หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 800 ผู้ต้องสงสัย
เล่มที่ 27 ตอนที่ 800 ผู้ต้องสงสัย
“ท่านพี่…”
อวี้กุ้ยเฟยเห็นเติ้งซื่อพัวพันไม่เลิกจึงมีสีหน้าเย็นชาขึ้นโดยพลัน “ดึกดื่นค่ำคืน เจ้าจะให้เปิ่นกงส่งคนออกไปตามหา มิใช่เป็นการรบกวนการนอนของผู้อื่นหรือไร? หากพรุ่งนี้เซิ่งอวิ๋นกลับไป เจ้าจะให้เปิ่นกงกราบทูลฝ่าบาทเช่นไร?!”
“นี่…” อวี้กุ้ยเฟยกล่าวได้มีเหตุผล แม้ตนจะร้อนใจ แต่หากสูญเสียสติแยกแยะอาจนำพาเรื่องยุ่งยากยิ่งกว่าเข้ามาก็เป็นได้ เติ้งซื่อสงบลงโดยพลัน “เช่นนั้น…น้องจะกลับไปหาต่อ หากพรุ่งนี้ยังไม่พบคน ขอให้ท่านพี่…”
“รู้แล้ว ไม่ปล่อยให้เปิ่นกงได้พักผ่อนแม้เพียงเค่อเดียวเลยจริงๆ!”
…
ในขณะเดียวกัน
ภายในจวนแม่ทัพ ชุนเซียงสะดุ้งตื่นจากฝัน เงยหน้าขึ้นมองไปยังสีท้องฟ้าด้านนอก ยามนี้จึงค่อยพบว่าแผ่นหลังของตนมีเหงื่อเย็นซึมออกมาจนเปียกชื้น
ย้อนคิดไปถึงเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อวาน นางลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงลงจากเตียง เปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อยก่อนจะเดินมุ่งไปยังห้องของอวิ๋นซู
กลางดึก ในห้องของอวิ๋นซูยังคงมีแสงเทียนส่องสว่าง
“คุณหนู พักผ่อนแล้วหรือไม่เจ้าคะ?”
“ชุนเซียงหรือ?”
ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก ชุนเซียงประคองชาร้อนกาหนึ่งเดินเข้ามา อวิ๋นซูยังคงนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ข้างมือมีตำราวางอยู่เล่มหนึ่ง
“สีหน้าของเจ้าไม่ค่อยดี ไม่สบายหรือ?” อวิ๋นซูสังเกตุเห็นความผิดปกติของชุนเซียงได้โดยพลัน สาวใช้นางนี้ค่อยๆ เดินมาข้างกาย “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวรู้สึกแปลกจริงๆ…”
“เจ้ากล่าวถึงเรื่องในวังวันนี้หรือ?”
เมื่อคืนอวิ๋นซูรออยู่ในสำนักหมอหลวงเพียงลำพัง หลังจากช่วยจัดการกองสมุนไพรจนเสร็จก็มีหมอหลวงผู้หนึ่งกลับมา นั่งรออยู่นาน ชุนเซียงจึงค่อยปรากฏตัว สีหน้าดูผิดปกติอยู่บ้าง
“บ่าวเห็นว่าคุณหนูยังต้องรับยาให้องค์หญิงเก้าจึงไม่ได้กล่าวถึง เพียงแต่เมื่อครู่…บ่าวฝันร้าย รู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีเลยเจ้าค่ะ” ชุนเซียงชะงักไปครู่นึง เริ่มย้อนคิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน “บ่าวตามนางข้าหลวงผู้นั้นกลับไปยังที่พักขององค์หญิงเก้า แต่หลังจากได้สติขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่ในห้องห้องหนึ่ง”
หลังจากได้สติขึ้นมา? อวิ๋นซูขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าสลบไปหรือ?”
ชุนเซียงส่ายหน้า ความรู้สึกขาวโพลนของช่วงเวลานั้นทำให้นางตัวสั่น “มิใช่ว่านางข้าหลวงผู้นั้นกล่าวว่าจะย้ายของหรือ? ยามที่บ่าวได้สติขึ้นมา นางกล่าวว่าบ่าวเพียงหลับไป นางย้ายของเองจนเรียบร้อยจึงค่อยปลุกบ่าว แต่บ่าวไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปเมื่อใด ในช่วงนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างบ่าวก็ไม่รู้”
อวิ๋นซูใคร่ครวญครู่หนึ่ง “ระยะนี้เจ้าเหนื่อยเกินไปหรือไม่?” อวิ๋นซูคิดว่าชุนเซียงอาจเหนื่อยล้ามากเกินไปจึงหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ชุนเซียงส่ายหน้า “บ่าวเป็นผู้มีวรยุทธติดตัว ไหนเลยจะง่วงง่ายเพียงนั้น บ่าวเพียงรู้สึกไม่ดี เหตุใดจึงไม่มีความทรงจำว่าตัวเองไปหลับอยู่ในห้องแห่งนั้น ความรู้สึกนี้…คล้ายกับถูกผู้อื่นวางยา”
ถูกผู้อื่นวางยา? อวิ๋นซูไม่ได้กล่าวคำใด เพียงแต่ในดวงตาเกิดประกายมืดครึ้มที่ผู้อื่นมองไม่ชัดเจน
“คุณหนู…บ่าวทำผิดไปหรือไม่เจ้าคะ? หากบ่าวบอกคุณหนูเร็วเสียหน่อย…” ยามนั้นเมื่อชุนเซียงได้สติขึ้นมาก็รู้สึกมึนงงอยู่บ้าง ความคิดไม่ชัดเจน เมื่อกลับมาข้างกายอวิ๋นซูก็ต้องรับยาให้องค์หญิงเก้าจากนั้นจึงค่อยกลับจวน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ มิใช่ว่าตนทำร้ายคุณหนูไปแล้วหรือ?
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา ปลอบใจบ่าวที่กำลังรู้สึกไม่ดีเบื้องหน้า “อย่าคิดมาก หากมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ คงรู้ตัวนานแล้ว พวกเรารอดูความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบเถิด บางทีเจ้าอาจจะเหนื่อยเกินไปจริงๆ”
ชุนเซียงก้มหน้าลง รู้สึกว่าตนประมาทเลินเล่อไม่ระมัดระวังมากพอ ตอนนี้กลับต้องให้คุณหนูมาปลอบใจตนอีก ตกลงช่วงที่ตนสลบไปเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หวังว่าจะเป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านของตนเท่านั้น
…
ฟ้าสว่างแล้ว ข้าราชบริพารทั้งหลายพากันตื่นขึ้นมาทำงาน
นอกสวนอั้นหู ขันทีน้อยสองคงยังคงไปคารวะเจ้านายของตนตามปกติ ได้ยินเสียงสวบสาบดังขึ้น ข้างเท้าของพวกเขามีอีกาหลายตัวบินออกมา ทำให้พวกเขาตกใจจนตัวสั่น
“อะไรกัน ที่แท้ก็เป็นอีกานี่เอง…” เขาจัดหมวกตนเอง ทั้งสองสบตากันแล้วหัวเราะ
“ประเดี๋ยวก่อน เหตุใดในพระราชวังของพวกเราจึงมีอีกาได้?” อีกามีไอชั่วร้าย ไม่สามารถปล่อยให้ปรากฏตัวในวังโดยเด็ดขาด
ขันทีน้อยสองคนมองไปยังซุ้มประตูโค้ง ในใจคิดว่าดูเหมือนสวนแห่งนี้จะไม่มีคนมาทำความสะอาดนานแล้ว อาจมีของสกปรกอันใดอยู่ก็เป็นได้ ทว่าความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นกลับทำให้พวกเขาก้าวเข้าไป ไม่นานก็มีอีกาบินออกมาอีกหลายตัว พวกมันรวมตัวกันอยู่ที่มุมหนึ่งของทะเลสาบ กำลังจิกกินอะไรบ้างยัง
“เป็นไอชั่วร้ายจริงๆ รีบไล่พวกมันไปเถิด จะได้ไม่ทำให้เหนียงเหนียงในวังตกใจ”
“ไปๆๆ รีบไป รีบไป!” ขันทีน้อยผู้นั้นเดินเข้าไปใกล้ ทว่าจู่ๆ ด้านหลังพลันมีเสียงอุทานดังขึ้น “ทำอันใดของเจ้า ตกใจแทบตายแล้ว!” เขาหันกลับมาอย่างไม่พอใจ พบว่าคนด้านหลังเบิกตากว้าง ชี้ไปด้านหน้าด้วยอาการสั่นเทา “ดะ ดูเหมือนในทะเลสาบมีคนอยู่…”
มีคน? ขันทีน้อยมองไปตามการชี้ของอีกฝ่าย พบว่าบริเวณน้ำตื้นช่วงขอบทะเลสาบที่มีพืชน้ำเกิดเป็นพุ่ม มีผ้าสีฟ้าชิ้นหนึ่งปรากฏอยู่ เมื่อมองให้ละเอียดถึงกับมีบุรุษนอนคว่ำหน้าหันหลังให้พวกเขา ร่างไหวเอนไปตามการกระเพื่อมของน้ำในทะเลสาบ
“นะ นี่จะทำอย่างไรดี?!”
“ต้องลากขึ้นมาดูก่อนว่าคนตายแล้วหรือไม่!”
ทั้งสองช่วยกันดึงบุรุษในน้ำขึ้นมา จัดวางให้ใบหน้าขาวซีดปรากฏเบื้องหน้าพวกเขา “เอ๋? เป็น เป็นนายน้อยลู่?!”
ยามนี้อวี้กุ้ยเฟยเพิ่งจะอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ด้านนอกมีขันทีน้อยผู้หนึ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทีกระวนกระวาย
“เหนียงเหนียง แย่แล้ว! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
อวี้กุ้ยเฟยมองผู้มาเยือนอย่างไม่พอใจ “มีอะไรอีกเล่า!” เมื่อคืนนางถูกเติ้งซื่อก่อกวนจนมิได้พักผ่อนให้ดี เหตุใดจึงเจอคำพูดโชคร้ายเช่นนี้ตั้งแต่เช้าอีกเล่า
“เหนียงเหนียง…หา หานายน้อยลู่พบแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ในตอนที่อวี้กุ้ยเฟยมาถึงมีคนไม่น้อยล้อมอยู่ที่สวนอั้นหู ขันทีน้อยสองคนนั้นยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีเคร่งเครียด
“เซิ่งอวิ๋น เป็นเซิ่งอวิ๋นจริงหรือ?!” อวี้กุ้ยเฟยเดินเข้าไปอย่างยากจะเชื่อ ทว่าหากบุรุษบนพื้นที่สิ้นลมไปนานแล้วผู้นั้นไม่ใช่ลู่เซิ่งอวิ๋นแล้วจะเป็นผู้ใดไปได้? อาภรณ์ไม่เรียบร้อยผิวขาวซีด สภาพขึ้นอืดดูแล้วคงถูกแช่อยู่ในน้ำทั้งคืน อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกราวกับมีมือคู่หนึ่งกำลังบีบรัดคอนางจนแน่น สูดลมหายใจลึกหลายครั้ง “เด็กๆ ไปตามหมอหลวง!”
เพียงไม่นานก็มีหมอหลวงผู้หนึ่งเดินมาอย่างเร่งร้อน
หลังจากตรวจสอบคร่าวๆ หมอหลวงผู้นั้นก็ขมวดคิ้ว
“เป็นอย่างไร เหตุใดเซิ่งอวิ๋นจึงตายอยู่ในทะเลสาบได้?”
“นี่…โปรดอนุญาตให้กระหม่อมตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงท่านนี้ราวกับมีคำพูดที่ยากจะกล่าวบางอย่าง ค่อยๆ คลำไปบนร่างของลู่เซิ่งอวิ๋น สีหน้าย่ำแย่ยิ่งขึ้น สุดท้ายจึงพบของสิ่งหนึ่ง
พบว่าบริเวณหน้าอกของลู่เซิ่งอวิ๋นมีเข็มเงินปักอยู่เล่มหนึ่ง!
“เหนียงเหนียง…”
“เป็นอย่างไรบ้าง?” อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกสับสนในใจ ไม่อยากคิดเลยว่าหากเติ้งซื่อเข้าวังมาจะมีสภาพเช่นไร
หมอหลวงเงยหน้าขึ้น มองไปยังทุกคนที่มาล้อมดูความครึกครื้นด้วยสายตาลุกโชน
อวี้กุ้ยเฟยเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน “พวกเจ้าถอยไปเถิด เปิ่นกงมีเรื่องต้องการพูดกับหมอหลวงเป็นการส่วนตัว”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เพียงไม่นานข้าราชบริพารทั้งหลายก็พากันสลายตัวออกไป ข้างกายอวี้กุ้ยเฟยเหลือเพียงคนสนิทผู้เดียว “กล่าวมาเถิด ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ทูลเหนียงเหนียง! เมื่อครู่กระหม่อมตรวจร่างกายนายน้อยลู่ พบว่า…ก่อนนายน้อยลู่ตาย เขากินยาปลุกกำหนัดรุนแรงเข้าไป และผ่านการมีสัมพันธ์ระหว่างบุรุษสตรีมาแล้ว…” อวี้กุ้ยเฟยพลันยื่นมือออกไปห้ามไม่ให้เขาพูดต่อ นางไม่อยากให้หูของตนแปดเปื้อนเรื่องสกปรก มิน่าเล่าหมอหลวงจึงต้องการให้ผู้อื่นถอยไปก่อน กล่าวเช่นนี้คือลู่เซิ่งอวิ๋นตายเพราะนิสัยของตนเองหรือ?! น่าขันยิ่งนัก ถึงกับทำเรื่องเช่นนี้ในวังหลวง ตายไปยังกลายเป็นข่าวลืออัปยศเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จวนลู่ที่จะเสียหน้า กระทั่งตนก็ต้องถูกคนในวังหลวงหัวเราะเยาะจนอับอาย!
“นี่เป็นเพียงการวินิจฉัยเบื้องต้นของกระหม่อม ส่วนเข็มเงินเล่มนี้…กระหม่อมคิดว่าจำเป็นต้องทูลรายงานฝ่าบาท”
จะอย่างไรบนโลกใบนี้ก็ไม่มีกำแพงใดที่ลมไม่อาจพัดผ่าน อวี้กุ้ยเฟยกำลังตรวจสอบอยู่ที่นี่ จวนลู่ก็ได้รับข่าวนี้แล้ว
ในยามที่ใต้เท้าลู่และเติ้งซื่อมาถึง ลู่เซิ่งอวิ๋นก็ถูกย้ายไปที่อื่นแล้ว
“เหนียงเหนียง! เหนียงเหนียง!” ใบหน้าของเติ้งซื่อเต็มไปด้วยรอยน้ำตา ส่วนใต้เท้าลู่ก็มีสีหน้าหนักอึ้ง
“ฮูหยินลู่สงบอารมณ์หน่อยเถิด เหนียงเหนียงกำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ด้านในกับฝ่าบาท อีกสักครู่จะเรียกท่านทั้งสองไปพบ” ขันทีขวางพวกเขาเอาไว้ เติ้งซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ อยู่ดีๆ เหตุใดเซิ่งอวิ๋นถึงตายได้? เป็นไปไม่ได้ นี่จะต้องไม่ใช่เรื่องจริง…”
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของใต้เท้าลู่กำแน่น ต่อให้ลู่เซิ่งอวิ๋นจะไม่เอาไหน แต่ก็เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลลู่ของพวกเขา ตอนนี้คนผมขาวกลับต้องส่งศพคนผมดำ ต่อให้เขาอยู่ในแวดวงขุนนางมาหลายปี วันนี้ก็ยังรู้สึกแก่ลงมาก
ภายในห้อง จักรพรรดิเหลียนมีพระพักตร์เคร่งขรึม
“ฝ่าบาท พบเข็มเงินเล่มนี้บนร่างนายน้อยลู่พ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงผู้นั้นนำเข็มเงินไปถวายอย่างระมัดระวัง อวี้กุ้ยเฟยยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบ ไม่กล้ามองสีพระพักตร์ของจักรพรรดิเหลียน
จะอย่างไรก็เป็นหลานชายของตน เกิดเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ขึ้นมา นางก็ไม่ทราบว่าควรจะอธิบายเช่นไร
“จะกล่าวว่านายน้อยลู่ถูกคนวางแผนร้ายใส่หรือ?”
หมอหลวงกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง “กระหม่อมคิดว่าไม่ใช่แผนร้ายอันใด…เข็มเงินเล่มนี้ปักอยู่ที่หน้าอกของนายน้อยลู่พอดี เห็นได้ว่ายามนั้นคนผู้นี้อยู่เบื้องหน้านายน้อยลู่…อีกทั้งนายน้อยลู่ยังถูกยาปลุกกำหนัด…” คำพูดของหมอหลวงชัดเจนยิ่งนัก ผู้ที่แทงเข็มเล่มนี้อาจจะเป็นสตรี
“เด็กๆ รีบส่งคนไปตรวจสอบ!” จะอย่างไรใต้เท้าลู่ก็เป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ผู้ตายเป็นบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของเขา ควรมอบคำอธิบายให้เขาบ้าง
“ฝ่าบาท…” สีหน้าของหมอหลวงย่ำแย่ยิ่งนัก “นี่…ต้องตรวจสอบจริงหรือ?”
“หมอหลวงกำลังกล่าวอันใด?” อวี้กุ้ยเฟยอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ตั้งแต่เมื่อครู่หมอหลวงท่านนี้ก็อ้ำๆ อึ้งๆ ตอนนี้มีคำสั่งออกมาแล้วคงต้องหาตัวคนร้ายแล้วกระมัง?
หมอหลวงเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “ฝ่าบาท เข็มเงินเล่มนี้…”
“ทำไม เจ้ารู้ว่าเข็มนี้เป็นของผู้ใดหรือ?”
หมอหลวงคิดว่าหากฝ่าบาทตรวจสอบต่อไป จะช้าจะเร็วก็ต้องทราบ ส่วนตนหากรู้เรื่องราวแต่กลับไม่รายงานก็อาจถูกลากเข้าไปพัวพันในเรื่องนี้ได้ เขาเดินมาข้างพระวรกายจักรพรรดิเหลียนอย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาท เข็มเล่มนี้ เป็นเข็มที่คุณหนูกงซุนพกติดตัว…”
อะไรนะ?! กล่าวเช่นนี้ เข็มเงินเป็นของ…
จักรพรรดิเหลียนพลันพระพักตร์เปลี่ยนสี “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังพูดอันใด?!” สุรเสียงอันโกรธเกรี้ยวทำให้หมอหลวงตกใจจนรีบคุกเข่าลง “กระหม่อมไม่กล้าปิดบัง ฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตรให้ดี ที่ปลายเข็มเงินเล่มนี้มีลวดลายอยู่ เป็นเข็มเงินที่คุณหนูกงซุนใช้จริงๆ….”
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา กระทั่งอวี้กุ้ยเฟยก็รับรู้ถึงความสาหัสของเรื่องราวได้โดยสัญชาตญาณ
Tony0251
จะเรียกว่าฉลาดหรือโง่ดี พระเอกนางเอกก็รู้ว่าใครอยู่เบื่องหลัง คือก็รอคลี่ปมอยู่นั่นแหละ ฆ่่ามันสักที รำคาญ
nitnit
อ่านมาถึงตอนนี้อวิ๋นซูทั้งๆที่รู้ว่าเข้าไปในวังมีแต่อันตรายทั้งนานและบ่าวไม่ระวังตัวเลยโดนหลอกซ้ำซาก