หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 803 พยานเปลี่ยนคำให้การ
เล่มที่ 27 ตอนที่ 803 พยานเปลี่ยนคำให้การ
จักรพรรดิเหลียนรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ดีนัก ยามนี้สายตาของทุกคนกำลังจับจ้อง ตนจำเป็นต้องตรวจสอบเรื่องราวต่อไป หากมีช่องว่างอันใด ถึงตอนนั้น แม้จะช่วยได้ก็ไม่ทราบว่าจะหลีกเลี่ยงลมปากผู้อื่นอย่างไร
“พูดมา เจ้าเห็นอะไร?”
“บ่าวเห็นคุณหนูกงซุนกับนายน้อยลู่เข้าไปในสวนเพคะ” สาวใช้คุกเข่าลง มีท่าทีราวกับกำลังบรรยายเรื่องจริง
จักรพรรดิเหลียนเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงทอดพระเนตรไปทางอวิ๋นซูที่อยู่ด้านข้าง “คุณหนูกงซุนที่เจ้ากล่าวถึงคือคนผู้นี้ใช่หรือไม่?
“ใช่เพคะ เป็นคุณหนูกงซุนท่านนี้!” นางข้าหลวงกล่าวแน่วแน่ ทำให้อารมณ์ของเติ้งซื่อยิ่งปะทุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ “เซิ่งอวิ๋นของข้า เซิ่งอวิ๋นของข้า ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่…” ร่างกายของนางโอนเอน หมอหลวงที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบเข้ามาประคองนาง “ฮูหยินลู่โปรดระงับความโศกเศร้า!”
“ไม่! ไม่! ใต้เท้าทั้งหลายช่วยเขาด้วย เซิ่งอวิ๋นจะต้องยังไม่ตายแน่นอน…”
จักรพรรดิเหลียนส่งสายตาครั้งหนึ่ง หมอหลวงทั้งหลายจึงคิดจะพาเติ้งซื่อไปให้ไกลเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อฝ่าบาท เพียงแต่สตรีผู้นี้จะเป็นจะตายก็ไม่ยอมไป “คุณหนูกงซุน คุณหนูกงซุน…บอกข้ามา ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…ข้าไม่ไป ข้าไม่ไป!” นางร้องไห้พลางตะโกน เติ้งซื่อถึงกับกอดเสาที่อยู่ด้านข้างจนแน่น แม้จะอยู่เบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเหลียนทว่ายามนี้นางเสียสตินึกคิดไปแล้วโดยสิ้นเชิง เห็นได้ว่าความเจ็บปวดในใจทำให้นางหัวใจสลาย
“ฝ่าบาท ใต้เท้าลู่มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีใหญ่กระซิบข้างพระกรรณจักรพรรดิเหลียน เนื่องจากเติ้งซื่อมาโวยวายทางด้านนี้ทำให้ทุกคนไม่รู้ตัวว่าใต้เท้าลู่ยืนอยู่นอกประตู กำลังมองเข้ามา
จักรพรรดิเหลียนส่งสายตาครั้งหนึ่ง องครักษ์ที่อยู่ด้านนอกจึงพาตัวใต้เท้าลู่เข้ามา
“ฮูหยิน! นี่เจ้ากำลังทำอะไร?!” ทันทีที่ใต้เท้าลู่ปรากฏตัวก็ตะโกนเสียงดัง เติ้งซื่อสงบลงโดยพลัน เพียงแต่หางตายังมีน้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจแขวนอยู่ ทุกคนจึงผ่อนคลายได้ชั่วขณะ ใต้เท้าลู่ยกชายอาภรณ์เข้ามาคุกเขาให้จักรพรรดิเหลียน “ภรรยากระหม่อมไร้มารยาท ระคายพระเนตรฝ่าบาทแล้ว ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษพ่ะย่ะค่ะ!”
ใต้เท้าลู่มีฐานะเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ยามนี้บุตรชายเพียงหนึ่งเดียวตายอยู่ในวังหลวง จักรพรรดิเหลียนจะตำหนิเติ้งซื่อที่มาปรากฏตัวสร้างความวุ่นวายเพราะปวดใจจากการสูญเสียบุตรชายได้อย่างไร “ใต้เท้าลู่ลุกขึ้นเถิด”
“ฝ่าบาท บ่าวเห็นจริงๆ เพคะ!” ยามนี้เอง นางข้าหลวงผู้นั้นคลานเข่ามาเบื้องหน้า ดึงดูดความสนใจจากใต้เท้าลู่ได้สำเร็จ
“เหลวไหล! ฝ่าบาทยังมิได้ตรัสถาม ไหนเลยจะถึงเวลาให้เจ้ากล่าววาจา?!” ขันทีใหญ่มีสายตาเย็นเยียบ นางข้าหลวงผู้นั้นหดคอก้มหน้า
อย่างไรก็ตาม การกระทำของนางข้าหลวงผู้นี้กลับกระตุ้นความระแวงของจักรพรรดิเหลียน
ใต้เท้าลู่กลั้นใจถอยไปด้านข้าง มีท่าทีรอให้จักรพรรดิเหลียนไต่ถามเรื่องราวให้ชัดเจน
เนิ่นนานผ่านไป จักรพรรดิเหลียนยังคงมิเอ่ยพระโอษฐ์ นางข้าหลวงผู้นั้นลอบเบนสายตาขึ้น คิดในใจว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงไม่ถามตนต่อ สายตาเช่นนี้ถูกจักรพรรดิเหลียนพบเข้าพอดี ดียิ่ง มีใครบางคนอดรนทนไม่ไหวเสียแล้ว! ในใจของพระองค์มีความคิดเช่นนี้วาบผ่าน “พูดมา เจ้าเห็นอะไร?”
“บ่าวเห็นคุณหนูกงซุนและนายน้อยลู่เข้าไปในสวนอั้นหูด้วยกันเพคะ สีหน้ายังดูระมัดระวัง ดังนั้นบ่าวจึงมองให้มากขึ้นเสียหน่อย ย่อมไม่มองผิดเป็นแน่”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา จักรพรรดิเหลียนพลันปลายพระเนตรมองไปยังท่าทีของใต้เท้าลู่ที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ทว่าไม่นานก็สงบท่าทีของตน
“มีเพียงคุณหนูกงซุนและนายน้อยลู่สองคนหรือ? มีผู้ติดตามหรือไม่?”
นางข้าหลวงส่ายหน้า “บ่าวมิเห็นผู้ติดตามเพคะ”
บุรุษสตรีไร้คู่เข้าไปในสวนด้วยกัน ทั้งยังไม่พาผู้ติดตามเข้าไป ไม่ต้องคิดก็ทราบว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่ธรรมดา! เพียงแต่คุณหนูกงซุนมีฐานะเป็นว่าที่ประชายาองค์ชายใหญ่ หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา ผลลัพธ์คงไม่ต้องคาดเดา!
“เจ้าเป็นคนของตำหนักใด? สวนอั้นหูเป็นสถานที่ห่างไกลรกร้าง เจ้าไปทำอะไรที่นั่น?”
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนนางข้าหลวงผู้นี้เตรียมคำพูดไว้ดีแล้ว “บ่าวเป็นนางข้าหลวงในตำหนักเสียนเฟยเพคะ ระยะนี้เหนียงเหนียงอารมณ์ไม่ดีจึงสั่งให้บ่าวไปสวนป่าไผ่เพื่อเก็บใบไผ่มาชงชา บ่าวจะไปที่นั่นทุกวันในยามนั้นเพคะ” หากจะไปสวนป่าไผ่ อาจเป็นไปได้ว่าจะผ่านสวนอั้นหู
หลังจากนางข้าหลวงตอบคำถามจึงรู้สึกราวกับได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งไปจากใจจึงลอบผ่อนคลายลง ไหนเลยจะรู้ว่าจู่ๆ จักรพรรดิเหลียนกลับตรัสด้วยสุรเสียงเย็นชา “แต่ยามนั้นคุณหนูกงซุนอยู่ในสำนักหมอหลวง เจ้าเห็นนางได้อย่างไร?! โอหัง! ถึงกับกล้าพูดจาเหลวไหลต่อหน้าเจิ้น เด็กๆ ลากนางไปตัดหัว!”
อะไรนะ?! นางข้าหลวงผู้นั้นคิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิเหลียนจะไม่เชื่อคำพูดของนางเช่นนี้ “ไม่ ไม่เพคะฝ่าบาท บ่าวไม่ได้โกหก! บ่าวเห็นจริงๆ เพคะ!”
แม้จะเผชิญหน้ากับความตาย นางข้าหลวงยังคงกัดฟันไม่ยอมรับว่าตนโกหก ทุกคนรู้สึกราวกับมีเมฆหมอกบดบัง ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีบางเรื่องไม่เข้าใจ หวังว่าคุณหนูกงซุนจะคลายข้อสงสัยให้กระหม่อมได้พ่ะย่ะค่ะ” ยามนี้เอง ใต้เท้าลู่ที่เงียบมาโดยตลอดพลันเอ่ยปาก จักรพรรดิเหลียนทอดพระเนตรมองบุรุษผู้มีสีหน้าเคร่งขรึม “ใต้เท้าลู่มีสิ่งใดจะถาม?”
“คุณหนูกงซุนอยู่ในสำนักหมอหลวง มีหมอหลวงท่านใดอยู่ด้วยกันหรือไม่? หากมี เช่นนั้นแสดงว่านางข้าหลวงผู้นี้โกหกเบื้องสูง มีโทษประหาร!” ยามใต้เท้าลู่กล่าวประโยคนี้ สายตาราวคมมีดของเขาทิ่มแทงไปยังนางข้าหลวงผู้นั้น อีกฝ่ายรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ เห็นได้ชัดว่าสัมผัสได้ถึงเจตนาข่มขู่อันเข้มข้นของใต้เท้าลู่ ทว่ามีเพียงจักรพรรดิเหลียนที่ฟังออก ใต้เท้าลู่ต้องการพยาน! ต้องการพยานที่พิสูจน์ได้ว่ายามนั้นอวิ๋นซูอยู่ที่ใด!
หมอหลวงหลายคนสบตากัน เนื่องจากเมื่อครู่พวกเขาพิสูจน์แล้วว่าในสำนักหมอหลวงไม่มีผู้ใด คุณหนูกงซุนอยู่ในสำนักหมอหลวงเพียงลำพังจนกระทั่งหมอหลวงเข้าเวรมาถึง!
“ไม่ทราบว่าใต้เท้าท่านใดอยู่ในสำนักหมอหลวงกับคุณหนูกงซุน?” ใต้เท้าลู่เอ่ยข้อสงสัยของตนออกมา
อวิ๋นซูเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้ารออยู่ในสำนักหมอหลวงเพียงลำพัง กระทั่งยามเซินหมอหลวงสวี่จึงมา”
เมื่อกล่าวถึงหมอหลวงสวี่ เขาจึงก้าวออกมาจากกลุ่มคน “กระหม่อมเป็นพยานได้ว่ายามเซินคุณหนูกงซุนอยู่ในสำนักหมอหลวงจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นใต้เท้าสวี่เป็นพยานได้หรือไม่ว่าก่อนยามเซินคุณหนูกงซุนอยู่ที่สำนักหมอหลวง?”
หมอหลวงสวี่ส่ายหน้าเบาๆ พลันนั้นมีสายตาคมกริบทิ่มแทงมาที่เขา ใต้เท้าสวี่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แปรเปลี่ยนไปบนพระวรกายของจักรพรรดิเหลียน ความกดดันทำให้บนหน้าผากของเขามีเหงื่อเย็นไหลซึมออกมา รู้สึกได้ว่าตนกล่าวผิดไปแล้ว พลันนั้นจึงคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ใช่แล้ว กระหม่อมและคุณหนูกงซุนรออยู่ครู่หนึ่งจึงมีสาวใช้จวนแม่ทัพตามมา นางออกไปด้วยกันกับคุณหนูกงซุน” ความหมายของเขาก็คือสาวใช้ของจวนแม่ทัพเป็นพยานได้
ขันทีใหญ่เป็นคนทำงานคล่องแคล่ว ไม่นานก็พาตัวชุนเซียงที่รออยู่ด้านนอกมาโดยตลอดเข้ามาด้านใน
“บ่าวถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” นางคารวะอย่างมากมารยาท ในฐานะที่เป็นสาวใช้กลับมีมารยาทงดงามเพียงนี้ เห็นได้ว่ายามปกติได้รับการสั่งสอนมาดียิ่งนัก
“ลุกขึ้นพูดเถิด”
ชุนเซียงยืดตัวขึ้น สายตามองไปทางอวิ๋นซูที่อยู่ด้านข้างด้วยความเป็นห่วง นางรออยู่ด้านนอกจนร้อนใจ อย่างไรก็ตาม ขันทีกล่าวว่าฝ่าบาทเรียกตัวคุณหนูผู้เดียวจึงไม่ยอมให้นางเข้าไป ยามนี้ในที่สุดก็ได้พบคน เพียงแต่บรรยากาศรอบด้านกลับกดดันอย่างน่าแปลกประหลาด
“เมื่อวานเจ้ากับคุณหนูของเจ้าเข้าวังมาทำอะไร? เจิ้นอยากได้ยินอย่างละเอียด”
“เมื่อวานคุณหนูเข้าวังมาเปลี่ยนเทียบยาให้องค์หญิงเก้า แต่องค์หญิงก็ไม่ยอมพบ คุณหนูจึงพาบ่าวไปรับยาที่สำนักหมอหลวง ประมาณยามเว่ยเพคะ” คำพูดของชุนเซียงมีระเบียบแบบแผนยิ่งนัก ทำให้คนฟังเข้าใจกระจ่าง
“กล่าวเช่นนี้ เจ้าเป็นพยานได้ว่าตั้งแต่ยามเว่ยจนถึงยามเซิน เจ้ารออยู่ในสำนักหมอหลวงกับคุณหนูของเจ้าหรือ?”
ใต้เท้าลู่รีบสอดปาก “ฝ่าบาท นางมีฐานะเป็นคนของจวนแม่ทัพ เกรงว่าคงไม่อาจเป็นพยานบุคคลได้กระมัง?”
จักรพรรดิเหลียนคิดไม่ถึงว่าใต้เท้าลู่จะถึงกับกล่าวเช่นนี้ขึ้นมาได้ แม้เขาจะกล่าวได้มีเหตุผล ในฐานะที่เป็นบ่าวจะกล้าขัดคำสั่งเจ้านายได้อย่างไร แต่ทุกคนล้วนทราบดีว่าจักรพรรดิเหลียนมีใจเอนเอียงเข้าข้างคุณหนูกงซุน ต่อให้ในใจรู้สึกว่าชุนเซียงไม่อาจเป็นพยานบุคคลได้ แต่ปากก็มิกล้ากล่าวเช่นนี้ ทว่าตอนนี้ใต้เท้าลู่กลับไม่ยอมปล่อยผ่านความเป็นไปได้ใดๆ แม้แต่น้อย
ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่? พยานบุคคล? หรือฝ่าบาทกำลังไต่สวนคุณหนู? ในใจของชุนเซียงยิ่งรู้สึกร้อนใจ ตลอดทางที่เข้าวังมาพวกนางมิได้พบคนอื่น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดคุณหนูจึงถูกมองเป็นคนผิดไปได้?
ขันทีใหญ่ที่อยู่ด้านข้างเห็นจักรพรรดิเหลียนมีท่าทีไม่พอพระทัยจึงรีบส่งสายตาให้ใต้เท้าลู่ “ใต้เท้าลู่ ฝ่าบาทย่อมมีพระวินิจฉัยของพระองค์เอง”
ใต้เท้าลู่สูดหายใจลึก คารวะครั้งหนึ่ง “เป็นกระหม่อมบุ่มบ่ามเกินไป”
เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าตนเองกล่าวความจริง ชุนเซียงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานโดยละเอียด “บ่าวตามคุณหนูไปยังสำนักหมอหลวง ในสำนักหมอหลวงไม่มีผู้ใด แต่นางข้าหลวงขององค์หญิงเก้ากล่าวว่าต้องการย้ายของหนัก คุณหนูจึงให้บ่าวไปช่วยนางก่อน จากนั้นจึงกลับมาที่สำนักหมอหลวงแล้วจึงออกไปพร้อมคุณหนูเพคะ”
ใต้เท้าลู่รับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างได้อย่างเฉียบแหลม “กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าก่อนหน้านี้คุณหนูกงซุนอยู่คนเดียวหรือ?” ทุกคนเข้าใจความหมายของเขาได้โดยพลัน ไม่มีผู้ใดเป็นพยานได้ว่าก่อนยามเซินอวิ๋นซูอยู่ที่ใด กระทั่งสาวใช้ข้างกายก็ยังถูกเรียกให้ปลีกตัวออกไป
ในฐานะที่เป็นผู้ต้องสงสัย แม้คุณหนูกงซุนจะเข้ามาในสำนักหมอหลวงยามเว่ย เพียงแต่กว่าจะถึงยามเซินก็เป็นเวลาที่ห่างกันอยู่มาก ทำให้นางเคลื่อนไหวได้อิสระ หากนางข้าหลวงผู้นั้นกล่าวเรื่องจริง คุณหนูกงซุนอาจไปพบนายน้อยลู่ในช่วงนี้จริงๆ ก็เป็นได้! ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทุกคนไม่กล้าคิดโดยเด็ดขาด
ข้อพิสูจน์ต่างๆ นานาในตอนนี้ล้วนไม่เป็นผลดีต่ออวิ๋นซู จักรพรรดิเหลียนรู้สึกราวกับมีตาข่ายผืนใหญ่ค่อยๆ ล้อมเข้ามาอย่างเชื่องช้า กระทั่งพระองค์ก็ยากจะตัดสินว่าความจริงของเรื่องราวเป็นเช่นไร
“ลูก ลูกที่น่าสงสารของข้า…ฝ่าบาทต้องคืนความเป็นธรรมให้เซิ่งอวิ๋นนะเพคะ!” เติ้งซื่อทนไม่ไหวอีกต่อไป ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา ใต้เท้าลู่รีบตะโกน “หุบปาก! ฝ่าบาทย่อมมีพระวินิจฉัยของพระองค์เอง!” อย่างไรก็ตาม น้ำเสียงเชื่อมั่นโดยมิสงสัยเช่นนี้สร้างความกดดันให้จักรพรรดิเหลียนยิ่งนัก หากไม่จัดการให้ดีเกรงว่าขุนนางคงมีใจออกห่าง
ชุนเซียงสัมผัสได้ว่าสีหน้าของทุกคนไม่ปกติ หรือว่าตนจะกล่าวอะไรผิดไปจนทำร้ายคุณหนูเข้า? “ฝ่าบาทเพคะ นางข้าหลวงข้างกายองค์หญิงเก้าสามารถเป็นพยานได้ว่าบ่าวพูดความจริง!”
จักรพรรดิเหลียนส่งสายตาครั้งหนึ่ง ขันทีใหญ่ข้างกายจึงถอยออกไป ไม่นานสาวใช้ในตำหนักองค์หญิงเก้าก็มาถึง
“เมื่อวานคุณหนูกงซุนเข้าวังมาเปลี่ยนเทียบยาให้องค์หญิงเก้าใช่หรือไม่? เหตุใดองค์หญิงจึงไม่ยอมพบ?”
เพียงแต่สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงกลับเกิดขึ้นแล้ว นางข้าหลวงผู้นั้นมีสีหน้างุนงง “นี่…องค์หญิงทรงตรัสเมื่อใดว่าไม่ยอมพบคุณหนูกงซุน!”
อะไรนะ?! สีหน้าของชุนเซียงพลันเปลี่ยนไป กระทั่งอวิ๋นซูก็เผยสีหน้าแปลกประหลาดออกมา
“เมื่อวานคุณหนูของข้าขอเข้าเฝ้าองค์หญิงเก้า เจ้ากล่าวองค์หญิงเก้าไม่อยากพบคุณหนูของข้ามิใช่หรือ? ดังนั้นคุณหนูจึงไปรับยาให้องค์หญิงที่สำนักหมอหลวงด้วยตัวเอง”
นางข้าหลวงพลันเผยท่าทีราวกับถูกใส่ร้าย “จะเป็นไปได้อย่างไร องค์หญิงรอคุณหนูกงซุนเข้าวังมาโดยตลอด พี่สาวท่านนี้ฟังผิดไปหรือไม่? ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานเป็นคุณหนูกงซุนที่ยืนยันจะไปหยิบยาที่ห้องยาด้วยตัวเอง”
nitnit
ซุนเซียงนี่โง่จัง