาท หากเรื่องนี้แพร่ออกไปแล้วพระองค์มิยอมลงโทษองค์ชายใหญ่คงไม่อาจปกครองผู้คนได้ วังหลังจะต้องตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่!” ฮองเฮาคล้ายจะควบคุมอารมณ์ของตนไม่อยู่อีกต่อไป ฝ่าบาทปกป้องถือหางโอรสของตนยิ่งนัก ไม่คิดว่าทำเกินไปหน่อยหรือ?
จักรพรรดิเหลียนรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง เหตุใดฮองเฮาจึงไม่ยอมเลิกราเช่นนี้
“อืม แม้เจิ้นจะเชื่อว่าสายตาขององค์ชายใหญ่คงไม่ย่ำแย่เช่นนี้ แต่ก็เป็นอย่างที่ฮองเฮากล่าว เรื่องนี้ควรตรวจสอบให้ละเอียดถึงจะปิดปากผู้อื่นได้” พระดํารัสนี้เต็มไปด้วยเจตนาบอกปัดอันเข้มข้น ฮองเฮาเข้าใจขึ้นมาได้โดยพลัน ฝ่าบาทต้องการใช้เหตุผลอันใดมาทำให้เรื่องนี้คลุมเครืออีกแน่นอน ทันใดนั้นจึงตรัสขึ้น “หม่อมฉันคิดว่าควรสั่งให้หมอหลวงมาตรวจรักษาให้อวี๋เฟย รอให้นางฟื้นก่อนค่อยให้เผชิญหน้ากับองค์ชายใหญ่! ฝ่าบาททรงคิดเห็นอย่างไรเพคะ?”
ยามที่พระนางตรัสประโยคนี้ยังทอดพระเนตรไปยังเฟิ่งหลิงด้วยท่าทียั่วยุ “จะเป็นแผนเจ็บตัวหรือไม่ เชื่อว่าเมื่อผ่านการตรวจสอบจากหมอหลวงแล้วจะต้องมีผลสรุปเป็นแน่ แต่หากองค์ชายใหญ่ข่มเหงรังแกอวี๋เฟยจริงๆ ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะลงโทษเช่นไรเพคะ?”
“เช่นนั้น…ย่อมลงโทษตามกฎวัง”
“ดี! ฝ่าบาทนับเป็นผู้มีความยุติธรรมโดยแท้ เด็กๆ ตามหมอหลวง!” ฮองเฮามีแผนการอยู่ในใจ คล้ายกับคาดเดาผลลัพธ์ได้นานแล้วว่าจะเป็นเช่นไร ยามนี้ในพระทัยจึงมีความสุขยิ่งนัก หากว่ากันตามหลักฐาน หลักฐานที่พระนางมีอยู่ในพระหัตถ์ย่อมสามารถทำให้ผู้คนเอนเอียงได้มากที่สุด รอให้หมอหลวงตรวจรักษาเสียก่อน ต่อให้องค์ชายใหญ่มีสิบปากก็แก้ตัวไม่ได้!
ค่ำคืนอันสงบเงียบถูกทำให้วุ่นวายเพราะเรื่องของอวี๋เฟย โคมไฟในวังนับไม่ถ้วนส่องสว่างจนท้องฟ้าเรืองรองไปกว่าครึ่ง รถม้าหลายคันเคลื่อนตัวมาจากนอกวังอย่างเร่งร้อน มุ่งหน้าไปยังตำหนักอวี๋เฟย
“อา ทำไม ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ได้…” ภายในห้อง ยามที่หมอหลวงทั้งหลายเห็นมือที่เต็มไปด้วยบาดแผลของอวี๋เฟยพลันต้องตื่นตะลึงจนกล่าวคำใดไม่ออก
ว่ากันว่าแผลเหล่านี้องค์ชายใหญ่เป็นผู้กระทำ…คนเราไม่อาจตัดสินที่หน้าตาจริงๆ เพียงแต่จะคิดอย่างไรพวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้ลงมือมิได้โหดเหี้ยมธรรมดา จินตนาการได้เลยว่าอวี๋เฟยได้รับความทรมานเช่นไร
“อย่างไรพวกเราทูลฝ่าบาทตามความจริงดีหรือไม่?” หมอหลวงทั้งหลายสบตากัน ดูจากบาดแผลของอวี๋เฟยแล้ว องค์ชายใหญ่คงมีความผิดหนักจริงๆ
ยามนี้เอง นอกประตูปรากฏเงาร่างสุขุมเยือกเย็นขึ้นร่างหนึ่ง ทุกคนหันไปมอง “คุณหนูกงซุน?!”
อวิ๋นซูคารวะเล็กน้อย “ใต้เท้าทั้งหลาย เรื่องนี้ยังมีจุดสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง จะอย่างอวี๋เฟยเป็นสนมสูงศักดิ์ในวังหลัง ชายหญิงย่อมมีความแตกต่าง หากใต้เท้าทั้งหลายเชื่อใจซูเอ๋อร์ เช่นนั้นให้ซูเอ๋อร์ตรวจรักษาให้เหนียงเหนียงเถิด”
“ได้ๆๆ เป็นเช่นนี้ก็ดี!” มีหมอหญิงอยู่ด้วยย่อมดีที่สุด มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่กล้าแตะต้องร่างกายของอวี๋เฟยตามใจ
“ช้าก่อน!”
เสียงอันคมกริบดังแว่วมาจากด้านนอก แม่นมชราร่างกำยำผู้หนึ่งเดินเข้ามา นางปรายตามองอวิ๋นซูอย่างไม่พอใจ “บ่าวได้รับคำสั่งจากฮองเฮาให้มาตรวจร่างกายของอวี๋เฟย โอ้ นี่มิใช่คุณหนูกงซุนหรือ? ดูเหมือนฮองเฮามิได้เชิญท่านเข้าวังไม่ใช่หรือ?”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย “ข้าได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาทให้เข้าวังมาตรวจร่างกายให้อวี๋เฟย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ฝ่าบาทมิได้ตรัสกับฮองเฮา ดังนั้นบ่าวจึงมิทราบ อย่างไรก็ตามเพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว บ่าวมีประสบการณ์ ที่นี่ไม่จำเป็นต้องลำบากคุณหนูกงซุน”
หมอหลวงหลายคนถอยไปยืนด้านข้าง การต่อสู้ระหว่างสตรีไม่ใช่อะไรที่พวกเขาจะเข้าไปร่วมได้
“ฝ่าบาททรงเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้น ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวทุกเรื่องต่อฮองเฮาอย่างละเอียด แม่นมมีประสบการณ์จริงๆ แต่แม่นมรู้วิชาแพทย์หรือไม่?” ในยามที่อวิ๋นซูกล่าวประโยคนี้สายตายังลุกโชนไปด้วยประกายจริงจังบริสุทธิ์ นี่ทำให้ผู้อื่นมิอาจกล่าวหาว่านางต่อต้านดื้อรั้น อีกทั้งเมื่อเห็นท่าทีมากด้วยเหตุผลของนางกลับทำให้ผู้อื่นก่นด่าไม่ออก โบราณกล่าวไว้ว่าไม่ตบผู้ยิ้มให้ ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่นางกล่าวก็มีเหตุผลอยู่หลายส่วน ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยแล้ว ยังต้องรายงานฮองเฮาทุกเรื่องด้วยหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นแม่นมผู้นี้ก็ไม่เข้าใจวิชาแพทย์จริงๆ
“เพียงแต่เรื่องของสตรี บ่าวจะต้องเชี่ยวชาญกว่าแม่นางที่ยังมิได้แต่งงานอย่างคุณหนูกงซุนเป็นแน่ บ่าวคิดทำเพื่อชื่อเสียงของคุณหนูกงซุนนะเจ้าคะ” จะอย่างไรก็เป็นคำสั่งของฮองเฮา นางต้องมาตรวจสอบร่างกายของอวี๋เฟยให้ได้! ครั้งนี้จะต้องตรวจสอบให้กระจ่างชัด!
“ข้าได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาท ย่อมไม่สามารถขัดราชโองการได้เช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ลำบากแม่นมตรวจสอบร่วมกันกับข้าแล้ว เพียงแต่เกรงว่าบาดแผลบนร่างของอวี๋เฟยจะไม่เบานัก จำเป็นต้องรักษาให้ละเอียด หวังว่าแม่นมจะยืนรอด้านข้างอย่าได้รบกวน”
แม่นมคิดครู่หนึ่ง จะอย่างไรข้อมูลที่ฮองเฮามีก็ค่อนข้างมั่นใจได้ ขอเพียงตนคอยเฝ้าอยู่ข้างๆ อย่าให้คุณหนูกงซุนเล่นลูกไม้อันใด ก็สามารถกลับไปรายงานฮองเฮาได้แล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เชิญคุณหนูกงซุนเถิด”
การต่อสู้แย่งชิงสิ้นสุดลงที่การปรองดองเช่นนี้ หมอหลวงทั้งหลายได้ยินได้เห็นพลันรู้สึกดีใจ พวกเขารีบถอยออกไปยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก รอคุณหนูคงรักษาให้อวี๋เฟย
สายตาอันเย็นยะเยือกของแม่นมมองไปยังสตรีวัยเยาว์ที่กำลังตรวจบาดแผลให้อวี๋เฟยอย่างละเอียด จากนั้นจึงค่อยๆ พันผ้าพันแผลให้นาง ข้อมือที่เต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำถูกพันธนาการด้วยผ้าพันแผลหนาเตอะ ดูแล้วทำให้รู้สึกสาหัสกว่าก่อนหน้านี้มากนัก
“อา อนาถ น่าอนาถจริงๆ !” แม่นมสวมอาภรณ์ให้อวี๋เฟยจนเรียบร้อย “องค์ชายใหญ่รูปงามเหมาะสม คิดไม่ถึงว่าจะทำเรื่องเช่นนี้ได้!”
“คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“คุณหนูกงซุนมองไม่เห็นหรือ? อวี๋เฟยได้รับบาดเจ็บจนเป็นเช่นนี้แล้ว!” ในขณะที่นางกล่าวประโยคนี้ยังจงใจเน้นเสียง จะอย่างไรผู้อื่นล้วนรู้ดีว่าอวิ๋นซูเป็นว่าที่พระชายาองค์ชายใหญ่ แม่นมคิดจะสร้างความอับอายให้นางเสียหน่อย
อย่างไรก็ตามสตรีสุขุมเยือกเย็นกลับทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา ไม่มีเจตนาโกรธเกรี้ยวให้เห็นแม้แต่น้อย ทำเพียงขยับมือของตนทายาให้อวี๋เฟยต่อไป
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด คนในห้องจึงออกมาในที่สุด
“อืม อาการของอวี๋เฟยเป็นอย่างไรบ้าง?” ยามนี้จักรพรรดิเหลียนนั่งประทับอยู่ในห้องโถง ทอดพระเนตรไปยังหลายคนที่อยู่เบื้องหน้า
สายตาของเฟิ่งหลิงจับจ้องไปยังใบหน้าผ่าเผยของอวิ๋นซู เพียงแต่อีกฝ่ายกลับไม่มองเขา ในใจรู้สึกกังวลขึ้นมาหลายส่วน ซูเอ๋อร์…กำลังโกรธหรือ? นางควรรู้ดีว่าเรื่องนี้ตนไม่ได้เป็นผู้กระทำ
“ทูลฝ่าบาท บาดแผลส่วนใหญ่ของอวี๋เฟยอยู่ภายนอก หลังจากหม่อมฉันฉันตรวจดูแล้ว เป็นบาดแผลที่เกิดจากผู้มีวรยุทธเพคะ”
ฮองเฮาพยักพระพักตร์ด้วยความพอพระทัย “ยังมีอีกหรือไม่?” ดวงเนตรไปมองไปทางแม่นมผู้นั้น
“ทูลฝ่าบาท ทูลฮองเฮา อวี๋เฟยน่าสงสารเหลือเกิน บ่าวตรวจสอบแล้ว อวี๋เฟยถูกข่มเหงจริงๆ เพคะ!”
Venus36
เล่นละครกันไปเถอะ มีอวิ๋นซูอยู่ ตัองชนะแน่ และตลกพระเอกจริงๆ 555555