หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 791 เส้นทางพลิกผัน
เล่มที่ 27 ตอนที่ 791 เส้นทางพลิกผัน
“คำพูดนี้จริงหรือ?” ฮองเฮาเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย สุรเสียงเจือไปด้วยความกระตือรือร้น
“ต่อให้บ่าวมีความกล้าเช่นไรก็ไม่กล้าหลอกลวงฝ่าบาทและเหนียงเหนียงแน่นอนเพคะ! ยิ่งไปกว่านั้นบาดแผลนั่นทำให้บ่าวทนมองตรงๆ ไม่ได้เลยเพคะ!” แม่นมโขกศีรษะ มีท่าทีซื่อสัตย์จริงจัง
ฮองเฮาพลันสูดพระอัสสาลึก ทอดพระเนตรไปยังจักรพรรดิเหลียนที่อยู่ด้านข้าง “ฝ่าบาท หลักฐานพยานครบครัน กษัตริย์สามัญชนกระทำความผิดย่อมได้รับโทษเช่นเดียวกัน พฤติกรรมชั่วช้าเช่นนี้ ฝ่าบาทห้ามปล่อยไปเด็ดขาดนะเพคะ!”
จักรพรรดิเหลียนรู้สึกตกพระทัยอย่างใหญ่หลวงกับคำรายงานเช่นนี้ อีกฝ่ายต้องเตรียมการมาแล้วเป็นแน่ เพียงแต่เหตุใดอวี๋เฟยจึงต้องกัดหลิงเอ๋อร์ให้ตายในครั้งเดียวด้วย? นอกจากว่านางถูกผู้อื่นซื้อตัวไปนานแล้ว! จักรพรรดิเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงทอดพระเนตรไปยังสตรีมสุขุมเยือกเย็นที่เงียบมาโดยตลอด “คุณหนูกงซุน บาดแผลของอวี๋เฟยเป็นอย่างไรบ้าง?”
อวิ๋นซูก้าวออกมา ดวงเนตรที่ฮองเฮามองนางเต็มไปด้วยความถากถาง พระสวามีที่ยังไม่ตกแต่งของตนเกิดเรื่องเช่นนี้ เชื่อว่าในใจคงรับไม่ได้กระมัง? ยิ่งไปกว่านั้นนางยังตรวจสอบบาดแผลด้วยตัวเองอีกด้วย เป็นเช่นนี้ก็ดี จะได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายใหญ่และจวนแม่ทัพกงซุนแตกหัก
“ทูลฝ่าบาท อวี๋เฟยได้รับบาดเจ็บภายนอก หม่อมฉันพันผ้าพันแผลเรียบร้อยแล้ว บาดแผลชนเสาที่หน้าผากค่อนข้างสาหัส กว่าเหนียงเหนียงจะฟื้นขึ้นมายังต้องใช้เวลาอีกวันสองวัน เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งหม่อมฉันยังรู้สึกสงสัยเพคะ”
“อ้อ? เรื่องใด?” หลักฐานในยามนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อหลิงเอ๋อร์ แต่หากคุณหนูกงซุนพบหลักฐานที่มีประโยชน์ ไม่แน่ว่าอาจพลิกสถานการณ์ได้
“แม่นมกล่าวว่าอวี๋เฟยถูกข่มเหง แต่หม่อมฉันกลับไม่คิดเช่นนี้เพคะ”
“เจ้า เจ้ากล่าวอันใด? เจ้าก็เห็นบาดแผลด้วยตัวเองแล้ว ยังไม่คิดยอมรับอีก!” แม่นมถลึงตามีท่าทีโกรธเกรี้ยวคละคลุ้ง คิดไม่ถึงว่าคุณหนูกงซุนที่อายุยังน้อยผู้นี้จะกล้าปิดบังความจริงเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท อีกครู่รอให้เหนียงเหนียงเรียกแม่นมคนอื่นไปตรวจสอบเสียก่อน คำพูดโกหกของนางจะถูกเปิดโปงในทันทีแน่นอน
อวิ๋นซูหน้าไม่เปลี่ยนสี น้ำเสียงสงบนิ่งราวกับกำลังอธิบายเรื่องจริง
“หม่อมฉันตรวจร่างกายให้อวี๋เฟยแล้ว นอกจากบาดแผลภายนอกก็ไม่พบร่องรอยการถูกข่มเหงอันใด แม่นมมีประสบการณ์มากกว่าหม่อมฉัน แต่วิชาแพทย์ของหม่อมฉันเหนือกว่า เกรงว่าแม่นมคงเข้าใจบาดแผลภายนอกผิดไปเพคะ” อวิ๋นซูหลุบตาลงเล็กน้อย คำพูดไม่ช้าไม่เร็ว มีกลิ่นอายของความเชี่ยวชาญและความพิเศษของผู้เป็นแพทย์
“เหลวไหล! บ่าวจะดูผิดได้หรือ? นางข้าหลวงที่ผ่านมือบ่าวมีนับพัน แต่ไหนแต่ไรไม่เคยตรวจผิดแม้เพียงผู้เดียว! คุณหนูกงซุนอย่าได้คิดใส่ร้ายบ่าว!”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย เงยหน้าขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง “หากฝ่าบาทและเหนียงเหนียงมีความสงสัย สามารถสั่งให้แม่นมท่านอื่นไปตรวจสอบอีกครั้งได้เลยเพคะ หม่อมฉันเป็นแพทย์ ย่อมไม่กล่าววาจาหลอกลวง เรื่องนี้สำคัญยิ่ง หวังว่าฝ่าบาทจะตรวจสอบให้ชัดเจนเพคะ”
ฮองเฮาทอดพระเนตรไปยังแม่นมที่อยู่บนพื้น นางมีประสบการณ์มาก ต้องไม่ยืนดูนังเด็กนั่นเล่นลูกไม้อันใดเฉยๆ เป็นแน่ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้แม่นมอีกสองท่านไปตรวจดูเถิด เพียงแต่…” ฮองเฮาชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ว่าคุณหนูกงซุนคิดจะปิดบังหรือต้องการถ่วงเวลา ย่อมไม่อาจจบเช่นนี้เป็นแน่
“คุณหนูกงซุนมีฐานะสูงศักดิ์เป็นถึงหัตถ์เซียน หากบาดแผลเล็กน้อยเพียงนี้ก็ยังตรวจผิด หากแพร่ออกไปคงกลายเป็นเรื่องน่าขันแล้ว นับเป็นการทำลายชื่อเสียงโดยแท้”
“ฮองเฮาทรงตรัสได้ถูกต้องยิ่งนัก เพียงแต่หม่อมฉันเชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของตน อวี๋เฟยมิได้ถูกข่มเหง ได้รับบาดเจ็บเพียงภายนอกเท่านั้น หากหม่อมฉันตรวจผิด หม่อมฉันขอให้ฝ่าบาทนำชื่อหัตถ์เทียนกลับคืนไปได้เลยเพคะ นับว่าสมควรแล้ว” อวิ๋นซูไม่กลัวการข่มขู่ของฮองเฮา เพียงแต่ท่าทีมั่นใจถึงเพียงนี้ของนางกลับทำให้ในพระทัยของฮองเฮาเกิดความลังเลอยู่หลายส่วน
นังเด็กนี่จะมองดูชื่อหัตถ์เซียนถูกริบกลับไปเฉยๆ จริงหรือ? หรือทางอวี๋เฟยจะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นจริงๆ…ไม่ นางควรเชื่อมั่นในตัวแม่นมข้างกายตนถึงจะถูก จะอย่างไรคุณหนูกงซุนก็ยังอายุน้อยเกินไป จะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ของสตรีได้อย่างไร เมื่อคิดถึงตรงนี้ฮองเฮาก็สงบพระทัยลงมาก
แน่นอนว่าจักรพรรดิเหลียนรู้ถึงความคิดของฮองเฮาเป็นอย่างดี เพียงแต่พระองค์เชื่อมั่นในตัวอวิ๋นซูเช่นกัน เชื่อว่าสตรีเยาว์วัยผู้นี้มีแผนการของตนเอง
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป แม่นมสองคนจึงมาปรากฏตัวเบื้องหน้าทุกคน
“ทูลฝ่าบาท ทูลเหนียงเหนียง บ่าว บ่าวตรวจร่างกายให้อวี๋เฟยเรียบร้อยแล้วเพคะ” แม่นมสองคนก้มหน้าลง น้ำเสียงเจือไปด้วยความแปลกใจ ฮองเฮาชิงเอ่ยพระโอษฐ์ขึ้นก่อน “ผลเป็นอย่างไรบ้าง? อวี๋เฟยถูกข่มเหงจริงหรือ?”
“นี่…ทูลเหนียงเหนียง บ่าวตรวจร่างกายอวี๋เฟยแล้วเพคะ เพียงแต่…เพียงแต่…ไม่มีร่องรอยของการถูกข่มเหง…”
อะไรนะ?! นี่จะเป็นไปได้อย่างไร? แม่นมเมื่อครู่ถลึงตากว้างด้วยความตื่นตะลึง “พวกเจ้าตรวจสอบละเอียดแล้วหรือไม่? เห็นได้ชัดว่ามีรอยฟกช้ำมากมายเพียงนั้น…”
“ตรวจสอบหลายรอบแล้ว นอกจากบาดแผลภายนอกของเหนียงเหนียงก็ไม่มีร่องรอยอื่นแล้วจริงๆ…” แม่นมทั้งสองกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน พวกนางล้วนเป็นคนของฮองเฮา เพียงแต่เมื่อตรวจร่างกายของอวี๋เฟยแล้วกลับรู้สึกเรื่องราวไม่ถูกต้อง ถ่วงเวลาอยู่ด้านในหนึ่งก้านธูปกลับยังไม่พบบาดแผลการถูกข่มเหง
“ไม่! เป็นไปไม่ได้! ข้าจะดูผิดได้อย่างไร?” ต่อให้ตายแม่นมก็ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ แม่นมอีกสองคนสบตากัน “ดูผิดแล้วจริงๆ ดูผิดแล้ว!”
“เป็นไปไม่ได้…” แม่นมรู้สึกร้อนใจ พลันนั้นจึงเงยหน้ามองไปยังฮองเฮาที่มีสีพระพักตร์มืดครึ้มลง “เหนียงเหนียง โปรดอนุญาตให้บ่าวตรวจอีกรอบเถิดเพคะ…”
เฟิ่งหลิงมองสีหน้าของอวิ๋นซู จากนั้นจึงมองไปยังแม่นมที่พูดจาเล่นลิ้นผู้นั้น ในใจพลันกระจ่างแจ้งขึ้นหลายส่วน เดิมทีเขาคิดว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คิดไม่ถึงว่าจะสร้างความยุ่งยากให้อวิ๋นซูเสียได้
จักรพรรดิเหลียนขมวดขนง ทอดพระเนตรไปยังแม่นมที่ยังไม่ยอมปล่อยวาง เห็นได้ชัดว่าไม่มีความอดทนมากนัก
“พอแล้ว! จะอย่างไรอวี๋เฟยก็เป็นสนมในวัง บ่าวไพร่เช่นพวกเจ้าดียิ่งนัก คิดจะตรวจกี่รอบกันเชียว?!”
ใบหน้าของแม่นมเต็มไปด้วยความอยุติธรรม นางก้มหน้าลงกล่าวพึมพำ “เป็นไปไม่ได้ เห็นได้ชัดว่า…” จากนั้นนางจึงหันไปมองทางอวิ๋นซู ในใจสงสัยว่าคุณหนูกงซุนผู้นี้เล่นลูกไม้อันใดใช่หรือไม่ มิเช่นนั้นเหตุใดในเวลาเพียงไม่นานจึงได้…
พระหัตถ์ที่อยู่ในแขนเสื้อของฮองเฮากำแน่น จักรพรรดิเหลียนมีท่าทีราวกับเรื่องราวกระจ่างแจ้งแล้ว “ดูแล้วอวี๋เฟยนางนี้คงต้องใจความงามของหลิงเอ๋อร์จริงๆ คิดจะใช้แผนเจ็บตัวมาทำให้เขาหลงใหล…”
“ฝ่าบาทเพคะ!”
“ฮองเฮา เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าหลิงเอ๋อร์ไม่ได้ลงมือโหดเหี้ยมกับอวี๋เฟยแล้ว”
ไหนเลยฮองเฮาจะยอมจบเช่นนี้ “ฝ่าบาท เรื่องนี้รอให้อวี๋เฟยฟื้นขึ้นมาก่อนค่อยสอบถามนางเถิด ฟังความเพียงด้านเดียวฝ่าบาทก็เชื่อองค์ชายใหญ่แล้ว เช่นนี้จะอธิบายกับอวี๋เฟยอย่างไรเพคะ? วันข้างหน้าจะให้นางเงยหน้ามองผู้อื่นได้อย่างไร?”
จักรพรรดิเหลียนทอดพระเนตรไปยังท่าทีร้อนใจของฮองเฮา ดวงเนตรเกิดประกายไหลผ่าน “แต่ไหนแต่ไรเจิ้นไม่เคยรู้เลยว่าฮองเฮาจะคิดเพื่อผู้อื่นถึงเพียงนี้ ดียิ่ง ดียิ่ง”
ในคำพูดนี้แฝงไปด้วยเจตนาลึกล้ำ ท่าทีของฮองเฮาชะงักไป แต่กลับฝืนแย้มสรวลออกมา เหตุใดพระนางจะฟังเจตนาถากถางในคำพูดนี้ของฝ่าบาทไม่ออก ถูกต้อง พระนางเป็นคนถ่อยเห็นแก่ตัว เช่นนั้นแล้วอย่างไรเล่า คราวนี้จะต้องทำลายชื่อเสียงองค์ชายใหญ่ให้ย่อยยับจนสิ้น! มิเช่นนั้นคงผิดต่อโอกาสดีเยี่ยมเพียงนี้แล้ว!
ฟ้าเริ่มสว่าง นอกห้องของอวี๋เฟยมีคนเฝ้าอยู่ ยามนี้รอเพียงอวี๋เฟยฟื้นขึ้นมาเพื่อทำการตัดสินอีกครั้ง
“อะไรนะ? พวกเจ้าทำงานกันอย่างไร ถึงกับไม่สามารถทำให้เขาถูกลงโทษได้เชียวหรือ?” ฝูจีคิดไม่ถึงว่านางใช้แผนการโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้แล้วกลับยังไม่สามารถสั่งสอนเฟิ่งหลิงได้
พวกฝูจีย้ายที่พักนานแล้ว เลือกตำหนักเย็นรกร้างแห่งหนึ่งเป็นที่พักพิงชั่วคราว มีองครักษ์เงาหลายคนคอยตรวจตรา ที่นี่จึงปลอดภัยมาก
“คุณหนู ผู้น้อยทำตามคำสั่งของคุณหนูจริงๆ ขอรับ เพียงแต่แม่นมหลายท่านนั้นตรวจสอบแล้ว ล้วนกล่าวว่าอวี๋เฟยมีเพียงบาดแผลภายนอก ผู้น้อยไม่ทราบจริงๆ ขอรับ”
ในใจของฝูจีรู้สึกเคียดแค้นยิ่งนัก นางสั่งให้องครักษ์ทั้งหลายตบตีและข่มเหงอวี๋เฟย ต้องการสาดน้ำโคลนไปบนร่างของเฟิ่งหลิง ไหนเลยจะรู้ว่าแม่นมทั้งหลายกลับตรวจสอบหาอันใดไม่พบ ในใจฝูจีโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้อวี๋เฟยยังไม่ฟื้น เรื่องนี้จึงทำได้เพียงยืดเวลาออกไป
“คุณหนูโปรดวางใจ ขอเพียงอวี๋เฟยกัดองค์ชายใหญ่ไม่ปล่อย เรื่องคงไม่จบง่ายดายเช่นนี้เป็นแน่” สาวใช้ข้างกายเอ่ยปาก แม้นางจะเห็นใจอวี๋เฟย ทว่านางสามารถเป็นกำลังให้คุณหนูได้ก็นับว่าเป็นเกียรติของนางแล้ว
ในดวงตาของฝูจีเต็มไปด้วยประกายเย็นชา ผลลัพธ์เช่นนี้ไม่สามารถทำให้นางพึงพอใจได้เลย
“กงซุนซูเล่า?”
“วันนี้ยังคงอยู่เฝ้าอวี๋เฟยกับหมอหลวงทั้งหลายเจ้าค่ะ”
…
ภายในห้อง สตรีบนเตียงรู้สึกเจ็บปวดบริเวณหน้าผาก นางค่อยๆ ได้สติขึ้นมา ผ้าม่านไม่คุ้นเคยปรากฏเหนือศีรษะ อวี๋เฟยราวกับคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงลุกขึ้นนั่งโดยพลัน คิดไม่ถึงว่าบาดแผลบนร่างกายกลับฉีกขาดทำให้นางเจ็บปวดจนต้องสูดหายใจเย็นยะเยือก
มือทั้งสองของตนเต็มไปด้วยผ้าพันแผล อวี๋เฟยชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพอันน่าหวาดกลัวเอ่อทะลักออกมาจากสมองของนางราวกับน้ำในมหาสมุทร
ร่างกายพลันแข็งทื่อ แม้ในยามฝันนางก็คิดไม่ถึงว่าฝูจีจะใช้นางเช่นนี้ นางพยายามไม่ให้ตนย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เป็นดั่งฝันร้าย เพียงแต่น้ำตาบริเวณหางตากลับเปิดเผยความในใจของนางจนสิ้นแล้ว
จะร้องไห้ไม่ได้ จะเจ็บใจไม่ได้ ได้ทำงานเพื่อคุณหนูนับว่าชีวิตของนางมีความหมายแล้ว ต่อให้ถูกข่มเหงนับครั้งไม่ถ้วนจะนับเป็นอันใดได้
เสียงประตูดังขึ้น อวี๋เฟยเงยหน้า เห็นอวิ๋นซูถือยาข้นเดินเข้ามา
คุณหนูกงซุน?! อวี๋เฟยเพิ่มความระมัดระวังขึ้นมาก อีกฝ่ายทำเพียงมองนางอย่างสงบนิ่ง “เหนียงเหนียงตื่นแล้วหรือเพคะ? หม่อมฉันต้มยาเสร็จพอดี เชิญเหนียงเหนียงเสวยยา”
“…เปิ่นกง…หมดสติไปนานเพียงใด?”
“ครึ่งวันเพคะ อาการของเหนียงเหนียงดีกว่าที่หม่อมฉันคิด อีกไม่นานคงเคลื่อนไหวได้เป็นปกติแล้ว” น้ำเสียงของอวิ๋นซูนิ่งเรียบ ราวกับไม่รู้ว่าว่าที่พระสวามีของตนทำความผิดคับฟ้า
อวี๋เฟยใช้แขนทั้งสองกอดรัดตนเองช้าๆ แสดงท่าทีหวาดกลัวออกมา “อง องค์ชายใหญ่เล่า? เขาทำเช่นนั้นกับเปิ่นกง…เปิ่นกงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องช่วยเปิ่นกงด้วย…”
อวิ๋นซูหยุดการเคลื่อนไหวลง สายตาลึกล้ำมองไปยังอวี๋เฟยบนเตียงที่มีท่าทีเจ็บปวดราวไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงประหนึ่งลมเย็นที่พัดมาในฤดูหนาว “คำพูดของเหนียงเหนียงหม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ แม่นมหลายท่านตรวจร่างกายให้เหนียงเหนียงแล้ว พบว่าได้รับบาดเจ็บเพียงภายนอก หลังจากรักษาหายก็สามารถอยู่ต่อไปได้”
อะไรนะ? ท่าทีของอวี๋เฟยเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่ตนสลบไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพียงแต่คำพูดประโยคนี้ของคุณหนูกงซุนหมายความว่าอย่างไร หรือฝ่าบาทมิได้ลงโทษองค์ชายใหญ่?
“เปิ่นกง…ถูกทำให้แปดเปื้อนแล้ว ไม่มีหน้าเป็นสนมของฝ่าบาทอีกต่อไป…”
“เหนียงเหนียงกล่าววาจาขบขันแล้ว บางทีเมื่อครู่เหนียงเหนียงคงฝันร้ายกระมัง? ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เหนียงเหนียงพักผ่อนให้ดี เมื่อประชุมเช้าเสร็จจะมาเยี่ยมเหนียงเหนียง”
ไม่ถูก ราวกับเรื่องไม่เป็นไปตามที่นางคิด อวี๋เฟยมองไปยังสตรีที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม สายตาเย็นยะเยือกของอีกฝ่ายราวกับมองความจริงที่อยู่เบื้องหลังนางออกทั้งหมดก็มิปาน อวี๋เฟยอดไม่ได้ที่จะหดตัว รู้สึกร้อนตัวอยู่ในใจ
Venus36
อวิ๋นซูเก่งอะ สะใจๆๆๆ ตบหน้าสักฉาดจริงๆ ฮองเฮา ฝูจี และอวี็เฟย แต่แอบกลัวว่าฝูจีจะมำอะไรอีก