หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 792 รับรู้ความจริง
เล่มที่ 27 ตอนที่ 792 รับรู้ความจริง
“พื้นฐานของเหนียงเหนียงค่อนข้างดี หม่อมฉันปรุงยาให้เหนียงเหนียงแล้ว ขอเพียงเสวยยาติดต่อกันครึ่งเดือน เชื่อว่าเหนียงเหนียงจะหายเป็นปกติ หากเหนียงเหนียงไม่มีรับสั่งอื่นใดหม่อมฉันทูลลาก่อนเพคะ”
“รอก่อน!” อวี๋เฟยเรียกอวิ๋นซูให้หยุด นางคิดว่าระหว่างที่ตนสลบไปจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่ นางมองไปยังสตรีสุขุมเยือกเย็นเบื้องหน้าด้วยท่าทีสำรวจ “ตอนนี้ในวังมีข่าวลือระหว่างเปิ่นกงกับองค์ชายใหญ่แพร่ออกไปแล้วใช่หรือไม่?” นางทำท่าทีราวกับเจ็บปวดใจยิ่งนัก ทว่าหางตากลับคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของอวิ๋นซู
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา “เหนียงเหนียงสบายใจได้เพคะ ข่าวลือเช่นนี้ฝ่าบาทย่อมไม่เชื่อ แน่นอน ส่วนผู้ที่ทำร้ายเหนียงเหนียง ฝ่าบาทจะสั่งให้คนไปตรวจสอบเต็มกำลัง”
อะไรนะ? ฝ่าบาทไม่เชื่อ? อวี๋เฟยรู้สึกยากจะเชื่อยิ่งนัก “หรือฝ่าบาทมิได้ลงโทษองค์ชายใหญ่? ทั้งๆ ที่เขาทำกับเปิ่นกงเช่นนี้…”
“หม่อมฉันไม่เข้าใจความหมายของเหนียงเหนียง มิใช่ว่ามีคนรอบทำร้ายเหนียงเหนียงยามค่ำคืน สุดท้ายถูกองค์ชายใหญ่พบจึงหนีไปหรือเพคะ?”
“ไม่ ย่อมไม่ใช่แน่นอน! องค์ชายใหญ่ทำให้เปิ่นกงได้รับความอัปยศ…” อวี๋เฟยรู้สึกร้อนใจบ้างแล้ว นางมิอาจยอมรับได้ ตนเองจ่ายค่าตอบแทนไปอย่างน่าอนาถเพียงนั้น แต่กลับไม่สามารถช่วยคุณหนูกำจัดองค์ชายใหญ่ได้ ทว่าที่ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าก็คือ หากเรื่องนี้ไม่สำเร็จ คุณหนูจะใช้วิธีการโหดเหี้ยมยิ่งขึ้นหรือไม่…เบื้องหน้านางราวกับปรากฏท่าทีโกรธเกรี้ยวของฝูจีขึ้นมา ทั้งยังมีสายตาผิดหวังเจือไปด้วยไอสังหารอันเข้มข้นที่มองมายังตน
“หม่อมฉันคิดว่าเหนียงเหนียงเข้าใจผิดแล้วเพคะ เชื่อว่าอีกไม่นานฝ่าบาทจะมอบคำอธิบายที่น่าพึงพอใจให้เหนียงเหนียงได้เป็นแน่ หม่อมฉันทูลลาเพคะ” อวิ๋นซูย่อตัวลงเล็กน้อย หลุบตาลง ในดวงตามีประกายพาดผ่าน จากนั้นจึงค่อยๆ ถอยออกไป
อวี๋เฟยรีบดึงผ้าห่มออก นางรู้สึกว่าบนร่างของตนมีความรู้สึกไม่ถูกต้องบางอย่าง นี่เป็นไปไม่ได้ หรือเป็นเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ? สมองของอวี๋เฟยรู้สึกสับสนยิ่งนัก นางค่อยๆ ก้มหน้าลง จับกระโปรงของตนพลางขมวดคิ้ว
อีกด้านหนึ่ง
แม่นมยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ฮองเฮาสูงศักดิ์เบื้องหน้าใช้ปลอกเล็บยาวกรีดพนักแขนที่ทำจากไม้หงมู่ช้าๆ ท่าทีเย็นชาไม่ทราบว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
“เหนียงเหนียง บ่าว…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว เปิ่นกงรู้ดี” ฮองเฮายกพระหัตถ์ขึ้นหยุดคำพูดของนาง แม่นมตกใจรีบคุกเข่าลง “บ่าวผิดไปแล้วเพคะ! ล้วนเป็นบ่าวลำพองใจและสะเพร่าเกินไป เพียงแต่…เพียงแต่บ่าวตรวจร่างกายให้อวี๋เฟยแล้วจริงๆ…” จะอย่างไรแม่นมก็คิดไม่ตก เห็นได้ชัดว่ามีบาดแผลอยู่ที่นั่น แต่จู่ๆ จะบอกว่าไม่มีก็ไม่มีไปได้…
มุมพระโอษฐ์ของฮองเฮายกขึ้นเป็นรอยสรวล “นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ล้วนเป็นเปิ่นกงได้ใจเกินไป” หัตถ์เซียนมิใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ฮองเฮาใคร่ครวญอยู่นาน ในที่สุดก็เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ อวิ๋นซูจึงเข้าวังมาพันแผลให้อวี๋เฟย เชื่อว่านางต้องลงมือบางอย่างตอนที่ตรวจร่างกายให้อวี๋เฟยเป็นแน่ บางทีนางอาจทายาวิเศษอันใดทำให้บาดแผลของอวี๋เฟยหายไปอย่างรวดเร็วก็เป็นได้
แม่นมของตนย่อมไม่กล่าวเท็จ พูดได้เพียงว่านังเด็กนั่นเจ้าเล่ห์เกินไป
อย่างไรก็ตามที่ทำให้ฮองเฮามีโทสะก็คือ ตลอดหลายปีมานี้นางเชี่ยวชาญการหลอกใช้ผู้อื่นมากที่สุด คิดไม่ถึงว่าคราวนี้กลับถูกผู้อื่นหลอกใช้!
“มีคนคิดจะยิงเกาทัณฑ์ดอกเดียวสอยวิหคสองตัว น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ ”
พระดํารัสของฮองเฮาเจือไปด้วยความลึกล้ำแฝงความหมาย แม่นมเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย “เหนียงเหนียง?”
เพียงแต่สิ่งที่ฮองเฮาคิดไม่ออกก็คือ เหตุใดอวี๋เฟยต้องเสียสละมากมายเพียงนี้ด้วย? พระนางย่อมไม่คิดว่าอวี๋เฟยใช้แผนเลวทรามเช่นนี้เพื่อกำจัดองค์ชายใหญ่แทนตนแน่นอน คราวนี้การที่ฮองเฮาพาคนไปนั้นมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะพระนางได้รับจดหมายลึกลับฉบับหนึ่งจากในวัง กล่าวว่าเมื่อคืนองค์ชายใหญ่จะเสด็จไปยังตำหนักของอวี๋เฟย ให้ตนรีบไปชมละครสนุกๆ
แต่มีจุดหนึ่งที่สามารถมั่นใจได้ นั่นก็คือจะต้องเป็นคนที่มีความแค้นลึกล้ำกับองค์ชายใหญ่เป็นแน่ที่ทำให้อวี๋เฟยใช้ความบริสุทธิ์ของตนไปใส่ร้ายเขา ทว่าเหตุใดจึงต้องการให้พระนางเสด็จไปเป็นร่วมทอดพระเนตรงิ้วในคราวนี้ด้วย? ล่อให้ฝ่าบาทเสด็จมาโดยตรงไม่ดีกว่าหรือ? ยามนี้ฝ่าบาททรงลำเอียงเข้าข้างองค์ชายใหญ่ หากพิสูจน์ได้ว่าองค์ชายใหญ่ถูกใส่ร้าย เช่นนั้นผู้ที่ต้องแบกรับความผิดเป็นคนแรกก็คือตน! ฝ่าบาทจะต้องไม่พอพระทัยตนมากขึ้นเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นองค์ชายใหญ่จะคิดว่าตนเป็นผู้บงการให้อวี๋เฟยทำเช่นนี้!
ตกลงเป็นผู้ใดที่คิดจะวางแผนใส่ร้ายพระนางไปด้วย?
แต่จะมีผู้อยู่เบื้องหลังอวี๋เฟยจริงหรือ? หรือจะกล่าวว่านางเพียงถูกใช้ประโยชน์เท่านั้น? หากกล่าวว่านางถูกวางยาจนกระทั่งองค์ชายใหญ่ไปถึงนางจึงค่อยได้สติและเข้าใจผิดคิดว่าองค์ชายใหญ่ลงมือกับนางจริงๆ ก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ฮองเฮายากจะเชื่อจริงๆ ว่าสุนัขที่ซื่อสัตย์กับตนมานานหลายปีจะเป็นหมากของผู้อื่น ดังนั้นพระนางยินดีที่จะเชื่อว่าอวี๋เฟยผู้โงง่มถูกผู้อื่นหลอกใช้
“คุณหนูกงซุน ไปคุยกันหน่อยได้หรือไม่?” นอกห้อง หลานอวิ๋นปรากฏตัวออกมาจากมุมหนึ่ง ขวางอยู่เบื้องหน้าอวิ๋นซู
เมื่อสตรีสุขุมเยือกเย็นเห็นเขาจึงรีบเอ่ยถาม “ระยะนี้แม่ทัพหลานไปเยี่ยมคุณหนูฟู่ที่จวนฟู่บ่อยๆ ใช่หรือไม่? ไม่ทราบว่าสุขภาพของนางเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อกล่าวถึงฟู่หย่า ดวงตาหลานอวิ๋นพลันเปล่งประกาย “ตกน้ำในฤดูหนาว อีกทั้งแผลเก่าของคุณหนูฟู่ยังไม่หายดี ย่อมยากจะหลีกเลี่ยงผลกระทบ โชคดีที่หมอหลวงฟู่รู้ว่าจะรักษาเช่นไร ตอนนี้กำลังฟื้นฟูช้าๆ ก่อนหน้านี้คุณหนูฟู่ยังกล่าวด้วยว่านางกังวลเรื่องสถานการณ์ของคุณหนูกงซุน เมื่อนางหายดีจะมาพบคุณหนูกงซุนสักครั้ง”
“ยามนี้ซูเอ๋อร์มิใช่คนน่าเข้าใกล้ ผิดต่อคุณหนูฟู่แล้วจริงๆ แม่ทัพหลานโปรดเตือนนางเสียหน่อย น้ำใจของคุณหนูฟู่ซูเอ๋อร์รับไว้แล้ว เพียงแต่เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องเหนือคาด อย่าได้พบกันอีกจะเป็นการดี”
หลานอวิ๋นเข้าใจเจตนาของอวิ๋นซูได้โดยพลัน “คุณหนูกงซุนอย่าได้ตำหนิตนเองเช่นนี้เป็นอันขาด ทุกสิ่งล้วนเป็นอุบัติเหตุเท่านั้น”
อวิ๋นซูถอนใจเบาๆ จะอย่างไรฟู่หย่าก็มีเพียงชีวิตเดียว อาจไม่โชคดีเช่นนี้เสียทุกครั้ง นางไม่ต้องการให้ผู้บริสุทธิ์เข้ามาพัวพัน
จู่ๆ หลานอวิ๋นพลันคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบแย้มยิ้ม “คุณหนูกงซุน หากยังไม่ไปอีก ใครบางคนคงร้อนใจจนไปรื้อหลังคาเล่นเป็นแน่”
ยามนี้บุรุษรูปงามเป็นเอกกำลังรออยู่ในห้องห้องหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้คน
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา เขารีบหยัดกายลุกขึ้นยืน มองไปยังเงาร่างทั้งสองที่ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีกระวนกระวาย
ประตูถูกผลักออก มีคนเดินเข้ามา เมื่อสตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นปรากฏตัว หลานอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังจึงปิดประตูให้พวกเขาแล้วเฝ้าอยู่ด้านนอก
“ซูเอ๋อร์…” เฟิ่งหลิงรีบเดินเข้าไปหา ทว่าอวิ๋นซูกลับเดินไปนั่งลงด้านข้าง จัดการห่อบรรจุเข็มที่ตนถือมาด้วยอย่างเอื่อยเฉื่อย มิได้สนใจเขา
“…” นางโกรธจริงๆ ด้วย! เพียงแต่นางไม่ควรเชื่อคำพูดเหลวไหลของอวี๋เฟยผู้นั้นถึงจะถูก “ซูเอ๋อร์ เจ้าก็รู้ว่าข้าถูกใส่ร้าย”
อวิ๋นซูหลุบตาลง “อวี๋เฟยถูกปฏิบัติอย่างหยาบช้าเลวทรามจริงๆ ทว่าในยามที่ข้าตรวจบาดแผลให้นาง ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว หากมิใช่ว่าองครักษ์เงามาแจ้งให้ข้าเข้าวังทันเวลา เมื่อแม่นมเหล่านั้นตรวจสอบแล้วท่านจะแก้ตัวเช่นไร?” ต่อให้จักรพรรดิเหลียนมีพระทัยเอนเอียงก็ยากจะปิดปากผู้อื่น
“เสด็จพ่อย่อมไม่เชื่อคำพูดเหลวไหลของพวกนางเป็นแน่” เฟิ่งหลิงคล้ายยังไม่เข้าใจว่าความโกรธเกรี้ยวของอวิ๋นซูเกิดขึ้นได้อย่างไร
“หากสิ่งที่รอท่านอยู่ไม่ใช่อวี๋เฟยแต่เป็นมือสังหารเดนตายกลุ่มหนึ่งเล่า? เหตุใดท่านจึงไปปรากฏตัวในตำหนักอวี๋เฟยเพียงลำพัง องค์ชายใหญ่ทรงมั่นใจในตัวเองเกินไปหรือไม่”
“ซูเอ๋อร์…” นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นซูใช้น้ำเสียงเช่นนี้กล่าวกับเขา ตอนนี้เฟิ่งหลิงย่อมไม่กล้าบอกนางว่า เขานึกว่านางมีอันตรายจึงทำได้เพียงก้าวเดินไปเบื้องหน้า หากอวิ๋นซูได้ฟังเกรงว่าคงโกรธจนสะบัดตัวเดินจากไปเลยกระมัง?
บรรยากาศในห้องพลันแปรเปลี่ยนไปเคร่งเครียดขึ้นมา เฟิ่งหลิงมองไปยังใบหน้าไร้อารมณ์ของอวิ๋นซูพลางคิดว่าจะทำเช่นไรจึงทำให้โทสะของอีกฝ่ายคลายลงได้บ้าง
“หากข้ากลายเป็นคนเลวทรามต่ำช้าที่ข่มเหงนางสนมกระทำตัวขัดต่อศีลธรรมเฉกเช่นที่ทุกคนกล่าว ซูเอ๋อร์มยังกล้าแต่งให้ข้าหรือไม่?”
อะไรนะ? อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมอง ไม่ทราบว่าเฟิ่งหลิงโน้มตัวลงมาตั้งแต่ยามใด ใช้มือจับพนักวางแขนที่เก้าอี้ข้างกายนาง ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ใกล้นางเพียงคืบ ยิ่งไปกว่านั้นยังเจือไปด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ
ดวงตาของสตรีสุขุมเยือกเย็นมืดครึ้มลง เฟิ่งหลิงยังไม่ทันมีปฏิกิริยา หลังมือพลันมีความเจ็บปวดอันเสียดแทงแผ่ออกมา
“…ซูเอ๋อร์…” เขามองไปยังเข็มเงินที่ปักอยู่บนหลังมือของตนด้วยความรู้สึกอยุติธรรม คิดไม่ถึงว่านางจะลงมือจริงๆ
“ระยะนี้ปอดขององค์ชายมีความร้อนสะสมอยู่มาก จำเป็นต้องฝังเข็มระบาย หม่อมฉันจำเป็นต้องทำเพคะ”
เขาดึงเข็มเงินที่ปักอยู่บนหลังมือออกอย่างจนใจ บนใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่ว่าที่พระชายาของตนคลายความโกรธอีกแล้ว “ขอเพียงซูเอ๋อร์ให้อภัย จะฝังเข็มมากเท่าใดก็ย่อมได้”
เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาเจือแววประจบประแจงที่ดูน่าสงสารเช่นนั้น ความโกรธในใจของอวิ๋นซูจึงหายไปไม่เหลือร่องรอย นางไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำให้เฟิ่งหลิงเข้าใจได้อย่างไร นางไม่สนใจสิ่งอื่นใด สนใจเพียงว่าเขาจะปลอดภัยไร้อันตรายหรือไม่
“ครั้งนี้พวกเขาใส่ร้ายท่านไม่ได้ จะต้องมีครั้งต่อไปเป็นแน่ บางทีสถานการณ์ของอวี๋เฟยอาจอันตรายยิ่งนัก”
อันตราย? บางทีก่อนหน้านี้เฟิ่งหลิงอาจยังสงสัยในการคาดเดาของตน แต่วันนี้เมื่อคิดดูแล้ว ตอนนั้นอวี๋เฟยต้องการถ่วงเวลาจึงได้กล่าวว่านางรู้ความลับของตระกูลหวายหวัง จนกระทั่งฮองเฮาพาคนมานางจึงรีบเปลี่ยนคำพูดว่าตนลงมือโหดเหี้ยมกับนาง เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้คงเป็นคำสั่งจากฝูจีทั้งสิ้น
นางเคียดแค้นที่ตนมิได้ลงมือช่วยเหลือนางในคืนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงจัดฉากเช่นนี้ออกมา เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเพื่อจะใส่ร้ายตัวเอง นางจะโหดร้ายต่ออวี๋เฟยเพียงนั้น
“อวี๋เฟยเป็นคนของฮองเฮาหรือ?” อวิ๋นซูคิดว่าอวี๋เฟยทำเพื่อผลประโยชน์ของฮองเฮา
เฟิ่งหลิงส่ายหน้า “ตอนนี้มั่นใจได้แล้วว่าอวี๋เฟยเป็นคนของฝูจี เพราะนางแค้นเรื่องเสด็จพ่อจึงคิดจะใช้อวี๋เฟยมาใส่ร้ายข้า ยิ่งไปกว่านั้น…ยังคิดจะดึงฮองเฮาลงน้ำไปด้วย”
ฝูจีคิดจะสร้างความบาดหมางระหว่างพวกเขากับฮองเฮา ส่วนตนเองนั่งรับผลประโยชน์เป็นเฒ่าหาปลา เห็นได้ว่านางคนนี้มีความแค้นลึกล้ำทั้งยังมีใจคอโหดเหี้ยม
อวิ๋นซูเข้าใจความหมายในคำพูดของเฟิ่งหลิงได้โดยพลัน “ครั้งนี้อวี๋เฟยใส่ร้ายท่านไม่สำเร็จ เกรงว่าฝูจีคงไม่ยอมจบง่ายๆ เป็นแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่านางจะทำอะไรอีก…”
“ข้าเขียนจดหมายถึงท่านตาแล้ว เชื่อว่าเขาคงไม่ยอมให้ฝูจีอยู่ในวังเช่นนี้แน่ มิเช่นนั้นเกรงว่าจะมีสักวันหนึ่งที่จะลากตระกูลมหาราชครูของพวกเราเข้าไปเกี่ยวพัน” สตรีนางนี้ทำเรื่องใดไม่คำนึงถึงผลร้าย เฟิ่งหลิงไม่ต้องคิดก็ทราบว่านางไม่สนใจผลประโยชน์ของตระกูลมหาราชครูโดยสิ้นเชิง กระทำการโอหังยิ่งนัก
เฟิ่งหลิงราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ใช่แล้วซูเอ๋อร์ เรื่องที่เจ้ากล่าวคราวที่แล้วข้าหาตัวเลือกที่เหมาะสมได้คนหนึ่งแล้ว แต่ใช้เพียงคนเดียวจะพอรับมือฮองเฮาได้หรือ?”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย “เรื่องนี้จำเป็นต้องให้ฝ่าบาทช่วยเหลือ”
บางทีคงมีเพียงสตรีที่จะเข้าใจความคิดของสตรีด้วยกัน เฟิ่งหลิงรู้ว่าฮองเฮาพระองค์นี้รับมือไม่ง่าย อาจต้องทำตามความคิดของซูเอ๋อร์
Venus36
อวิ๋นซูจี้จุดรักฝังลึกเก็บงำไว้อย่างดีของฮองเฮาออกมาแน่ ควหาสนมสวยสักนาวตัองใจจักรพรรดิ โดยที่ต้อวแสดงงิ้วว่าหลงใหลแน่ หากฮองเฮาสติแตกเพราะหึงขึ้นมาของขึ้นทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังแน่ๆ แต่ฝูจีจะยอมรามีง่ายๆ เหรอ